30/06/2022
เช็คด่วน! ตอนนี้เราควรจะลดน้ำหนักแล้วหรือยัง? แม้เป้าหมายการลดน้ำหนักของแต่ละคนจะแตกต่างกัน แต่สำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป จนอาจเสี่ยงเป็นโรคร้ายได้นั้น ควรจะรีบลดน้ำหนักอย่างเร่งด่วน และดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการลดน้ำหนักนั้นควรจะเป็นวิธีที่ง่าย ๆ ทำได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อไม่ให้เราท้อจนล้มเลิกความตั้งใจในการลดน้ำหนักไปเสียก่อน วันนี้เราจึงนำหลักการ 3 อ. ลดน้ำหนักง่าย ๆ อย่างปลอดภัย สามารถลดความเสี่ยงจากโรคร้าย มาให้ลองทำตามกัน
แต่ก่อนที่เราจะไปดูวิธีการลดน้ำหนักและทำตามกันนั้น เราลองมาเช็คเบื้องต้นกันก่อนดีกว่าว่า เราควรจะลดน้ำหนักแล้วหรือยัง ด้วยวิธี การเปรียบเทียบค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และ การวัดรอบเอว
1. การเปรียบเทียบค่าดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index (BMI) เป็นเกณฑ์การประเมินความอ้วนและความผอมที่ใช้กันทั่วไป สำหรับผู้หญิงและผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป จากสูตรการคำนวณ BMI = kg/m2 หรือ น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (เมตร)2 โดยหลังจากได้ผลการคำนวณนี้มาแล้ว เราจะนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์การประเมิน 5 ระดับ ดังนี้
อ้วนมาก = 30.0 ขึ้นไป ค่อนข้างอันตราย เสี่ยงต่อการเกิดโรคร้าย
อ้วน = 25.0-29.9 อ้วนในระดับที่ 2 เสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายได้เช่นกัน
ท้วม = 23.0-24.90 อ้วนในระดับที่ 1 หากคนในครอบครัวเคยมีประวัติเป็นโรคร้ายจากความอ้วน
เราจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายมากกว่าคนทั่วไป
น้ำหนักปกติ = 18.5-22.9 ห่างไกลจากโรคร้าย
ผอมเกินไป = น้อยกว่า 18.5 อาจเสี่ยงต่อการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
2. วัดรอบเอว เป็นวิธีการประเมินไขมันในช่องท้องเบื้องต้น สำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุงจนอาจเสี่ยงเป็นโรคร้ายได้ ด้วยการใช้สายวัดรอบเอวตามมาตรฐาน โดยนำมาวัดบริเวณรอบเอว จุดที่ตรงกับสะดือพอดี ซึ่งเส้นรอบเอวของผู้ชายจะต้องมีค่าไม่เกิน 90 เซนติเมตร และผู้หญิงจะต้องไม่เกิน 80 เซนติเมตร ถ้าหากวัดได้มากกว่าที่เกณฑ์ประเมินนี้กำหนด ก็อาจจะมีความเสี่ยงเป็นโรคร้ายจากความอ้วนได้
สำหรับใครที่ประเมินความอ้วนเบื้องต้น แล้วมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคร้ายต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน ซึ่งเกิดจากเซลล์ไขมันผลิตฮอร์โมนที่มีผลต่อการดื้อของอินซูลินขึ้นมา หรือ โรคหลอดเลือด ซึ่งเกิดจากไขมันอุดตันในหลอดเลือด และทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจและสมองได้ไม่ดีพอ อาจจะส่งผลทำให้เกิดเป็น โรคหัวใจ และ โรคสมองเสื่อม ได้ แต่ยังไม่ต้องกังวลใจมากจนเกินไป ตอนนี้เรายังมีโอกาสลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคร้ายได้ ด้วยการดูแลสุขภาพและลดน้ำหนัก จากหลักการ 3 อ. ที่เราจะมาแนะนำกันวันนี้
ลดน้ำหนักด้วยหลัก 3 อ. จากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นวิธีการลดน้ำหนักและดูแลสุขภาพเพื่อช่วยให้เราห่างไกลจากโรคร้ายได้ โดยมีหลักการดังนี้
อ.1 อารมณ์
เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) และฮอร์โมนความหิว (Ghrelin) ขึ้นมาเมื่อเรามีความเครียดหรืออารมณ์เสียกับเรื่องต่าง ๆ ฮอร์โมนเหล่านี้จะทำให้เราอยากกินอาหารมากขึ้น และไปกระตุ้นทำให้เซลล์ในร่างกายมีการสะสมไขมันมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลให้เราอ้วนและลดน้ำหนักได้ยาก ดังนั้น หากเราต้องการลดน้ำหนักและดูแลสุขภาพ เราควรควบคุมอารมณ์และผ่อนคลายความเครียดอยู่เสมอ ด้วยการคิดบวก, คิดแบบยืดหยุ่น, คิดหลาย ๆ มุม, คิดถึงผู้อื่น, คิดแบบมีเหตุผล เป็นต้น
อ. 2 อาหาร
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความอ้วนและทำให้การลดน้ำหนักไม่สำเร็จ โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบกินอาหารเช้า ไม่ชอบกินผักผลไม้ แต่ชอบกินของหวาน, อาหารสำเร็จรูป และของทอดของมัน ซึ่งพฤติกรรมการกินเหล่านี้ จะส่งผลให้ร่างกายเกิดการสะสมของไขมัน และเสี่ยงเป็นโรคร้ายได้ในที่สุด ดังนั้น เราควรจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารให้ดีขึ้น ด้วยการกินอาหารให้ครบ 3 มื้อ ในปริมาณแป้ง 2 ส่วน, ผัก 1 ส่วน และโปรตีน 1 ส่วน โดยอาหารทั้งหมดนี้ควรจะกินไม่เกินแคลอรีที่ร่างกายต้องการต่อวัน หรือประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี นั่นเอง
อ. 3 ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายเกิดการกระตุ้นให้เผาผลาญไขมันได้มากขึ้น จึงทำให้เราสามารถลดน้ำหนักได้ ซึ่งหากใครที่ไม่ชอบการออกกำลังกายหรือกำลังเริ่มต้นออกกำลังกาย ก็สามารถใช้วิธีการขยับร่างกายบ่อย ๆ เช่น การเดินแกว่งแขน 10–30 นาทีต่อวัน หรือสัปดาห์ละ 3 วัน ก็ได้เช่นกัน
โดยหลักการ 3 อ. ที่เราแนะนำไปนั้น เป็นการลดน้ำหนักง่าย ๆ ที่เราสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งใครที่มีความเสี่ยงเป็นโรคร้ายจากความอ้วนก็สามารถนำวิธีการดังกล่าวไปใช้กันได้เลย แต่หากใครที่ยังไม่มีความเสี่ยงและอยากจะป้องกันไว้ก่อน เราก็ควรจะตรวจสุขภาพประจำปีกันอยู่เสมอ หรือจะเพิ่มความอุ่นใจด้วย แบบประกันชีวิตควบการลงทุน iLink จากกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองชีวิตสูงสุดถึง 280 เท่า* ควบคู่กับการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ โดยสามารถปรับเปลี่ยนความคุ้มครองชีวิตได้ยืดหยุ่น และพิเศษไปกว่านั้นยังสามารถเลือกซื้อสัญญาเพิ่มเติม UDR เพื่อความอุ่นใจด้านสุขภาพ ซึ่งช่วยให้ครอบคลุมเพิ่มขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็น
- ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล
- ความคุ้มครองโรคร้ายแรง
- ความคุ้มครองทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง
- ความคุ้มครองค่าชดเชยรายวัน
*หมายเหตุ : ให้ความคุ้มครอบตามแผนที่เลือก
สำหรับใครที่สนใจ ก็สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 1159 ตลอด 24 ชั่วโมง
หรือทางเว็บไซต์ https://ktaxa.live/ilink-udr-am ได้เลย