คุณวสันต์ ตัวแทนประกันอลิอันซ์

คุณวสันต์ ตัวแทนประกันอลิอันซ์ ผู้จัดการหน่วย อาวุโส (Senior Unit Manager) อลิอันซ์ อยุธา
ใบอนุญาต เลขที่ 6101043808

 # # เราอาจใช้ชีวิตปกติ # # # ทั้งที่ความเสี่ยงกำลังสะสมอยู่หลายคนคิดว่า ถ้าไม่มีอาการก็น่าจะยังแข็งแรงดีแต่โรคหัวใจบางช...
28/08/2026

# # เราอาจใช้ชีวิตปกติ

# # # ทั้งที่ความเสี่ยงกำลังสะสมอยู่

หลายคนคิดว่า ถ้าไม่มีอาการ
ก็น่าจะยังแข็งแรงดี

แต่โรคหัวใจบางชนิดอาจไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนตั้งแต่แรก

เรายังไปทำงานได้
ยังเดินทางได้
ยังใช้ชีวิตเหมือนทุกวัน

จนบางครั้ง...

**ร่างกายส่งสัญญาณในวันที่เราไม่ทันตั้งตัว**

นี่คือสิ่งที่ทำให้เรื่องโรคร้ายแรงน่าคิดครับ

เพราะเมื่อเกิดขึ้นจริง
เราไม่ได้เสียแค่ “สุขภาพ”

แต่อาจเสียทั้ง
**รายได้**
**เวลาในการทำงาน**
**เงินเก็บ**
และ **ความมั่นคงของครอบครัว**

เพราะค่ารักษาเป็นแค่ส่วนหนึ่งของผลกระทบ

สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ

# # # “ค่าใช้ชีวิตในช่วงที่เราทำงานไม่ได้”

เช่น
ค่าใช้จ่ายในบ้าน
ค่างวด
ค่าเล่าเรียนลูก
ค่าเดินทาง
ค่าดูแลครอบครัว

ทั้งหมดนี้ยังคงเกิดขึ้น
แม้รายได้ของเราจะหยุดลงชั่วคราว

นี่จึงเป็นเหตุผลที่
**ประกันสุขภาพ** และ **ประกันโรคร้ายแรงแบบเงินก้อน** มีบทบาทต่างกัน

ประกันสุขภาพช่วยเรื่องค่ารักษา

ส่วนประกันโรคร้ายแรง
ช่วยสร้าง **เงินก้อน** ให้เราในวันที่โรคเข้าเงื่อนไขตามกรมธรรม์

ในแผน **CI48 Beyond** มีความคุ้มครองรวม 75 โรค/อาการ และมีระดับการจ่ายผลประโยชน์หลายระดับ เช่น 100%, 50% และ 10% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยตามประเภทโรคและเงื่อนไขของแผน
สำหรับประเด็นโรคหัวใจ เอกสารระบุความคุ้มครองที่เกี่ยวข้อง เช่น **กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด**, **การผ่าตัดเส้นเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ** และ **โรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่รักษาด้วยการสวนหลอดเลือดหัวใจ** ตามนิยามและเงื่อนไขของกรมธรรม์
ผมจึงอยากให้ลองถามตัวเองว่า

**ถ้าพรุ่งนี้ต้องหยุดงาน 3–6 เดือน
เงินที่ใช้ดูแลชีวิตประจำวันจะมาจากไหน?**

เราอาจควบคุมไม่ได้ว่าโรคจะเกิดเมื่อไร

แต่เราเตรียมได้ว่า
ถ้าวันนั้นมาถึง...

**เราจะมีเงินก้อนพอให้ตัวเองมีเวลารักษาตัวหรือยัง**

เพราะบางครั้ง
สิ่งที่สำคัญที่สุดในวันที่ป่วย

ไม่ใช่แค่การมีเงินจ่ายโรงพยาบาล

แต่คือการมีเงินพอ
ให้เราหยุดทุกอย่าง
แล้วกลับมาดูแลตัวเองจริง ๆ ครับ

**Line OA: **

#โรคหัวใจ #ประกันโรคร้ายแรง #เจอจ่ายเงินก้อน #วางแผนสุขภาพ #วางแผนการเงิน

**Financial Friday by Ken | EP.4****“4 เสาหลักของการเงินที่มั่นคง”**หลายคนพอเริ่มสนใจเรื่องการเงินมักจะถามก่อนว่า…“ควรลง...
28/08/2026

**Financial Friday by Ken | EP.4**
**“4 เสาหลักของการเงินที่มั่นคง”**

หลายคนพอเริ่มสนใจเรื่องการเงิน
มักจะถามก่อนว่า…

“ควรลงทุนอะไรดี?”
“ซื้อกองทุนอะไรดี?”
“ควรทำประกันแบบไหนดี?”

แต่ก่อนจะเลือกเครื่องมือ
ผมอยากชวนมองภาพใหญ่กว่านั้นก่อนครับ

เพราะการเงินที่มั่นคง
ไม่ได้เกิดจากการมี “ของดี” แค่ชิ้นเดียว

แต่มาจากการมี “ระบบ” ที่ดีทั้งชีวิต

และระบบนั้น ผมชอบมองเป็น **4 เสาหลัก**

---

**เสาที่ 1 — สภาพคล่อง**

คือเงินที่เราพร้อมใช้ในชีวิตประจำวัน
และมีเงินสำรองพอรับมือกับเหตุฉุกเฉิน

เพราะต่อให้มีทรัพย์สินเยอะ
แต่ถ้าเงินสดไม่พอใช้เมื่อจำเป็น

แผนการเงินก็สะดุดได้ครับ

---

**เสาที่ 2 — การป้องกันความเสี่ยง**

ชีวิตมีเรื่องที่เราเลือกไม่ได้

อุบัติเหตุ
เจ็บป่วย
รายได้หยุด
หรือภาระครอบครัวที่ยังต้องเดินต่อ

การป้องกันความเสี่ยงที่ดี
ไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป

แต่ช่วยไม่ให้ปัญหาเพียงครั้งเดียว
มาทำลายเงินที่เราสร้างมาหลายปี

---

**เสาที่ 3 — การออมเพื่อเป้าหมาย**

เงินออมที่ดี
ควรมี “หน้าที่” ของมัน

บางก้อนเพื่อบ้าน
บางก้อนเพื่อการศึกษาลูก
บางก้อนเพื่อเกษียณ
บางก้อนเพื่อความฝันของเราเอง

ยิ่งเป้าหมายชัด
เรายิ่งเลือกวิธีออมได้เหมาะขึ้น

---

**เสาที่ 4 — การสร้างความมั่งคั่ง**

เมื่อฐานแข็งแรงแล้ว
เราจึงค่อยให้เงินทำงานมากขึ้น

ผ่านเครื่องมือที่เหมาะกับเป้าหมาย
ระยะเวลา
และระดับความเสี่ยงที่เรารับได้

เพราะการลงทุนที่ดี
ไม่ใช่แค่หาผลตอบแทนสูง

แต่ต้องไม่ทำให้ชีวิตทางการเงินของเราเสียสมดุลด้วย

---

**ลองเช็กตัวเองง่าย ๆ 4 ข้อครับ**

1. ถ้ารายได้หยุดวันนี้ เรายังอยู่ได้อีกกี่เดือน?
2. ถ้าเกิดค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ แผนที่วางไว้จะสะดุดไหม?
3. เงินออมแต่ละก้อนของเรา มีเป้าหมายชัดหรือยัง?
4. เงินที่นำไปลงทุน เหมาะกับเวลาและความเสี่ยงของเราหรือไม่?

ถ้าข้อไหนยังตอบไม่ได้

นั่นอาจไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลครับ
แต่มันคือจุดที่ควรเริ่มจัดระบบ

---

**Ken’s Take**

“การเงินที่มั่นคง
ไม่ได้เกิดจากการมีเงินเยอะที่สุด

แต่เกิดจากการมีฐานที่แข็งแรงพอ
จนชีวิตเจอเรื่องไม่คาดคิดแล้ว…ยังเดินต่อได้”

ก่อนถามว่า
**“เงินก้อนต่อไปจะลงทุนอะไรดี?”**

ลองถามก่อนครับว่า

**“4 เสาหลักของเรา วันนี้แข็งแรงครบหรือยัง?”**

แล้วพบกันทุกวันศุกร์ครับ
**Financial Friday by Ken**
เรื่องเงินที่อยากเล่า…ให้เข้าใจง่าย และเอาไปใช้ได้จริง

#วางแผนการเงิน #การเงินส่วนบุคคล #บริหารความเสี่ยง #วางแผนชีวิต #คุณวสันต์ประกันเคลมง่าย

 # # ML 11 | จาก “ความมั่นคง” ไปสู่ “อิสรภาพทางการเงิน” ต้องเริ่มตรงไหน?จาก ML01–ML10 เราค่อย ๆ วางฐานกันมาครับมีเงินสำร...
27/08/2026

# # ML 11 | จาก “ความมั่นคง” ไปสู่ “อิสรภาพทางการเงิน” ต้องเริ่มตรงไหน?

จาก ML01–ML10 เราค่อย ๆ วางฐานกันมาครับ

มีเงินสำรอง
รู้จักความเสี่ยง
เข้าใจเงินเฟ้อ
แยกเงินเป็นกอง
จัดสัดส่วนรายได้
และเริ่มควบคุมหนี้

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมเรียกว่า

# # “ฐานความมั่นคงทางการเงิน”

แต่คำถามต่อไปคือ...

**ถ้าฐานเริ่มมั่นคงแล้ว
เราจะพาเงินของเราไปไหนต่อ?**

เพราะเป้าหมายของการวางแผนการเงิน
ไม่ควรจบแค่

“ไม่เป็นหนี้”
“มีเงินเก็บ”
หรือ
“มีประกันครบ”

แต่ควรพาเราไปสู่จุดที่

# # “เรามีทางเลือกมากขึ้นในการใช้ชีวิต”

---

# ความมั่นคง กับ อิสรภาพทางการเงิน ไม่เหมือนกัน

ความมั่นคงทางการเงิน คือ

**วันนี้เกิดเรื่องไม่คาดคิด
เรายังรับมือได้**

เช่น

มีเงินสำรอง
ไม่มีหนี้เกินตัว
มีความคุ้มครองที่เหมาะสม
และมีเงินออมต่อเนื่อง

แต่อิสรภาพทางการเงิน คืออีกขั้นหนึ่งครับ

คือวันที่

**เงินและทรัพย์สินที่เราสร้างไว้
สามารถช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายของชีวิต
โดยที่เราไม่จำเป็นต้องพึ่งรายได้จากการทำงาน 100% เหมือนเดิม**

พูดง่าย ๆ คือ

# # ความมั่นคง = ไม่ล้มง่าย

ส่วน

# # อิสรภาพ = มีสิทธิ์เลือกมากขึ้น

---

# แล้วคำว่า “อิสรภาพ” หน้าตาเหมือนกันทุกคนไหม?

ไม่ครับ

สำหรับบางคน

อิสรภาพคือเกษียณตอนอายุ 55

สำหรับบางคน

คือมีเงินพอให้ลาออกจากงาน
แล้วไปทำธุรกิจที่ชอบ

สำหรับบางคน

คือทำงานต่อ
แต่ไม่ต้องกลัวว่า “ถ้าไม่ทำโอที เดือนนี้จะไม่พอใช้”

สำหรับบางคน

คือมีเวลาไปรับลูกที่โรงเรียน

หรือมีเวลาไปดูแลพ่อแม่

เพราะฉะนั้น ก่อนจะถามว่า

**“ต้องมีเงินเท่าไรถึงจะอิสระ?”**

ผมอยากให้ถามก่อนว่า

# # “อิสระในแบบของเรา คืออะไร?”

---

# ขั้นแรก — แยกเป้าหมายชีวิตออกเป็น 3 ระยะ

ผมแนะนำให้ลองแบ่งเป้าหมายทางการเงินออกเป็น

# # 1. ระยะสั้น — 1 ถึง 3 ปี

เช่น

* ปิดหนี้ดอกเบี้ยสูง
* สร้างเงินสำรอง
* ซื้อรถ
* ท่องเที่ยว
* เตรียมเงินแต่งงาน
* เริ่มธุรกิจเล็ก ๆ

เงินก้อนนี้ควรเน้น

**สภาพคล่อง และความเสี่ยงไม่สูงเกินไป**

เพราะเรามีเวลาน้อย
ถ้าเงินผันผวนแรง เราอาจไม่มีเวลารอให้กลับมา

---

# 2. ระยะกลาง — 3 ถึง 10 ปี

เช่น

* ซื้อบ้าน
* การศึกษาลูก
* ขยายธุรกิจ
* สร้างเงินก้อน
* เปลี่ยนอาชีพ
* สร้างรายได้หลายทาง

เป้าหมายกลุ่มนี้เริ่มมีเวลามากขึ้น

เราจึงสามารถวางแผนให้เงินมีโอกาสเติบโตได้มากกว่าระยะสั้น

แต่ต้องยังดูว่า

**เรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน
และต้องใช้เงินจริงเมื่อไร**

---

# 3. ระยะยาว — 10 ปีขึ้นไป

เช่น

* เกษียณ
* อิสรภาพทางการเงิน
* เงินมรดก
* ดูแลพ่อแม่ในระยะยาว
* สร้างทรัพย์สินให้ครอบครัว

ตรงนี้ “เวลา” กลายเป็นข้อได้เปรียบมากครับ

เพราะยิ่งเริ่มเร็ว

เรายิ่งมีเวลาสะสม
และมีโอกาสให้ผลตอบแทนทบต้นทำงาน

---

# อย่าเริ่มด้วยคำถามว่า “ลงทุนอะไรดี”

ประโยคนี้ผมพูดหลายครั้งครับ

เพราะก่อนเลือกเครื่องมือ
เราต้องรู้ก่อนว่า

**เงินก้อนนี้มีหน้าที่อะไร**

ถ้าเงินก้อนนี้ต้องใช้ปีหน้า

คำตอบอาจไม่เหมือนเงินเกษียณอีก 25 ปี

ถ้าเงินก้อนนี้มีไว้สำหรับลูก

คำตอบอาจไม่เหมือนเงินที่เรายอมรับความเสี่ยงได้สูง

ดังนั้น

# # “เป้าหมาย” ต้องมาก่อน “ผลิตภัณฑ์”

เสมอ

---

# แล้วอิสรภาพทางการเงินคำนวณยังไง?

เริ่มแบบง่ายที่สุดครับ

ลองถามว่า

**ถ้าไม่ต้องทำงานแล้ว
เราอยากใช้เงินเดือนละเท่าไร?**

สมมติ

50,000 บาทต่อเดือน

เท่ากับ

# # 600,000 บาทต่อปี

จากนั้นค่อยคิดต่อว่า

เงินก้อน
หรือกระแสเงินสดจากสินทรัพย์

ต้องมีขนาดประมาณเท่าไร
ถึงจะช่วยรองรับค่าใช้จ่ายระดับนี้ได้

คำตอบจะขึ้นอยู่กับหลายเรื่องครับ เช่น

อายุ
ผลตอบแทน
เงินเฟ้อ
ภาษี
ความเสี่ยง
ระยะเวลาเกษียณ
และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ

เพราะฉะนั้นตัวเลขอิสรภาพของแต่ละคน

**ไม่เท่ากัน**

---

# แต่ก่อนจะไล่ล่า Financial Freedom

อย่าลืมสิ่งหนึ่ง

บางคนอยากรีบไปถึงอิสรภาพทางการเงินมาก

จนใช้ชีวิตวันนี้อย่างไม่มีความสุข

ออมทุกบาท
ไม่กล้าใช้
ไม่กล้าพัก
ไม่กล้าใช้เวลากับคนที่รัก

ผมมองว่าแบบนั้นอาจไม่ใช่ “อิสรภาพ” เหมือนกันครับ

เพราะเป้าหมายของการวางแผนการเงิน

ไม่ใช่

**เอาความสุขวันนี้ทั้งหมด
ไปแลกกับความสุขในอนาคต**

แต่คือ

# # “จัดสมดุลให้วันนี้อยู่ได้ดี

และวันข้างหน้าก็มีทางเลือก”

---

# ลองวาดภาพชีวิตที่เราอยากมี

ลองตอบคำถามเหล่านี้ครับ

**1. ถ้ามีรายได้พอโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน คุณยังอยากทำงานแบบเดิมไหม?**

**2. ถ้าไม่ต้องทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ คุณอยากใช้เวลาที่เพิ่มขึ้นกับอะไร?**

**3. คุณอยากเกษียณจริง ๆ หรือแค่อยากมีสิทธิ์เลือกว่าจะทำงานต่อหรือไม่?**

**4. ชีวิตที่คุณอยากมีตอนอายุ 50, 60 หรือ 70 หน้าตาเป็นแบบไหน?**

**5. วันนี้เงินที่คุณกำลังเก็บ กำลังพาคุณเข้าใกล้ภาพนั้นหรือยัง?**

---

# Financial Freedom ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่

มันเริ่มจาก

**การรู้ว่าเราต้องการอะไร**

จากนั้นค่อย

กำหนดตัวเลข
กำหนดเวลา
แบ่งเป้าหมาย
สร้างเงินสำรอง
จัดการหนี้
ป้องกันความเสี่ยง
และลงทุนอย่างมีวินัย

ทีละขั้น

เพราะคนที่ไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้

ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่หาเงินเก่งที่สุดเสมอไป

แต่บ่อยครั้งคือคนที่

# # “รู้ว่ากำลังเดินไปไหน

และทำสิ่งเดิมที่ถูกต้องได้นานพอ”

---

จาก ML01–ML10
เราเรียนรู้วิธีสร้าง “ฐาน”

และใน ML11

ผมอยากให้เราเริ่มสร้าง

# # “ทิศทาง”

เพราะต่อให้มีเงินมากขึ้นทุกปี

แต่ถ้าไม่รู้ว่าเงินกำลังพาเราไปไหน

เราอาจเหนื่อยมากขึ้น
แต่ไม่ได้ใกล้ชีวิตที่ต้องการขึ้นเลย

> **ความมั่นคงทำให้เราไม่กลัววันพรุ่งนี้
> แต่อิสรภาพทางการเงิน ทำให้เราเลือกวันพรุ่งนี้ของตัวเองได้มากขึ้น**

**Money & Life by Ken | ML 11**

#คุณวสันต์ประกันเคลมง่าย #ตัวแทนอลิอันซ์ #ตัวแทนประกันชีวิต

Line OA: ****

ข่าวการจากไปของ **เรย์ แมคโดนัล** ทำให้หลายคนกลับมาสนใจเรื่องสุขภาพหัวใจอีกครั้งรายงานผลชันสูตรระบุว่า พบการตีบรุนแรงของ...
27/08/2026

ข่าวการจากไปของ **เรย์ แมคโดนัล** ทำให้หลายคนกลับมาสนใจเรื่องสุขภาพหัวใจอีกครั้ง

รายงานผลชันสูตรระบุว่า พบการตีบรุนแรงของหลอดเลือดหัวใจหลักทั้ง 3 เส้น โดยมีรายงานว่าก่อนหน้านั้นไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยที่ชัดเจน

สิ่งที่ข่าวนี้ทำให้ผมคิดคือ...

**โรคหัวใจบางครั้งอาจเป็นภัยเงียบ
เราอาจใช้ชีวิต ทำงาน และทำทุกอย่างเหมือนปกติ
โดยไม่รู้ว่าความเสี่ยงกำลังสะสมอยู่**

และถ้าวันหนึ่งเกิดขึ้นจริง
ผลกระทบอาจไม่ได้มีแค่ “ค่ารักษา”

แต่อาจหมายถึง
**รายได้ที่หยุดลง**
**เวลาที่ต้องพักรักษาตัว**
และ **ภาระของครอบครัวที่ยังต้องเดินต่อ**

นี่จึงเป็นเหตุผลที่การวางแผนเรื่องโรคร้ายแรงควรมองมากกว่าแค่ค่ารักษาพยาบาล

ในแผน **CI48 Beyond** มีความคุ้มครองโรคร้ายแรงหลายระดับ โดยตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ ได้แก่ **กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด**, **การผ่าตัดเส้นเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ** และกรณี **โรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่รักษาด้วยการสวนหลอดเลือดหัวใจ** ตามนิยามและเงื่อนไขของกรมธรรม์
จุดสำคัญของประกันโรคร้ายแรงคือ
**เมื่อเข้าเงื่อนไข สามารถรับเป็น “เงินก้อน”**

เงินก้อนนั้นอาจไม่ได้มีไว้แค่รักษา
แต่อาจช่วยซื้อสิ่งที่สำคัญมากในวันที่ป่วย...

# # # “เวลา”

เวลาให้ตัวเองหยุดงาน
เวลารักษาตัว
และเวลาที่ไม่ต้องกังวลว่าเดือนหน้าจะเอาเงินจากไหนมาใช้

**ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ และวางแผนการเงินในวันที่เราอาจทำงานไม่ได้ไว้ด้วยครับ**

หากอยากเข้าใจว่า
**ประกันสุขภาพ** กับ **ประกันโรคร้ายแรงแบบเงินก้อน** ต่างกันอย่างไร
ทักมาคุยกันได้ครับ

**Line OA: **

#โรคหัวใจ #ภัยเงียบ #ประกันโรคร้ายแรง #เจอจ่ายเงินก้อน #วางแผนสุขภาพ #วางแผนการเงิน #คุณวสันต์ประกันเคลมง่าย

 # # Time is Currency # # # “เวลา” คือสกุลเงินของชีวิตเรามักคิดว่าเงินคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดเพราะเงินซื้อของได้สร้างค...
26/08/2026

# # Time is Currency

# # # “เวลา” คือสกุลเงินของชีวิต

เรามักคิดว่าเงินคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุด

เพราะเงินซื้อของได้
สร้างความมั่นคงได้
ลงทุนได้
และช่วยให้ชีวิตมีทางเลือกมากขึ้น

แต่มีสิ่งหนึ่งที่มีค่ากว่าเงินครับ

# # “เวลา”

เพราะเงินที่เสียไป เรายังหาใหม่ได้

แต่เวลาที่ผ่านไปแล้ว
**ไม่มีทางหาเพิ่ม ไม่มีทางซื้อคืน และไม่มีทางย้อนกลับไปใช้ใหม่**

ทุกเช้าที่เราตื่นขึ้นมา
ชีวิตเหมือนให้ “เวลา” มาเป็นงบประมาณหนึ่งก้อน

24 ชั่วโมง

ไม่ว่าคุณจะมีเงินมากหรือน้อย
ทุกคนได้รับเวลาเท่ากัน

สิ่งที่แตกต่างกันคือ

# # เราเอาเวลานั้นไป “จ่าย” ให้กับอะไร

บางคนจ่ายเวลาให้กับงาน

บางคนจ่ายเวลาให้กับการเดินทาง

บางคนจ่ายเวลาให้กับโทรศัพท์

บางคนจ่ายเวลาให้กับสุขภาพ

บางคนจ่ายเวลาให้กับลูก

บางคนจ่ายเวลาให้กับพ่อแม่

และบางครั้ง...

เราจ่ายเวลาจำนวนมากให้กับสิ่งที่
**ไม่ได้สำคัญกับชีวิตเรามากขนาดนั้นเลย**

นี่คือเหตุผลที่ผมชอบคำว่า

# “Time is Currency”

เพราะทุกครั้งที่เราเลือกทำอะไรบางอย่าง

เรากำลัง “ใช้” เวลาชีวิตของเราไปกับสิ่งนั้น

และเวลาที่ใช้ไปแล้ว
ไม่สามารถใช้กับอย่างอื่นได้อีก

งานวิจัยด้านพฤติกรรมชี้ว่า คนที่ให้คุณค่ากับ “เวลา” มากกว่า “เงิน” มีแนวโน้มรายงานความสุขและความพึงพอใจในชีวิตมากกว่า และการใช้เงินเพื่อลดภาระบางอย่างเพื่อซื้อเวลาคืน ก็สามารถเพิ่มความสุขได้เช่นกัน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่

**“เราได้เงินเดือนเท่าไร?”**

แต่ควรถามว่า

**“รายได้นี้ต้องแลกกับเวลาชีวิตเท่าไร?”**

ถ้าได้เงินเพิ่มขึ้น 20%

แต่ต้องทำงานเพิ่มอีก 30 ชั่วโมงต่อเดือน

ถ้าตำแหน่งสูงขึ้น

แต่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย

ไม่มีเวลากินข้าวกับครอบครัว

ไม่มีเวลาไปหาพ่อแม่

และไม่มีแม้แต่เวลาพักจริง ๆ

เราอาจต้องถามตัวเองว่า...

# # “เรากำลังได้มากขึ้น

หรือจริง ๆ แล้วกำลังจ่ายแพงขึ้น?”

เพราะต้นทุนของงานไม่ได้มีแค่แรงงาน

บางครั้งต้นทุนคือ

**สุขภาพ**

**ความสัมพันธ์**

**ความสงบของใจ**

และ

**เวลาที่เราจะไม่มีวันได้กลับคืนมา**

แน่นอนครับ

นี่ไม่ได้แปลว่าเราควรหยุดทำงาน
หรือเลือกเวลาแทนเงินทุกครั้ง

เพราะเงินเองก็สำคัญมาก

เงินซื้อความปลอดภัย
ซื้อการรักษาพยาบาล
ซื้อการศึกษา
และสร้างทางเลือกให้ชีวิตได้

แต่สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญคือ

# # อย่าใช้เงินเป็นหน่วยวัดเดียวของความสำเร็จ

บางครั้งรายได้ที่มากขึ้น

อาจไม่คุ้ม

ถ้าต้องแลกด้วยสิ่งที่มีค่ากว่า

ผมจึงเริ่มมองชีวิตแบบนี้ครับ

# # # เงิน คือทรัพยากรที่ช่วยสร้างชีวิต

# # # แต่เวลา คือ “ชีวิต” ที่เรากำลังใช้จริง ๆ

ก่อนตอบรับงานใหม่
ก่อนเพิ่มภาระ
ก่อนทำงานล่วงเวลา
หรือก่อนใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับบางอย่าง

ลองถามตัวเองสั้น ๆ ว่า

**“สิ่งนี้คุ้มกับเวลาชีวิตที่ผมกำลังจ่ายหรือเปล่า?”**

และมีอีกคำถามหนึ่งที่ผมชอบมาก

> **ถ้าวันนี้มีใครเอาเงินมาให้เรา
> เพื่อซื้อเวลา 5 ปีสุดท้ายของชีวิตเรา
> เราจะขายไหม?**

ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงไม่ขาย

แต่แปลกนะครับ...

ในชีวิตประจำวัน
เรากลับยอมแลกเวลาเป็นปี ๆ
กับเรื่องที่เราไม่ได้ให้คุณค่ามากขนาดนั้น

สุดท้ายนี้

เงินที่ดี ไม่ได้มีไว้แค่ทำให้เรารวยขึ้น

แต่ควรช่วยให้เรา

**มีเวลามากขึ้น
มีทางเลือกมากขึ้น
ดูแลสุขภาพได้ดีขึ้น
และอยู่กับคนที่เรารักได้มากขึ้น**

เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของการวางแผนการเงิน

อาจไม่ใช่การมีเงินมากที่สุด

แต่คือ

# # “การได้สิทธิ์เลือกว่าจะใช้เวลาชีวิตของเราอย่างไร”

**Time is Currency.**

ใช้มันกับสิ่งที่มีค่ากับชีวิตเราจริง ๆ ครับ

#เวลาและชีวิต #วางแผนชีวิต #วางแผนการเงิน #คุณวสันต์ประกันเคลมง่าย

 # บทสรุป ML01–ML10 # # เรากำลังใช้เงิน…หรือเงินกำลังใช้ชีวิตเรา?ตลอด ML01–ML10 เราคุยกันหลายเรื่องเงินสำรองฉุกเฉินประกั...
26/08/2026

# บทสรุป ML01–ML10

# # เรากำลังใช้เงิน…หรือเงินกำลังใช้ชีวิตเรา?

ตลอด ML01–ML10 เราคุยกันหลายเรื่อง

เงินสำรองฉุกเฉิน
ประกันกลุ่มและประกันส่วนตัว
ประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง
เงินเฟ้อ
การบริหารเงิน
การแยกเงินเป็นกอง
การแบ่งรายได้
การจัดการหนี้
และการสร้างฐานทางการเงินให้แข็งแรง

แต่ถ้าจะสรุปทั้งหมดให้เหลือเพียงประโยคเดียว ผมคิดว่าเป็นประโยคนี้ครับ

> **การวางแผนการเงิน ไม่ใช่เรื่องของการมีเงินให้มากที่สุด
> แต่คือการทำให้เงินของเรา “พร้อม” ในวันที่ชีวิตต้องการมัน**

ลองย้อนกลับไปถามตัวเองจากสิ่งที่เราเรียนรู้มาทั้ง 10 ตอนครับ

**ถ้าพรุ่งนี้รายได้หยุด เราอยู่ได้กี่เดือน?**

ถ้าต้องเข้าโรงพยาบาล
เรามีใครช่วยรับภาระค่ารักษา?

ถ้าเกิดโรคร้ายแรงแล้วต้องหยุดทำงาน
เรามีเงินพอให้ตัวเองพักรักษาตัวหรือไม่?

เงิน 1 ล้านบาทที่เรากำลังเก็บ
อีก 20 ปีจะยังมีความหมายเท่าเดิมหรือเปล่า?

เงินที่เข้ามาทุกเดือน
เราเป็นคนกำหนดหน้าที่ให้มัน
หรือปล่อยให้ค่าใช้จ่ายเป็นคนตัดสินแทน?

เงินของเราแยกชัดหรือยังว่า

ก้อนไหนใช้วันนี้
ก้อนไหนสำรองไว้
ก้อนไหนป้องกันความเสี่ยง
และก้อนไหนกำลังสร้างอนาคต?

หนี้ที่เรามี
กำลังช่วยสร้างคุณค่าให้ชีวิต
หรือกำลังกินรายได้ในอนาคต?

และที่สำคัญ...

**ถ้าเราเดินต่อด้วยพฤติกรรมการเงินแบบเดิมอีก 10–20 ปี
เราพอใจกับชีวิตปลายทางนั้นหรือไม่?**

นี่อาจเป็นคำถามที่สำคัญกว่าคำว่า
“ลงทุนอะไรดี?”
“ซื้อประกันอะไรดี?”
หรือ “ต้องมีเงินกี่ล้าน?”

เพราะก่อนจะเลือกเครื่องมือ

เราต้องรู้ก่อนว่า

# # เรากำลังสร้างชีวิตแบบไหน

การเงินที่ดีควรทำให้เรามี

**ความพร้อม**
เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด

**ความมั่นคง**
เมื่อรายได้สะดุด

**ทางเลือก**
เมื่อไม่อยากทำงานแบบเดิมอีกต่อไป

**เวลา**
ให้เราได้ดูแลตัวเอง

และ

**อิสระ**
ที่จะใช้ชีวิตกับสิ่งและคนที่สำคัญกับเรา

สุดท้ายแล้ว

เงินไม่ควรเป็นเป้าหมายของชีวิต

เงินควรเป็น “เครื่องมือ”
ที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เราให้คุณค่ามากที่สุด

ลองถามตัวเองอีกครั้งครับ

> **วันนี้เงินของเรา
> กำลังพาเราไปสู่ชีวิตที่ต้องการ
> หรือแค่ช่วยให้เราผ่านแต่ละเดือนไปเท่านั้น?**

ถ้าคำตอบยังไม่ชัด

ไม่เป็นไรครับ

แต่บางที ML01–ML10 อาจไม่ได้มีไว้เพื่อให้เรารู้ทุกคำตอบ

มันอาจมีไว้เพื่อให้เรา
**เริ่มถามคำถามที่ถูกต้องกับชีวิตตัวเอง**

เพราะวันที่เราเริ่มเข้าใจเงินมากขึ้น

สิ่งที่เราได้กลับมา
อาจไม่ใช่แค่ “ฐานะการเงินที่ดีขึ้น”

แต่อาจเป็น

# # **ชีวิตที่เรามีสิทธิ์เลือกมากขึ้น**

**Money & Life by Ken | ML01–ML10**

#คุณวสันต์ประกันเคลมง่าย #ตัวแทนอลิอันซ์ #ตัวแทนประกันชีวิต

**Money Workout Wednesday by Ken | W3****“4 เสาการเงินของคุณ…แข็งแรงแค่ไหน?”**วันนี้ยังไม่ต้องคำนวณอะไรซับซ้อนครับแค่ลอง...
26/08/2026

**Money Workout Wednesday by Ken | W3**
**“4 เสาการเงินของคุณ…แข็งแรงแค่ไหน?”**

วันนี้ยังไม่ต้องคำนวณอะไรซับซ้อนครับ
แค่ลอง “ให้คะแนนตัวเอง” แบบง่าย ๆ

เพราะบางครั้งเราอาจรู้สึกว่า
“การเงินก็โอเคนะ”

แต่พอลองแยกดูทีละด้าน
อาจพบว่าบางเสาแข็งแรง
บางเสายังต้องเติมครับ

# # # Wednesday Practice

ให้คะแนนตัวเองแต่ละข้อจาก **1–5**

**1 = ยังต้องปรับมาก**
**5 = ค่อนข้างพร้อมแล้ว**

**เสาที่ 1 — สภาพคล่อง**
ถ้ารายได้หยุดวันนี้
เรายังมีเงินพอใช้จ่ายจำเป็นต่อได้หรือไม่?

คะแนนของฉัน: **__/5**

**เสาที่ 2 — การป้องกันความเสี่ยง**
ถ้าเกิดอุบัติเหตุ เจ็บป่วย
หรือมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่
แผนการเงินจะสะดุดมากแค่ไหน?

คะแนนของฉัน: **__/5**

**เสาที่ 3 — การออมเพื่อเป้าหมาย**
วันนี้เรามีเงินออมที่แยกไว้ชัดเจน
สำหรับบ้าน ลูก เกษียณ หรือเป้าหมายสำคัญหรือยัง?

คะแนนของฉัน: **__/5**

**เสาที่ 4 — การสร้างความมั่งคั่ง**
เรามีเงินที่กำลังทำงานเพื่ออนาคต
อย่างสม่ำเสมอและเหมาะกับความเสี่ยงของเราหรือไม่?

คะแนนของฉัน: **__/5**

---

ทีนี้ลองรวมคะแนนครับ

**คะแนนเต็ม 20**

ไม่ต้องซีเรียสว่าต้องได้สูงครับ
จุดประสงค์คือให้เราเห็นว่า…

**“เสาไหนแข็งแรงที่สุด และเสาไหนควรดูแลก่อน”**

# # # คอมเมนต์แบบไม่ต้องบอกตัวเลขจริง

ลองตอบแค่ข้อเดียวครับ 👇

**A — สภาพคล่องยังต้องเติม**
**B — การป้องกันความเสี่ยงยังไม่พอ**
**C — เงินออมยังไม่มีเป้าหมายชัด**
**D — ยังไม่ได้เริ่มสร้างความมั่งคั่งจริงจัง**
**E — ตอนนี้ค่อนข้างสมดุลทั้ง 4 ด้าน**

หรือถ้าอยากง่ายกว่านั้น
คอมเมนต์เพียงว่า

**“เสาที่ต้องดูแลที่สุดของผม/ฉัน คือข้อ…”**

แค่นี้ก็ถือว่าเราเริ่มวางแผนแล้วครับ

# # # Ken’s Take

“การเงินที่ดี ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์ทุกด้านในวันเดียว

แต่เราควรรู้ว่า
วันนี้ ‘เสาไหน’ ของชีวิตกำลังรับน้ำหนักมากเกินไป”

เพราะการวางแผนการเงิน
ไม่ใช่การพยายามทำทุกอย่างพร้อมกัน

แต่คือการรู้ว่า
**อะไรควรจัดการก่อน และอะไรค่อยตามมา**

วันศุกร์นี้เราจะมาต่อกันครับว่า…

**“4 เสาหลักของการเงินที่มั่นคง” มีอะไรบ้าง
และแต่ละเสาทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร**

แล้วพบกันวันศุกร์ครับ
**Financial Friday by Ken**
เรื่องเงินที่อยากเล่า…ให้เข้าใจง่าย และเอาไปใช้ได้จริง

#วางแผนการเงิน #สุขภาพการเงิน #การเงินส่วนบุคคล #คุณวสันต์ประกันเคลมง่าย

 # # ML 10 | มีหนี้อยู่…ควร “เก็บเงินฉุกเฉิน” หรือ “รีบปิดหนี้” ก่อน?จาก **ML 09** เราคุยกันว่าก่อนจะเร่งลงทุน เราควรรู้...
25/08/2026

# # ML 10 | มีหนี้อยู่…ควร “เก็บเงินฉุกเฉิน” หรือ “รีบปิดหนี้” ก่อน?

จาก **ML 09** เราคุยกันว่า
ก่อนจะเร่งลงทุน เราควรรู้ก่อนว่า “หนี้” ของเรากำลังทำงานแบบไหน

แต่พอพูดเรื่องหนี้
จะมีอีกคำถามหนึ่งที่คนถามกันบ่อยมากครับว่า

**“ถ้ามีหนี้อยู่ แล้วเงินเก็บก็ยังไม่เยอะ
ควรเอาเงินไปปิดหนี้ก่อน
หรือเก็บเงินสำรองฉุกเฉินก่อน?”**

คำตอบคือ…

# # ไม่ควรเลือกแค่ข้างใดข้างหนึ่งแบบสุดโต่งครับ

เพราะถ้าเราเอาเงินทั้งหมดไปปิดหนี้
จนไม่มีเงินสดเหลือเลย

พอมีเหตุฉุกเฉินขึ้นมา
เราก็อาจต้องกลับไปกู้ใหม่

แต่ถ้าเราเอาแต่เก็บเงิน
ทั้งที่มีหนี้ดอกเบี้ยสูงค้างอยู่

ดอกเบี้ยก็จะค่อย ๆ กินเงินเราไปเรื่อย ๆ

ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ

# # “สร้างฐานให้พออยู่รอด แล้วค่อยเร่งลดหนี้”

---

# ขั้นที่ 1 — สร้างเงินสำรองฉุกเฉินก้อนเล็กก่อน

ถ้ายังไม่มีเงินสำรองเลย

ผมแนะนำว่าอย่างน้อยควรเริ่มสร้างเงินก้อนเล็กที่พอรับมือเหตุฉุกเฉินเบื้องต้นได้

เช่น

**1 เดือนของค่าใช้จ่ายจำเป็น**

สมมติเรามีค่าใช้จ่ายจำเป็นเดือนละ 30,000 บาท

เป้าหมายแรกอาจเป็น

# # 30,000 บาท

เงินก้อนนี้มีไว้สำหรับ

รถเสีย
ค่ารักษาเล็กน้อย
เครื่องใช้ไฟฟ้าพัง
หรือเหตุการณ์ที่ถ้าไม่มีเงินสด เราอาจต้องรูดบัตรเพิ่ม

เหตุผลที่ไม่ควรปิดหนี้จนเงินสดเป็นศูนย์ คือ

> **คนที่ไม่มีเงินสำรอง
> มักมีโอกาสสร้างหนี้ใหม่ง่ายมาก**

---

# ขั้นที่ 2 — จ่ายขั้นต่ำทุกหนี้ให้ครบก่อน

ก่อนจะเร่งจ่ายหนี้ก้อนใดก้อนหนึ่ง

สิ่งสำคัญคือ

**อย่าให้หนี้ก้อนอื่นผิดนัด**

เพราะการผิดนัดชำระอาจทำให้เกิด

ค่าปรับ
ดอกเบี้ยเพิ่ม
หรือผลกระทบต่อประวัติสินเชื่อ

ดังนั้นลำดับแรกคือ

**จ่ายขั้นต่ำทุกก้อนให้ตรงเวลา**

แล้วจึงนำเงินส่วนเกินไปเร่งลดหนี้ที่ควรจัดการก่อน

---

# ขั้นที่ 3 — จัดการ “หนี้ดอกเบี้ยสูง” ก่อน

ถ้ามีหลายหนี้

ให้ลองเรียงตามต้นทุนดอกเบี้ย

โดยทั่วไป
หนี้บัตรเครดิต
หรือสินเชื่อบางประเภท

มักมีต้นทุนสูงกว่าหนี้บ้าน

ดังนั้นถ้าเรามีเงินเพิ่ม

อาจเหมาะกับการนำไปลดหนี้ดอกเบี้ยสูงก่อน

เพราะทุกบาทที่เราลดหนี้ดอกเบี้ยสูงลงได้

เท่ากับเรากำลังหยุดต้นทุนที่แน่นอน

---

# มี 2 วิธีจัดการหนี้ที่นิยมใช้

# # วิธีที่ 1 — Avalanche

เรียงหนี้จากดอกเบี้ยสูงสุดไปต่ำสุด

จ่ายขั้นต่ำทุกก้อน

แล้วโปะเงินเพิ่มไปที่หนี้ดอกเบี้ยสูงสุดก่อน

ข้อดีคือ

**ช่วยลดต้นทุนดอกเบี้ยรวมได้มีประสิทธิภาพ**

เหมาะกับคนที่มีวินัยและชอบดูตัวเลข

---

# # วิธีที่ 2 — Snowball

เรียงจากยอดหนี้เล็กที่สุดไปใหญ่ที่สุด

แล้วรีบปิดก้อนเล็กก่อน

พอปิดได้หนึ่งก้อน
ก็เอาเงินที่เคยจ่ายก้อนนั้น ไปโปะก้อนถัดไป

ข้อดีคือ

**เห็นความสำเร็จเร็ว และสร้างกำลังใจ**

บางคนไม่ได้ติดที่ “ไม่รู้ว่าควรทำอะไร”

แต่ติดที่

**ทำแล้วไม่รู้สึกว่าเห็นผล**

Snowball จึงเหมาะกับคนที่ต้องการแรงผลักดัน

---

# แล้วเงินสำรอง 3–6 เดือนล่ะ?

ถ้ายังมีหนี้ดอกเบี้ยสูงมาก

ผมไม่จำเป็นต้องรอให้เงินสำรองครบ 6 เดือนก่อน
แล้วค่อยเริ่มจัดการหนี้ครับ

อาจใช้วิธี

**สร้างเงินสำรองเบื้องต้น 1 เดือนก่อน**

จากนั้น

**เร่งลดหนี้ดอกเบี้ยสูง**

เมื่อหนี้ที่อันตรายลดลง

จึงค่อยกลับมาเติมเงินสำรองให้เป็น

**3–6 เดือน**

ตามสถานการณ์ของเรา

สำหรับคนที่มีรายได้ไม่แน่นอน

อาจต้องมากกว่า 6 เดือน

---

# ตัวอย่างง่าย ๆ

สมมติรายได้สุทธิ

# # 50,000 บาทต่อเดือน

ค่าใช้จ่ายจำเป็น

# # 30,000 บาท

มีเงินเหลือเพื่อจัดการการเงิน

# # 20,000 บาท

แต่วันนี้มีเงินสำรองเพียง 5,000 บาท
และมีหนี้บัตรเครดิตอยู่

สิ่งที่อาจทำได้คือ

# # # ช่วงแรก

กันเงินบางส่วนสร้างเงินฉุกเฉินให้ถึงประมาณ 30,000 บาทก่อน

พร้อมกับจ่ายขั้นต่ำหนี้ทุกก้อนให้ตรงเวลา

# # # หลังจากนั้น

นำเงินส่วนเกินส่วนใหญ่ไปเร่งลดหนี้ดอกเบี้ยสูง

# # # เมื่อหนี้ลดลง

กลับมาเติมเงินสำรองให้ครบ 3–6 เดือน

แล้วค่อยเพิ่มเงินลงทุนระยะยาว

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการวางแผนการเงินถึงเป็นเรื่องของ

# # “ลำดับ”

ไม่ใช่แค่ “เปอร์เซ็นต์”

---

# แล้วถ้าเป็นหนี้บ้านอย่างเดียวล่ะ?

ต่างกันครับ

ถ้าไม่มีหนี้ดอกเบี้ยสูง
มีเพียงหนี้บ้านที่ผ่อนไหว

อาจไม่จำเป็นต้องรีบเทเงินทั้งหมดไปปิดบ้านทันที

เพราะเรายังต้องดู

* เงินสำรองฉุกเฉิน
* ความคุ้มครองความเสี่ยง
* เป้าหมายเกษียณ
* สภาพคล่อง
* และโอกาสของเงินในระยะยาว

บางคนปิดบ้านเร็วมาก

แต่ไม่มีเงินสดเลย

พอมีเหตุฉุกเฉิน
กลับต้องไปกู้เงินใหม่ในต้นทุนที่สูงกว่า

ดังนั้น

**การไม่มีหนี้
ไม่ควรแลกกับการไม่มีสภาพคล่อง**

---

# สิ่งที่ไม่ควรทำ

มี 3 อย่างที่อยากเตือนครับ

# # 1. เอาเงินสำรองทั้งหมดไปโปะหนี้

ถ้าทำแล้วบัญชีเหลือเกือบศูนย์

ความเสี่ยงคือ
เหตุฉุกเฉินครั้งต่อไปจะสร้างหนี้ใหม่ทันที

# # 2. ลงทุนหนัก ทั้งที่ยังมีหนี้ดอกเบี้ยสูง

เพราะผลตอบแทนการลงทุนไม่แน่นอน

แต่ดอกเบี้ยหนี้ที่ต้องจ่าย
เป็นต้นทุนที่ชัดเจน

# # 3. ปิดหนี้หนึ่งก้อน แล้วสร้างก้อนใหม่ทันที

ถ้าปิดบัตรเครดิตได้แล้ว

แต่กลับไปใช้ใหม่จนเต็มวงเงิน

เรายังไม่ได้แก้ปัญหาที่พฤติกรรมครับ

---

# สูตรง่าย ๆ ที่ผมอยากให้จำ

ถ้ายังมีหนี้และเงินสำรองน้อย

ลองคิดตามลำดับนี้

# # 1. มีเงินฉุกเฉินเบื้องต้นก่อน

# # 2. จ่ายหนี้ทุกก้อนให้ตรงเวลา

# # 3. เร่งลดหนี้ดอกเบี้ยสูง

# # 4. เพิ่มเงินสำรองให้ครบ 3–6 เดือน

# # 5. แล้วค่อยเร่งออมและลงทุนระยะยาว

แน่นอนว่าแต่ละคนอาจต้องปรับตามชีวิตจริง

แต่หลักสำคัญคือ

> **อย่าจัดการหนี้จนชีวิตไม่มีเงินสด
> และอย่าเก็บเงินสดจนปล่อยให้หนี้ดอกเบี้ยสูงกินอนาคต**

---

# ลองถามตัวเอง 5 ข้อ

**1. วันนี้เรามีเงินสำรองพอใช้กี่เดือน?**

**2. หนี้ก้อนไหนมีดอกเบี้ยสูงที่สุด?**

**3. ถ้ามีเหตุฉุกเฉิน 30,000 บาทวันนี้ เราจ่ายด้วยเงินสดได้ไหม?**

**4. เงินที่เราโปะหนี้อยู่ ทำให้สภาพคล่องเราหายไปมากเกินไปหรือเปล่า?**

**5. ถ้าปิดหนี้ก้อนหนึ่งได้แล้ว เราจะเอาเงินก้อนเดิมไปทำอะไรต่อ?**

จาก **ML 09**

เราเรียนรู้ว่า
หนี้อาจลดทางเลือกของชีวิต

และใน **ML 10**

ผมอยากฝากประโยคนี้ไว้ครับ

> **การเงินที่แข็งแรง
> ไม่ใช่แค่หนี้น้อย
> แต่ต้องมีเงินสำรองมากพอ
> ให้เราไม่ต้องสร้างหนี้ใหม่ทุกครั้งที่ชีวิตสะดุด**

**Money & Life by Ken | ML 10**

#คุณวสันต์ประกันเคลมง่าย #ตัวแทนอลิอันซ์ #ตัวแทนประกันชีวิต

 # # ML 09 | ก่อนรีบลงทุน…รู้หรือยังว่า “หนี้” ของเรากำลังทำงานแบบไหน?จาก **ML 08** เราคุยกันเรื่องการแบ่งรายได้เป็นสัดส...
24/08/2026

# # ML 09 | ก่อนรีบลงทุน…รู้หรือยังว่า “หนี้” ของเรากำลังทำงานแบบไหน?

จาก **ML 08** เราคุยกันเรื่องการแบ่งรายได้เป็นสัดส่วน

ทั้งเงินใช้ประจำวัน
เงินสำรองฉุกเฉิน
เงินป้องกันความเสี่ยง
เงินเพื่ออนาคต
และเงินสำหรับความสุข

แต่ก่อนที่เราจะรีบเอาเงินไปลงทุนเพิ่ม ผมอยากชวนดูอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากครับ

# # “หนี้ของเราอยู่ในระดับที่ควบคุมได้หรือยัง?”

เพราะบางครั้ง...

เรากำลังพยายามทำให้เงินลงทุนโต 5–8% ต่อปี

แต่ในอีกด้านหนึ่ง
กำลังจ่ายดอกเบี้ยหนี้ในอัตราที่สูงกว่านั้นมาก

ถ้าเป็นแบบนี้

**ยิ่งลงทุน ก็อาจยังเหมือนวิ่งไปข้างหน้า
แต่มีเชือกผูกเราไว้ด้านหลัง**

---

# หนี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป

คำว่า “หนี้” ไม่ได้แปลว่าไม่ดีทั้งหมดครับ

สิ่งสำคัญคือ

**เรากู้เงินไปทำอะไร
และหนี้ก้อนนั้นกำลังสร้างหรือทำลายอนาคตของเรา**

ลองแบ่งง่าย ๆ เป็น 2 แบบ

---

# # 1. หนี้ที่ช่วยสร้างคุณค่า

เช่น

* กู้ซื้อบ้านที่เหมาะกับกำลังจ่าย
* กู้เพื่อการศึกษาที่เพิ่มศักยภาพในการทำงาน
* เงินกู้เพื่อธุรกิจที่มีแผนชัดเจน
* หนี้ที่ช่วยสร้างสินทรัพย์หรือรายได้ในอนาคต

หนี้ประเภทนี้ไม่ได้แปลว่าดีโดยอัตโนมัติครับ

เพราะถ้ากู้เกินกำลัง
หรือไม่มีแผนชำระ

หนี้ที่ดูเหมือน “ดี”
ก็สร้างปัญหาได้เหมือนกัน

ดังนั้นผมชอบเรียกว่า

# # **“หนี้ที่มีเหตุผล”**

มากกว่าคำว่า “หนี้ดี”

---

# 2. หนี้ที่กินอนาคต

เช่น

ใช้บัตรเครดิตเกินกำลัง
ผ่อนของที่ไม่จำเป็นหลายชิ้นพร้อมกัน
กู้เงินเพื่อใช้จ่ายประจำวัน
หรือสร้างหนี้ใหม่เพื่อปิดหนี้เก่าไปเรื่อย ๆ

ปัญหาของหนี้ประเภทนี้คือ

# # เรากำลังเอา “รายได้ในอนาคต” มาใช้ในวันนี้

สมมติเดือนหน้าคุณได้เงินเดือน 50,000 บาท

แต่ก่อนเงินจะเข้าบัญชี

มี

ค่าผ่อนรถ
บัตรเครดิต
สินเชื่อส่วนบุคคล
ผ่อนโทรศัพท์
ผ่อนของต่าง ๆ

รออยู่แล้ว 35,000 บาท

เท่ากับว่าเงินเดือน 50,000 บาทของเรา

จริง ๆ แล้วมีเพียง 15,000 บาท
ที่เรายังตัดสินใจได้ว่าจะใช้ทำอะไร

นี่คือสิ่งที่หนี้ทำกับชีวิตครับ

# # “มันลดทางเลือกของเราในอนาคต”

---

# ทำไมต้องจัดการหนี้ก่อนเร่งลงทุน?

ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ

สมมติเรามีเงิน 100,000 บาท

ในด้านหนึ่ง
มีหนี้ดอกเบี้ยสูง

แต่อีกด้าน
เราพยายามหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง

คำถามที่ควรถามก่อนคือ

**ผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุน
คุ้มกับต้นทุนดอกเบี้ยที่เรากำลังจ่ายหรือไม่?**

และต้องไม่ลืมว่า

**ผลตอบแทนจากการลงทุนไม่แน่นอน**

แต่ดอกเบี้ยที่ถึงกำหนดชำระนั้น
มักเป็นภาระที่เราต้องจ่ายจริง

เพราะฉะนั้นสำหรับหนี้ดอกเบี้ยสูง

หลายครั้งการลดหนี้
อาจเป็น “ผลตอบแทนทางการเงิน” ที่แน่นอนกว่าการเร่งลงทุนเสียอีก

---

# แล้วควรจัดการหนี้อย่างไร?

ผมแนะนำให้เริ่มจาก 4 ขั้นตอนง่าย ๆ ครับ

# # ขั้นที่ 1 — เขียนหนี้ทุกก้อนออกมา

อย่าคิดอยู่ในหัว

เขียนให้เห็นเลยว่า

**เป็นหนี้ใคร
ยอดคงเหลือเท่าไร
จ่ายเดือนละเท่าไร
ดอกเบี้ยประมาณเท่าไร
และเหลืออีกกี่ปี**

บางครั้งแค่เห็นตัวเลขทั้งหมดอยู่บนกระดาษ

ภาพการเงินของเราก็ชัดขึ้นทันที

---

# ขั้นที่ 2 — แยกหนี้ที่ต้องรีบจัดการ

โดยทั่วไปควรให้ความสำคัญกับหนี้ที่

**ต้นทุนดอกเบี้ยสูง
และไม่ได้ช่วยสร้างสินทรัพย์หรือรายได้**

ก่อน

เพราะยิ่งปล่อยไว้นาน

เงินที่ควรถูกส่งไปสร้างอนาคต
จะถูกดอกเบี้ยดึงกลับมาเรื่อย ๆ

---

# ขั้นที่ 3 — อย่าสร้างหนี้เพิ่มขณะกำลังแก้หนี้เก่า

อันนี้ฟังดูง่าย
แต่ทำจริงยากที่สุดครับ

ถ้าเรากำลังพยายามลดบัตรเครดิต

แต่ในเวลาเดียวกัน
ยังผ่อนโทรศัพท์ใหม่
เปลี่ยนรถ
หรือเพิ่มภาระรายเดือน

เราจะเหมือน

**ตักน้ำออกจากเรือ
แต่ยังเปิดรูใหม่เพิ่มอยู่เรื่อย ๆ**

---

# ขั้นที่ 4 — เมื่อหนี้ลดลง อย่ารีบเพิ่ม Lifestyle

สมมติเดิมเราจ่ายหนี้เดือนละ

**10,000 บาท**

วันหนึ่งหนี้หมด

หลายคนรู้สึกทันทีว่า

“เรามีเงินเพิ่มเดือนละ 10,000 บาทแล้ว!”

แล้วก็เพิ่มค่าใช้จ่ายตาม

แต่จริง ๆ นี่คือโอกาสทองครับ

ลองส่งเงิน 10,000 บาทก้อนเดิมต่อไป

แต่เปลี่ยนปลายทางจาก

**“เจ้าหนี้”**

เป็น

**“อนาคตของเรา”**

ถ้าทำได้

การเงินจะเปลี่ยนเร็วมาก

---

# หนี้บ้านกับหนี้รถ ต้องรีบปิดทั้งหมดไหม?

ไม่จำเป็นต้องตอบเหมือนกันทุกคนครับ

ต้องดูหลายเรื่องประกอบ เช่น

รายได้
เงินสำรอง
อัตราดอกเบี้ย
เป้าหมายชีวิต
ความมั่นคงของรายได้
และโอกาสใช้เงินด้านอื่น

บางครั้งการรีบปิดหนี้จนเงินสดหมด

อาจทำให้เราไม่มีเงินสำรองเลย

และถ้ามีเหตุฉุกเฉิน

ก็ต้องกลับไปกู้ใหม่

ดังนั้นเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่

# # “ต้องไม่มีหนี้ให้เร็วที่สุด”

เสมอไป

แต่อยู่ที่

# # “ต้องมีหนี้ในระดับที่ชีวิตควบคุมได้”

---

# สัญญาณเตือนว่า “หนี้กำลังควบคุมเรา”

ลองเช็กตัวเองครับ

ถ้า...

**เงินเดือนออกแล้วแทบหมดไปกับค่างวด**

**ต้องใช้บัตรเครดิตเพื่อซื้อของจำเป็น**

**จ่ายขั้นต่ำต่อเนื่องหลายเดือน**

**กู้ก้อนใหม่เพื่อปิดก้อนเก่า**

**ไม่มีเงินสำรอง เพราะเงินทั้งหมดใช้จ่ายหนี้**

หรือ

**ไม่กล้าหยุดงาน เพราะกลัวไม่มีเงินจ่ายค่างวด**

นี่อาจไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องหนี้แล้วครับ

แต่มันกำลังกระทบ

**“อิสรภาพในการใช้ชีวิต”**

---

# ลองดูเงิน 100 บาทของเราอีกครั้ง

จาก ML 08

เราแบ่งเงินไปยังหลายหน้าที่

แต่ถ้าวันนี้เรามีหนี้ดอกเบี้ยสูงมาก

สัดส่วนของเราอาจต้องเปลี่ยนชั่วคราว

เช่น

ลดเงินสำหรับความสุขบางส่วน
ลดการลงทุนที่ไม่เร่งด่วนบางส่วน
แล้วนำเงินไปเร่งลดหนี้ก่อน

พอภาระหนี้ลดลง

ค่อยเพิ่มเงินลงทุนกลับขึ้นมา

นี่คือเหตุผลที่ผมย้ำเสมอว่า

# # ไม่มีสูตรการเงินสูตรเดียวที่เหมาะกับทุกช่วงชีวิต

แผนที่ดีต้องปรับได้

---

# ก่อนลงทุน ลองถามตัวเอง 5 ข้อ

**1. วันนี้เรามีหนี้ทั้งหมดกี่ก้อน?**

**2. ก้อนไหนมีต้นทุนสูงที่สุด?**

**3. หนี้ก้อนไหนกำลังสร้างคุณค่าให้ชีวิต และก้อนไหนแค่กินรายได้ในอนาคต?**

**4. ถ้ารายได้หยุด 3 เดือน เรายังจ่ายหนี้ได้ไหม?**

และข้อสุดท้าย...

**5. วันนี้เราเป็นเจ้าของเงิน หรือเจ้าหนี้เป็นเจ้าของรายได้ส่วนใหญ่ของเรา?**

จาก **ML 07–08**

เราเริ่มจัดเงินให้มีหน้าที่

และใน **ML 09** ผมอยากฝากไว้ว่า

> **ก่อนทำให้เงินเติบโต
> ต้องหยุดสิ่งที่กำลังกินเงินของเราให้ได้ก่อน**

การไม่มีหนี้อาจไม่ใช่เป้าหมายของทุกคน

แต่การมีหนี้ที่เข้าใจ
ควบคุมได้
และไม่ทำลายเป้าหมายชีวิต

ควรเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการเงินของทุกคนครับ

**Money & Life by Ken | ML 09**

#คุณวสันต์ประกันเคลมง่าย #ตัวแทนอลิอันซ์ #ตัวแทนประกันชีวิต

 # ML 08 | เงินที่เข้ามาทุกเดือน ควรแบ่งแต่ละกองกี่เปอร์เซ็นต์?จาก **ML 07** เราคุยกันว่าเงินของเราควรถูกแยกออกเป็น 4 กอ...
23/08/2026

# ML 08 | เงินที่เข้ามาทุกเดือน ควรแบ่งแต่ละกองกี่เปอร์เซ็นต์?

จาก **ML 07** เราคุยกันว่า
เงินของเราควรถูกแยกออกเป็น 4 กองให้ชัดเจน

1. เงินใช้ประจำวัน
2. เงินสำรองฉุกเฉิน
3. เงินป้องกันความเสี่ยง
4. เงินเพื่ออนาคต

คำถามต่อมาที่หลายคนน่าจะอยากรู้คือ...

# # “แล้วแต่ละเดือน ควรแบ่งเงินแต่ละกองกี่เปอร์เซ็นต์?”

คำตอบคือ

**ไม่มีสูตรเดียวที่เหมาะกับทุกคนครับ**

เพราะแต่ละคนมีรายได้
ภาระ
ครอบครัว
หนี้
และเป้าหมายชีวิตไม่เหมือนกัน

แต่เราสามารถมี “กรอบเริ่มต้น” เพื่อช่วยให้จัดเงินง่ายขึ้นได้

---

# สูตรเริ่มต้นที่ผมแนะนำ

ลองคิดจากรายได้สุทธิที่เข้ามาในแต่ละเดือนเป็น 100%

แล้วแบ่งประมาณนี้ครับ

# # 50% — เงินใช้ประจำวัน

กองนี้ใช้กับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น

* ค่าอาหาร
* ค่าเดินทาง
* ค่าน้ำ ค่าไฟ
* ค่าโทรศัพท์
* ค่าบ้านหรือค่าเช่า
* ค่าเลี้ยงดูครอบครัว
* ค่างวดที่จำเป็น

เป้าหมายคือ

**พยายามควบคุมค่าใช้จ่ายประจำไม่ให้กินสัดส่วนของรายได้มากเกินไป**

เพราะถ้าเงินก้อนนี้ใช้เกิน 70–80% ทุกเดือน

พื้นที่สำหรับออม
ป้องกันความเสี่ยง
และสร้างอนาคต

ก็จะเหลือน้อยมาก

---

# 10% — เงินสำรองฉุกเฉิน

ถ้าวันนี้ยังมีเงินสำรองไม่ครบ 3–6 เดือน

ผมแนะนำให้กันเงินส่วนหนึ่งมาสร้างกองนี้ก่อน

เช่น รายได้ 50,000 บาทต่อเดือน

10% คือ

**5,000 บาทต่อเดือน**

ถ้าเก็บต่อเนื่อง 1 ปี
จะมีเงินสำรองเพิ่มประมาณ

**60,000 บาท**

เมื่อกองฉุกเฉินครบตามเป้าหมายแล้ว

เงิน 10% ส่วนนี้สามารถย้ายไปเพิ่มการลงทุนหรือเป้าหมายอื่นได้

ดังนั้นสัดส่วนของแต่ละกอง

**ไม่จำเป็นต้องคงเดิมตลอดชีวิต**

มันควรเปลี่ยนตามสถานการณ์ของเรา

---

# 10% — เงินป้องกันความเสี่ยง

กองนี้ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยง เช่น

* ประกันสุขภาพ
* ประกันชีวิต
* ประกันโรคร้ายแรง
* ประกันอุบัติเหตุ

แต่ขอเน้นครับว่า

# # ไม่ได้หมายความว่า “ทุกคนต้องใช้ 10% ซื้อประกัน”

ตัวเลขนี้เป็นเพียงกรอบคิด

บางคนอาจใช้ 5%

บางคนที่มีภาระครอบครัวมาก
อาจต้องใช้มากกว่านั้น

สิ่งสำคัญคือ

**ความคุ้มครองต้องสัมพันธ์กับความเสี่ยงของเรา**

ไม่ใช่ซื้อเพียงเพราะมีงบ

---

# 20% — เงินเพื่ออนาคต

เงินก้อนนี้คือเงินสำหรับเป้าหมายระยะกลางและระยะยาว

เช่น

* เกษียณ
* ซื้อบ้าน
* การศึกษาลูก
* สร้างเงินก้อน
* ลงทุน
* สร้างรายได้ในอนาคต

ตรงนี้ผมอยากให้คิดว่า

# # “จ่ายให้อนาคตก่อน แล้วค่อยใช้วันนี้”

เพราะถ้าเรารอให้สิ้นเดือนแล้วค่อยออม

หลายครั้ง...

เงินอาจไม่เหลือครับ

วิธีง่าย ๆ คือ

เมื่อรายได้เข้า

**แยกเงินก้อนนี้ออกก่อน**

แล้วค่อยใช้เงินที่เหลือ

---

# แล้วอีก 10% ไปไหน?

ผมอยากให้มีพื้นที่สำหรับ

# # “ความสุขของชีวิต”

เงินก้อนนี้อาจใช้กับ

* ท่องเที่ยว
* กินข้าวกับครอบครัว
* ซื้อของที่อยากได้
* งานอดิเรก
* เรียนรู้สิ่งใหม่
* ให้รางวัลตัวเอง

เพราะการวางแผนการเงินที่ดี

ไม่ควรทำให้เรารู้สึกว่า

**ต้องประหยัดจนไม่มีความสุข**

เป้าหมายไม่ใช่ใช้ชีวิตวันนี้อย่างลำบาก
เพื่อหวังว่าจะมีความสุขตอนอายุ 60

แต่คือ

# # “สร้างสมดุลระหว่างวันนี้กับวันข้างหน้า”

---

# สรุปสูตร 50–10–10–20–10

จากรายได้ 100%

**50% — ค่าใช้จ่ายประจำ**

**10% — เงินสำรองฉุกเฉิน**

**10% — การป้องกันความเสี่ยง**

**20% — ออมและลงทุนเพื่ออนาคต**

**10% — ความสุขและคุณภาพชีวิต**

แต่ผมอยากย้ำอีกครั้งว่า

# # นี่ไม่ใช่สูตรตายตัว

ถ้าคุณมีหนี้เยอะ

อาจต้องเพิ่มสัดส่วนการชำระหนี้ก่อน

ถ้าคุณมีเงินสำรองครบแล้ว

10% ของกองฉุกเฉินอาจย้ายไปลงทุน

ถ้าคุณมีรายได้ไม่แน่นอน

อาจต้องเพิ่มเงินสำรองเป็น 6–12 เดือน

ถ้ามีลูกเล็กและเป็นเสาหลักครอบครัว

สัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงอาจสำคัญขึ้น

นี่คือเหตุผลที่

**Financial Planning ไม่ใช่การใช้สูตรเดียวกับทุกคน**

แต่คือการปรับสูตรให้เหมาะกับชีวิตของเรา

---

# ลองดูตัวอย่างจริง

สมมติรายได้สุทธิ

# # 50,000 บาทต่อเดือน

อาจแบ่งประมาณนี้

**25,000 บาท** — ค่าใช้จ่ายประจำ

**5,000 บาท** — เงินสำรองฉุกเฉิน

**5,000 บาท** — การป้องกันความเสี่ยง

**10,000 บาท** — ออมและลงทุน

**5,000 บาท** — ความสุขและไลฟ์สไตล์

ถ้าทำได้ต่อเนื่อง

ในหนึ่งปี

เฉพาะเงินออมและลงทุน 20%

จะเท่ากับ

# # 120,000 บาทต่อปี

และนี่คือสิ่งที่ผมอยากให้สังเกตครับ

เราไม่จำเป็นต้องรอให้เงินเดือน 100,000 บาท
ถึงจะเริ่มวางแผนการเงินได้

สิ่งสำคัญคือ

# # “เริ่มแบ่งจากเงินที่เรามีวันนี้”

---

# แล้วถ้ารายได้ไม่แน่นอนล่ะ?

สำหรับฟรีแลนซ์
เจ้าของธุรกิจ
ตัวแทน
หรืออาชีพที่รายได้ขึ้นลงทุกเดือน

ผมแนะนำให้คิดจาก

**“รายได้เฉลี่ย”**

แทนที่จะใช้รายได้ของเดือนที่ดีที่สุด

เช่น

6 เดือนที่ผ่านมา
มีรายได้รวม 360,000 บาท

รายได้เฉลี่ย = 60,000 บาทต่อเดือน

เราสามารถใช้ตัวเลขนี้เป็นฐานในการวางแผน

และควรให้ความสำคัญกับ

**เงินสำรองฉุกเฉินมากกว่าคนที่มีรายได้ประจำ**

เพราะความผันผวนของรายได้สูงกว่า

---

# สิ่งสำคัญกว่าสัดส่วน คือ “ลำดับ”

ผมอยากฝากเรื่องหนึ่งครับ

ก่อนถามว่า

**ลงทุนกี่เปอร์เซ็นต์ดี?**

ลองเรียงลำดับก่อนว่า

1. เงินใช้ชีวิตพอไหม
2. มีเงินสำรองหรือยัง
3. ความเสี่ยงใหญ่มีใครรับไว้
4. หนี้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้หรือไม่
5. แล้วค่อยเร่งการลงทุนระยะยาว

เพราะถ้าข้ามขั้น

เราอาจกำลังลงทุนระยะยาว

ทั้งที่ถ้าพรุ่งนี้ตกงาน
ต้องถอนเงินลงทุนมาใช้ทันที

นั่นอาจแปลว่า

**เรายังลงทุนด้วยเงินผิดกอง**

---

# อีกเรื่องที่อยากให้ระวัง

หลายคนแบ่งเงินผิดแบบนี้ครับ

**รายได้ – ค่าใช้จ่าย = เงินออม**

คือใช้ไปก่อน
เหลือเท่าไรค่อยออม

แต่ผมอยากให้ลองเปลี่ยนเป็น

# # **รายได้ – เงินออม = เงินที่ใช้ได้**

ทันทีที่เงินเดือนเข้า

กันเงินอนาคตออกมาก่อน

แล้วบอกตัวเองว่า

**เงินที่เหลือนี่แหละ คือเงินที่เราใช้ได้**

เป็นการเปลี่ยนลำดับเพียงเล็กน้อย

แต่ในระยะยาว
ผลต่างอาจใหญ่มากครับ

---

# ML 08 ไม่ได้อยากให้ทุกคนใช้สูตรเดียวกัน

แต่ผมอยากให้ทุกคนมี “สูตรของตัวเอง”

ถ้าวันนี้เงินเข้า 100 บาท

เราควรรู้ว่า

กี่บาทใช้วันนี้

กี่บาทกันไว้เผื่อเหตุฉุกเฉิน

กี่บาทป้องกันเหตุการณ์ใหญ่

กี่บาทส่งไปหาอนาคต

และกี่บาทเอาไว้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

เพราะถ้าเราไม่มีการแบ่ง

เงินทุกบาทจะมีโอกาสถูกวันนี้ใช้หมด

---

ลองเปิดบัญชีของตัวเองดูครับ

เดือนที่ผ่านมา...

**เราใช้เงินกับอดีตเท่าไร?**
เช่น หนี้หรือภาระที่สร้างไว้ก่อนหน้านี้

**เราใช้เงินกับวันนี้เท่าไร?**

และ

**เราส่งเงินไปหาอนาคตเท่าไร?**

ถ้ารายได้ของเราเพิ่มขึ้นทุกปี

แต่เงินที่ส่งไปหาอนาคต
ยังเท่าเดิมหรือแทบไม่มีเลย

อาจถึงเวลาที่ต้องปรับสูตรใหม่ครับ

---

จาก **ML 07**

เราแยกให้เห็นว่าเงินควรมีหน้าที่ต่างกัน

และใน **ML 08**

สิ่งที่ผมอยากฝากคือ

> **อย่ารอให้มีเงินเหลือแล้วค่อยวางแผน
> แต่ให้วางแผนก่อน แล้วค่อยใช้เงินที่เหลือ**

เพราะสุดท้ายแล้ว

**เราไม่ได้วางแผนเงิน
เพื่อให้มีตัวเลขในบัญชีมากที่สุด**

แต่เราวางแผนเงิน

# # **เพื่อให้ชีวิตวันนี้เดินได้

และชีวิตในอนาคตยังมีทางเลือก**

**Money & Life by Ken | ML 08**

#คุณวสันต์ประกันเคลมง่าย #ตัวแทนอลิอันซ์ #ตัวแทนประกันชีวิต

ที่อยู่

Lumlukka
Thanyaburi
12150

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 23:30
อังคาร 09:00 - 23:30
พุธ 09:00 - 23:30
พฤหัสบดี 09:00 - 23:30
ศุกร์ 09:00 - 23:30
เสาร์ 09:00 - 23:30
อาทิตย์ 09:00 - 23:30

เบอร์โทรศัพท์

+66989755953

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คุณวสันต์ ตัวแทนประกันอลิอันซ์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง คุณวสันต์ ตัวแทนประกันอลิอันซ์:

ทางลัด

แชร์