23/08/2026
# ML 08 | เงินที่เข้ามาทุกเดือน ควรแบ่งแต่ละกองกี่เปอร์เซ็นต์?
จาก **ML 07** เราคุยกันว่า
เงินของเราควรถูกแยกออกเป็น 4 กองให้ชัดเจน
1. เงินใช้ประจำวัน
2. เงินสำรองฉุกเฉิน
3. เงินป้องกันความเสี่ยง
4. เงินเพื่ออนาคต
คำถามต่อมาที่หลายคนน่าจะอยากรู้คือ...
# # “แล้วแต่ละเดือน ควรแบ่งเงินแต่ละกองกี่เปอร์เซ็นต์?”
คำตอบคือ
**ไม่มีสูตรเดียวที่เหมาะกับทุกคนครับ**
เพราะแต่ละคนมีรายได้
ภาระ
ครอบครัว
หนี้
และเป้าหมายชีวิตไม่เหมือนกัน
แต่เราสามารถมี “กรอบเริ่มต้น” เพื่อช่วยให้จัดเงินง่ายขึ้นได้
---
# สูตรเริ่มต้นที่ผมแนะนำ
ลองคิดจากรายได้สุทธิที่เข้ามาในแต่ละเดือนเป็น 100%
แล้วแบ่งประมาณนี้ครับ
# # 50% — เงินใช้ประจำวัน
กองนี้ใช้กับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น
* ค่าอาหาร
* ค่าเดินทาง
* ค่าน้ำ ค่าไฟ
* ค่าโทรศัพท์
* ค่าบ้านหรือค่าเช่า
* ค่าเลี้ยงดูครอบครัว
* ค่างวดที่จำเป็น
เป้าหมายคือ
**พยายามควบคุมค่าใช้จ่ายประจำไม่ให้กินสัดส่วนของรายได้มากเกินไป**
เพราะถ้าเงินก้อนนี้ใช้เกิน 70–80% ทุกเดือน
พื้นที่สำหรับออม
ป้องกันความเสี่ยง
และสร้างอนาคต
ก็จะเหลือน้อยมาก
---
# 10% — เงินสำรองฉุกเฉิน
ถ้าวันนี้ยังมีเงินสำรองไม่ครบ 3–6 เดือน
ผมแนะนำให้กันเงินส่วนหนึ่งมาสร้างกองนี้ก่อน
เช่น รายได้ 50,000 บาทต่อเดือน
10% คือ
**5,000 บาทต่อเดือน**
ถ้าเก็บต่อเนื่อง 1 ปี
จะมีเงินสำรองเพิ่มประมาณ
**60,000 บาท**
เมื่อกองฉุกเฉินครบตามเป้าหมายแล้ว
เงิน 10% ส่วนนี้สามารถย้ายไปเพิ่มการลงทุนหรือเป้าหมายอื่นได้
ดังนั้นสัดส่วนของแต่ละกอง
**ไม่จำเป็นต้องคงเดิมตลอดชีวิต**
มันควรเปลี่ยนตามสถานการณ์ของเรา
---
# 10% — เงินป้องกันความเสี่ยง
กองนี้ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยง เช่น
* ประกันสุขภาพ
* ประกันชีวิต
* ประกันโรคร้ายแรง
* ประกันอุบัติเหตุ
แต่ขอเน้นครับว่า
# # ไม่ได้หมายความว่า “ทุกคนต้องใช้ 10% ซื้อประกัน”
ตัวเลขนี้เป็นเพียงกรอบคิด
บางคนอาจใช้ 5%
บางคนที่มีภาระครอบครัวมาก
อาจต้องใช้มากกว่านั้น
สิ่งสำคัญคือ
**ความคุ้มครองต้องสัมพันธ์กับความเสี่ยงของเรา**
ไม่ใช่ซื้อเพียงเพราะมีงบ
---
# 20% — เงินเพื่ออนาคต
เงินก้อนนี้คือเงินสำหรับเป้าหมายระยะกลางและระยะยาว
เช่น
* เกษียณ
* ซื้อบ้าน
* การศึกษาลูก
* สร้างเงินก้อน
* ลงทุน
* สร้างรายได้ในอนาคต
ตรงนี้ผมอยากให้คิดว่า
# # “จ่ายให้อนาคตก่อน แล้วค่อยใช้วันนี้”
เพราะถ้าเรารอให้สิ้นเดือนแล้วค่อยออม
หลายครั้ง...
เงินอาจไม่เหลือครับ
วิธีง่าย ๆ คือ
เมื่อรายได้เข้า
**แยกเงินก้อนนี้ออกก่อน**
แล้วค่อยใช้เงินที่เหลือ
---
# แล้วอีก 10% ไปไหน?
ผมอยากให้มีพื้นที่สำหรับ
# # “ความสุขของชีวิต”
เงินก้อนนี้อาจใช้กับ
* ท่องเที่ยว
* กินข้าวกับครอบครัว
* ซื้อของที่อยากได้
* งานอดิเรก
* เรียนรู้สิ่งใหม่
* ให้รางวัลตัวเอง
เพราะการวางแผนการเงินที่ดี
ไม่ควรทำให้เรารู้สึกว่า
**ต้องประหยัดจนไม่มีความสุข**
เป้าหมายไม่ใช่ใช้ชีวิตวันนี้อย่างลำบาก
เพื่อหวังว่าจะมีความสุขตอนอายุ 60
แต่คือ
# # “สร้างสมดุลระหว่างวันนี้กับวันข้างหน้า”
---
# สรุปสูตร 50–10–10–20–10
จากรายได้ 100%
**50% — ค่าใช้จ่ายประจำ**
**10% — เงินสำรองฉุกเฉิน**
**10% — การป้องกันความเสี่ยง**
**20% — ออมและลงทุนเพื่ออนาคต**
**10% — ความสุขและคุณภาพชีวิต**
แต่ผมอยากย้ำอีกครั้งว่า
# # นี่ไม่ใช่สูตรตายตัว
ถ้าคุณมีหนี้เยอะ
อาจต้องเพิ่มสัดส่วนการชำระหนี้ก่อน
ถ้าคุณมีเงินสำรองครบแล้ว
10% ของกองฉุกเฉินอาจย้ายไปลงทุน
ถ้าคุณมีรายได้ไม่แน่นอน
อาจต้องเพิ่มเงินสำรองเป็น 6–12 เดือน
ถ้ามีลูกเล็กและเป็นเสาหลักครอบครัว
สัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงอาจสำคัญขึ้น
นี่คือเหตุผลที่
**Financial Planning ไม่ใช่การใช้สูตรเดียวกับทุกคน**
แต่คือการปรับสูตรให้เหมาะกับชีวิตของเรา
---
# ลองดูตัวอย่างจริง
สมมติรายได้สุทธิ
# # 50,000 บาทต่อเดือน
อาจแบ่งประมาณนี้
**25,000 บาท** — ค่าใช้จ่ายประจำ
**5,000 บาท** — เงินสำรองฉุกเฉิน
**5,000 บาท** — การป้องกันความเสี่ยง
**10,000 บาท** — ออมและลงทุน
**5,000 บาท** — ความสุขและไลฟ์สไตล์
ถ้าทำได้ต่อเนื่อง
ในหนึ่งปี
เฉพาะเงินออมและลงทุน 20%
จะเท่ากับ
# # 120,000 บาทต่อปี
และนี่คือสิ่งที่ผมอยากให้สังเกตครับ
เราไม่จำเป็นต้องรอให้เงินเดือน 100,000 บาท
ถึงจะเริ่มวางแผนการเงินได้
สิ่งสำคัญคือ
# # “เริ่มแบ่งจากเงินที่เรามีวันนี้”
---
# แล้วถ้ารายได้ไม่แน่นอนล่ะ?
สำหรับฟรีแลนซ์
เจ้าของธุรกิจ
ตัวแทน
หรืออาชีพที่รายได้ขึ้นลงทุกเดือน
ผมแนะนำให้คิดจาก
**“รายได้เฉลี่ย”**
แทนที่จะใช้รายได้ของเดือนที่ดีที่สุด
เช่น
6 เดือนที่ผ่านมา
มีรายได้รวม 360,000 บาท
รายได้เฉลี่ย = 60,000 บาทต่อเดือน
เราสามารถใช้ตัวเลขนี้เป็นฐานในการวางแผน
และควรให้ความสำคัญกับ
**เงินสำรองฉุกเฉินมากกว่าคนที่มีรายได้ประจำ**
เพราะความผันผวนของรายได้สูงกว่า
---
# สิ่งสำคัญกว่าสัดส่วน คือ “ลำดับ”
ผมอยากฝากเรื่องหนึ่งครับ
ก่อนถามว่า
**ลงทุนกี่เปอร์เซ็นต์ดี?**
ลองเรียงลำดับก่อนว่า
1. เงินใช้ชีวิตพอไหม
2. มีเงินสำรองหรือยัง
3. ความเสี่ยงใหญ่มีใครรับไว้
4. หนี้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้หรือไม่
5. แล้วค่อยเร่งการลงทุนระยะยาว
เพราะถ้าข้ามขั้น
เราอาจกำลังลงทุนระยะยาว
ทั้งที่ถ้าพรุ่งนี้ตกงาน
ต้องถอนเงินลงทุนมาใช้ทันที
นั่นอาจแปลว่า
**เรายังลงทุนด้วยเงินผิดกอง**
---
# อีกเรื่องที่อยากให้ระวัง
หลายคนแบ่งเงินผิดแบบนี้ครับ
**รายได้ – ค่าใช้จ่าย = เงินออม**
คือใช้ไปก่อน
เหลือเท่าไรค่อยออม
แต่ผมอยากให้ลองเปลี่ยนเป็น
# # **รายได้ – เงินออม = เงินที่ใช้ได้**
ทันทีที่เงินเดือนเข้า
กันเงินอนาคตออกมาก่อน
แล้วบอกตัวเองว่า
**เงินที่เหลือนี่แหละ คือเงินที่เราใช้ได้**
เป็นการเปลี่ยนลำดับเพียงเล็กน้อย
แต่ในระยะยาว
ผลต่างอาจใหญ่มากครับ
---
# ML 08 ไม่ได้อยากให้ทุกคนใช้สูตรเดียวกัน
แต่ผมอยากให้ทุกคนมี “สูตรของตัวเอง”
ถ้าวันนี้เงินเข้า 100 บาท
เราควรรู้ว่า
กี่บาทใช้วันนี้
กี่บาทกันไว้เผื่อเหตุฉุกเฉิน
กี่บาทป้องกันเหตุการณ์ใหญ่
กี่บาทส่งไปหาอนาคต
และกี่บาทเอาไว้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
เพราะถ้าเราไม่มีการแบ่ง
เงินทุกบาทจะมีโอกาสถูกวันนี้ใช้หมด
---
ลองเปิดบัญชีของตัวเองดูครับ
เดือนที่ผ่านมา...
**เราใช้เงินกับอดีตเท่าไร?**
เช่น หนี้หรือภาระที่สร้างไว้ก่อนหน้านี้
**เราใช้เงินกับวันนี้เท่าไร?**
และ
**เราส่งเงินไปหาอนาคตเท่าไร?**
ถ้ารายได้ของเราเพิ่มขึ้นทุกปี
แต่เงินที่ส่งไปหาอนาคต
ยังเท่าเดิมหรือแทบไม่มีเลย
อาจถึงเวลาที่ต้องปรับสูตรใหม่ครับ
---
จาก **ML 07**
เราแยกให้เห็นว่าเงินควรมีหน้าที่ต่างกัน
และใน **ML 08**
สิ่งที่ผมอยากฝากคือ
> **อย่ารอให้มีเงินเหลือแล้วค่อยวางแผน
> แต่ให้วางแผนก่อน แล้วค่อยใช้เงินที่เหลือ**
เพราะสุดท้ายแล้ว
**เราไม่ได้วางแผนเงิน
เพื่อให้มีตัวเลขในบัญชีมากที่สุด**
แต่เราวางแผนเงิน
# # **เพื่อให้ชีวิตวันนี้เดินได้
และชีวิตในอนาคตยังมีทางเลือก**
**Money & Life by Ken | ML 08**
#คุณวสันต์ประกันเคลมง่าย #ตัวแทนอลิอันซ์ #ตัวแทนประกันชีวิต