JLS Credit เพื่อนเจ้าของธุรกิจ

08/06/2022

#หุ้นไทย ปิดตลาดวันนี้ (8 มิ.ย.) ดัชนีปิดอยู่ที่ 1,636.89 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.97 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 0.30% มูลค่าการซื้อขาย 57,187.70 ล้านบาท
โดยระหว่างวันดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,641.08 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ 1,631.12 จุด
สำหรับ 5 อันดับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุดวันนี้ คือ
1. BANPU ปิดที่ 13.00 บาท ลดลง 2.26 %
2. PTTEP ปิดที่ 170.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.59%
3. ADVANC ปิดที่ 211.00 บาท ลดลง 0.47%
4. CPALL ปิดที่ 63.75 บาท ลดลง 0.39%
5. KBANK ปิดที่ 144.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.35%
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
-------------------------------
ติดตาม "กรุงเทพธุรกิจ" ผ่านช่องทางต่างๆ ได้ที่
Line: https://line.me/R/ti/p/%40rvb8351i
Twitter: https://twitter.com/ktnewsonline
Website: http://www.bangkokbiznews.com
Youtube: https://www.youtube.com/user/KrungthepTurakij
Blockdit: https://www.blockdit.com/bangkokbiznews
Instagram: https://www.instagram.com/bangkokbiznews
Tiktok: https://www.tiktok.com/
Soundcloud: https://soundcloud.com/bangkokbiznews
Spotify: https://qrgo.page.link/CHpWR

04/06/2022

การ์ทเนอร์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก เผยไฮไล้ท์จากงานวิจัย “2022 CEO Survey – The Year Perspectives Changed” พบข้อมูลที่น่าสนใจหลายเรื่อง เช่น
“การเติบโต” เป็นเรื่องที่เหล่าซีอีโอทั่วโลกมากกว่าครึ่งให้ความสำคัญที่สุด
“สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี” มีผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจ โดยมีความเห็นว่า AI จะส่งผลกระทบมากที่สุด เรื่องอื่นๆที่สำคัญตามมา เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ แต่ซีอีโอส่วนใหญ่มองว่า Metaverse ยังเป็นเทคโนโลยีที่ไม่สามารถใช้ได้ และยังไม่น่าจะเป็นเทคโนโลยีหลักสำหรับธุรกิจ
“ความยั่งยืน-ปัญหาแรงงาน-อัตราเงินเฟ้อ” คือ สามการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในปี 2022
“ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม” เป็น 1 ใน 10 ภารกิจสำคัญของซีอีโอทั่วโลก
“ปัญหาแรงงาน” เป็นปัญหาปวดหัวของซีอีโอ การรักษาพนักงานที่มีความสามารถให้อยู่กับองค์กรเป็นเรื่องใหญ่สำหรับซีอีโอทั่วโลก
“เงินเฟ้อ” จะกลายเป็นปัญหาระยะยาวที่คงอยู่ถาวร และเป็นตัวการของความจำเป็นในการขึ้นราคาสินค้าและบริการ
บริษัทที่เป็นลูกค้าของการ์ทเนอร์สามารถอ่านผลการวิจัยฉบับเต็มได้
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามลิงก์
https://bit.ly/3NQjCmp
https://www.gartner.com/en

03/06/2022

ถอดหน้ากากไม่ยาก ให้ประชาชนตัดสินใจ | #บทบรรณาธิการกรุงเทพธุรกิจ
"ภูเก็ต" ออกประกาศ "ถอดหน้ากากได้" ภายใต้ 4 เงื่อนไข ตั้งแต่ 1 มิ.ย. อดตั้งคำถามไม่ได้ว่าถึงเวลาหรือยังที่จะประกาศให้การ "สวมหน้ากากอนามัย" กลางแจ้งเป็นทางเลือก สวมก็ได้ถอดก็ได้ให้ประชาชนตัดสินใจได้เอง
เป็นข่าวฮือฮาเมื่อจังหวัดภูเก็ตออกประกาศคำสั่งจังหวัดภูเก็ต เรื่องมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต สาระสำคัญคือ ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. "ถอดหน้ากากได้" ภายใต้ 4 เงื่อนไข ได้ยินอย่างนี้หลายคนหูผึ่งเพราะเบื่อหน่ายกับการสวมหน้ากากอนามัยมาสองปีกว่าเต็มที ลองอ่านเงื่อนไขพบว่า ถอดหน้ากากได้เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไข ดังนี้
1. ขณะรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่ม
2. ยืนยันตัวตนกับเจ้าหน้าที่รัฐ
3. ออกกำลังกาย อยู่ในที่โล่งแจ้งที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
4. บริเวณชายหาด สวนสาธารณะหรือ สนามกีฬาซึ่งห่างจากบุคคลอื่นไม่ต่ำกว่า 2 เมตร อดคิดไม่ได้ว่าข้อ 1 และ 2 เป็นเงื่อนไขแบบกำปั้นทุบดิน คงไม่มีใครสวมหน้ากากรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ หรือการยืนยันตัวตนกับเจ้าหน้าที่ก็ต้องถอดอยู่แล้ว ส่วนข้อ 3 และ 4 ฟังดูมีเหตุผลขึ้นมาบ้าง
หากพิจารณาตัวอย่างจากต่างประเทศเงื่อนไขไม่ยาก แค่ประกาศว่าการสวมหน้ากากกลางแจ้งเปิดให้เป็นทางเลือกของประชาชน จะสวมก็ได้ไม่สวมก็ได้ใช้วิจารณญาณกันเอาเองไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด
บางประเทศก็มีเงื่อนไขขึ้นมาบ้างว่า ยกเว้นในอาหารและในรถสาธารณะที่ยังต้องสวมต่อไป เพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียใช้หลักการนี้ รวมถึงแนะนำผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ไอต่อเนื่องสวมหน้ากาก
ส่วนเดนมาร์ก เมื่อหลายเดือนก่อนเป็นประเทศแรกของสหภาพยุโรปที่ยกเลิกข้อจำกัดคุมโควิด-19 ทั้งหมดรวมทั้งการสวมหน้ากากแม้ว่าการติดเชื้อโควิด-19 (ณ ขณะนั้น) ยังค่อนข้างสูง แต่ทางการมองว่าโควิดไม่เป็นภัยคุกคามร้ายแรงอีกต่อไป ประกอบกับอัตราการฉีดวัคซีนของประเทศสูงแล้ว
สำหรับไทยที่วันนี้ประชาชนติดโควิดกันก็เยอะ ฉีดวัคซีนกันก็มาก หากรัฐบาลเชื่อมั่นในประชาชนก็ควรถึงเวลาประกาศให้การสวมหน้ากากอนามัยกลางแจ้งเป็นทางเลือก สวมก็ได้ถอดก็ได้ให้ประชาชนตัดสินใจได้เอง ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มขึ้น เพราะท่ามกลางข่าว "ฝีดาษลิง" ที่ซ้ำซ้อนเข้ามา
เชื่อแน่ว่าอย่างไรเสีย คนไทยยังต้องระมัดระวังตัว สวมหน้ากากมาสองปีจนกลายเป็นอวัยวะที่ 34 (ถัดจากโทรศัพท์มือถือ) คงยากจะถอดกันง่ายๆ ประเด็นจึงอยู่ที่ความไว้ใจที่รัฐมีต่อประชาชนมากกว่า
ส่วนกรณีจังหวัดภูเก็ตเมื่อออกคำสั่งมาอย่างนี้จังหวัดอื่นๆ คงทำตามบ้าง กลายเป็นว่าจังหวัดโน้นก็ประกาศจังหวัดนี้ก็ประกาศ แล้วทำไมรัฐบาลไม่กำหนดนโยบายถอดหน้ากากออกมาครั้งเดียวครอบคลุมทั่วประเทศไปเลย ทำไมต้องทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
การปล่อยให้แต่ละจังหวัดออกคำสั่งสำคัญออกมาแบบนี้ชวนให้คิดต่อว่า ในเมื่อแต่ละจังหวัดมีศักยภาพกำหนดความเป็นไปในพื้นที่ของตนเองได้ ถ้าอย่างนั้นก็ควรเลือกตั้งผู้ว่าฯ ให้ประชาชนตัดสินใจอนาคตจังหวัดตนเองไปเลยดีไหม ก็ในเมื่อกรุงเทพฯ ทำได้ทำไมจังหวัดอื่นทำไม่ได้ เรื่องถอดหน้ากากกับเลือกตั้งผู้ว่าฯ ดูๆ แล้วไม่แตกต่างกัน
#ถอดหน้ากาก #สวมหน้ากากอนามัย #โควิด #กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
-------------------------------
ติดตาม "กรุงเทพธุรกิจ" ผ่านช่องทางต่างๆ ได้ที่
Line: https://line.me/R/ti/p/%40rvb8351i
Twitter: https://twitter.com/ktnewsonline
Website: http://www.bangkokbiznews.com
Youtube: https://www.youtube.com/user/KrungthepTurakij
Blockdit: https://www.blockdit.com/bangkokbiznews
Instagram: https://www.instagram.com/bangkokbiznews
Tiktok: https://www.tiktok.com/
Soundcloud: https://soundcloud.com/bangkokbiznews
Spotify: https://qrgo.page.link/CHpWR

28/05/2022

บุคคลที่เป็นซีอีโอ (CEO) มักจะถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบความสำเร็จอย่างสูงในวิชาชีพและหน้าที่ของตน
อย่างไรก็ดียังมีความแตกต่างระหว่างซีอีโอ ที่สามารถนำพาองค์กรของตนเองสู่ความสำเร็จกับเพียงการได้เป็นและดำรงตำแหน่งซีอีโอ ทำให้นำไปสู่คำถามว่าซีอีโอที่ประสบความสำเร็จนั้น มีคุณลักษณะ หรือ ความสามารถ หรือ ทำอะไรที่แตกต่างจากซีอีโอทั่วๆ ไปบ้าง?
ได้มีกัลยาณมิตรส่งหนังสือชื่อ CEO Excellence มาให้ เป็นหนังสือที่เขียนโดย Carolyn Dewar, Scott Keller และ Vikram Malhotra ซึ่งเป็นที่ปรึกษาอยู่ที่ McKinsey
หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นจากโจทย์ว่า จริงๆ แล้วซีอีโอทำอะไรบ้าง? จากนั้นก็ถามต่อไปว่าซีอีโอที่เก่งนั้นทำอะไรที่แตกต่างจากซีอีโออื่นๆ บ้าง?
โดยมีกระบวนการคัดเลือกซีอีโอที่เก่งจากผลการดำเนินงานขององค์กร และการได้รับการยกย่อง ซึ่งมุ่งเฉพาะซีอีโอที่เป็นผู้บริหารมืออาชีพเท่านั้น ไม่นับรวมซีอีโอที่เป็นผู้ก่อตั้งหรือเจ้าของกิจการ
เนื่องจากความเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่นั้นทำให้บริบทในการบริหารงานแตกต่างจากซีอีโอที่เป็นมืออาชีพ
ผู้เขียนได้เลือกซีอีโอที่เก่งและประสบความสำเร็จได้มากกว่า 50 คนและเพื่อสัมภาษณ์ในเชิงลึก ผู้เขียนจะไม่มองเฉพาะซีอีโอจากอเมริกาเท่านั้น แต่จะมีซีอีโอ (และอดีตซีอีโอ) จากภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกด้วย ในไทยนั้นก็มี "กานต์ ตระกูลฮุน" อดีตซีอีโอของ SCG รวมอยู่ด้วย
ซีอีโอโดยทั่วไป จะมีหน้าที่สำคัญอยู่ 6 ประการ และมีหน้าที่ย่อยอยู่ภายใต้หน้าที่หลักทั้ง 6 ประการ โดยหน้าที่เหล่านี้เป็นหน้าที่ซึ่งซีอีโอทุกคนควรที่จะทำ ไม่ใช่เฉพาะของซีอีโอที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น อีกทั้งไม่ได้มีหน้าที่ใดที่สำคัญกว่ากัน
ซีอีโอแต่ละคนจะให้ความสำคัญกับหน้าที่เหล่านี้แตกต่างกันออกไปตามแต่ละช่วงเวลาและสถานการณ์ ส่วนซีอีโอที่ประสบความสำเร็จนั้นจะให้ความสำคัญและมุ่งเน้นในหน้าที่ทั้ง 6 ประการตลอดเวลา เพียงแต่ในบางช่วงนั้นอาจจะมุ่งเน้นในบางหน้าที่มากกว่า
รวมทั้งยังสามารถยกระดับหน้าที่ทั้ง 6 ประการให้กลายเป็น Mindset หรือความเชื่อ ทัศนคติ ที่นำไปสู่พฤติกรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จของทั้งองค์กรและตนเอง หน้าที่ของซีอีโอทั้ง 6 ประการประกอบด้วย
1. Direction-setting หรือการกำหนดทิศทางและนำองค์กร ซีอีโอที่เก่งนั้นจะไม่คอยและรอปรับองค์กรให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง แต่จะมองหาโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงมากกว่า
2. Organization alignment หรือการจัดองค์กรให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของวัฒนธรรมองค์กร โครงสร้างการบริหารองค์กร และเรื่องของคน
3. Mobilizing leaders หรือการทำงานร่วมกันของทีมผู้นำในระดับต่างๆ ทั้งองค์ประกอบของทีม การทำงานร่วมกันของทีม และบทบาทของซีอีโอในการขับเคลื่อนทีม
4. Board engagement หรือปฏิสัมพันธ์กับกรรมการบริษัท ซีอีโอที่เก่งนั้น จะทำหน้าที่ในเชิงรุกในการช่วยให้กรรมการสามารถทำหน้าที่ช่วยเหลือองค์กรได้ดีขึ้น ซีอีโอกลายเป็นผู้ช่วยทำให้กรรมการได้มีทักษะที่เหมาะสม ใช้เวลากรรมการได้อย่างมีประโยชน์ที่สุด ประชุมบอร์ดเป็นไปอย่างเปิดเผย โปร่งใส มีประสิทธิผล สำคัญสุดคือซีอีโอจะต้องดูแลบอร์ดเพื่อให้บอร์ดสามารถกลับมาช่วยองค์กรได้ดีที่สุด
5. Stakeholder connection หรือความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กร ซีอีโอที่เก่งจะเริ่มจากการทำความเข้าใจต่อแรงจูงใจ ความคาดหวัง หรือ ความหวั่นเกรงที่ Stakeholder มีต่อองค์กร จากนั้นก็จะหาหนทางในการดูแลและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับบรรดา Stakeholder
6. Personal effectiveness หรือการบริหารและดูแลตนเอง สำหรับซีอีโอที่เก่งนั้น สิ่งที่สำคัญเลยคือการมีวินัยในตนเอง ทั้งวินัยที่จะทำเฉพาะในสิ่งที่ตนเองสามารถทำได้ ซึ่งนำไปสู่การจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่จะทำ
ทั้ง 6 ประการข้างต้นเป็นเพียงแค่กรอบเบื้องต้นเท่านั้น ในแต่ละแนวทางก็จะมีรายละเอียดที่ลงไปอีก ที่สำคัญคือไม่ได้มีการพบว่ามีซีอีโอคนไหนที่เก่งกาจในทั้ง 6 หน้าที่ แต่ซีอีโอที่ประสบความสำเร็จนั้นจะโดดเด่นในบางหน้าที่
ส่วนในหน้าที่อื่นๆ นั้นจะสามารถทำได้อย่างดี และพบว่ายิ่งซีอีโอโดดเด่นในหน้าที่ต่างๆ มากเท่าไร โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็มากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
บทความโดย รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ | คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
#ซีอีโอ #ประสบความสำเร็จ #กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
-------------------------------
ติดตาม "กรุงเทพธุรกิจ" ผ่านช่องทางต่างๆ ได้ที่
Line: https://line.me/R/ti/p/%40rvb8351i
Twitter: https://twitter.com/ktnewsonline
Website: http://www.bangkokbiznews.com
Youtube: https://www.youtube.com/user/KrungthepTurakij
Blockdit: https://www.blockdit.com/bangkokbiznews
Instagram: https://www.instagram.com/bangkokbiznews
Tiktok: https://www.tiktok.com/
Soundcloud: https://soundcloud.com/bangkokbiznews
Spotify: https://qrgo.page.link/CHpWR

เตรียมเปิด
20/05/2022

เตรียมเปิด

มั่นใจคุมโควิดได้ เลิกบังคับ "สวมหน้ากาก" | #บทบรรณาธิการกรุงเทพธุรกิจ
ทางการไทยให้ข่าวมาหลายรอบแล้วว่าจะประกาศให้โควิด-19 เป็น "โรคประจำถิ่น" การประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.ในวันนี้จะมีการชงเรื่องนี้พร้อมกับมาตรการผ่อนคลายอื่นๆ
แน่นอนว่า หากโควิดกลายเป็นโรคประจำถิ่นจริงย่อมสร้างความสบายอกสบายใจให้กับผู้คน การเดินทางท่องเที่ยวทำมาหากินก็คล่องตัวมากขึ้นส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า มีมาตรการใดที่รัฐควรทำก่อนหรือไม่ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า รัฐบาลเอาโควิด-19 อยู่ เช่น การเลิกบังคับสวมหน้ากากนอกอาคาร เรื่องนี้ยุโรปทำกันนานแล้ว และหลายประเทศเอเชียทยอยทำตามๆ กันมา
เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย ประกาศยกเลิกข้อบังคับสวมหน้ากากอนามัยภายนอกอาคาร หลังจำนวนผู้ป่วยโรคโควิด-19 มีแนวโน้มลดลงช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จะสวมก็เฉพาะเมื่ออยู่ภายในอาคารและบนรถสาธารณะ ก่อนหน้านั้นวันที่ 11 พ.ค. ญี่ปุ่นประกาศว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยกลางแจ้ง เพื่อป้องกันโรคโควิด-19 หากปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม
คำประกาศนี้ออกมาในช่วงที่ญี่ปุ่นย่างเข้าสู่ฤดูร้อนที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคลมแดด เรียกได้ว่าเป็นคำประกาศที่ออกมาถูกต้องตามสภาพแวดล้อม อากาศร้อนๆ หากประชาชนยังสวมหน้ากากก็อาจเสี่ยงหายใจไม่ออกเป็นลมเป็นแล้งขึ้นมาได้
ต้นเดือน พ.ค.เกาหลีใต้ยกเลิกการสวมหน้ากากอนามัยนอกอาคาร ถือเป็นมาตรการล่าสุดเพื่อผ่อนคลายข้อจำกัดของเกาหลีใต้หลังจากเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน หลังจาก
ยกเลิกข้อจำกัดส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 รวมถึงมาตรการเคอร์ฟิวร้านอาหารและธุรกิจต่างๆ ที่กำหนดให้ปิดบริการในเวลาเที่ยงคืนไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ขยับมาที่ประเทศเพื่อนบ้านพรมแดนติดกันอย่างกัมพูชาและมาเลเซีย ยกเลิกบังคับสวมหน้ากากนอกอาคารตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. ปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของประชาชน
โดยมาเลเซียสนับสนุนให้สวมโดยเฉพาะในสถานที่ผู้คนแออัด เช่น ตลาด สนามกีฬา ตลาดโต้รุ่ง ขณะที่ในอาคาร เช่น ในห้างสรรพสินค้าและรถโดยสารสาธารณะยังบังคับสวมหน้ากาก สิงคโปร์ยกเลิกสวมหน้ากากนอกอาคารไปตั้งแต่เดือน มี.ค. แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังกล้าๆ กลัวๆ เลือกที่จะสวมต่อไป ถือเป็นดุลพินิจของแต่ละคน
ทุกประเทศที่ว่ามามีสิ่งที่เหมือนกันคือ ไม่มีประเทศใดร้องแรกแหกกระเฌอว่าจะประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น เมื่อรัฐบาลมั่นใจว่าคุมโควิดได้แล้วก็ยกเลิกบังคับสวมหน้ากาก วิธีการง่ายๆ แค่นี้ที่ประเทศไทยก็น่าจะทำได้ถ้ารัฐบาลมั่นใจในฝีมือของตนเองว่าคุมโควิดได้จริง วิธีนี้มีผลทางจิตวิทยาสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน ส่วนใครยังไม่มั่นใจก็สวมต่อไปไม่ว่ากัน ถึงตรงนี้อยากถามว่า รัฐบาลกล้าหรือเปล่า?
#โควิด #สวมหน้ากาก #มั่นใจคุมโควิดได้ #เลิกสวมหน้ากาก #กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
-------------------------------
ติดตาม "กรุงเทพธุรกิจ" ผ่านช่องทางต่างๆ ได้ที่
Line: https://line.me/R/ti/p/%40rvb8351i
Twitter: https://twitter.com/ktnewsonline
Website: http://www.bangkokbiznews.com
Youtube: https://www.youtube.com/user/KrungthepTurakij
Blockdit: https://www.blockdit.com/bangkokbiznews
Instagram: https://www.instagram.com/bangkokbiznews
Tiktok: https://www.tiktok.com/
Soundcloud: https://soundcloud.com/bangkokbiznews
Spotify: https://qrgo.page.link/CHpWR

17/05/2022

จับตา 4 เทรนด์อาหารอนาคตของไทยสู่ตลาดโลก สร้างรายได้เข้าประเทศหลายหมื่นล้านบาทต่อปี
การพัฒนาอาหารแห่งอนาคต หรือ อาจเป็นกุญแจที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมอาหารได้นับแสนล้านบาทต่อปีให้เติบโตอย่างยั่งยืน สามารถตอบโจทย์เมกะเทรนด์ของโลกที่มุ่งเน้นการให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน สร้างความมั่นคงด้านอาหาร (food security) และเป็นอนาคตของการส่งออกของไทยในการสร้างรายได้เข้าประเทศได้ดีกว่าการส่งออกสินค้าขั้นปฐมเพียงอย่างเดียว
ข้อมูลทางการตลาดพบว่า 4 เทรนด์อาหารแห่งอนาคตที่น่าจับตามอง เมื่อดูจากมูลค่าส่งออก ปี 2564 (ม.ค.-พ.ย.) คือ
1. อาหารฟังก์ชั่น (functional food) ได้แก่ อาหารปรุงแต่ง และซอสปรุงรส และน้ำผลไม้น้ำพืชผัก เครื่องดื่ม ครองสัดส่วนในกลุ่มอาหารอนาคตมากที่สุดอยู่ที่เกือบ 2 ใน 3
มูลค่าส่งออกอยู่ที่ 54,346 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันในปี 2563 ราว 7.9%
2. อาหารนวัตกรรมใหม่ (novel food) ได้แก่ โปรตีนจากพืช อาหารจากธัญพืช โปรตีนเข้มข้นและสารเทกซ์เจอร์หรือผลิตภัณฑ์นมและครีม และแมลงกระป๋อง ครองสัดส่วนในกลุ่มอาหารอนาคตอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3
มูลค่าส่งออกอยู่ที่ 28,242 ล้านบาท หดตัวจากช่วงเดียวกันในปี 2563 ราว 5.24%
3. อาหารทางการแพทย์ (medical food) ได้แก่ อาหารเสริมผู้ป่วยหนัก อาหารที่ใช้ในทางการแพทย์อื่น ๆ และพรีมิกซ์เสริมคุณค่าอาหารผสมวิตามิน ครองสัดส่วนในกลุ่มอาหารอนาคตอยู่ที่ 1.74%
มูลค่าส่งออกอยู่ที่ 1,490 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันในปี 2563 ถึง 379.6%
4. อาหารอินทรีย์ (organic food) ได้แก่ ข้าวกล้องอินทรีย์ และผลไม้อินทรีย์ ครองสัดส่วนในกลุ่มอาหารอนาคตอยู่ที่ 1.44%
มูลค่าส่งออกอยู่ที่ 1,228 ล้านบาท หดตัวจากช่วงเดียวกันในปี 2563 ประมาณ 33%
อาหารอนาคตไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นแนวคิดเกี่ยวกับอาหารที่ทั้งตอบโจทย์ด้านสุขภาพ รสชาติ และความยั่งยืนของชุมชน
มีความหลากหลายทั้งชื่อเรียก ชนิด องค์ประกอบ ซึ่งไม่ได้มีแค่จากพืชผักผลไม้เท่านั้น แต่รวมถึงซากสัตว์ สมอง แมลง เซลล์สัตว์ ส่วนที่มาจากแหล่งอื่น ๆ ทั้งจุลินทรีย์ แร่ธาตุ ที่สามารถผลิตให้มีเนื้อสัมผัสคล้ายเนื้อสัตว์ มีโอกาสจะเติบโตต่อเนื่องในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยมีตลาดส่งออกเป้าหมายหลัก ได้แก่ สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า 5 ตลาดส่งออก Future Food ใหญ่ที่สุดสำหรับไทย พิจารณาจากมูลค่าส่งออกช่วง ม.ค.-พ.ย. 2564 มีดังนี้
1. สหรัฐ : มูลค่าส่งออก 17,145 ล้านบาท
2. จีน : มูลค่าส่งออก 6,649 ล้านบาท
3. กัมพูชา : มูลค่าส่งออก 5,693 ล้านบาท
4. เมียนมา : มูลค่าส่งออก 5,593 ล้านบาท
5. เนเธอร์แลนด์ : มูลค่าส่งออก 4,990 ล้านบาท
กราฟิก ณัฐนิช อิสรเสรีธรรม
#อาหารแห่งอนาคต #อุตสาหกรรมอาหาร #อาหารฟังก์ชั่น #อาหารนวัตกรรมใหม่ #อาหารทางการแพทย์ #อาหารอินทรีย์ #กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
-------------------------------
ติดตาม "กรุงเทพธุรกิจ" ผ่านช่องทางต่างๆ ได้ที่
Line: https://line.me/R/ti/p/%40rvb8351i
Twitter: https://twitter.com/ktnewsonline
Website : http://www.bangkokbiznews.com
Youtube: https://www.youtube.com/user/KrungthepTurakij
Blockdit : https://www.blockdit.com/bangkokbiznews
Instagram: https://www.instagram.com/bangkokbiznews
Tiktok : https://www.tiktok.com/
Soundcloud: https://soundcloud.com/njqvvip1pkff
Spotify: https://qrgo.page.link/CHpWR

16/05/2022

สธ. เตรียมพร้อมมาตรการ #เปิดเทอมทั่วประเทศ วันที่ 17 พ.ค.นี้ โดยกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ ปรับมาตรการป้องกันโควิด-19 ให้เปิดเรียนแบบ On site ได้อย่างปลอดภัย ล่าสุด อย. มีการอนุมัติเพิ่มวัคซีนโควิด สำหรับฉีดให้แก่เด็ก 2 ชนิดเพิ่มเติมคือ
1.วัคซีนโคโวแวกซ์ (Covovax)
2.สไปค์แวกซ์ (Spikevax)
เมื่อย้อนดูสูตรวัคซีนสำหรับเด็กของ สธ. สรุปได้ดังนี้
📌 อายุ 5-6 ปี
เข็ม 1 ไฟเซอร์ เข็ม 2ไฟเซอร์ ห่างกัน 8 สัปดาห์
📌 อายุ 6-11ปี
เข็ม 1 ไฟเซอร์ เข็ม 2ไฟเซอร์ ห่างกัน 8 สัปดาห์
เข็ม 1 ซิโนแวค เข็ม 2 ไฟเซอร์ ห่างกัน 4 สัปดาห์
เข็ม 1 สไปค์แวกซ์ (Spikevax) (อนุมัติล่าสุด) 2โดส ห่างกัน 4 สัปดาห์
📌 อายุ 12-17 ปี
เข็ม 1 ไฟเซอร์ เข็ม 2 ไฟเซอร์ ห่างกัน 3-4 สัปดาห์ เข็ม 3 ไฟเซอร์ ห่างกัน 4-6 เดือน เต็มโดส/ครึ่งโดส
เข็ม 1 ซิโนแวค เข็ม 2 ไฟเซอร์ ห่างกัน 4 สัปดาห์ เข็ม 3 ไฟเซอร์ ห่างกัน 4-6 เดือน เต็มโดส
เข็ม 1 โคโวแวกซ์ (Covovax) (อนุมัติล่าสุด) 2 โดส ห่างกัน 3 สัปดาห์
ที่มา : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
#วัคซีนโควิด #โควิด19 #เปิดเรียนแบบOnsite #วัคซีนโคโวแวกซ์
#สไปค์แวกซ์ #สูตรวัคซีนสำหรับเด็ก #กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
-------------------------------
ติดตาม "กรุงเทพธุรกิจ" ผ่านช่องทางต่างๆ ได้ที่
Line: https://line.me/R/ti/p/%40rvb8351i
Twitter: https://twitter.com/ktnewsonline
Website : http://www.bangkokbiznews.com
Youtube: https://www.youtube.com/user/KrungthepTurakij
Blockdit : https://www.blockdit.com/bangkokbiznews
Instagram: https://www.instagram.com/bangkokbiznews
Tiktok : https://www.tiktok.com/
Soundcloud: https://soundcloud.com/njqvvip1pkff
Spotify: https://qrgo.page.link/CHpWR

12/05/2022

อัพเดตราคาหุ้น-บิตคอยน์-ทองคำ-น้ำมัน 12 พ.ค. 65
ดาวโจนส์ร่วง 326 จุดหลังสหรัฐเผยเงินเฟ้อสูงกว่าคาด
https://www.bangkokbiznews.com/world/1003915?anm=
บิตคอยน์ดิ่งกว่า 6% เคลื่อนไหวที่ 28,000 ดอลล์
https://www.bangkokbiznews.com/business/1003918?anm=
ราคาทองฟิวเจอร์เพิ่มขึ้น 12.70 ดอลล์หลังสหรัฐเผยเงินเฟ้อสูงกว่าคาด
https://www.bangkokbiznews.com/world/1003917?anm=
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสพุ่ง 5.36 ดอลล์
https://www.bangkokbiznews.com/world/1003916?anm=
#หุ้น #บิตคอยน์ #ทองคำ #น้ำมัน #กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
-------------------------------
ติดตาม "กรุงเทพธุรกิจ" ผ่านช่องทางต่างๆ ได้ที่
Line: https://line.me/R/ti/p/%40rvb8351i
Twitter: https://twitter.com/ktnewsonline
Website : http://www.bangkokbiznews.com
Youtube: https://www.youtube.com/user/KrungthepTurakij
Blockdit : https://www.blockdit.com/bangkokbiznews
Instagram: https://www.instagram.com/bangkokbiznews
Tiktok : https://www.tiktok.com/
Soundcloud: https://soundcloud.com/bangkokbiznews
Spotify: https://qrgo.page.link/CHpWR

11/05/2022

มูลค่าตลาดของสกุลเงินดิจิทัล หรือคริปโท ทั่วโลกวูบหายไปถึง 8 แสนล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 1 เดือน ท่ามกลางความกังวลต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และการปรับลดขนาดงบดุล (Quantitative Tightening : QT) ซึ่งจะฉุดสภาพคล่องในตลาด
ทั้งนี้ ข้อมูลของ Coinmarketcap.com ซึ่งรวบรวมราคาสกุลเงินดิจิทัลมากกว่า 1,000 สกุลจากตลาดซื้อขายทั่วโลก พบว่า มูลค่าตลาดของสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดดิ่งลงสู่ระดับ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในวันนี้ จากระดับ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 2 เม.ย.
ก่อนหน้านี้ มูลค่าตลาดของสกุลเงินดิจิทัลพุ่งแตะระดับ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนพ.ย.2564 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
บิตคอยน์ร่วงหลุดระดับ 30,000 ดอลลาร์ในช่วงเช้าของวันอังคาร (10 พ.ค.) แตะระดับต่ำสุดในรอบ 10 เดือน ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นเหนือระดับ 31,000 ดอลลาร์
ขณะนี้ บิตคอยน์ได้ทรุดตัวลงมากกว่า 50% นับตั้งแต่ที่พุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 69,000 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2564
บิตคอยน์ร่วงลงตามตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ขณะที่นักลงทุนคาดการณ์ว่า เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมเดือนมิ.ย. แม้นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด กล่าวว่าเฟดยังไม่ได้พิจารณาเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงขนาดนั้นก็ตาม
FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 75% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมวันที่ 14-15 มิ.ย. เพิ่มขึ้นจากระดับ 19% เมื่อเดือนที่แล้ว
นักลงทุนยังคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวมมากกว่า 2.00% ในปีนี้ ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นแตะระดับ 2.85% ในช่วงสิ้นปีนี้
เฟดมีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.50% สู่ระดับ 0.75-1.00% ในการประชุมสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพ.ค.2543 และเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 20 ปี
นอกจากนี้ เฟดยังเปิดเผยแผนการทำ QT โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมิ.ย. ซึ่งเฟดจะลดขนาดงบดุลในวงเงิน 4.75 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน และหลังจากนั้น 3 เดือน เฟดจะเพิ่มการลดขนาดงบดุลเป็น 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน
นักลงทุนยังกังวลว่าการที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและปรับลดขนาดงบดุลอาจส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเผชิญภาวะถดถอย หลังจากที่หดตัว 1.4% ในไตรมาส 1/65
ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://www.bangkokbiznews.com/world/1003694?anm=
#สกุลเงินดิจิทัล #คริปโท #ราคาสกุลเงินดิจิทัล #กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
-------------------------------
ติดตาม "กรุงเทพธุรกิจ" ผ่านช่องทางต่างๆ ได้ที่
Line: https://line.me/R/ti/p/%40rvb8351i
Twitter: https://twitter.com/ktnewsonline
Website : http://www.bangkokbiznews.com
Youtube: https://www.youtube.com/user/KrungthepTurakij
Blockdit : https://www.blockdit.com/bangkokbiznews
Instagram: https://www.instagram.com/bangkokbiznews
Tiktok : https://www.tiktok.com/
Soundcloud: https://soundcloud.com/njqvvip1pkff
Spotify: https://qrgo.page.link/CHpWR

ธุรกิจมีปัญหาไม่รู้จะปรึกษาใคร หันมาปรึกษาเรา ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น
10/05/2022

ธุรกิจมีปัญหาไม่รู้จะปรึกษาใคร หันมาปรึกษาเรา ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

ที่อยู่

61/13 หมู่ที่ 9 ตรงข้ามบิ๊กซี ตำบล บางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี
Samut Prakan
10540

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ JLS Creditผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง JLS Credit:

แชร์