Life Smiling ครบเครื่องเรื่องชีวิตและประกันภัย

1% ที่สำคัญ ที่คนรวยทำกัน ....
17/07/2023

1% ที่สำคัญ ที่คนรวยทำกัน ....

สำหรับคลิปนี้ผมมั่นใจว่า 99% ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน เพราะคลิปนี้ผมจะมาว่ากันด้วยเรื่อง " สิ่งที่คนรวย...

เรื่องดีๆ มีมาแชร์
15/07/2023

เรื่องดีๆ มีมาแชร์

การใช้ชีวิตบนโลกใบนี้นั้นเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมายที่คอยจะเข้ามาโจมตีรวมถึงขัดขวางทางเดินของเราเสมอไม่...

ปวดหัว อาการที่เกิดขึ้นบ่อยกับคนวัยทำงาน จนแทบจะเป็นกิจวัตรไปแล้ว ปวดหัวเมื่อใดหลายๆ คนก็มักจะคว้าหายาแก้ปวดมารับประทานต...
14/07/2023

ปวดหัว อาการที่เกิดขึ้นบ่อยกับคนวัยทำงาน จนแทบจะเป็นกิจวัตรไปแล้ว ปวดหัวเมื่อใดหลายๆ คนก็มักจะคว้าหายาแก้ปวดมารับประทานตลอด ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน เราไม่ควรรับประยาแก้ปวดพร่ำเพื่อ ควรหยุดพฤติกรรมรับประทานยาแก้ปวดบ่อยๆ ได้แล้ว เพราะนอกจากจะทำให้ตับพังไม่รู้ตัว ยังเป็นการแก้ที่ปลายเหตุอีกด้วย

เช็คลิสท์เบื้องต้นก่อนว่าปวดศีรษะนั้นไม่ใช่โรคร้ายแรง
• ไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย
• ตาไม่พร่ามัว มองไม่เบลอ
• ไม่มีอาการแขนขาอ่อนแรง
• อาการปวดหัวแต่ละครั้งไม่ได้รุนแรงขึ้นกว่าเดิม


ถ้าเช็คตัวเองเบื้องต้นแล้วมั่นใจว่า สาเหตุอาการปวดหัวนั้น ไม่ใช่อาการของโรคทางหลอดเลือดสมอง หรือเนื้องอกสมอง แต่เป็นเพียงปวดศีรษะจากความเครียด ออฟฟิศซินโดรม หรือพักผ่อนไม่เพียงพอทั่วๆ ไป ควรหยุดความคิดที่จะกินยาแก้ปวดพร่ำเพรื่อ แล้วหันมาลองแก้อาการปวดหัวด้วยตัวเองก่อน

1. นวดกดจุด และยืดกล้ามเนื้อ ถ้าอาการปวดหัวที่เป็น มีอาการตึงของกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ร่วมด้วย ก็เป็นได้ว่าอาการปวดศีรษะนั้นเกิดจากการทำงานหนักของกล้ามเนื้อคอ และบ่า ให้ลองนวดกดตรงกล้ามเนื้อบริเวณที่เรียกว่า Trapezius คือช่วงบ่า และ ไหล่ นวดกดไว้จนกล้ามเนื้อมัดที่จับเป็นก้อนเริ่มคลายตัว หลังจากนั้นให้ยืดกล้ามเนื้อคอ โดยใช้มือขวาดึงศีรษะเอียงไปด้านขวาค้างไว้ 10 วินาที แล้วสลับข้าง อาการปวดหัวจะผ่อนคลายลง

2. เติมน้ำให้ร่างกาย คนที่ปวดศีรษะเป็นประจำ ควรสังเกตตัวเองว่า เป็นคนไม่ค่อยดื่มน้ำหรือเปล่า การที่ร่างกายขาดน้ำคือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปวดศีรษะ ให้ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น หรือเมื่อมีอาการปวดหัว จะดื่มเป็นน้ำมะนาวใส่น้ำผึ้งนิดหน่อย หรือน้ำขิงอุ่นๆ หรืออาจจะเป็นชาเปปเปอร์มิ้นท์ ที่มีกลิ่นที่ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะลงได้

3. ออกกำลังกาย การขยับร่างกาย แม้เพียงเล็กน้อย จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง และยังทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ที่เป็นสารบรรเทาอาการปวดตามธรรมชาติในร่างกาย เมื่อไหร่ที่เริ่มมีอาการปวดหัวแบบเดิมๆ ลองวิ่งเหยาะๆ หรือออกกำลังกายด้วยท่าง่ายๆ อยู่กับที่สัก 15 นาที รับรองว่าอาการปวดหัวจะดีขึ้น

4. ดมกลิ่นน้ำมันหอมระเหย น้ำมันหอมระเหย หรือ นั้นมีหลากหลายกลิ่นที่เกิดจากการผสม และกลั่นจากพืชสมุนไพรชนิดต่างๆ ที่แต่ละกลิ่นก็มีคุณสมบัติช่วยให้ผ่อนคลาย ลดอาการอักเสบ หรือช่วยระบบย่อยอาหารแตกต่างกันไป ลองเลือกน้ำมันเปปเปอร์มิ้นต์ หรือลาเวนเดอร์ ที่มีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดหัว ความเครียด หรือไมเกรนได้โดยตรง

ระยะเวลารอคอยของประกัน คืออะไร มีผลอย่างไรบ้าง ?          ระยะเวลารอคอย (Waiting period) หมายถึงช่วงเวลาที่ประกันยังไม่ค...
13/07/2023

ระยะเวลารอคอยของประกัน คืออะไร มีผลอย่างไรบ้าง ?
ระยะเวลารอคอย (Waiting period) หมายถึงช่วงเวลาที่ประกันยังไม่คุ้มครองเมื่อนับจากวันที่สัญญาประกันมีผลบังคับใช้ มักกินเวลาตั้งแต่ 30 วัน 90 วัน หรือ 120 วันขึ้นอยู่กับประกันแต่ละประเภทหรือแต่ละโรค สมมุติว่าในแผนประกันภัยกำหนดเวลารอคอยเอาไว้ 30 วัน นั่นหมายความว่า ในช่วงเวลา 30 วันที่เราเริ่มทำสัญญาประกัน เราจะยังไม่สามารถเคลมอะไรได้ แม้จะเกิดเจ็บป่วยขึ้นมากะทันหันก็ตาม

เหตุผลที่จะต้องมีระยะเวลารอคอยขึ้นมาก็เหมือนเป็นการ “ป้องกัน” บริษัทประกันในทางหนึ่ง เพราะตามหลักความเป็นจริงแล้วบริษัทประกันก็คงไม่อยากจะจ่ายค่าเคลมให้กับลูกค้าที่มีสุขภาพไม่ดีบ่อย ๆ ไม่อย่างนั้นบริษัทอาจล้มละลายได้ ดังนั้นบริษัทประกันจึงมักจะต้องยืนยันให้แน่ใจเสียก่อนว่าลูกค้าที่มาซื้อประกันมีสุขภาพที่ดีก่อนการทำประกันจริง ไม่ว่าจะโดยการตรวจสุขภาพหรือการให้แถลงข้อเท็จจริงด้านสุขภาพอะไรก็ตามแต่ หากใครมีสุขภาพไม่ดีหรือมีโรคประจำตัว บริษัทประกันก็จำเป็นต้องเพิ่มเบี้ยประกันเพื่อรักษาความเสี่ยงในอนาคตที่บริษัทอาจจะต้องจ่ายค่าเคลมจำนวนมาก บริษัทประกันจึงต้องตั้งระยะเวลารอคอยนี้ขึ้นมาเอาไว้ตรวจสอบให้แน่ใจอีกหนึ่งชั้นว่าลูกค้าคนนี้แข็งแรงดีจริง ๆ

ระยะเวลารอคอยของแต่ละประกัน / โรค
ประกันภัยมีอยู่หลายประเภท แต่ละประเภทก็จะกำหนดระยะเวลารอคอยที่แตกต่างกันไปและอาจไม่เหมือนกันตามแต่ละบริษัท แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะกำหนดตามความรุนแรงของโรค หรือดูจากระยะฟักตัว ยิ่งโรครุนแรงมาก ก็ยิ่งมีระยะเวลารอคอยนาน ซึ่งโรครุนแรงเหล่านี้อาจมีการกำหนดระยะเวลารอคอยเอาไว้ไม่เหมือนกับโรคทั่วไปแม้อยู่ในกรมธรรม์เดียวกัน แต่หลัก ๆ แล้วมักกำหนดเอาไว้ดังนี้

ประกันสุขภาพ
ใช้สำหรับคุ้มครองโรคทั่วไป และไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ ประกันประเภทนี้มักกำหนดระยะเวลารอคอยไว้ที่ 30 วัน ใช้ได้ทั้งผู้ป่วยนอกไม่ได้แอดมิท (OPD) และผู้ป่วยในที่แอดมิทในโรงพยาบาล (IPD)
ประกันสุขภาพสำหรับโรคร้ายแรงเฉพาะหรือโรคตามเงื่อนไข
กำหนดระยะเวลารอคอย 120 วัน สำหรับประกันสุขภาพที่คุ้มครองโรคร้ายแรงเฉพาะหรือโรคตามที่กำหนดอยู่ในแผนกรมธรรม์ เช่น โรคเนื้องอก โรคมะเร็ง โรคเยื่อบุโพรงมดลูก โรคต้อกระจก โรคนิ่ว โรคไส้เลื่อน โรคริดสีดวงทวาร เป็นต้น
ประกันโรคร้ายแรง
เป็นประกันสำหรับคุ้มครองโรคร้ายแรงโดยเฉพาะ โดยมักกำหนดระยะเวลารอคอยเอาไว้ที่ 90 วัน เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง โรคกล้ามเนื้อ โรคระบบประสาท เป็นต้น

ทั้งนี้ทั้งนั้นบริษัทประกันแต่ละแห่งอาจกำหนดระยะเวลารอคอยของแต่ละโรคแตกต่างกันไปด้วย ดังนั้นจึงต้องศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพแต่ละครั้ง ขณะเดียวกัน หากแผนประกันไหนที่สามารถใช้เป็นประกันอุบัติเหตุร่วมด้วย ยังดีหน่อยที่เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจนทำให้ได้รับบาดเจ็บ เราสามารถเคลมค่าประกันอุบัติเหตุได้ทันทีโดยไม่ต้องรอระยะคุ้มครอง

วิธีการคำนวณระยะเวลารอคอย
มาถึงตรงนี้หลายคนก็คงจะเริ่มเข้าใจระยะเวลารอคอยกันขึ้นมาบ้างแล้ว แต่อาจจะยังนึกภาพไม่ออกว่าตกลงแล้วจะเริ่มเคลมได้ตั้งแต่วันไหนกันแน่ ตรงนี้เราเลยจะมาสมมติสถานการณ์ขึ้นมาให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

สมมติว่าเราซื้อประกันสุขภาพทั่วไปในวันที่ 1 ตุลาคม แต่กรมธรรม์ที่เราซื้อได้รับการอนุมัติให้มีผลใช้ได้ในวันที่ 2 ตุลาคม และในแผนประกันก็กำหนดระยะเวลารอคอยเอาไว้ 30 วัน การเริ่มต้นของระยะเวลารอคอยจะเริ่มนับจากวันที่กรมธรรม์อนุมัติ นั่นคือตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม และนับไป 30 วัน เท่ากับระยะเวลารอคอยจะไปสิ้นสุดและผู้เอาประกันสามารถเริ่มเคลมได้ในวันที่ 2 พฤศจิกายน

ถ้าระหว่างวันที่ 2 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน เราเกิดป่วยขึ้นมา ก็นับว่าโชคร้ายมาก เพราะแม้จะซื้อประกันไปแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเคลมได้ เราจะเริ่มเคลมได้ก็ต่อเมื่อพ้นวันที่ 2 พฤศจิกายนไปแล้ว และต้องเป็นโรคหรือความเจ็บป่วยใหม่ที่เกิดขึ้นหลังจากทำประกัน

แต่ถ้าในแผนประกันสุขภาพนั้นครอบคลุมถึงประกันอุบัติเหตุด้วย และเราดันไปประสบอุบัติเหตุขาหักในวันที่ 5 ตุลาคม แบบนี้เราสามารถเคลมได้ทันทีแม้จะยังไม่ครบ 30 วัน เพราะไม่มีระยะเวลารอคอยนั่นเอง

เช่นเดียวกับประกันประเภทอื่น เช่น ประกันโรคร้ายแรงที่กำหนดระยะเวลารอคอยเอาไว้ 90 วัน หากกรมธรรม์อนุมัติในวันที่ 2 ตุลาคม วันที่เราสามารถเคลมได้คือวันที่ 2 ธันวาคม หรือถ้าเป็นแบบระยะเวลารอคอย 120 วัน วันที่สามารถเคลมได้ก็คือวันที่ 2 มกราคม จะเห็นได้ว่าแม้เราจะจ่ายเงินซื้อประกันไปเรียบร้อยแล้ว แต่กว่าจะใช้ได้จริงก็ต้องรอไปอีกหลายเดือน

Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระยะเวลารอคอย
หากมีอาการป่วยในช่วงระยะเวลารอคอย ?
อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าการป่วยในระยะเวลารอคอยนับว่าเป็นโชคร้ายอย่างหนึ่ง เพราะเราจะไม่สามารถเคลมค่ารักษาพยาบาลใดๆ จากประกัน ได้เลย ไม่ว่าจะค่าอุปกรณ์การแพทย์ หรือค่าห้องพยาบาล ขณะเดียวกันหากผู้เอาประกันรู้สึกไม่พึงพอใจก็สามารถยกเลิกความคุ้มครอง หรือยกเลิกสัญญากรมธรรม์ได้

เมื่อครบกำหนดระยะเวลารอคอยแล้วสามารถเคลมได้ทุกโรคเลยหรือไม่ ?
ไม่เสมอไป เพราะบางโรคที่รุนแรง เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง มักจะมีระยะเวลารอคอยมากกว่าโรคทั่วไปแม้อยู่ในแผนประกันเดียวกันซึ่งจะต้องดูให้ดี ๆ เช่น ประกันสุขภาพทั่วไปกำหนดระยะเวลารอคอย 30 วัน แต่มีเงื่อนไขเฉพาะโรคมะเร็งที่กำหนดระยะเวลารอคอยเอาไว้ 120 วัน ดังนั้นแม้เราจะผ่านพ้นช่วง 30 วันแรกมาแล้ว แต่หากป่วยเป็นมะเร็งขึ้นมาก็ยังไม่มีสิทธิเคลมค่ารักษาโรคมะเร็งได้

หากเสียชีวิตในช่วงระยะเวลารอคอย ?
ส่วนมากแล้วประกันโรคร้ายแรงมักคุ้มครองในกรณีเสียชีวิตด้วย แต่หากเกิดเสียชีวิตในระหว่างที่ยังอยู่ในระยะเวลารอคอย การจ่ายเงินจะแบ่งเป็น 2 กรณี

เมื่อบริษัทประกันตรวจสอบแล้วพบว่าผู้เอาประกันไม่เคยตรวจวินิจฉัยพบโรคร้ายแรงมาก่อน ทางบริษัทจะจ่ายเงินเอาประกันภัยให้กับผู้รับผลประโยชน์ที่ระบุไว้ในสัญญา แต่จะไม่จ่ายผลประโยชน์ในส่วนเคลมโรคร้ายแรง
กรณีที่พบว่าผู้เอาประกันเคยตรวจวินิจฉัยพบโรคร้ายแรงมาก่อนทำประกัน ทางบริษัทจะคืนค่าเบี้ยประกันที่ได้จ่ายมาทั้งหมด และบอกเลิกสัญญาประกัน

ระยะเวลารอคอย (Waiting period) ในประกันสุขภาพต่าง ๆ เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรจะต้องศึกษาให้ดีพอ ๆ กับแผนความคุ้มครองในประกัน เพราะถึงแม้จะให้ความครอบคลุมแค่ไหน แต่เมื่อเจอกับระยะเวลารอคอย ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่เราจะไม่ได้รับความคุ้มครองเข้าไป แล้วเราเกิดป่วยในช่วงนี้ขึ้นมา มีหวังได้กุมขมับไปตาม ๆ กัน โรคร้ายเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้และไม่อยากจะให้เกิด เมื่อเกิดแล้วก็อยากจะได้ความคุ้มครองให้อุ่นใจ ขณะเดียวกันบริษัทประกันเองก็ต้องการความเป็นธรรม ในการตรวจสอบประวัติลูกค้าให้แน่ใจ จึงต้องตั้งระยะเวลารอคอยนี้ขึ้นมา ดังนั้นสิ่งที่ผู้ซื้อประกันอย่างเราทำได้ ก็คือต้องศึกษาเงื่อนไขกรมธรรม์ให้ดี ๆ ก่อนตัดสินใจ

หลายคนอาจสงสัยว่าเพราะอะไรดื่มชาแล้วช่วยให้หลับสบาย ? นั่นก็เป็นเพราะความอุ่นของชาที่เราดื่มก่อนนอนจะช่วยให้อวัยวะในร่าง...
12/07/2023

หลายคนอาจสงสัยว่าเพราะอะไรดื่มชาแล้วช่วยให้หลับสบาย ? นั่นก็เป็นเพราะความอุ่นของชาที่เราดื่มก่อนนอนจะช่วยให้อวัยวะในร่างกายได้รับความอบอุ่น ทำให้รู้สึกสบายและผ่อนคลาย คล้ายกับการได้แช่น้ำอุ่นก่อนนอน เมื่อร่างกายได้รับความอบอุ่นจะส่งสัญญาณไปที่สมอง บอกว่าถึงเวลาเข้านอนแล้วนั่นเอง

แต่สิ่งสำคัญในการดื่มชาเพื่อให้หลับสบายสาว ๆ ต้องเลือกดื่มชาที่ปราศจากคาแฟอีน หรือเลือกที่มีคาแฟอีนน้อย ๆ ด้วยนะจ๊ะ ไม่อย่างนั้นแทนที่จะหลับสบายอาจกลายเป็นคึกคักทั้งคืน มาดูกันว่า 8 ชาสมุนไพรดีต่อใจ ดื่มก่อนนอนได้ รับรองหลับสบายมีอะไรกันบ้าง แอบกระซิบนิดนึง นอกจากช่วยให้หลับสบายแล้วยังส่งผลดีต่อสุขภาพ ชาบางชนิดช่วยควบคุมน้ำหนักได้ด้วย เอ้า งั้นจะช้าอยู่ทำไม ไปดูกันเลยค่ะ

1. ชาเปปเปอร์มินต์ มีสรรพคุณช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งและช่วยลดน้ำหนักได้โดยไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย การดื่มชาเปปเปอร์มินต์ก่อนกินอาหารจะช่วยให้อิ่มนานและไม่หิวตอนดึก ดื่มชาเปปเปอร์มินต์ก่อนนอนจะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ช่วยให้หลับง่าย หลับสบายขึ้น

2. ชาเขียวมีกรดอะมิโนแอล-ทีอะนีนในปริมาณมาก นักโภชนาการให้ข้อมูลว่ากรดอะมิโนจากธรรมชาติชนิดนี้สามารถช่วยลดภาวะความเครียดทางจิตใจ ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ร่างกายจึงพักผ่อนได้ง่ายขึ้น และยังมีงานวิจัยจาก American Journal of Clinical Nutrition ยืนยันว่า การดื่มชาเขียวก่อนนอนช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญได้ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 4 เปอร์เซ็นต์ และขาเขียวยังช่วยลดน้ำตาลในเลือด ทั้งยังสามารถช่วยเพิ่มปริมาณฮอร์โมนที่ทำหน้าที่เผาผลาญไขมันในร่างกายได้อีกด้วย

3. ชาดอกคาโมมายล์ก่อนนอนจะช่วยให้ร่างกายสงบและนอนหลับได้ง่ายขึ้น หลายคนให้ชื่อว่าเป็นยานอนหลับจากธรรมชาติเลยทีเดียว ที่สำคัญ 1 ถ้วยให้พลังงานเพียง 2 กิโลแคลอรี่เท่านั้น

4. ชาอู่หลงที่มีคาแฟอีนก็สามารถช่วยให้นอนหลับสบายได้ เคล็ดลับอยู่ที่ดื่มชาอู่หลง 1 แก้วระหว่างวันและดื่มแบบไม่มีคาเฟอีน 1 แก้ว 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน กรดอะมิโนแอล-ทีอะนีนในชาอู่หลงจะช่วยให้มีสมาธิ และรู้สึกผ่อนคลาย จิตใจสงบในระหว่างวัน และช่วยให้หลับลึกในตอนกลางคืน ตื่นเช้ามาจะรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า

5. ชารอยบอสมีต้นกำเนิดจากประเทศแอฟริกาใต้ มีสรรพคุณขึ้นชื่อว่าเป็นชาที่สามารถยับยั้งอาการหิวบ่อยได้เพราะมีฟลาโวนอยด์ และแอสพาราทิน สารอาหารจากธรรมชาติที่ช่วยลดความอยากกินอาหาร และช่วยให้อิ่มนานขึ้น นอกจากนี้ยังมีการศึกษาของมหาวิทยาลัยสเตลเลนบอสช์ระบุว่า ชาแดงสามารถลดความวิตกกังวลและบรรเทาความเครียดได้ จึงช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น ทั้งในชาแดงยังมีสารอาหารอื่น ๆ อย่างแม็กนีเซียมที่ช่วยให้ระบบประสาทสงบ ช่วยให้สมองผ่อนคลาย นอนหลับได้ลึกขึ้น และมีแคลเซียมที่สมองนำไปใช้ผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ช่วยเพิ่มคุณภาพในการนอนได้นั่นเอง

6. คนสมัยก่อนนิยมนำรากต้นวาเลอเรียนมาต้มหรือชงดื่มเพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับ จัดเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์คล้ายยานอนหลับที่ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย ปัจจุบันจึงได้รับความนิยมนำรากวาเลอเรียนมาสกัดเป็นยาสมุนไพรเพื่อรักษาอาการหลับยาก รวมไปถึงทำให้รูปแบบชา รสชาติเข้มข้นและกลิ่นแรงกว่าชาชนิดอื่น

7. ชาเหลืองมีต้นกำเนิดจากประเทศจีน นิยมดื่มกันแพร่หลายในประเทศเกาหลี สรรพคุณคล้ายชาเขียวที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่ชาเหลืองมีรสชาติที่นุ่มละมุนและหวานกว่า มีคุณสมบัติโดดเด่นคือสามารถใช้ลดน้ำหนักได้ มีงานวิจัยมากมายระบุว่า ในชาเหลืองมีสารพอลิฟีนอลและคาเทชิน ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญและดูดซึมอาหาร ทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น และยังมีอะมิโนแอล-ทีอะนินที่ช่วยให้ผ่อนคลายไม่น้อยไปกว่าชาเขียว ดื่มชาเหลืองก่อนนอนจึงช่วยให้หลับสบาย

8. เลมอนบาล์มเป็นพืชตระกูลเดียวกับมินต์ เมื่อชงเป็นชาดื่มจึงช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและลดความตึงเครียดของร่างกายได้ เพราะมีส่วนประกอบของกรดโรสมารินิกอยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งมีคุณสมบัติต่อต้านความเครียดในร่างกาย การดื่มชาเลมอนบาล์มก่อนเข้านอนจึงช่วยให้หลับง่ายขึ้น และมีเปอร์เซ็นต์ฝันร้ายน้อยลงอีกด้วย


สรรพคุณของชาสมุนไพรแต่ละชนิดเรียกว่าอยู่ในระดับ A+ ทั้งนั้น สำหรับคนที่มีปัญหานอนหลับยาก ยังไม่ต้องเชื่อก็ได้ จะลองหามาดื่มก่อนนอนแล้วลองดูผลกันสักหน่อยก็ไม่เสียหลายนะคะ เพราะนอกจากอาจทำให้หลับง่ายขึ้นแล้ว ยังเป็นการดูแลสุขภาพได้อีกทางหนึ่ง ที่สำคัญราคาไม่แพงด้วยนะเออ อ่านจบแล้วจะรออะไร ลองหามาชงดื่มสักจิบสองจิบ อาจติดใจติดชาไปเลยก็ได้ใครจะรู้ จริงไหมคะสาว ๆ

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก
แหล่งข้อมูล
นิตยสารชีวิจิต ลำดับที่ 484 1 ธันวาคม 2560

OPD คืออะไร?            OPD คือ คำทางการแพทย์ที่ใช้เรียกกลุ่มผู้ป่วยนอก เป็นคำที่ย่อมาจาก Out Patient Department ลักษณะข...
11/07/2023

OPD คืออะไร?
OPD คือ คำทางการแพทย์ที่ใช้เรียกกลุ่มผู้ป่วยนอก เป็นคำที่ย่อมาจาก Out Patient Department ลักษณะของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเป็นคนที่เข้ามารักษาในโรงพยาบาลแล้วไม่ต้องนอนพัก เมื่อหมอทำการตรวจและรักษาเรียบร้อยก็สามารถกลับบ้านได้เลย

ส่วนมากมักเป็นผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพไม่ได้รุนแรงอะไรมากนัก เช่น ไข้หวัดธรรมดา, ผด ผื่นคันตามตัว ผิวหนัง, หกล้ม, มีดบาด, ปวดท้องจากโรคกระเพาะ เป็นต้น


IPD คืออะไร?
IPD คือ คำทางการแพทย์ที่ใช้เรียกกลุ่มผู้ป่วยใน เป็นคำที่ย่อมาจาก In Patient Department ลักษณะของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะตรงกันข้ามกับ OPD โดยใครที่ต้องเข้ารับการรักษาภายในโรงพยาบาลไม่น้อยกว่า 6 ชม. หลังการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ และได้รับคำแนะนำให้ต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ยังไม่สามารถกลับบ้านได้ทันที

แต่ทั้งนี้จะไม่รวมกับการรับตัวผู้ป่วยเอาไว้แต่เสียชีวิตก่อนทั้งที่ยังไม่ครบ 6 ชม. คำศัพท์ที่เรามักจะได้ยินกันบ่อย ๆ คือ การแอดมิดเข้าโรงพยาบาล ส่วนมากมักเป็นโรคที่มีอาการรุนแรง ต้องมีหมอหรือพยาบาลให้การรักษาและดูแลมากกว่า 6 ชม. ขึ้นไป

เมื่อพูดถึงผลไม้ในประเทศไทยแล้ว นับเป็นโชคดีของเราที่มีผลไม้ต่างๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนออกผลผลิตมาให้รับประทานกันได้ตลอดท...
10/07/2023

เมื่อพูดถึงผลไม้ในประเทศไทยแล้ว นับเป็นโชคดีของเราที่มีผลไม้ต่างๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนออกผลผลิตมาให้รับประทานกันได้ตลอดทั้งปี และในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนก็จะเป็นฤดูกาลของ “ลำไย”ผลไม้รสหวาน หอม อร่อยที่ใครๆ ชื่นชอบ

ลำไยเป็นไม้ผลที่นับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ
มีมูลค่าการส่งออกสูงปีละหลายพันล้านบาท
นอก จากรับประทานผลสดหรือนำมาปรุงเป็นขนมหวาน
เช่น ข้าวเหนียวเปียกลำไย ยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ
เพื่อเพิ่มมูลค่าได้ด้วย เช่น ลำไยกระป๋อง ลำไยแช่แข็ง ลำไยอบแห้ง น้ำลำไย และไวน์ลำไย สำหรับคุณค่าทางโภชนาการ พบว่าในเนื้อผลของลำไยประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินบีสอง ไนอาซิน วิตามินซี กรดอะมิโน และน้ำตาลซึ่งทำให้ลำไยมีรสหวาน ได้แก่ กลูโคส ซูโครส และฟรุกโตส

ประโยชน์ทางยาของลำไยตามสรรพคุณแผนโบราณของไทย.........................................
1. ใช้เมล็ดแก้บาดแผลมีเลือดออก ห้ามเลือด แก้ปวด สมานแผล แก้แผลมีหนอง และแก้กลากเกลื้อน

2. ใบแก้ไข้หวัด แก้มาลาเรีย แก้ฝีหัวขาด แก้ริดสีดวงทวาร ดอกแก้โรคเกี่ยวกับหนองทั้งหลาย รากใช้แก้เสมหะและลม ถ่ายโลหิตออกทางทวารหนัก แก้ระดูขาวมากผิดปกติ ขับพยาธิเส้นด้าย

3. เปลือกต้นแก้เสมหะ ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด สมานแผล แก้น้ำลายเหนียว

การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของลำไย จะพบว่าฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระนับเป็นคุณสมบัติเด่นของลำไย

สารสกัดจากส่วนต่างๆ ของลำไย ได้แก่ ใบ ดอก เนื้อผล เปลือกผล ลำต้น กิ่ง และเมล็ด มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้

โดยเฉพาะสารสกัดจากเมล็ด ซึ่งจะมีฤทธิ์ดีกว่าสารสกัดจากส่วนอื่นๆ สารสำคัญในออกฤทธิ์จะเป็นสารในกลุ่มโพลีฟีนอล ได้แก่ gallic acid, ellagic acid, corilagin, 4-O-methylgallic acid, epi-catechin และสารโพลีแซคคาไรด์
ฤทธิ์ในการต้านมะเร็งเป็นอีกฤทธิ์หนึ่งของลำไยที่มีผู้สนใจศึกษา โดยพบว่าสารสกัดแยกส่วน (fraction) จากเมล็ดแห้งหรือเนื้อลำไยแห้ง มีฤทธิ์เหนี่ยวนำให้เกิดการตายแบบ apoptosis ของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ RKO-2, DLD-1, HT-15, SW-48 และ HCG สารสกัดแยกส่วน (fraction) จากเมล็ด มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ ยับยั้งการเจริญเติบโต และยับยั้งการลุกลามของเซลล์มะเร็งไปยังเซลล์ข้างเคียง เมื่อทดสอบกับเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ SW480 สารสกัดยังมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ matrix metallo-proteinases-2 และ -9 ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการบุกรุกและการแพร่กระจายของมะเร็ง การทดลองในหนูที่เหนี่ยวนำให้เป็นมะเร็งลำไส้ด้วยสาร dimethylhydrazine พบว่าสารสกัดแยกส่วนจากเนื้อลำไยและเมล็ด มีฤทธิ์ป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

สารโพลีแซคคาไรด์จากเมล็ด มีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งปอด A549 และต้านเนื้องอกในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดเนื้องอก ส่วนสารโพลีแซคคาไรด์จากเนื้อผล มีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งรังไข่ SKOV3 และ HO8910 และเซลล์มะเร็งหลังโพรงจมูก HONE1 และยังมีฤทธิ์ต้านเนื้องอกในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดเนื้องอก สารโพลีฟีนอลในเมล็ดสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ Colo 320DM, SW480 และ HT-29 สารสกัดจากเปลือกผลซึ่งมีสารสำคัญ ได้แก่ gallic acid, ellagic acid และ corilagin สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร SGC-7901 และเซลล์มะเร็งปอด A-549 ได้ แต่ไม่มีผลกับเซลล์มะเร็งตับ HepG2

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ของสารสกัดจากลำไยซึ่งมีการบอกกล่าวสรรพคุณในการบรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบของข้อเข่า เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ ออกวางจำหน่าย เมื่อศึกษาจากงานวิจัยพบว่า สารสกัดจากดอก เมล็ด กิ่ง เนื้อผล และเปลือกผล มีฤทธิ์ลดการอักเสบได้ทั้งในเซลล์เพาะเลี้ยงและสัตว์ทดลอง สารสกัดจากเมล็ดมีฤทธิ์ยับยั้งสารกระตุ้นการอักเสบ IL-1?

ซึ่งทำให้เกิดการเสื่อมสลายของเซลล์กระดูกข้อเข่า แสดงว่าสารสกัดจากเมล็ดลำไยมีฤทธิ์ต้านการเสื่อมสลายของเซลล์กระดูกอ่อน ซึ่งจะเป็นแนวทางในการที่จะนำมาพัฒนาใช้ในการรักษาโรคข้อเสื่อมได้ สารสกัดจากดอก สาร proanthocyanidin A2 และ acetonylgeraniin A ที่แยกได้จากดอก สารสกัดจากเมล็ดลำไย สาร gallic acid, corilagin และ ellagic acid ที่แยกได้จากเมล็ด มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ xanthine oxidase ลดระดับของกรดยูริกในเซลล์ตับ (clone-9 cells) และลดระดับของกรดยูริกในเลือดของหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะกรดยูริกในเลือดสูงได้ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนผลของการใช้ลำไยในการรักษาโรคเก๊าท์ นอกจากนี้สารสกัดน้ำจากผลยังมีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างกระดูกซึ่งอาจช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้

นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ลำไยยังมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อยีสต์ ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ฤทธิ์เพิ่มความจำ ต้านการเป็นพิษต่อตับ ลดความวิตกกังวล ปกป้องเซลล์ประสาท ปกป้องสมอง ต้านการก่อกลายพันธุ์ ต้านความเหนื่อยล้า ต้านเชื้อไวรัสตับอักเสบซี และปรับระบบภูมิคุ้มกัน

จะเห็นได้ว่าลำไย เป็นผลไม้ที่นอกเหนือจากคุณค่าในด้านเศรษฐกิจและอาหารแล้ว ยังมีคุณประโยชน์ในทางยาด้วย จากคุณสมบัติเด่นในการต้านอนุมูลอิสระ ลำไยจึงมีศักยภาพที่จะนำไปพัฒนาเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ และประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง และยาได้ โดยเฉพาะสารสกัดจากเมล็ดและเปลือกลำไยที่พบว่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและสารสำคัญหลายชนิดที่น่าสนใจ ซึ่งควรจะนำมาศึกษาเพิ่มเติมโดยเฉพาะการศึกษาในคน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ และเป็นการเพิ่มมูลค่าของวัสดุที่เหลือทิ้งจากการบริโภคอีกด้วย

ขอขอคุณข้อมูลดีๆจาก
pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/407/ลำไย/

หลักสำคัญมากๆ  3ข้อ ที่บริษัทประกันภัย สามารถบอกเลิก ล้าง หรือ โมฆียะ สัญญาการทำประกัน คือ...1. แถลงข้อความอันเป็นเท็จ บ...
09/07/2023

หลักสำคัญมากๆ 3ข้อ
ที่บริษัทประกันภัย สามารถบอกเลิก ล้าง
หรือ โมฆียะ สัญญาการทำประกัน คือ...

1. แถลงข้อความอันเป็นเท็จ บิดเบียน ปกปิด ข้อมูลอันเป็นสาระสำคัญ
ในการขอเอาประกันภัย
( หรือการกรอกข้อมูลในใบสมัครสำหรับเอาประกันภัย )
ข้อนี้คือ ข้อที่ควรระวังมากๆ และ ผู้ทำประกัน
และ ตัวแทน ขาดความเข้าใจเป็นอันมาก
เพราะฉะนั้น ข้อมูลในการแถลงในแบบฟอร์มเอาประกันภัยนั้น
ให้กรอก หรือ ให้ข้อมูลตามความเป็นจริงทุกประการในการกรอกข้อมูลตามแบบฟอร์ม และ หรือ แจ้ง ตัวแทนประกันภัย หรือ บริษัทให้ทราบ

ทั้งนี้ ทางบริษัทจะรับพิจณาตามความเป็นจริง และ ไม่ต้องกังวลในอนาคต
ว่าจะโดนบอกเลิกสัญญา เพราะฉะน้ั้น เริ่มต้นจากความจริงใจ อะไรๆก็ปลอยภัยและเบาใจขึ้นน่ะคับ

2. ผู้เอาประกันภัย ฆ่าตัวตาย ภายใน 1 ปี
เงือนไขนี้ บริษัทประกันภัย ไม่จ่าย และ บอกล้างสัญญาได้ครับ

3. โดน ผู้รับผลประโยชน์ ฆ่าตายโดยเจตนา
ข้อนี้ทางบริษัท ก็สามารถบอกเลิกสัญญาได้ครับ

ไว้เป็นความรู้น่ะครับ
#ประกัน #ประกันภัย #ประกัน

แนวทางดีๆ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นครับไว้เป็นแนวทางกันนะ
30/06/2023

แนวทางดีๆ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นครับ
ไว้เป็นแนวทางกันนะ

เมื่อเริ่มต้นปีใหม่ทุกครั้งหลายคนคงมีเป้าหมายที่จะเริ่มต้นใหม่เปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นแต่.....

การกำหนดราคาที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์ของคุณเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มผลกำไรสูงสุด แม้ว่ากลยุทธ์การกำหนดราคาอาจแตกต่างกันไปต...
20/06/2023

การกำหนดราคาที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์ของคุณเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มผลกำไรสูงสุด แม้ว่ากลยุทธ์การกำหนดราคาอาจแตกต่างกันไปตามปัจจัยต่างๆ เช่น สภาวะตลาด การแข่งขัน และการรับรู้ของลูกค้า ต่อไปนี้เป็นเทคนิคบางอย่างที่สามารถช่วยคุณปรับกลยุทธ์การกำหนดราคาให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มผลกำไร:

1. การกำหนดราคาตามต้นทุน: คำนวณต้นทุนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและส่งมอบผลิตภัณฑ์ของคุณ รวมถึงต้นทุนทางตรง (วัสดุ แรงงาน) และต้นทุนทางอ้อม (ค่าโสหุ้ย การตลาด) เพิ่มอัตรากำไรที่ต้องการเพื่อกำหนดราคาขาย วิธีการนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าค่าใช้จ่ายจะครอบคลุมในขณะที่ให้ผลกำไรที่สมเหตุสมผล

2. การกำหนดราคาตามมูลค่า: มุ่งเน้นที่คุณค่าที่ผลิตภัณฑ์ของคุณมอบให้กับลูกค้าและตั้งราคาตามมูลค่านั้น พิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น คุณลักษณะเฉพาะ ประโยชน์ คุณภาพ ความสะดวก และการรับรู้ของลูกค้า ลูกค้ามักจะยินดีจ่ายมากขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาเห็นว่ามีค่า

3. ราคาที่แข่งขันได้: วิจัยและวิเคราะห์ราคาของคู่แข่งของคุณที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกัน กำหนดราคาของคุณที่สามารถแข่งขันได้ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น คุณภาพ คุณลักษณะ และตำแหน่งทางการตลาดเป้าหมาย คุณอาจเลือกที่จะตั้งราคาให้ต่ำลงเล็กน้อยเพื่อดึงดูดลูกค้าหรือสูงกว่านั้นหากคุณให้คุณค่าที่เหนือกว่า

4. การกำหนดราคาแบบไดนามิก: ปรับราคาของคุณตามสภาวะตลาด อุปสงค์ และอุปทานตามเวลาจริง เทคนิคนี้เกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับอุตสาหกรรมที่ราคาผันผวนบ่อย เช่น ตั๋วเครื่องบินหรือบริการร่วมเดินทาง การกำหนดราคาแบบไดนามิกสามารถช่วยให้คุณเพิ่มผลกำไรสูงสุดโดยใช้ประโยชน์จากความต้องการสูงสุดและปรับราคาในช่วงที่มีความต้องการต่ำ

5. การตั้งราคาเชิงจิตวิทยา: ใช้เทคนิคการตั้งราคาที่ใช้ประโยชน์จากปัจจัยทางจิตวิทยา ตัวอย่างเช่น การตั้งราคาให้ต่ำกว่าตัวเลขกลมๆ (เช่น $9.99 แทนที่จะเป็น $10) สามารถสร้างการรับรู้ถึงราคาที่ต่ำกว่าได้ การกำหนดราคาเป็นชุด (การรวมผลิตภัณฑ์หลายรายการในราคาที่ลดลงเล็กน้อย) และการกำหนดราคาแบบแบ่งระดับ (เสนอระดับราคาที่แตกต่างกันพร้อมคุณสมบัติที่แตกต่างกัน) สามารถมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อได้เช่นกัน

6. การกำหนดราคาแบบพรีเมียม: วางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของคุณเป็นสินค้าระดับไฮเอนด์หรือสินค้าฟุ่มเฟือย และตั้งราคาที่สูงขึ้นเพื่อสะท้อนถึงความพิเศษ คุณภาพ หรือภาพลักษณ์ของแบรนด์ กลยุทธ์นี้ใช้ได้ดีเมื่อมีการรับรู้ถึงความแตกต่างและความต้องการสินค้าระดับพรีเมียมในตลาดเป้าหมายของคุณ

7. การกำหนดราคาส่งเสริมการขาย: เสนอส่วนลดชั่วคราว การขาย หรือการกำหนดราคาส่งเสริมการขายเพื่อสร้างความสนใจ ดึงดูดลูกค้าใหม่ และกระตุ้นการซื้อซ้ำ แม้ว่าวิธีนี้อาจทำให้อัตรากำไรลดลง แต่ก็สามารถผลักดันยอดขายและความภักดีของลูกค้าในระยะยาวได้

8. ตรวจสอบและปรับเปลี่ยน: ตรวจสอบตลาด ความคิดเห็นของลูกค้า และประสิทธิภาพทางการเงินของคุณอย่างต่อเนื่อง วิเคราะห์ผลกระทบของกลยุทธ์การกำหนดราคาและปรับเปลี่ยนตามความจำเป็น ประเมินต้นทุน อัตรากำไร และการเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าราคาของคุณยังคงสามารถแข่งขันได้และสร้างผลกำไร

โปรดจำไว้ว่ากลยุทธ์การกำหนดราคาควรสอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ ตลาดเป้าหมาย และตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของคุณ สิ่งสำคัญคือต้องพิจารณาลักษณะเฉพาะของธุรกิจและอุตสาหกรรมของคุณเมื่อเลือกและใช้เทคนิคการกำหนดราคา นอกจากนี้ การทดสอบและการทดลองสามารถช่วยคุณระบุกลยุทธ์การกำหนดราคาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับผลิตภัณฑ์เฉพาะและสภาวะตลาดของคุณ

เรื่องของ “กล้วย” นับเป็นผลไม้ที่อยู่คู่คนไทยนาน เป็นทั้งอาหารเด็ก อาหารกลางวันนักเรียน ผลไม้ให้พลังงานนักกีฬา ของหวานขอ...
19/06/2023

เรื่องของ “กล้วย” นับเป็นผลไม้ที่อยู่คู่คนไทยนาน เป็นทั้งอาหารเด็ก อาหารกลางวันนักเรียน ผลไม้ให้พลังงานนักกีฬา ของหวานของผู้ใหญ่ ไปจนถึงผลไม้นิ่มๆ เคี้ยวง่ายของผู้สูงอายุ นอกจากรสชาติอร่อยหวานหอมจนสามรถนำมารับประทานได้ทั้งแบบสดๆ และแปรรูปเป็นสารพัดขนมแล้ว กล้วยยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายอีกด้วย

ประโยชน์ของกล้วย ที่ดีต่อสุขภาพ
ลดระดับคอเลสเตอรอล
เนื่องจากกล้วยเป็นผลไม้ที่มีกากใยอาหารอย่างพอเหมาะ จึงทำให้กล้วยมีส่วนช่วยในการควบคุมระดับคอเลสเตอรอลไม่ให้สูงเกินไป ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่นๆ ตามมา เช่น โรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น

ผลไม้ของคนอยากลดน้ำหนัก
กล้วย เป็นอาหารที่รับประทานแล้วอิ่มเร็ว อยู่ท้อง และให้พลังงานกับร่างกายได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม กล้วยเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาล และยังไม่มีรายงานวิจัยไหนยืนยันว่าช่วยลดน้ำหนักได้ จึงควรบริโภคอย่างพอเหมาะ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย

ควบคุมระดับความดันโลหิต
สารโพแทสเซียมที่พบในกล้วยจะช่วยให้ร่างกายขับโซเดียมออกมาทางปัสสาวะได้มากขึ้น ส่งผลดีต่อระดับความดันโลหิตที่ลดลงตามไปด้วย

ลดอาการท้องเสีย
เส้นใยอาหารที่ย่อยง่ายของกล้วย ช่วยลดอาการท้องเสียได้ เพราะกล้วยมีคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้ เป็นแหล่งอาหารของเหล่าจุลินทรีย์โปรไบโอติก ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดดีที่พบในลำไส้ ช่วยลดอาการท้องเสีย ที่เป็นผลข้างเคียงที่เกิดจากการรับประทานยาปฏิชีวนะบางชนิดได้ด้วย

แก้อาการท้องอืด
คาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้ที่อยู่ในกล้วย ที่เป็นแหล่งอาหารชั้นดีของจุลินทรีย์โปรไบโอติกในลำไส้ นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงอาการท้องเสียแล้ว ยังรวมถึงปัญหาท้องอืดท้องเฟ้อได้อีกด้วย

ดีต่อสุขภาพคนโลหิตจาง
กล้วย มีธาตุเหล็กที่ดีต่อสุขภาพของคนที่มีอาการโลหิตจาง เพราะการเพิ่มธาตุเหล็กในร่างกายจะช่วยเพิ่มการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่ากล้วยจะช่วยรักษาโรคโลหิตจางได้แต่อย่างใด้

#ประกัน
#ประกันชีวิต

ตัวแทน/นายหน้าประกันภัยเมื่อพูดถึงตัวแทนและนายหน้าประกันภัย คนทั่วไปส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนๆ เดียวกัน ซึ่งในควา...
18/06/2023

ตัวแทน/นายหน้าประกันภัย
เมื่อพูดถึงตัวแทนและนายหน้าประกันภัย คนทั่วไปส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนๆ เดียวกัน ซึ่งในความจริงแล้วตัวแทนและนายหน้าประกันภัยไม่ใช่คนๆ เดียวกัน แม้ว่าการทำงานและหน้าที่อาจจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง

ส่วนที่คล้ายคลึงกันของตัวแทนและนายหน้าประกันภัยก็คือ เป็นผู้ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยง หรือเป็นตัวกลางในการประสานงานให้เกิดการทำประกันขึ้นระหว่างผู้เอาประกันภัยและบริษัทประกันภัย

ความแตกต่างระหว่างตัวแทนและนายหน้าประกันภัย

ตัวแทนประกันภัย จะเป็นผู้ที่มีสังกัดอยู่ในบริษัทประกันภัยต่างๆ และทำหน้าที่เสนอขายประกันของบริษัทตนเอง ให้กับประชาชนที่สนใจ

ขณะที่นายหน้าประกันภัย จะไม่ใช่ผู้ที่มาจากบริษัทประกันภัยโดยตรง ไม่มีสังกัดในการทำงาน แต่เป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือชี้ช่องการทำประกันภัยกับบริษัทต่างๆ หรือทำหน้าที่แทนผู้เอาประกันภัยจนเสร็จสิ้นกระบวนการ

สิ่งสำคัญก็คือ กฎหมายกำหนดไว้ว่าจะต้องเป็นตัวแทนหรือนายหน้าได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าเลือกเป็นตัวแทนก็สามารถเป็นได้ทั้งตัวแทนประกันชีวิตและตัวแทนประกันวินาศภัย และในทำนองเดียวกัน ถ้าเลือกเป็นนายหน้าก็สามารถเป็นได้ทั้งนายหน้าประกันชีวิตและนายหน้าประกันวินาศภัย

สรุปคำจำกัดความระหว่างตัวแทน และนายหน้าประกันภัย ดังนี้
ตัวแทนประกันภัย (Insurance Agents)
ตัวแทนประกันภัยจะเป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น ทำหน้าที่แทนบริษัทประกันที่สังกัดอยู่ในการชักชวนและนำเสนอขายสินค้า (กรมธรรม์) หรืออาจจะเรียกว่าเป็นพนักงานของบริษัทประกันก็ได้ เพราะตัวแทนประกันนั้นจะมีสังกัดที่แน่นอนว่าเป็นตัวแทนของบริษัทประกันใด อาจเป็นได้มากกว่าหนึ่งบริษัทได้ หากได้รับความยินยอมจากบริษัทแรก

นายหน้าประกันภัย (Insurance Brokers)
นายหน้าประกันภัย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าโบรกเกอร์ คือ คนกลางอิสระ เป็นได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ทำหน้าที่แทนประชาชนที่ต้องการซื้อประกันภัย ในการคัดเลือกบริษัทประกันที่มีสินค้า (กรมธรรม์) ตรงกับความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด โดยนายหน้าประกันภัยนั้นสามารถที่จะชี้ช่องแนะนำประกันของบริษัทใดก็ได้ และสามารถขายได้อย่างอิสระ ไม่ขึ้นตรงกับบริษัทประกันแห่งใด สำหรับค่าตอบแทนที่ได้รับ จะได้รับค่าคอมมิชชั่นจากบริษัทประกันภัย ตามจำนวนที่นายทะเบียนประกาศกำหนดไว้ในแต่ละประเภทของการประกันภัยซึ่งไม่เท่ากัน

สำหรับผู้ที่สนใจเป็นตัวแทน/นายหน้าประกันภัย ก่อนอื่นต้องคิดพิจารณาและถามตัวเองก่อนว่าชอบการทำงานแบบไหน หากเลือกที่จะเป็นคนขายประกันแบบอิสระ ก็ต้องเลือกสอบเป็นนายหน้าประกันภัย และต้องเลือกอีกว่าจะเป็นนายหน้าประกันวินาศภัย หรือนายหน้าประกันชีวิต ซึ่งทั้ง 2 ประเภทนี้จะเป็นใบอนุญาตคนละใบกัน หากว่าอยากขายได้ทั้งประกันวินาศภัยและประกันชีวิตก็ต้องสอบให้ผ่านทั้ง 2 ใบ เมื่อตัดสินใจได้แล้วก็ไปสอบให้ได้ใบอนุญาตจากสำนักงาน คปภ. หลังจากสอบผ่านขั้นตอนต่อไปคือ ติดต่อขอขึ้นทะเบียนเป็นนายหน้าประกัน โดยยื่นคำขอรับใบอนุญาตได้ที่สำนักงาน คปภ. จากนั้นจึงติดต่อไปยังบริษัทประกันที่สนใจ เพื่อขอเป็นนายหน้าขายประกัน ซึ่งสามารถติดต่อบริษัทประกันได้หลายๆ แห่ง เพื่อจะได้มีสินค้าในมือหลากหลายให้ลูกค้าได้ตัดสินใจเลือกซื้อ

แต่หากสนใจเป็นตัวแทนขายประกันมากกว่า อันดับแรกคือต้องเลือกบริษัทประกันที่สนใจจะเป็นตัวแทนขายก่อน จากนั้นเข้ารับการอบรมและสอบให้ได้ใบอนุญาตจากสำนักงาน คปภ. หากสอบผ่านแล้วต้องติดต่อบริษัทประกันที่สมัครเป็นตัวแทนไว้ เพื่อให้บริษัทยื่นขอรับใบอนุญาตให้ เนื่องจากในการขอรับใบอนุญาตจะต้องมีหนังสือแสดงความต้องการของบริษัทรับเป็นตัวแทนด้วย

#ประกัน
#ประกันชีวิต

ที่อยู่

Surat Thani
84000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Life Smilingผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์