MES Change สินเชื่อคนรุ่นใหม่ เพื่อธุรกิจ

ขยับขับเคลื่อนธุรกิจ MES  สำหรับเจ้าของธุรกิจ
02/02/2021

ขยับขับเคลื่อนธุรกิจ MES สำหรับเจ้าของธุรกิจ

24/12/2020

UPDATE: อนุทิน เผยล็อกดาวน์เป็นอำนาจผู้ว่าฯ แต่ละจังหวัด พิจารณาตามข้อมูลและสถานการณ์
วันนี้ (24 ธันวาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ (ศบค.) ว่าการล็อกดาวน์พื้นที่ของแต่ละจังหวัด จะใช้มาตรการตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน โดยให้แต่ละจังหวัดพิจารณาความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้มีอำนาจในการสั่งการ โดยจะใช้ข้อมูลจากคณะกรรมการควบคุมโรคประจำจังหวัด ทั้งฝ่ายความมั่นคง สาธารณสุข และภาคสังคม มาประกอบการตัดสินใจ เพื่อออกมาตรการได้ถูกต้องเหมาะสม
ผู้สื่อข่าวถามถึงการเดินทางข้ามจังหวัดในช่วงปีใหม่จะมีมาตรการอย่างไร
อนุทินกล่าวว่า ขอให้รอฟังผลการประชุม ศบค. ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมหรือการเดินทาง จะต้องดูในกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากกว่า และขณะนี้กลุ่มที่มีความเสี่ยงซีลป้องกันไว้หมดแล้ว ทั้งชุมชน ตลาดกลางกุ้ง ที่มีแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก และจะเห็นได้ว่าการตรวจหาเชื้อในวันแรก ถึงวันนี้เริ่มลดลงมาแล้ว
หากเจอเชื้อก็อยู่ในวงที่ถูกจำกัด ไม่มีการแพร่กระจาย ส่วนที่ไปพบแตกออกไปก็เหมือนสะเก็ดไฟ ซึ่งสาธารณสุขก็จะตามไปตะครุบ ติดตามตัว เป็นสูตรเดียวกับที่ระบาดในต้นปี เชื่อว่าในแต่ละจังหวัดมีวิธีตรวจสอบ รักษา คัดกรอง และนำมารักษาหากพบผู้ที่ติดเชื้อ
ส่วนต้องตรวจแรงงานต่างด้าวในทุกตลาดของกรุงเทพมหานครและปริมณฑลหรือไม่นั้น อนุทินกล่าวว่า เป็นเรื่องของระบบการสืบสวนสอบสวนโรคที่ต้องดูความเป็นไปได้ของการแพร่ระบาด อย่างไรก็ตาม ก็ต้องย้ำมาตรการป้องกันสำหรับทุกคน คือใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ และเว้นระยะห่าง ส่วนจำนวนคนที่จะไปรวมตัวจัดกิจกรรมต่างๆ ภายหลังการประชุม ศบค. ก็คงมีมาตรการเรื่องจำกัดจำนวนคนออกมาต่อไป
อ่านข่าวอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://thestandard.co/
#โควิด19 #โควิดกรุงเทพ

—————————————————
ติดตามข่าวธุรกิจ เศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ THE STANDARD WEALTH

23/12/2020

The Chocolate Factory ร้านขนม 200 ล้าน ที่ใช้กลยุทธ์ความแตกต่าง /โดย ลงทุนเกิร์ล
ถ้าอยากจับกลุ่มสินค้าราคาพรีเมียม
คนทั่วไปอาจเลือกเริ่มต้นธุรกิจในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ
แล้วค่อยขยายไปสู่พื้นที่อื่นของประเทศ
แต่ร้าน The Chocolate Factory ไม่ได้คิดอย่างนั้น
เพราะร้านนี้ประสบความสำเร็จจากเขาใหญ่ พัทยา และหัวหิน ทำรายได้มากกว่า 200 ล้านบาท
จนคนกรุงเทพฯ ต้องพากันไปใช้บริการ ก่อนจะเริ่มก้าวเข้ามาทำตลาดในกรุงเทพฯ อย่างจริงจัง

แล้วเรื่องราวของ The Chocolate Factory น่าสนใจอย่างไร?
ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง

The Chocolate Factory ก่อตั้งขึ้นในปี 2556
โดยคุณน้ำหนึ่ง เอี่ยมเจริญยิ่ง และครอบครัว

จุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจขนมของคุณน้ำหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว
ซึ่งเธอมักจะใช้เวลาทำขนมร่วมกับพี่น้องอยู่บ่อยครั้ง

ดังนั้นคุณพ่อและคุณแม่ของเธอจึงได้ผลักดันให้เธอทำขนมเค้กไปวางขาย
และเปิดเป็นร้านขนมเล็กๆ ที่เขาใหญ่ อยู่ช่วงหนึ่ง โดยใช้ชื่อว่า “piece of cake”

ต่อมา คุณน้ำหนึ่ง ก็ได้ไปเรียนต่อที่อังกฤษ ด้านบัญชีและการเงิน ที่ University of Warwick
หลังเรียนจบ คุณน้ำหนึ่งก็กลับมายังประเทศไทย และเข้าทำงานที่ธนาคารเอกชนแห่งหนึ่ง

แต่ทว่าครอบครัวของคุณน้ำหนึ่งกลับอยากให้คุณน้ำหนึ่งมีธุรกิจเป็นของตัวเองมากกว่า

เมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้ คุณน้ำหนึ่งและครอบครัวจึงเริ่มวางแผนว่าร้านที่กำลังจะเปิดควรเป็นแบบไหน
พวกเขาจึงนึกย้อนกลับไปในขณะที่คุณน้ำหนึ่ง และพี่น้องเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ

โดยเฉพาะเวลาที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอแวะไปเยี่ยม
และทั้งครอบครัวได้ขับรถท่องเที่ยวในยุโรปด้วยกัน
ทำให้คุณน้ำหนึ่งได้เห็นธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “ร้านคราฟต์ช็อกโกแลต”

ยิ่งในสวิตเซอร์แลนด์ และเบลเยียม ก็จะมีร้านคราฟต์ช็อกโกแลตตั้งอยู่เรียงรายในทุกๆ เมือง
เสมือนกับร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ทุกหัวมุมถนนของไทย

โดยในแต่ละร้านคราฟต์ช็อกโกแลต จะไม่ใช่แค่การรับช็อกโกแลตจากโรงงานมาวางขาย เหมือนตามซูเปอร์มาร์เกต ซึ่งส่วนใหญ่ช็อกโกแลตเหล่านั้น จะมีส่วนผสมหลักคือ น้ำตาล

แต่สำหรับร้านคราฟต์ช็อกโกแลต จะเป็นช็อกโกแลตแท้ๆ และเน้นไปที่การชูรสชาติของช็อกโกแลต มากกว่าการเทน้ำตาลและส่วนผสมอื่น ซึ่งจะทำให้กลบรสของช็อกโกแลต

นอกจากนี้ร้านคราฟต์ช็อกโกแลต ยังมีโกโก้หรือช็อกโกแลตให้เลือกจากหลากหลายแหล่ง
และที่สำคัญ ช็อกโกแลตทุกชิ้น จะถูกผลิต และขึ้นรูป (Tempering) ด้วยมือ

ด้วยลักษณะของธุรกิจร้านคราฟต์ช็อกโกแลต ที่น่าสนใจ
และยังใหม่มากสำหรับประเทศไทยในสมัยนั้น ประกอบกับวัฒนธรรมการบริโภคช็อกโกแลตเริ่มแพร่หลายมาในเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น

คุณน้ำหนึ่งจึงเล็งเห็นว่าในอีกไม่ช้า กระแสนี้ย่อมจะเข้ามาในประเทศไทยเช่นกัน
ซึ่งเธอจึงกลับมาคิดทบทวน และให้คนในครอบครัวช่วยกันระดมสมอง
จนในที่สุดก็เกิดเป็นร้าน The Chocolate Factory

โดย The Chocolate Factory เปิดให้บริการครั้งแรกที่เขาใหญ่ ในปลายปี 2556

ซึ่งสาเหตุที่เลือกเปิดร้านที่นี่ก็เพราะ เขาใหญ่เป็นที่ซึ่งเธอมักจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัว
คุณน้ำหนึ่ง จึงอยากให้ร้านนี้ เป็นสถานที่ เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้เวลากับครอบครัวเช่นกัน

The Chocolate Factory มาพร้อมกับคอนเซปต์ “คราฟต์ช็อกโกแลต” ที่มีช็อกโกแลตนำเข้าจากหลายประเทศมาให้ลูกค้าเลือก
พร้อมกับการทำครัวแบบใส เพื่อให้ลูกค้าสามารถมองเห็นขั้นตอนการทำช็อกโกแลต ราวกับหลุดเข้ามาในโรงงานช็อกโกแลตขนาดย่อม

นอกจากนี้ ทางร้านยังสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ
ได้ทดลองทำช็อกโกแลตด้วยตัวเองอีกด้วย

ในทางกลับกัน ถ้าหากเรามองย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว
ร้านสไตล์ The Chocolate Factory ยังเป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับประเทศไทย
ซึ่งนี่ถือว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับร้าน The Chocolate Factory พอสมควร
เพราะถ้าหากเปิดไปแล้วคนไทยไม่ชอบ หรือมีกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบค่อนข้างเล็ก ก็อาจทำให้ธุรกิจไม่สามารถไปต่อได้

แต่เหตุผลที่ทำให้คุณน้ำหนึ่งกล้าที่จะตัดสินใจทำธุรกิจนี้ ก็เป็นเพราะคุณน้ำหนึ่งอยากทำในสิ่งที่มีคนทำน้อย และอยากเป็นผู้บุกเบิก ถึงแม้ว่าการเดินในเส้นทางนี้อาจจะเหนื่อย แต่เธอก็มั่นใจในผลลัพธ์

ซึ่งสิ่งที่เธอคิด ดูเหมือนว่าจะมาได้ถูกทาง
เพราะในปีแรกที่เปิดร้าน The Chocolate Factory ที่เขาใหญ่
ร้านก็ได้รับการตอบรับดี เกินว่าที่คุณน้ำหนึ่งคิดไว้
ผู้คนต่างพากันมาใช้บริการจนเต็มร้าน และพูดกันปากต่อปาก
จนทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว

ปี 2557 รายได้ 29 ล้านบาท
ปี 2558 รายได้ 42 ล้านบาท
ปี 2559 รายได้ 116 ล้านบาท
ปี 2560 รายได้ 213 ล้านบาท
ปี 2561 รายได้ 269 ล้านบาท
ปี 2562 รายได้ 283 ล้านบาท

ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมานี้ รายได้ของบริษัทเติบโตเฉลี่ยถึง 58%

โดยหลังจากที่ร้านสาขาเขาใหญ่เริ่มมีชื่อเสียง
ก็ทำให้มีผู้คนจากจังหวัดอื่นๆ ติดต่อเข้ามาเพื่อเสนอพื้นที่ให้ไปเปิดร้าน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว

เพราะกลุ่มลูกค้าหลักของ The Chocolate Factory
คือ “กลุ่มครอบครัว” และ “นักท่องเที่ยว”
จุดขายของร้านก็เป็นทั้ง ร้านขนม ของฝาก และอาหาร
จึงกลายเป็นแหล่งที่ลูกค้า จะซื้อขนมติดไม้ติดมือกลับไปฝากคนที่รู้จัก

และเรื่องนี้ ก็ยังเป็นเหมือนการโฆษณาให้ร้านไปในตัว

ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา The Chocolate Factory
ก็เป็นแบรนด์ที่ไม่ค่อยได้ทำการตลาดมากนัก

ส่วนใหญ่จะแค่ เป็นการแนะนำให้ลูกค้าได้รู้จักตัวตนของร้าน และให้พวกเขาได้มาสัมผัสประสบการณ์ ซึ่งถ้าสินค้าและบริการดีจริง ลูกค้าก็จะทำหน้าที่เป็นคนโฆษณาให้กับร้านเอง

และในปีนี้ธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต้องเผชิญปัญหาอย่างหนักจาก COVID-19

แต่สำหรับ The Chocolate Factory ที่ก็พึ่งพาลูกค้านักท่องเที่ยวเป็นหลักเช่นกัน กลับไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนัก

เพราะแม้ว่าจะไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเพิ่มมากขึ้น
เนื่องจากกลุ่มคนไทยที่นิยมไปเที่ยวต่างประเทศ หันมาท่องเที่ยวในประเทศกันมากขึ้น
ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ก็ถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้ออีกด้วย จึงยิ่งส่งผลดีให้กับร้านมากขึ้นไปอีก

นอกจากนั้น The Chocolate Factory ยังใช้โอกาสนี้ ทำในสิ่งที่ต่างออกไป

นั่นก็คือ การเริ่มขยายสาขาเข้ามาในกรุงเทพฯ อย่างรวดเร็ว
ทั้งสาขา เมกาบางนา, แฟชั่นไอส์แลนด์ และเซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว

เมื่อสถานการณ์รอบๆ เปลี่ยน คุณน้ำหนึ่งจึงเลือกปรับโมเดลธุรกิจใหม่ไปด้วย
จากการตั้งสาขาสแตนด์อโลน ขนาดใหญ่ ที่มีพร้อมทั้งอาหารและขนม เป็นการเน้นเปิดสาขาแบบคาเฟ่เล็กๆ อยู่ตามห้างสำคัญในกรุงเทพฯ
เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ และขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น

และยังเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าในกรุงเทพฯ
สามารถมาใช้บริการได้โดยไม่ต้องรอไปถึงต่างจังหวัด

อ่านมาถึงตรงนี้ เรื่องราวของคุณน้ำหนึ่ง และ The Chocolate Factory
ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีสำหรับใครหลายๆ คน

เธอมองเห็นสิ่งที่เมืองไทยยังขาด นั่นก็คือร้านช็อกโกแลตที่มีการนำเสนอแบบใหม่ ไว้เป็นจุดแวะพักสำหรับนักท่องเที่ยว

วิธีคิดของเธอเป็นตัวอย่างของการหาสิ่งที่แตกต่าง หรือกลยุทธ์ที่เรียกว่า Differentiation ซึ่งถ้าความแตกต่างนี้มันตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคจริง มันก็จะสำเร็จเหมือน The Chocolate Factory..

Reference:
-สัมภาษณ์โดยตรงกับ The Chocolate Factory

22/12/2020

COVID-19 รอบใหม่ อาจสร้างมูลค่าความสูญเสียราว 45,000 ล้านบาท ในเวลา 1 เดือน - ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 รอบใหม่ ซึ่งเริ่มต้นจากตลาดกุ้งในสมุทรสาคร เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2563 จนกระทั่งนำมาสู่การล็อกดาวน์ชั่วคราวจังหวัดสมุทรสาคร ตั้งแต่ 19 ธันวาคม 2563 ถึง 3 มกราคม 2564

ขณะเดียวกัน ก็ยังพบจำนวนผู้ติดเชื้อที่กระจายตัวไปยังพื้นที่ต่างๆ ในหลายจังหวัดของประเทศไทย

ในเบื้องต้น ภายใต้กรณีที่ไม่พบ คลัสเตอร์ของจำนวนผู้ติดเชื้อในจังหวัดอื่นหรือเหตุการณ์ ไม่ลุกลามจนนำมาสู่การล็อกดาวน์เป็นวงกว้าง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย อาจได้รับความสูญเสียจากการระบาดรอบใหม่ของ COVID-19 คิดเป็นมูลค่าราวๆ 45,000 ล้านบาท ในกรอบเวลา 1 เดือน โดยจำแนกผลกระทบได้ดังนี้

-ความสูญเสียที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าประมงและอาหารทะเล ที่อาจมีมูลค่ารวมกันราว 13,000 ล้านบาท
จากความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดการชะลอการบริโภคสินค้าประมงและอาหารทะเลในระยะสั้น

นอกจากนี้ การส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวในระยะถัดไป ก็อาจจะได้รับผลกระทบบ้าง โดยเฉพาะในด้านขั้นตอนการตรวจสอบและกระบวนการต่างๆ ที่คู่ค้าอาจหยิบยกให้ผู้ประกอบการไทยมีการดำเนินการเพิ่มเติม ถึงแม้ขณะนี้จะยังไม่มีการยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าก็ตาม

ทั้งนี้ สมุทรสาคร นับเป็นแหล่งวัตถุดิบหลักในธุรกิจการประมงและการแปรรูปสัตว์น้ำ โดยปริมาณสัตว์น้ำสดที่ใช้ในธุรกิจการประมงและการแปรรูปสัตว์น้ำเค็ม มีสัดส่วนเกือบ 40% ของทั้งประเทศ (ไม่รวมวัตถุดิบนำเข้า) การล็อกดาวน์ จึงส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการค้าและการผลิตหมวดนี้ไม่น้อย

อย่างไรก็ดี การสร้างความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยของสินค้าและกระบวนการผลิตโดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน คงจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้

นอกจากนี้ ผลกระทบดังกล่าวยังนับว่าอยู่ในขอบเขตที่ค่อนข้างจำกัด จากการที่ผู้บริโภคและผู้ใช้วัตถุดิบยังมีทางเลือกในการซื้อและจัดหาสินค้าจากแหล่งอื่น อีกทั้งมีประเภทอาหารที่หลากหลายและเพียงพอ ขณะที่โดยปกติประชาชนส่วนใหญ่ก็นิยมบริโภคสินค้าประมงและอาหารทะเลในสัดส่วนที่น้อยกว่าเนื้อสัตว์อย่างหมูและไก่อยู่แล้ว

-ความสูญเสียจากการที่ประชาชนชะลอการทำกิจกรรมในช่วงเฉลิมฉลองปีใหม่ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท

ได้แก่ การเลี้ยงสังสรรค์ การจัดกิจกรรมต่างๆ การลดความถี่ในการใช้จ่ายที่ร้านค้าปลีก เป็นต้น (ไม่รวมการเดินทางท่องเที่ยว)

ขณะที่ประชาชนอาจมีการจัดหาหรือสำรองสินค้าจำเป็น เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ อาหารพร้อมปรุง/พร้อมทาน เพิ่มเติมจากช่วงก่อนหน้านี้บ้าง รวมทั้งคงจะหันไปทำกิจกรรมผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นแทนการออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน

-ความสูญเสียจากการชะลอการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ คิดเป็นเม็ดเงินที่หายไปประมาณ 17,000 ล้านบาท
หรือราว 30% ของรายได้ท่องเที่ยวในช่วงเวลา 1 เดือน ภายใต้กรณีที่ยังไม่ได้มีประกาศห้ามการเดินทางข้ามจังหวัด โดยพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ จังหวัดในภาคตะวันตกและภาคกลาง รวมกรุงเทพฯ ตลอดจนจังหวัดรอยต่อชายแดนระหว่างไทยและเมียนมา

อย่างไรก็ดี ประชาชนบางส่วนที่ยังต้องการเดินทางท่องเที่ยวในระยะเวลาใกล้ๆ นี้ อาจจะมีการปรับเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปยังพื้นที่หรือจังหวัดที่ไม่พบจำนวนผู้ติดเชื้อทดแทนได้เช่นกัน

-นอกจากความสูญเสียทั้ง 3 ด้านแล้ว สถานการณ์ COVID-19 รอบใหม่นี้ ยังอาจสร้างผลกระทบด้านอื่นๆ ที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้อย่างชัดเจนด้วย อาทิ ผลกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการที่ค้าขายสินค้าอื่นๆ ในตลาด จากการที่ผู้คนหลีกเลี่ยงการสัญจร โดยเฉพาะการสัญจรไปในพื้นที่ที่มีการระบาดหรือพบผู้ติดเชื้อ เป็นต้น

ทั้งนี้ ผลกระทบจากการระบาดรอบใหม่ของ COVID-19 ที่สร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมข้างต้น เป็นกรอบการประเมินเบื้องต้นจนถึง ณ ขณะนี้เท่านั้น ซึ่งคงจะต้องมีการทบทวนและปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง คงจะต้องร่วมมือกันในการดูแลและจำกัดผลกระทบ ทั้งในมิติด้านสาธารณสุขและด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้เหตุการณ์ค่อยๆ คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า หากการระบาดของ COVID-19 รอบใหม่ สามารถควบคุมได้ และภาครัฐมีมาตรการที่สร้างความมั่นใจให้กลับมาได้อย่างรวดเร็ว ก็มีโอกาสที่มูลค่าความสูญเสียจะต่ำกว่าตัวเลขที่ประเมินไว้

#สมุทรสาคร
#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
------------------------------------
บทวิเคราะห์โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

21/12/2020
17/12/2020

กรณีศึกษา ขนมมะเขือเทศ ขนมที่คนซื้อมานาน โดยไม่รู้ชื่อแบรนด์ /โดย ลงทุนแมน
ถ้าให้พูดถึงขนมในตำนานที่เรากินสมัยเด็กๆ
หนึ่งในนั้นก็คงมี ขนมซองสีเงินที่ประกอบด้วยรูปมะเขือเทศสีแดง
หรือ ขนมที่เราเรียกติดปากกันว่า “ขนมมะเขือเทศ”

ที่น่าสนใจคือ ขนมชนิดนี้ อยู่มานานกว่า 30 ปีแล้ว
แต่ไม่เคยเปลี่ยนแพ็กเกจจิงเลย และแทบจะไม่เคยใช้งบการตลาดเลยด้วย

สรุปแล้ว ขนมมะเขือเทศนี้มีชื่อแบรนด์ว่าอะไร?
ถ้าให้เรานึก เราคงนึกไม่ออก
วันนี้ลงทุนแมนจะมาเฉลยให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ชื่อจริงๆ ของขนมชนิดนี้ ที่ติดอยู่บนซองก็คือ “ขนมอบกรอบรสมะเขือเทศ” ตรา เอฟเอฟ
ซึ่งเป็นขนมของบริษัท แฟชั่นฟู้ด จำกัด

โดยบริษัทนี้ ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2531 หรือเมื่อ 32 ปีที่แล้ว
และหลังจากนั้นเพียง 1 ปี ก็ได้เริ่มผลิตขนมขบเคี้ยวประเภทข้าวเกรียบรสต่างๆ

ซึ่งรสที่เราคุ้นเคยและเห็นบ่อยๆ ตามร้านค้า
ก็น่าจะเป็นขนมอบกรอบรสมะเขือเทศ และขนมอบกรอบรสพริกหยวก

ต่อมาเมื่อขนมข้าวเกรียบได้รับความนิยมอย่างมาก
ทางบริษัทก็เริ่มขยายธุรกิจไปยังสินค้าประเภทอื่นๆ

มีทั้งขนมประเภทอื่น เช่น คุกกี้ มันฝรั่งอบกรอบ รวมไปถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ซึ่งทั้งหมดนี้ แทบจะอยู่ภายใต้ชื่อแบรนด์ “เอฟเอฟ” เกือบทั้งหมด

โดยในส่วนของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก็มีทั้งรูปแบบซอง แบบถ้วย และแบบแพ็กใหญ่ ที่เรามักจะเห็นกันตามร้านอาหาร

ซึ่งทางเอฟเอฟ ก็ถือว่าเป็นเจ้าแรกๆ ที่เริ่มผลิตสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารเลยทีเดียว

สินค้าของแฟชั่นฟู้ด ยังได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในเรื่องของคุณภาพ
จนสามารถขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ ได้
เช่น ไต้หวัน, ฮ่องกง, มาเลเซีย, สิงคโปร์, พม่า, ลาว และกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจของแบรนด์นี้ก็คือ “การไม่ทำโฆษณา”

ทั้งๆ ที่ในประเทศไทยมีแบรนด์ขนมขบเคี้ยวมากมาย
แต่เรากลับไม่เห็นขนมแบรนด์เอฟเอฟโฆษณาสินค้าเลย

แล้วแฟชั่นฟู้ด มีกลยุทธ์อะไร ที่ทำให้ขนมของตัวเองอยู่ในใจเรามาได้กว่า 30 ปี?

กลยุทธ์หลักๆ ที่แฟชั่นฟู้ดใช้ มีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน

เริ่มจาก “ความคุ้มค่า”
เนื่องจากเมื่อเทียบปริมาณและราคา กับขนมขบเคี้ยวของแบรนด์อื่นๆ
ก็จะพบว่า ในราคาที่เท่ากัน ขนมมะเขือเทศจะให้ปริมาณที่มากกว่า
ซึ่งเรื่องนี้ ก็น่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัย ที่เราใช้ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าแต่ละอย่าง

แต่ความคุ้มค่าเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ
เพราะถ้าอยากให้ลูกค้าซื้อสินค้า บริษัทก็ต้อง “กระจายสินค้า” เพื่อให้เข้าถึงได้ง่าย
โดยเราจะเห็นว่า เราสามารถพบเจอขนมมะเขือเทศได้
ตั้งแต่ร้านโชห่วย ร้านสะดวกซื้อ ไฮเปอร์มาร์เกต รวมถึงซูเปอร์มาร์เกต

และเมื่อผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าเราได้ง่ายมากขึ้น
นั่นก็หมายความว่า เราก็มีโอกาสที่จะขายสินค้าได้มากขึ้นอีกด้วย

ส่วนกลยุทธ์สุดท้ายก็คือ “การไม่เปลี่ยนรูปแบบบรรจุภัณฑ์”
เพราะตั้งแต่เอฟเอฟ ผลิตขนมมะเขือเทศมาเมื่อ 31 ปีที่แล้ว ก็ไม่เคยเปลี่ยนรูปแบบบรรจุภัณฑ์เลย
แต่เรื่องนี้กลับกลายเป็นเอกลักษณ์ของขนมมะเขือเทศไปแล้ว

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงอยากรู้ว่า บริษัทเจ้าของขนมมะเขือเทศมีรายได้ดีแค่ไหน?
หากไปดูผลประกอบการของบริษัท แฟชั่นฟู้ด จำกัด พบว่า

ปี 2560 รายได้ 842 ล้านบาท กำไร 22 ล้านบาท
ปี 2561 รายได้ 871 ล้านบาท กำไร 27 ล้านบาท
ปี 2562 รายได้ 898 ล้านบาท กำไร 26 ล้านบาท

เรื่องนี้ถือว่าเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ
เพราะในบางครั้งเราอาจไม่จำเป็นต้องผลิตสินค้าให้หลากหลาย หรือทุ่มงบไปกับการโฆษณามากมาย
เพียงแค่รักษาคุณภาพของสินค้า และคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้

ถ้านึกถึงขนมมะเขือเทศ เราก็จะนึกถึงซองขนมสีเงิน ที่มีลูกมะเขือเทศสีแดงอยู่บนซอง
และสิ่งนี้เองที่ทำให้เรานึกถึงขนมโดยไม่ต้องพึ่งพรีเซนเตอร์ใดๆ
หรืออาจจะเรียกได้ว่าไม่ได้พึ่งชื่อแบรนด์เลยด้วยซ้ำ
เพราะเกือบทุกคนน่าจะไม่รู้ว่าขนมซองนี้ มันมีชื่อแบรนด์ว่าอะไร..
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - ลงทุนแมน
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
References
-https://ff.co.th/th
-https://www.marketingoops.com/news/biz-news/key-success-factor-of-ff-tomato-and-capsicums-flavor-snack-brand/
-กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

15/12/2020

ประเทศไทย คล้ายกับประเทศอะไรมากที่สุด ในมุมต่างๆ
- ลองใช้ Blockdit เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ แล้วอาจพบว่า สังคมนี้เหมาะกับคุณ Blockdit.com/download -

15/12/2020

แจ้งปรับราคาน้ำมัน ⛽️💸
โซฮอล์ +0.40 บาท 🔥🔥
E85 +0.20 บาท 🔥
ดีเซล +0.40 บาท 🔥🔥
มีผลตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป
(ราคาดังกล่าวเป็นราคาขายปลีกในเขตกทม. ไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น)

12/12/2020

เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา วัคซีนของ Pfizer เป็นรายแรกที่ทางการสหรัฐ อนุมัติให้ฉีดแก่ประชาชนทั่วไปได้แล้ว เรามาทำความรู้จักบริษัท Pfizer กัน..

Pfizer บริษัทยาของสหรัฐฯ ที่เกิดมาจาก ชาวเยอรมัน /โดย ลงทุนแมน

ถ้าถามว่า บริษัทไหนที่คนทั่วโลกได้ยินชื่อมากที่สุดในช่วงนี้
หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อ “Pfizer” บริษัทผลิตวัคซีนชื่อดังของโลก

Pfizer เกิดมาจากร้านขายยาเล็กๆ ในกรุงนิวยอร์ก
แต่ร้านขายยาเล็กๆ ในตอนนั้น ได้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทยาและวัคซีนที่ใหญ่ที่สุดในโลกในวันนี้
และรู้ไหมว่า แม้ Pfizer จะเป็นสัญชาติอเมริกัน
แต่จุดเริ่มต้น กลับมาจากชาวเยอรมัน

เรื่องราวของ Pfizer เป็นอย่างไร?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
Pfizer ก่อตั้งขึ้นในปี 1849 โดย ชาร์ล ไฟเซอร์
นักเคมีและนักธุรกิจชาวเยอรมัน ผู้ที่อพยพจากแผ่นดินยุโรปไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

จุดเริ่มต้นของเรื่องคือ ชาร์ล ไฟเซอร์ ได้ขอยืมเงินจากคุณพ่อของเขาจำนวน 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อไปเริ่มต้นเปิดร้านขายยาเล็กๆ ในกรุงนิวยอร์กกับญาติที่ชื่อว่า ชาร์ล เอียร์ฮาร์ต

หลังจากเปิดร้านไปได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็พัฒนายาตัวแรก คือ ยาต้านปรสิต (Antiparasitics) หรือที่เรียกกันว่า ยาถ่ายพยาธิ ได้สำเร็จ

ยาตัวนี้ประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวาง เนื่องจากในช่วงนั้น เป็นช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังประสบกับการแพร่ระบาดของโรคพยาธิลำไส้อย่างหนัก

ต่อมาในปี 1880 ทั้งคู่ได้คิดค้นและผลิตกรดซิตริก โดยกรดชนิดนี้นิยมนำไปใช้ในการถนอมอาหาร ซึ่งผลิตภัณฑ์ตัวนี้ของทั้งคู่ก็ประสบความสำเร็จอีกเช่นกัน

เมื่อหลายผลิตภัณฑ์จากการคิดค้นของทั้งสองคนได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ทั้งคู่ก็เริ่มขยายธุรกิจด้วยการซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพื่อเปิดเป็นห้องทดลองและโรงงานของบริษัท

กิจการของพวกเขาเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนในปี 1906 รายได้ของ Pfizer อยู่ที่ประมาณ 106 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามากพอสมควรในสมัยนั้น

แต่สงครามโลกครั้งที่ 1 ในช่วงระหว่างปี 1914-1918 ก็เริ่มส่งผลให้ Pfizer ประสบปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ เนื่องจากวัตถุดิบในการผลิตกรดซิตริกบางส่วนต้องนำเข้าจากอิตาลี ซึ่งกำลังอยู่ในพื้นที่สงคราม

พอเป็นแบบนี้ บริษัทจึงต้องมองหาวิธีอื่นเพื่อใช้ในการผลิตกรดซิตริก บริษัทจึงหันมาใช้วิธีการหมักน้ำตาลเพื่อผลิตกรดซิตริกแทนการนำเข้าวัตถุดิบจากอิตาลี

จนสุดท้าย Pfizer กลายมาเป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในการหมักในที่สุด

เรื่องนี้ ทำให้ Pfizer เป็นบริษัทแรกที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในการผลิตยาเพนิซิลลิน (Penicillin) ในปริมาณมาก (Mass Production) เพื่อช่วยใช้ในการรักษาแผลที่เกิดจากการติดเชื้อของทหารที่รบในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

หลังประสบความสำเร็จในการคิดค้นวิธีการใหม่ในการผลิตยาเพนิซิลลิน Pfizer ก็ได้ทำการค้นคว้าวิจัยยาปฏิชีวนะตัวอื่นๆ ซึ่งก็ทำกำไรให้บริษัทได้เป็นกอบเป็นกำ

โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะที่ชื่อว่า “เทอราไมซิน (Terramycin)” ที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย โดยยาดังกล่าวนับเป็นผลงานการวิจัยชิ้นแรกของบริษัท ที่จำหน่ายภายใต้สิทธิบัตรของ Pfizer

หลังจากนั้นอาณาจักรของ Pfizer ก็ขยายใหญ่ขึ้นจนเรียกได้ว่า ตอนนี้เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการยาของโลก

ทำให้นอกจากการคิดค้นเรื่องยาแล้ว ตอนนี้ Pfizer จะคอยหาซื้อกิจการที่เกี่ยวกับยาเข้ามาอยู่ในอาณาจักรอีกด้วย

นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา การเติบโตของ Pfizer ส่วนใหญ่จะเกิดจากการเข้าไปซื้อ หรือควบรวมกิจการ บริษัทยาสัญชาติอเมริกันรายใหญ่ๆ ซึ่งดีลที่มีมูลค่าสูง เช่น

ปี 2000 ซื้อกิจการ Warner-Lambert ด้วยมูลค่า 3.3 ล้านล้านบาท
ปี 2009 ซื้อกิจการ Wyeth ด้วยมูลค่า 2 ล้านล้านบาท
ปี 2010 ซื้อกิจการ King Pharmaceuticals ด้วยมูลค่า 1 แสนล้านบาท

จากร้านขายยาเล็กๆ ในกรุงนิวยอร์กที่เริ่มต้นจากชาวเยอรมันเพียงแค่ 2 คน

วันนี้ Pfizer มีพนักงานกว่า 88,000 คน มีโรงงานผลิตยาจำนวน 50 แห่ง อยู่ทั่วโลก และผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีการส่งไปขายกว่า 125 ประเทศทั่วโลก

ผลประกอบการของ บริษัท Pfizer Inc.
ปี 2017 รายได้ 1.58 ล้านล้านบาท กำไร 639,000 ล้านบาท
ปี 2018 รายได้ 1.55 ล้านล้านบาท กำไร 335,000 ล้านบาท
ปี 2019 รายได้ 1.55 ล้านล้านบาท กำไร 488,000 ล้านบาท

ด้วยรายได้ระดับนี้ทำให้ปัจจุบัน Pfizer คือ บริษัทผลิตยาและวัคซีน ที่มีมูลค่าบริษัทมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก เป็นรองเพียงแค่ Johnson & Johnson

นับตั้งแต่การระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้บริษัทผลิตยารายใหญ่ของโลกหลายรายพยายามเร่งการพัฒนาวัคซีนสำหรับต่อต้านเชื้อไวรัสตัวนี้ ซึ่ง Pfizer ก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่เข้ามาร่วมพัฒนาด้วย

โดย Pfizer ร่วมมือกับ BioNTech บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพชั้นนำจากเยอรมัน เพื่อพัฒนาวัคซีนดังกล่าว ซึ่งราคาวัคซีนของ Pfizer และ BioNTech ที่ผลิตมานั้น ปัจจุบันอยู่ที่ “โดส” หรือหลอดละประมาณ 600 บาท

โดยล่าสุด หน่วยงานกำกับดูแลยาและเวชภัณฑ์ของรัฐบาลอังกฤษได้อนุมัติการใช้วัคซีนของ Pfizer และ BioNTech เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางรัฐบาลอังกฤษได้สั่งซื้อวัคซีนดังกล่าวล่วงหน้าไปแล้วกว่า 40 ล้านโดส

เราปฏิเสธไม่ได้ว่า วิกฤติโควิด 19 ในครั้งนี้ สร้างความเสียหายให้แก่หลายธุรกิจทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ก็มีหลายธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากวิกฤติครั้งนี้
และ Pfizer บริษัทผลิตยาและวัคซีนยักษ์ใหญ่ของโลก ก็คือหนึ่งในนั้น..

ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
รู้หรือไม่ว่า นับจากต้นปี มูลค่าบริษัทของ Pfizer
เพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ 660,000 ล้านบาท

ทำให้ในตอนนี้ Pfizer มีมูลค่าบริษัทสูงถึง 6.7 ล้านล้านบาท
มากกว่ามูลค่าบริษัทในตลาดหุ้นไทย 10 อันดับแรก รวมกันเสียอีก..
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - ลงทุนแมน
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
References
-https://www.beckershospitalreview.com/pharmacy/8-lesser-known-facts-about-pfizer.html
-https://en.wikipedia.org/wiki/Charles_Pfizer
-https://finance.yahoo.com/quote/PFE/financials?p=PFE
-https://en.wikipedia.org/wiki/BioNTech
-https://ycharts.com/companies/PFE/market_cap
-https://www.pharmaceutical-technology.com/features/top-ten-pharma-companies-in-2020/
-https://www.vault.com/company-profiles/pharmaceuticals-and-biotechnology/pfizer-inc #:~:text=In%20all%2C%20the%20company%20sells,is%20located%20in%20New%20York.
-https://www.pfizer.co.th/th/node/2271

11/12/2020
09/12/2020

ลงทุน SSF และ RMF โค้งสุดท้าย สำหรับลดหย่อนภาษีปีนี้
- ลองใช้ Blockdit เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ แล้วอาจพบว่า สังคมนี้เหมาะกับคุณ Blockdit.com/download -

ที่อยู่

Samut Prakan

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MES Changeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท