ประกันออกแบบได้ by พี่ณิชา

ประกันออกแบบได้ by พี่ณิชา รับออกแบบประกันชีวิตให้เหมาะกับคุณ

07/09/2026
06/09/2026

เมื่อก่อน เบี้ยประกันสุขภาพทุก 100 บาทที่คนไทยจ่าย
บริษัทประกันจ่ายค่ารักษาคืนเฉลี่ย 64 บาท

ปีนี้ตัวเลขนั้นขยับมาเป็น 89 บาทแล้วครับ
บางบริษัทเกิน 100 ด้วยซ้ำ คือรับเบี้ยมา 100 แต่จ่ายเคลมมากกว่านั้น

ฟังดูเหมือนเรื่องของบริษัทประกันใช่มั้ยครับ
แต่นี่แหละคือเหตุผลที่ช่วงนี้เราเห็นข่าว "เลิกขายประกันเหมาจ่าย" เต็มฟีดเลย

วันนี้ขอเล่าให้ฟังแบบง่ายที่สุด ว่าเกิดอะไรขึ้น
แล้วคนที่มีประกันอยู่ กับคนที่กำลังจะซื้อ ต้องรู้อะไรบ้างครับ

📌 "เหมาจ่ายบาทแรก" คืออะไร

คือแผนที่นอนโรงพยาบาลแล้วประกันจ่ายให้ตั้งแต่บาทแรก
เราแทบไม่ต้องควักเงินเอง ยื่นบัตรแล้วกลับบ้านได้เลย
ช่วงปี 62-67 แผนแบบนี้ฮิตมาก เพราะมันสบายจริงครับ

แต่พอค่ารักษาแพงขึ้นปีละสิบกว่าเปอร์เซ็นต์
บวกกับบางคนใช้เกินจำเป็น ป่วยนิดเดียวก็ขอนอนโรงพยาบาล เพราะยังไงก็ไม่เสียเงิน
ต้นทุนเลยพุ่งจนระบบเริ่มรับไม่ไหวครับ

ผลคือปีนี้บริษัทใหญ่บางเจ้าเริ่มหยุดขายแผนเหมาจ่ายบาทแรกบางตัว
แล้วออกแผนแบบ "ร่วมจ่าย" มาแทนที่กันมากขึ้น

📌 ร่วมจ่ายมี 2 แบบหลัก

Copayment (โคเพย์) คือเราร่วมจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่ารักษา
เช่น โคเพย์ 30% ค่ารักษา 100,000 เราจ่าย 30,000 ประกันจ่าย 70,000

Deductible (รับผิดส่วนแรก) คือเราจ่ายก้อนแรกเองตามที่ตกลงไว้
เช่น ตกลงไว้ 30,000 ค่ารักษา 100,000 เราจ่าย 30,000 แรก ที่เหลือประกันจ่าย

ข้อแลกเปลี่ยนคือเบี้ยถูกลงกว่าแผนเหมาจ่ายพอสมควรครับ
ถูกลงแค่ไหนขึ้นอยู่กับแผนและเงื่อนไขของแต่ละบริษัท

📌 เรื่องที่คนเข้าใจผิดกันเยอะสุด

หลายคนอ่านข่าวแล้วตกใจ นึกว่าต่อไปนี้ซื้อประกันใหม่ต้องจ่ายเอง 30-50% ทุกเคสทุกครั้ง

จริงๆ ไม่ใช่แบบนั้นครับ

กรมธรรม์ที่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่ 20 มี.ค. 68 จะมี "เงื่อนไขโคเพย์ตอนต่ออายุ" ติดมาด้วย
แปลว่าปีแรกเราเคลมได้ปกติ แต่ถ้าปีไหนเคลมเข้าเกณฑ์ ปีต่ออายุถัดไปถึงจะต้องร่วมจ่ายครับ

เกณฑ์มี 3 กรณี (ตามเงื่อนไขกรมธรรม์)

กรณี 1: เคลมนอนโรงพยาบาลด้วยอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยที่ไม่จำเป็นต้องนอนจริงๆ
เช่น หวัด ท้องเสียทั่วไป ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อปี และยอดเคลมรวมตั้งแต่ 200% ของเบี้ยขึ้นไป
ปีต่ออายุถัดไปร่วมจ่าย 30%

กรณี 2: เคลมโรคทั่วไป (ไม่นับโรคร้ายแรงและการผ่าตัดใหญ่)
ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อปี และยอดเคลมรวมตั้งแต่ 400% ของเบี้ยขึ้นไป
ปีต่ออายุถัดไปร่วมจ่าย 30%

กรณี 3: เข้าเกณฑ์ทั้งสองกรณีในปีเดียวกัน
ปีต่ออายุถัดไปร่วมจ่าย 50%

ลองดูตัวอย่างให้เห็นภาพครับ
สมมติเบี้ยปีละ 20,000 แล้วปีนั้นขอแอดมิทด้วยไข้หวัด ท้องเสีย รวม 3 ครั้ง
ยอดเคลมรวม 45,000 คือเกิน 200% ของเบี้ยไปแล้ว แบบนี้เข้ากรณี 1
ปีต่ออายุถัดไปต้องร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาทุกครั้ง

แต่มี 3 จุดที่หลายคนไม่รู้ แล้วมันเปลี่ยนความรู้สึกไปเลย

หนึ่ง โคเพย์ไม่ได้ติดตัวตลอดไป เขาพิจารณาใหม่ทุกปี
ปีไหนเคลมกลับมาปกติ ปีถัดไปก็กลับมาคุ้มครองเต็มเหมือนเดิมครับ

สอง โรคร้ายแรงกับการผ่าตัดใหญ่ไม่ถูกนับในเกณฑ์นี้
ตอนป่วยหนักจริง ประกันยังทำหน้าที่ของมันเต็มที่ (ตามเงื่อนไขกรมธรรม์)

สาม คนที่เคลมตามจำเป็น ปีนึงนอนโรงพยาบาลสักครั้งนึงเพราะป่วยจริง
โอกาสเข้าเกณฑ์นี้ต่ำมากครับ เกณฑ์นี้ออกแบบมาจับพฤติกรรมเคลมถี่ผิดปกติมากกว่า

ส่วนแผนที่มีโคเพย์หรือ deductible "ตั้งแต่บาทแรก" อันนั้นคนละเรื่องกันนะครับ
คือแผนที่เราเลือกเองตอนซื้อ เพื่อแลกกับเบี้ยที่ถูกลง

และข่าวดีสำหรับคนที่มีประกันอยู่แล้ว
กรมธรรม์ที่ซื้อก่อน 20 มี.ค. 68 ยังคุ้มครองตามเงื่อนไขเดิมของกรมธรรม์ครับ

📌 แล้วเราควรทำยังไงต่อ

1. มีประกันอยู่แล้ว: เก็บไว้ให้ดี ต่ออายุให้ต่อเนื่อง อย่าปล่อยขาด
เพราะแผนเดิมหลายตัวตอนนี้ไม่มีขายแล้วครับ

2. กำลังจะซื้อใหม่: อย่าเลือกแค่เบี้ยถูกสุด
ดูให้ชัดว่าเงื่อนไขร่วมจ่ายเป็นแบบไหน แล้วถามตัวเองว่าถ้าต้องควักส่วนนั้นจริง เราไหวมั้ย

3. ใช้สิทธิ์ที่มีเป็นฐาน: ประกันสังคมหรือบัตรทองคือฐานที่ดีอยู่แล้ว
ประกันเอกชนคือส่วนเสริม เลือกให้พอดีกับความเสี่ยงและกระเป๋าของเราครับ

ยุคที่ซื้อประกันโดยไม่ต้องอ่านเงื่อนไขมันจบไปแล้วจริงๆ ครับ
ยุคนี้คนที่เข้าใจกติกา คือคนที่ได้แผนเหมาะกับตัวเองที่สุด

ใครอ่านแล้วยังงงตรงไหน หรืออยากรู้ว่ากรมธรรม์ที่ถืออยู่โดนผลกระทบมั้ย
คอมเมนต์หรือทักมาถามได้เลยนะครับ ตอบให้ก่อน ไม่ต้องซื้ออะไร 🙂

#ประกันสุขภาพ #วางแผนการเงิน

27/08/2026

ทำไมต้องมีประกันชีวิต??

06/08/2026

[ "คนรวย" ไม่ทำประกันได้ไหม?
เปิด “ความเสี่ยง” ที่ต้องรับไว้เอง
หากมีเงิน แต่ไม่ทำประกัน ]
เรามักจะได้ยินเรื่องเล่าที่ว่า "คนรวยไม่ทำประกัน" เพราะพวกเขามีเงินมากพอที่จะรับมือกับความเสี่ยงได้เอง แล้วในมุมมองทางการเงินจริงๆ แล้ว ทำประกันเป็นสิ่งที่ไม่ทำได้ไหม?
คำตอบคือ "ไม่ทำได้" แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการ "รับความเสี่ยงไว้เองทั้งหมด" หรือ Risk retention ซึ่งหมายถึงการที่ต้องเตรียมเงินสำรองไว้จำนวนมากให้เพียงพอ เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
แต่ๆ ต้องบอกว่าการทำประกันก็ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยงเลยทีเดียว เพราะความน่าเชื่อถือ ความมั่นคงของบริษัทประกันก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เราต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจทำประกันอยู่เสมอ
ดังนั้น วันนี้เราจะมาดูกันว่า ถ้าตัดสินใจไม่ทำประกันเลย จะต้องแบกรับความเสี่ยงอะไรไว้เองบ้าง…
1. ไม่ทำ “ประกันชีวิต”
ในกรณีของคนเป็นเสาหลักของครอบครัว หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน #ทรัพย์สิน ที่สะสมมาทั้งหมดอาจต้องถูกนำมาใช้จ่ายเพื่อดูแลคนข้างหลังจนหมด ซ้ำร้ายไปกว่านั้น หากมี #หนี้สิน อยู่ แทนที่ทรัพย์สินที่สะสมมาจะได้ส่งต่อไปที่ทายาท กลับต้องเอามาใช้หนี้แทน อาจกลายเป็นการสูญเสียโอกาสในการส่งต่อมรดก
2. ไม่ทำ “ประกันสุขภาพ”
ก่อนอื่น ต้องบอกว่าค่ารักษาพยาบาลเป็นค่าใช้จ่ายที่ควบคุมได้ยากและมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน ซึ่งแม้แต่คนที่มีฐานะทางการเงินดีก็อาจต้องนำเงินเก็บทั้งหมดมาใช้เพื่อการรักษาเพียงครั้งเดียวเลยด้วยซ้ำ
ซึ่งสิ่งที่ต้องรับไว้เอง ก็แน่นอนว่า อาจทำให้ #ขาดสภาพคล่อง หากมีเงินสำรองไว้ไม่มากพอ จนต้องขายทรัพย์สินเพื่อนำมาเป็นค่ารักษาก็เกิดขึ้นได้ รวมทั้ง #คุณภาพชีวิตหลังป่วย ก็น่าห่วง หากเงินหมดไปกับการรักษา อาจไม่มีเงินเหลือพอที่จะฟื้นฟูร่างกาย หรือใช้ชีวิตหลังการเจ็บป่วยได้อย่างปกติสุข
3. ไม่ทำ “ประกันโรคร้ายแรง”
โรคร้ายแรงไม่เพียงแต่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงเท่านั้น แต่ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น ค่าเดินทาง ค่าจ้างผู้ดูแล หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการหยุดพักจากงานเพื่อเข้ารับการรักษา
ความเสี่ยงที่ต้องรับไว้เอง ก็อย่างเช่น #ค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น ซึ่งนอกจากค่ารักษาแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ตามมาอีกมากมาย #รายได้ที่ขาดหายไป เกิดการหยุดงานเพื่อรักษาตัวทำให้ขาดรายได้ เป็นต้น
4. ไม่ทำประกันวินาศภัยอื่นๆ (ประกันรถยนต์, ประกันบ้าน)
นอกจากความเสี่ยงที่เกิดกับชีวิตเราโดยตรงแล้ว ยังมีความเสี่ยงเรื่องของทรัพย์สิน และความเสียหายที่เกิดกับบุคคลภายนอก(คู่กรณี)ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าความเสียหายค่อนข้างสูงมาก
หากไม่ทำประกันไว้ ความเสี่ยงที่ต้องรับไว้เอง เช่น #ความเสียหายของทรัพย์สิน ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถยนต์หรือบ้านที่เสียหายเองทั้งหมด #หนี้สินที่ตามมา หากรถยนต์หรือบ้านเป็นทรัพย์สินที่ยังผ่อนชำระอยู่ อาจต้องผ่อนต่อไปทั้งๆ ที่ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว #การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย หากเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่ อาจต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นเองทั้งหมด
ขอย้ำอีกครั้งว่า การ #ไม่ทำประกันไม่ใช่เรื่องผิด แต่คือการตัดสินใจที่จะ "รับความเสี่ยงไว้เอง" ซึ่งหมายถึงการต้องมีเงินทุนสำรอง มีแผนสำรองที่เตรียมไว้แล้วอย่างดี
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือไม่รวย การทำความเข้าใจและวางแผนจัดการกับความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญ การทำประกันจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิต สุขภาพ และทรัพย์สิน
สุดท้าย การทำประกันไม่ได้หมายถึงการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น แต่เป็นการป้องกันไม่ให้เงินเก็บที่สะสมมาต้องสูญเสียไปกับเหตุการณ์เหล่านั้นต่างหากครับ
#ประกัน #ประกันชีวิต #ประกันสุขภาพ #ประกันโรคร้ายแรง

07/07/2026
07/07/2026

สง่างามในแบบคุณ

05/07/2026

AIA Prestige Club เอกสิทธิ์สำหรับคุณ

ที่อยู่

Samut Prakan
10130

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ประกันออกแบบได้ by พี่ณิชาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์