บริษัท RRS Credit จำกัด

บริษัท RRS Credit จำกัด Business Loan Service

23/05/2024

กรณีศึกษา Pfizer ทำกราฟครึ่งเจดีย์ เพราะขายวัคซีนโควิดไม่ได้แล้ว /โดย ลงทุนแมน
เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนน่าจะรู้จัก Pfizer เจ้าของวัคซีนโควิดที่คนไทยหลายคนแย่งกันฉีด

แต่มาวันนี้ Pfizer ไม่ได้เนื้อหอม และขายดีเหมือนเดิมอีกต่อไป

เพราะวัคซีนของ Pfizer ที่เคยสร้างการเติบโตให้บริษัทมหาศาล กลับกลายเป็นสินค้าที่ไม่มีใครต้องการ

จนทำให้มูลค่าบริษัทของ Pfizer หายไปมากถึง 6,400,000 ล้านบาท หรือลดลงถึง -52% ในเวลาแค่ 2 ปี

มันเกิดอะไรขึ้นกับ Pfizer ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ยาของ Pfizer นั้นจะมีตั้งแต่ ยาป้องกันลิ่มเลือดอุดตัน วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ ไปจนถึงวัคซีนโควิดแบบฉีด และยาเม็ด Paxlovid

โดยตอนที่เกิดโรคระบาด วัคซีนและยาเม็ดเคยขายดีมาก สร้างรายได้ให้กับบริษัทรวมกันถึง 3,400,000 ล้านบาท ในเวลาแค่ 2 ปี

ซึ่งก็ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัท เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด

ปี 2020 รายได้ 1,523,000 ล้านบาท กำไร 335,000 ล้านบาท
ปี 2021 รายได้ 2,973,000 ล้านบาท กำไร 803,800 ล้านบาท
ปี 2022 รายได้ 3,669,000 ล้านบาท กำไร 1,147,000 ล้านบาท

- รายได้ เติบโตขึ้น 1.4 เท่า
- กำไร เติบโตขึ้น 2.4 เท่า

จนทำให้ Pfizer กลายเป็นบริษัทยาที่มีรายได้มากสุดในโลกเลยทีเดียว

แต่ผ่านมาอีกปี พอคนเริ่มมีภูมิคุ้มกันโควิด อัตราการเจ็บป่วยทั่วโลกลดต่ำลง วัคซีนของ Pfizer ที่เคยเป็นเหมือนยาวิเศษ ก็เริ่มที่จะขายไม่ออก

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น Pfizer ยังถูกรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่เรียกได้ว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัท มีออร์เดอร์สั่งยาปริมาณมหาศาลมาโดยตลอด

กลับยกเลิกออร์เดอร์ และส่งคืนวัคซีน-ยาเม็ด กลับมาด้วย..
ทำให้ Pfizer ต้องกลับรายการรายได้ที่เคยรับรู้มาแล้วทิ้งไป

และยังต้องตีมูลค่ายาและวัคซีน ที่เหลืออยู่ในคลัง ทั้งที่รอส่งมอบ และผลิตตุนไว้ขาย ตัดทิ้งเป็นศูนย์อีกด้วย..

จนสุดท้าย รายได้ กำไร ที่เคยกอบโกยจากการขายวัคซีน และยา Paxlovid ก็หายไปเกือบหมด ในเวลาแค่ปีเดียว

รายได้ กำไร ของ Pfizer ในปี 2023

- รายได้ 2,139,000 ล้านบาท ลดลง 42%
- กำไร 77,500 ล้านบาท ลดลง 93%

แต่ทั้งนี้ ก็ต้องบอกไว้ก่อนว่า ธุรกิจยาอื่น ๆ ของ Pfizer ยังไม่ได้หายไปไหน และยังสร้างรายได้อยู่

เรื่องนี้บอกอะไรกับเรา ?

สิ่งที่เราได้เรียนรู้ ก็คงเป็นเรื่องของ คุณภาพของรายได้

เรื่องนี้มีให้เห็นอยู่บ่อย ๆ ทั้งในตลาดหุ้นไทย และต่างประเทศ ในบางช่วงเวลาที่ธุรกิจบางประเภท จะได้ประโยชน์จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ชั่วคราว อย่างเช่น

- Peloton ธุรกิจพัฒนาและขายอุปกรณ์ออกกำลังกายพรีเมียม ที่เคยได้ประโยชน์เพราะคนอยู่บ้านตอนที่เกิดโรคระบาด

- Under Armour แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาที่เคยฮิต เติบโตเร็ว จนมาตีตลาดแข่งกับ Nike

ธุรกิจพวกนี้ในช่วงเวลาที่ดี ก็จะเติบโตดีมากทั้งรายได้ และมูลค่าบริษัท

แต่พอเทรนด์เปลี่ยน หรือคนเลิกสนใจไปแล้ว ธุรกิจพวกนี้ก็ติดหล่ม พร้อมกับราคาหุ้นที่ร่วงหล่นจากฟ้า และไม่สามารถกลับไปอยู่ในจุดเดิมได้..

เหมือนกับกรณีของ Pfizer ที่เทรนด์วัคซีนหายไป รายได้ กำไร ก็กลับเข้าสู่จุดที่เคยเป็น

แล้วถ้าไปกดดูกราฟหุ้น 5 ปีย้อนหลัง ก็จะพบว่า กราฟของ Pfizer ได้หักหัวลงเป็นทรงครึ่งเจดีย์ ไปอย่างสวยงาม..
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
TikTok - tiktok.com/
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงทุนแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References
https://s28.q4cdn.com/781576035/files/doc_financials/2021/ar/PFE-2021-Form-10K-FINAL.pdf
https://s28.q4cdn.com/781576035/files/doc_financials/2023/ar/2023-10k.pdf
https://s28.q4cdn.com/781576035/files/doc_financials/2023/q3/Q3-2023-PFE-Earnings-Release.pdf
https://s28.q4cdn.com/781576035/files/doc_financials/2023/q4/PFE-USQ_Transcript_2024-01-30-1.pdf
-https://www.pharmaceutical-technology.com/features/molnupiravir-supplies-dominate-in-times-of-paxlovid-scarcity/?cf-view
-https://www.statista.com/statistics/253788/pfizers-top-products-based-on-revenues/

07/03/2024

กรณีศึกษา เมื่อ Lazada กำลัง “ปรับตัว” ครั้งใหญ่ เพื่อสู้ศึก E-commerce - MarketThink

ช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา หนึ่งข่าวใหญ่ในวงการบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก คือการที่หลายบริษัทได้ประกาศปลดพนักงานจำนวนมาก

เหตุผลเพราะบริษัทต่าง ๆ มักโฟกัสไปที่การขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต ด้วยการเพิ่มจำนวนพนักงาน และเพิ่งค้นพบว่า หากยังยึดติดกับการทำธุรกิจแบบเดิม ๆ ธุรกิจอาจไม่สามารถเติบโตต่อไปได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลย ก็คือ Google และ Microsoft โดยเฉพาะ Meta เจ้าของเฟซบุ๊ก ที่เมื่อลดจำนวนพนักงานพร้อมปรับโครงสร้างธุรกิจ มูลค่าของบริษัทที่กล่าวมา ก็ปรับตัวสูงขึ้นมาในทันที

เหตุผลเพราะว่า ตลาด และนักลงทุน มองว่าการปรับโครงสร้างธุรกิจ ส่งผลให้เกิดความคล่องตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และทำให้ธุรกิจมีโอกาสที่เปิดกว้างในการทำกำไร

หนึ่งในตัวอย่าง ที่เห็นได้ชัดเลยในบ้านเรา ก็คือ กรณีของ Lazada ที่ได้ออกมารายงานข่าวว่า มีการปรับแผนธุรกิจครั้งใหญ่ในลักษณะเดียวกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อ เพิ่มความคล่องตัว และสร้างการเติบโตในธุรกิจ E-commerce

แล้วตลาด E-commerce ในไทย เป็นอย่างไร ?

ก่อนอื่นเลย E-commerce เป็นตลาดที่ท้าทาย ทั้งในด้านผู้ให้บริการ ที่ต้องอาศัยความเร็วและความคล่องตัว เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน รวมถึงในด้านพฤติกรรม “ผู้ซื้อ” และ “ร้านค้า” ที่มีความต้องการหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

หาก Lazada ต้องการยืนหนึ่งในสมรภูมิ E-commerce ในภูมิภาคอาเซียน ก็ต้องปรับตัวให้รวดเร็ว พร้อมกับยกระดับบริการของตัวเอง เพื่อตอบสนองความต้องการของ “ผู้ซื้อ” และ “ร้านค้า” ได้อย่างครบครัน

จะเห็นได้ว่าช่วงที่ผ่านมา Lazada มีการปรับตัว โดยเริ่มโฟกัสไปที่การสร้างประสบการณ์ที่ดี และลงทุนกับอีโคซิสเต็มอย่างต่อเนื่อง

ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนในเทคโนโลยี AI เพื่อช่วยให้นักช็อปค้นหาสินค้าที่ต้องการได้สะดวกและง่ายขึ้น ซึ่งนอกจากผู้ซื้อจะฟิน ในอีกมุมหนึ่ง ก็นับเป็นการช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านค้า ไปพร้อม ๆ กัน

ขณะเดียวกัน Lazada ก็ยังให้ความสำคัญกับการคัดกรองสินค้าบนแพลตฟอร์ม เพื่อไม่ให้ผู้ซื้อ ต้องได้รับผลกระทบจากผู้ขายที่หลอกลวง ถือเป็นจุดเด่นของแพลตฟอร์ม และเป็น Pain Point ของอุตสาหกรรมนี้

แพลตฟอร์มไหน ควบคุมกระบวนการนี้ได้ดีเท่าไร แพลตฟอร์มนั้น ก็จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า เท่านั้น และลูกค้าก็มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าที่มีมูลค่าสูงบนลาซาด้า

โดยหากไปดูบัญชีกลุ่มตลาด ละเมิดลิขสิทธิ์ระดับสูง (Notorious Markets) จากรายงานล่าสุดของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ก็จะพบว่า ไม่มีชื่อของ Lazada อยู่ แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างจริงจัง

อีกหนึ่งด้านที่ลาซาด้า สามารถเพิ่มความได้เปรียบได้ คือ การใช้จุดแข็งด้านเครื่องมือการตลาดที่มีเทคโนโลยีล้ำ ๆ มาพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เช่น ยอดขาย, พฤติกรรมผู้บริโภค จากที่ดีอยู่แล้วให้อัปเกรดไปอีกขั้น เพื่อให้ร้านค้าต่าง ๆ สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอดสร้างรายได้ จนถึงนำไปพัฒนาแบรนด์ของตัวเอง

การปรับตัวและทำธุรกิจเชิงรุกกว่าเดิมของ Lazada นอกจากเหตุผลด้านการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมยังมีคู่แข่งหน้าใหม่ เช่น TikTok Shop เกิดขึ้น

ที่น่าจับตามอง คือ อุตสาหกรรมไหนก็ตามที่มีการแข่งขันรุนแรง นั่นหมายถึง “โอกาสในการเติบโต”

จากการคาดการณ์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ตลาด E-commerce ในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องอีกหลายปี

สะท้อนจากมูลค่าตลาด E-commerce ของไทยในปัจจุบัน คิดเป็นสัดส่วน 16% จากมูลค่าตลาดค้าปลีกทั้งหมดภายในประเทศ

พอเป็นแบบนี้ จึงทำให้แพลตฟอร์ม E-commerce ตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสร้างฐานนักช็อปและร้านค้าต่าง ๆ ให้อยู่ในมือมากที่สุด

เช่นเดียวกับทาง Lazada ที่เลือกปรับเกมธุรกิจมาอยู่ในโหมดเชิงรุก เน้นความคล่องตัว พร้อมกับสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้นักช็อปและร้านค้าตลอดเวลา

อาจมองได้ว่า การปรับตัวในครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณที่จะสู้ในระยะยาวเพื่อก้าวสู่การเป็น E-commerce ที่ครองใจนักช้อปไทย

จากนี้คงต้องติดตามกันต่อว่า ผู้เล่นรายอื่นๆ จะเดินเกมอย่างไรต่อไป เพราะต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมนี้ยังคงแข่งขันชนิดไม่มีใครยอมใคร แพลตฟอร์มที่จะอยู่รอดและเติบโต จะต้อง “ปรับตัว” เพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ส่วนฉากสุดท้าย.. ใครจะเป็นผู้ชนะในเกมการแข่งขันนี้ คงต้องจับตารอดูกันต่อไป

อ้างอิง:
-https://www.prachachat.net/ict/news-1489163
-https://www.straitstimes.com/business/companies-markets/lazada-cuts-staff-amid-speculation-of-upcoming-ipo
-https://investor.fb.com/investor-news/press-release-details/2023/Meta-Reports-First-Quarter-2023-Results/default.aspx
-https://www.blognone.com/node/137885
-https://ustr.gov/

08/02/2024

ทำไมแบงก์ชาติ ถึงยังไม่ลดดอกเบี้ย ? /โดย ลงทุนแมน
“ธนาคารแห่งประเทศไทย กำลังทำหน้าที่ โดยไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชนหรือไม่”
นี่คงเป็นคำถาม ที่หลายคนสงสัยกันอยู่ในตอนนี้

เพราะจริง ๆ แล้ว แบงก์ชาติ มีหน้าที่ที่ต้องดูแลการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ และ ดูแลอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม ผ่านนโยบายทางการเงิน

แต่จาก GDP ประเทศไทย ในช่วงที่ผ่านมา เติบโตต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

ในขณะที่ อัตราเงินเฟ้อ ก็ปรับตัวลงแล้ว ซึ่งก็กำลังลดลงต่อเนื่อง เป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน และอยู่ในระดับต่ำสุด ในรอบ 35 เดือน

แล้วทำไมเศรษฐกิจไม่ดี เงินเฟ้อลดลงแล้ว
แต่แบงก์ชาติ ยังไม่ลดดอกเบี้ย
เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโต ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
การมีเศรษฐกิจที่เติบโต มีอัตราเงินเฟ้ออ่อน ๆ ที่ไม่มากจนเกินไป รวมถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

เชื่อว่า นี่คือ 3 สิ่งที่ทุกฝ่าย ต่างอยากให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแบงก์ชาติ รัฐบาล และประชาชน

ที่ผ่านมา เริ่มมีหลายฝ่าย ที่อยากให้ลดอัตราดอกเบี้ย เพราะมองว่าจะเป็นผลดี ต่อเศรษฐกิจมากกว่า

เมื่อไม่นานมานี้ คุณ สมชัย จิตสุชน อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการ กนง. ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องอัตราดอกเบี้ยไทย

แล้วมันมีอะไรบ้าง ? สรุปได้เป็นข้อ ๆ ดังนี้

1. การมองระยะยาว

หลายคนอาจมองว่า ตัวเลขเศรษฐกิจในตอนนี้ไม่ดี จึงควรลดอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม การปรับอัตราดอกเบี้ย จะไม่ได้มีผลต่อเศรษฐกิจโดยทันที แต่จะต้องใช้เวลาสักพัก ถึงจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

ยกตัวอย่างเช่น สัญญากู้ยืมที่ระบุอัตราดอกเบี้ยคงที่ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามนโยบายทันที

หรือการลงทุนของภาคเอกชน ที่ก็ต้องใช้เวลาในการวางแผน ไม่ได้ปรับเปลี่ยนแผนทันทีที่อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลง

เมื่อการปรับอัตราดอกเบี้ยจะมีผลช้า ในการตัดสินใจว่าจะปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ย แบงก์ชาติจึงต้องมองไปในอนาคต ซึ่งปัจจุบันจะมองไปที่ 18 เดือนข้างหน้า หรือก็คือหนึ่งปีครึ่ง

โดยต้องคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจในระยะข้างหน้าจะเป็นอย่างไร และควรจะมีอัตราดอกเบี้ยที่เท่าไร ถึงจะทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากที่สุด

และเมื่อมองไปที่อนาคต ในสิ่งที่แบงก์ชาติกำลังดูแลอยู่ จะพบว่า

- ด้านการเติบโตของเศรษฐกิจ

ตัวเลขเศรษฐกิจของไทยในภายหน้า มีแนวโน้มที่จะขยายตัวมากกว่าช่วงที่ผ่านมา

โดยในด้านการท่องเที่ยว ในปีนี้ก็มีความเป็นไปได้สูง ที่จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามา มากกว่าปีที่แล้ว

เนื่องจากมีนโยบายฟรีวีซ่าให้แก่นักท่องเที่ยว ทั้งชาวจีน อินเดีย และไต้หวัน

ด้านการส่งออก ก็คาดว่าจะเติบโตขึ้น ตามปริมาณการค้าโลก ที่มีแนวโน้มขยายตัวตามเศรษฐกิจโลก

สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อย่างสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ก็คาดว่าจะเข้าสู่ช่วงขาขึ้นในปีนี้

ในส่วนของงบประมาณภาครัฐ ปี 2567 ที่ล่าช้าจนออกไม่ทันในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ก็จะเริ่มทยอยออกตั้งแต่ประมาณกลางไตรมาสสองของปีนี้

นอกจากนี้ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ตัวเลขสินค้าคงคลังของเอกชนได้ลดลง ซึ่งเป็นเพราะไม่ได้มีการผลิตสินค้าเพิ่ม

ดังนั้นจึงเป็นไปได้อย่างมากที่ในปีนี้ ผู้ประกอบการจะเริ่มกลับมาผลิตสินค้าอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น

- ด้านเงินเฟ้อ

อีกตัวเลขหนึ่งที่หลายคนเป็นกังวลกัน เพราะติดลบมาถึง 4 เดือนติดต่อกันแล้ว ก็ต้องบอกว่า เงินเฟ้อในปีนี้ ก็มีการคาดการณ์ว่าจะสูงกว่าปีที่ผ่านมา

เนื่องจาก สาเหตุที่เงินเฟ้อติดลบในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากการลดลงของราคาพลังงาน จากการอุดหนุนของภาครัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ไปตลอด

ซึ่งเมื่อรัฐบาลเลิกอุดหนุนราคาพลังงานแล้ว ก็จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

และนอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงเงินเฟ้อจาก ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ค่าขนส่งและราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นอีกด้วย

2. การคำนึงถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ในกรณีที่คาดการณ์ผิด หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด..

อาจเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายไม่ได้มองถึง แต่สามารถสรุปให้เข้าใจได้แบบง่าย ๆ ว่า

ความเสียหาย จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินไป มีน้อยกว่าความเสียหาย จากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำจนเกินไป

เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น อาจทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างสูงและติดลมบน

เมื่อเป็นแบบนั้น แบงก์ชาติจะถูกบังคับให้ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างสูงและรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรง หรือถึงขั้นชะงักงัน

และยังทำให้ผู้ที่เป็นหนี้ ต้องแบกรับภาระที่หนักขึ้นอย่างมาก แบบไม่ทันตั้งตัวอีกด้วย

แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่จะแย่กว่าที่เป็นในตอนนี้

โดยแนวคิดนี้ก็เป็นแนวคิดที่ตรงกับ แนวคิดของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกัน

3. การคำนึงถึงเสถียรภาพของระบบการเงิน

หลายคนอาจไม่เข้าใจว่า เสถียรภาพของระบบการเงิน หมายความว่าอย่างไร

สามารถยกตัวอย่างเรื่องใกล้ตัว และกำลังเป็นประเด็นให้ทุกคนเข้าใจได้แบบง่าย ๆ

เช่น เรื่อง “การกู้ยืม”

เพราะการกู้ยืมที่มากจนเกินตัว คือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ระบบการเงินไม่มีเสถียรภาพ

โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยของไทยได้อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการขาดวินัยทางการเงิน

เพราะคนอยากได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่กำลังต่ำ จึงนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงกว่าที่ตัวเองรับไหว หรือไม่ได้มีความรู้จริง ๆ

และยังทำให้เกิดการกู้ยืมเงิน ทั้งโดยประชาชนและภาคธุรกิจ ที่มากเกินไป หรือเกินตัว

ซึ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หนี้ครัวเรือนของไทย เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และกลายมาเป็นปัญหาที่แก้ยากในปัจจุบัน

จะเห็นได้ว่า การไม่มีเสถียรภาพของระบบการเงิน เป็นสิ่งที่ส่งผลเสียอย่างร้ายแรง และต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหา

เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่แบงก์ชาติพูดถึงเยอะขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และนำมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาเวลาปรับอัตราดอกเบี้ย

จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าแบงก์ชาติอาจมีมุมมองที่ต่างจากฝ่ายที่อยากให้ลดอัตราดอกเบี้ย จึงตัดสินใจที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ มากกว่าที่จะลดตามที่หลายฝ่ายเรียกร้อง

ทั้งในเรื่องของระยะเวลา ที่แบงก์ชาติต้องมองไปที่ 18 เดือนข้างหน้า เนื่องจากการปรับอัตราดอกเบี้ยจะต้องใช้เวลาสักพัก ถึงจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

และการคำนึงถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ในกรณีที่คาดการณ์ผิด หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

รวมถึงต้องการให้เกิดเสถียรภาพของระบบการเงินและเศรษฐกิจในระยะยาว มากกว่าการเติบโตในระยะสั้น ๆ

เมื่อพิจารณาถึง 3 มุมมองนี้แล้ว ก็อาจทำให้เราเข้าใจเหตุผล ที่ทำให้แบงก์ชาติ ตัดสินใจที่จะยังไม่ลดอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่แบงก์ชาติไม่ยอมลดอัตราดอกเบี้ย ก็ทำให้มีผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น ลูกหนี้ที่กำลังต้องแบกรับภาระดอกเบี้ย

ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของแบงก์ชาติ ที่จะต้องออกมาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้ ด้วยมาตรการด้านอื่น ๆ ต่อไป..
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
TikTok - tiktok.com/
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงทุนแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
Reference
-https://tdri.or.th/2024/02/monetary-policy-economic-uncertainty/

14/11/2023

เจ้าของ MK สุกี้ 9 เดือนแรกปีนี้ กำไร 1,100 ล้าน ยังโตได้ แม้คู่แข่งใหม่เต็มตลาด | BrandCase
บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เจ้าของร้าน MK สุกี้ เพิ่งรายงานผลประกอบการ รอบ 9 เดือนแรก ของปี 2566

- รายได้จากการขายและบริการ 12,619 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.0% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

- กำไรสุทธิ 1,173 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

สำหรับรายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มขึ้นนั้น
ทางบริษัทรายงานว่า เป็นผลมาจากยอดขายจากทางหน้าร้านเป็นหลัก

โดยสัดส่วนของยอดขายที่มาจากการทานที่ร้าน คิดเป็น 85% ของรายได้ทั้งหมด
เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ที่ 79%

ในขณะที่รายได้จากช่องทางดิลิเวอรี มีสัดส่วนที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จาก 13% เหลือ 9%

สำหรับกำไรสุทธิที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทางบริษัทให้เหตุผลว่า

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่าต่าง ๆ ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมานั้น มีการปรับตัวสูงขึ้น 13%

อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาสที่ 3 (กรกฎาคม-กันยายน) ที่ผ่านมา ต้นทุนวัตถุดิบบางชนิด มีแนวโน้มปรับตัวลดลง

รวมถึงทางร้านได้มีการปรับราคาอาหารเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพื่อชดเชยกับต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงต้นปี

โดยปัจจุบัน บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีแบรนด์ร้านอาหารในเครือทั้งหมดกว่า 10 แบรนด์ ได้แก่
- เอ็มเค สุกี้
- เอ็มเค โกลด์
- เอ็มเค ไลฟ์
- ยาโยอิ
- ฮากาตะ ราเมน
- มิยาซากิ เทปปันยากิ
- แหลมเจริญซีฟู้ด
- ณ สยาม
- เลอ เพอทิท
- บิซซี่ บ็อกซ์

โดยมีสัดส่วนรายได้มาจาก
- เอ็มเค สุกี้ 75%
- ยาโยอิ 18%
- แหลมเจริญซีฟู้ด 6%
- อื่น ๆ 1%

แม้เราจะเห็นว่าช่วงปีนี้ จะมีร้านสุกี้ ชาบู ชาบู หรือร้านหม่าล่าแนวใหม่ ๆ เกิดขึ้นมามากมาย

แต่บทสรุปของตั้งแต่ต้นปี มาถึงตอนนี้
เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป เจ้าของ MK สุกี้ ยังคงเติบโตได้อยู่
โดยทำรายได้ 12,619 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,173 ล้านบาท..

Reference
-คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ไตรมาสที่ 3 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2566

09/11/2023

สรุป Feasibility Study วิธีลองทำธุรกิจ ในกระดาษ ก่อนลงสนามจริง | BrandCase
บ่อยครั้งที่คนทำธุรกิจ มักจะเริ่มทำธุรกิจเลย โดยไม่ได้วางแผนอะไรมากมายนัก ทำให้สุดท้ายหลายธุรกิจก็ต้องปิดตัวลง หลังจากที่เริ่มทำได้ไม่นาน

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเจ้าของธุรกิจได้ลองประเมินความเสี่ยง และความเป็นไปได้ของธุรกิจมาก่อน ก็อาจจะช่วยให้เราไม่เสียเงินทุนไปอย่างสูญเปล่าก็ได้

ซึ่งเราเรียกวิธีการแบบนี้ว่า “Feasibility Study”

Feasibility Study คืออะไร ? แล้วทำกันอย่างไร ?
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ

Feasibility แปลตรง ๆ ก็คือ ความเป็นไปได้
เพราะฉะนั้น Feasibility Study ในเชิงธุรกิจ ก็หมายถึง การศึกษาความเป็นไปได้ในมุมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจนั้น ๆ นั่นเอง

โดยปกติแล้ว Feasibility Study มักจะทำในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนจำนวนมากต่อหนึ่งโครงการ
อีกทั้งยังมีประเด็นในเรื่องกฎหมาย และสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเล็ก ๆ เอง ก็สามารถนำ Feasibility Study มาประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน

ถ้าวิเคราะห์แล้วเห็นว่าไม่ดี เราจะได้ล้มแค่ในกระดาษเท่านั้น

แต่ถ้าเห็นว่าดี มีโอกาสสูงที่จะประสบความสำเร็จ ก็ค่อยเริ่มต้นทำธุรกิจ ซึ่งก็จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการทำธุรกิจด้วย

แล้ว Feasibility Study ต้องวิเคราะห์อะไรบ้าง ?

การทำ Feasibility Study มีหลายด้านที่ต้องวิเคราะห์ ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจเป็นสำคัญ

ซึ่งหลัก ๆ แล้วจะมีที่สำคัญอยู่ 5 ด้าน คือ

1. สินค้าของเรา มีความต้องการในตลาดหรือไม่ ? (Market Feasibility)

เช่น ถึงแม้ว่าธุรกิจจะมีคู่แข่งน้อย แต่ถ้าธุรกิจนั้นไม่มีความต้องการซื้อ มารองรับมากเพียงพอ ธุรกิจนั้นก็อาจจะไม่ใช่ธุรกิจที่ดีที่จะลงทุน

ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจ จึงควรจะมีการสำรวจตลาดก่อน ว่าสินค้าและบริการของเรา จะมีลูกค้ามาซื้อจริง ๆ และซื้อในปริมาณที่มากพอ ที่จะให้ธุรกิจประคองตัวไปได้

คำถามที่คนเริ่มทำธุรกิจจะต้องตอบให้ได้ ตัวอย่างเช่น
- สินค้าหรือบริการของเรา มีความต้องการในตลาดหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน ?
- กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราเป็นใคร ?
- ลูกค้าของเรามีกำลังซื้อมากน้อยแค่ไหน ? มีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยประมาณเท่าไร ?
- คู่แข่งของเราคือใคร ?

ถ้าเราสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ แสดงว่าเรามีความพร้อมที่จะทำธุรกิจในขั้นแรก

แล้วเราจะสำรวจความต้องการของตลาดได้อย่างไรบ้าง ?

เราอาจจะสำรวจความต้องการของตลาดได้หลากหลายวิธี ตัวอย่างเช่น
ผ่านทางการจัดทำแบบสอบถาม การสังเกตพฤติกรรมของผู้บริโภค การสัมภาษณ์

หรืออาศัยเครื่องมืออย่าง Google Trends ช่วยในการสำรวจคีย์เวิร์ดที่คนชอบเซิร์ชหา ในช่วงเวลาที่กำหนดก็ได้

2. สินค้าของเรา ผลิตได้จริง ๆ ใช่ไหม ? (Production Feasibility)

ในส่วนนี้คือ การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการผลิตสินค้าหรือบริการ
เปรียบเทียบกับทรัพยากรที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน เทคโนโลยี เงินทุน ความชำนาญ หรือเวลา

ถ้าสินค้าที่ตั้งใจจะผลิต ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง
เพราะขาดทรัพยากรใดทรัพยากรหนึ่งไป แน่นอนว่าธุรกิจก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้

เช่น เรามีหน้าตาของสินค้าที่เราอยากได้ มีสเป็กของสินค้าที่เราอยากได้ แต่หาข้อมูลแล้วไม่มีโรงงานไหนที่สามารถผลิตให้ตอบโจทย์เราได้เลย

แบบนี้สินค้าที่เราอยากจะให้เกิดขึ้น ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงนั่นเอง

3. กฎหมายอนุญาตให้ทำได้หรือไม่ ? (Law & Regulation Feasibility)

คนที่จะเริ่มทำธุรกิจ ควรศึกษากฎหมายในเบื้องต้นก่อนว่า ธุรกิจที่เราจะทำ กฎหมายอนุญาตให้ทำได้หรือไม่

เพราะบางธุรกิจ กฎหมายก็ไม่อนุญาตให้ทำได้ เช่น ธุรกิจกาสิโน หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพนัน ในประเทศไทย

หรือบางธุรกิจก็สามารถทำได้ แต่กฎหมายกำหนดว่า ต้องขออนุญาตก่อนจึงจะทำได้

เช่น ธุรกิจโรงรับจำนำเอกชน มีพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ. 2505 ห้ามทำธุรกิจโรงรับจำนำ
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐก่อน

ถ้าเราเริ่มทำไปขัดกับข้อกฎหมาย ธุรกิจของเราก็จะไปต่อไม่ได้

4. รูปแบบการสร้างรายได้ เป็นอย่างไร ? (Business Model Feasibility)

ธุรกิจที่สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ต้องมีรูปแบบการสร้างรายได้ที่เหมาะสมกับธุรกิจ

ซึ่งคนทำธุรกิจต้องเข้าใจว่าธุรกิจของเรา มีวิธีการสร้างรายได้ขึ้นมาได้อย่างไรบ้าง

และอาจจะทดลองต่อยอดไอเดีย เพื่อหาวิธีที่ธุรกิจจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นด้วยก็ได้

ตัวอย่างเช่น ถ้าจะเปิดร้านสุกี้ เราจะใช้โมเดลบุฟเฟต์ หรือขายแบบกินเท่าไร จ่ายเท่านั้น

เพราะการเลือกโมเดลต่างกัน จะมีผลต่อกลยุทธ์การตั้งราคาสินค้าหรือบริการ ให้เหมาะสมกับต้นทุนด้วย

หรือถ้าจะทำร้านกาแฟ มีรูปแบบการสร้างรายได้คือ การขายกาแฟเป็นแก้ว ๆ ในแต่ละวัน

อย่างไรก็ตาม อาจเพิ่มโมเดลสมาชิกไปด้วย
ว่าถ้าจ่ายค่าสมาชิกรายเดือน แล้วจะได้ซื้อกาแฟในราคาต่อแก้วที่ถูกลง

ซึ่งถ้าทำราคาสมาชิกให้คุ้มค่า และเหมาะสมกับต้นทุน ร้านกาแฟของเราก็จะมีรายได้มากขึ้นได้ แถมยังเป็นการดึงลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำ ๆ ได้ด้วย

5. ธุรกิจที่ทำคุ้มไหมที่จะลงทุน ? (Financial Feasibility)

สิ่งสุดท้ายที่คนทำธุรกิจควรจะทดลองทำก็คือ การวิเคราะห์ด้านการเงิน
เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำธุรกิจ คือการแสวงหากำไร

ดังนั้นหากธุรกิจที่จะทำ ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ ธุรกิจนั้นก็ควรที่จะจบลงบนแผ่นกระดาษดีกว่า

ซึ่งสิ่งที่คนทำธุรกิจจะต้องวิเคราะห์คร่าว ๆ ก็คือ

- โครงสร้างต้นทุน ต้องรู้ว่าธุรกิจมีต้นทุนอะไรบ้าง ทั้งต้นทุนคงที่ ต้นทุนผันแปร และต้นทุนแฝงต่าง ๆ

- ตัวเลขคาดการณ์รายได้ เป็นการคาดคะเนว่าธุรกิจจะมีรายได้เท่าไร ทั้งในกรณีดีที่สุดและแย่ที่สุด

ทั้งตัวเลขต้นทุนและรายได้คาดการณ์ เมื่อนำมาหักลบกัน จะได้ตัวเลขคาดการณ์ผลประกอบการออกมา

ซึ่งเราสามารถนำมาคำนวณระยะเวลาที่จะคืนทุน และประเมินได้ว่า ธุรกิจที่เราจะทำ คุ้มค่าต่อการลงทุน ลงแรงหรือไม่

นอกจาก 5 หัวข้อที่เล่ามาข้างต้น บางธุรกิจอาจจะต้องวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในด้านอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่มีหน้าร้านในการขายของก็อาจจะต้องวิเคราะห์ทำเล และคู่แข่งในพื้นที่ใกล้เคียง

หรือธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจโรงงาน ก็ต้องศึกษาเรื่องผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมด้วย

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะเห็นความสำคัญของการทำ Feasibility Study ไม่มากก็น้อย

ซึ่งการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในด้านต่าง ๆ ก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจ เป็นสิ่งสำคัญที่นักธุรกิจมือใหม่ทุกคนควรทำ

เพราะการทดลองทำธุรกิจ แล้วเจ๊งแค่บนแผ่นกระดาษ
ก็น่าจะดีกว่าการลงมือทำธุรกิจไป ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ศึกษาให้ดี แล้วสุดท้ายไปขาดทุนหนัก และเจ๊งในโลกจริง..

References
-https://www.neobycmmu.com/post/feasibility-study
-คลิป Feasibility Study คืออะไร ? ต้องดูอะไรบ้าง ทำแล้วดีต่อธุรกิจอย่างไร ? | เจ๊งในกระดาษ EP.5 จาก YouTube Channel: Torpenguin

🔥 หากคุณหมุนเงินไม่ทันให้สินเชื่อเราช่วยคุณ ! " ให้วงเงินสูงถึง 15 ล้านบาท"ด้วยสินเชื่อธุรกิจ บริษัท RRS Credit จำกัด  #...
07/11/2023

🔥 หากคุณหมุนเงินไม่ทันให้สินเชื่อเราช่วยคุณ ! " ให้วงเงินสูงถึง 15 ล้านบาท"
ด้วยสินเชื่อธุรกิจ บริษัท RRS Credit จำกัด #สำหรับเจ้าของกิจการ
ขนาดกลาง - ขนาดใหญ่ ที่จดทะเบียนพาณิชย์ หจก. บจก. โรงงาน SMEs เท่านั้น..
#ทางบริษัทไม่มีนโยบายโอนก่อนไม่ว่าจะกรณีใดๆ
เหมาะกับใคร ?
✅ ธุรกิจ SME ที่จดทะเบียนพาณิชย์ หจก. บจก.
✅ ดำเนินธุรกิจมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ปีขึ้นไป
✅ สำหรับท่านที่มีแผนธุรกิจ แต่ต้องรอเครดิตนาน
#ปรึกษาฟรีไม่มีค่าทำเนียมแอบแฝง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Tel : 064-041-8867
Tel : 098-496-0993
Line : https://line.me/ti/p/jz0x8P9KmI
Website : https://rrscreditthai.com
#สินเชื่อธุรกิจ #สินเชื่อSMEs #สินเชื่อบัญชีOD #สินเชื่อFactoring #ผู้เชี่ยวชาญทางด้านลงทุน

06/11/2023

สรุป วิธีโกงเงินในสังคมไทย ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน /โดย ลงทุนแมน
“20,677 ล้านบาท” คือมูลค่าความเสียหายของคดีหลอกลงทุนออนไลน์ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ช่วงเดือนมีนาคมปีก่อน ถึงกลางปีนี้ รวมระยะเวลา 16 เดือน คิดเป็นความเสียหาย ได้มากถึง 41 ล้านบาทต่อวัน..

ถ้าเราไถฟีดเฟซบุ๊ก ทุกวันนี้ก็คงจะได้เห็นเพจปลอมหลอกลงทุนเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น

- เพจปลอม ดร.นิเวศน์ มาโฆษณาชวนไปลงทุน
- เพจปลอม ร้านทอง Aurora มาชวนเทรดทอง
- หรือแม้แต่เพจปลอม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเพจปลอม ลงทุนแมน

โดยเพจปลอมเหล่านี้ จะเสนอผลตอบแทนที่สูงเกินจริง หรืออ้างว่าจะนำเงินไปลงทุนให้ แต่สุดท้ายก็เชิดเงินของผู้เสียหายหนีไป..

ต้องบอกว่า การโกงเงินทำนองนี้ในสังคมไทยได้เกิดขึ้นมานานแล้ว เพียงเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ตั้งแต่การบอกปากต่อปาก จนมาถึงปัจจุบันในยุคอินเทอร์เน็ต

แล้ววิธีโกงทางการเงิน มีรูปแบบไหนบ้าง ?
ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
วิธีแรก คือ “Advance Fee”

กลวิธีจ่ายเงินก่อน เพื่อแลกกับเงินก้อนใหญ่ทีหลัง
เป็นวิธีหลอกลวงเพื่อเอาเงินก้อนหนึ่ง และหลังจากนั้นก็จะหายไปเลย

โดยในช่วงแรก ๆ คนโกงอาจทำให้เหยื่อตายใจ ด้วยการจ่ายผลตอบแทนให้ตามจริง ซึ่งพอเหยื่อหลงเชื่อก็จะลงทุนในเม็ดเงินที่มากขึ้น

ต่อมาหากเหยื่อคิดจะถอนเงิน ก็จะมีการอ้างเงื่อนไขขึ้นมา เช่น ต้องเสียภาษี ต้องวางเงินประกัน หรือเงื่อนไขอื่น ๆ มากมาย จนทำให้เหยื่อไม่สามารถถอนเงินได้ ก่อนจะตัดขาดการติดต่อ แล้วเชิดเงินทั้งหมดหนีไป

วิธีถัดมา ก็คือ “Pump & Dump” หรือกลวิธีลากขึ้นไปเชือด

โดยวิธีนี้จะหลอกให้คนเข้าไปลงทุน ในสิ่งที่ไม่มีค่าหรือไร้ค่า หลังจากนั้นเหล่าคนที่อยู่เบื้องหลังการโกง จะคอยปั่นราคาให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ และทยอยขายเมื่อราคาเริ่มถึงจุดที่จะไปต่อไม่รอด

ปัจจุบันมักพบเจอกลวิธีนี้ ในวงการซื้อขายหุ้น รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัล

ขั้นตอนคือ จะมีการกระจายข่าวดี หรืออ้างถึงข่าววงใน
เพื่อปั่นราคาสินทรัพย์นั้น ๆ ในแอปส่งข้อความ เช่น Line โดยที่คนโกงจะมีการเข้าไปซื้อสินทรัพย์ไว้ก่อนแล้ว

หลังจากนั้นคนอื่นจะคิดว่า สินทรัพย์นี้กำลังเป็นที่นิยมและอยู่ในช่วงขาขึ้น จึงตามเข้าไปซื้อด้วย
และเวลาต่อมานี้เอง ที่เหล่าคนโกงจะขายสินทรัพย์นั้น เพื่อทำกำไร วัฏจักรการโกงจึงสิ้นสุดลง

อีกวิธีหนึ่งซึ่งอยู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน
ก็คือ Ponzi Scheme หรือ “แชร์ลูกโซ่” แบบพอนซี

โดยชื่อนี้ตั้งตามชาร์ลส์ พอนซี ชาวอิตาลีที่อพยพมาจากสหรัฐอเมริกา ในปี 1920 ซึ่งเขาอ้างกับผู้ที่มาลงทุนด้วยว่า จะได้รับผลตอบแทน 50% ภายใน 45 วัน แต่ถ้ารอถึง 6 เดือน จะได้รับผลตอบแทนมากถึง 2 เท่า

อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงคือ เขาแค่เอาเงินของนักลงทุนรายใหม่ มาจ่ายให้นักลงทุนรายเก่าไปเรื่อย ๆ เช่น สมมติให้ A เป็นสมาชิกก่อน B

เมื่อ B นำเงินเข้ามาลงทุน เงินส่วนนั้นก็จะถูกกระจายไปยัง A และเมื่อ C เข้ามาเป็นสมาชิกลำดับถัดมา เงินในส่วนนี้เอง ก็จะกระจายไปยัง A และ B

ซึ่งปัญหาจะเกิดขึ้น เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งที่หมุนเงินในระบบ
และสร้างผลตอบแทนให้กับคนที่เข้ามาลงทุนไม่ทัน
นั่นจึงทำให้แชร์ลูกโซ่ล้มลงไป

อีกรูปแบบหนึ่งของแชร์ลูกโซ่
จะอยู่ในรูปแบบของ Pyramid หรือธุรกิจ “แชร์ลูกโซ่” แบบเครือข่าย

รูปแบบของกลโกงนี้ จะแตกต่างจากพอนซีตรงที่ว่า
สมาชิกแต่ละคนจะเป็นคนหาลูกข่ายของตัวเอง
เมื่อเทียบกับพอนซี จะมีผู้บงการเพียงคนที่จัดระดมทุน
โดยสมาชิกในเครือจะแค่รอกำไรเข้ามา

ซึ่งทั้ง 2 วิธีนี้ จะเริ่มมีปัญหาเดียวกัน เมื่อไม่สามารถหาผู้เข้ามาร่วมในวงคนต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม การมีเฉพาะกลโกงอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอสำหรับหลอกล่อให้ผู้คนเข้ามา คนโกงเหล่านี้จึงทำการตลาดควบคู่กันไปด้วย อย่างเช่น

- Fantastic Promise คำสัญญาที่สวยหรู

“จ่ายเงินปันผลสัปดาห์ละ 20% ของเงินลงทุน”

ทำให้คนเริ่มสนใจ ด้วยวิธีการที่ดูเรียบง่าย แต่ได้ผลตอบแทนที่สูง

- Compelling Story นำเสนอเรื่องราวจากดินสู่ดาว

“จากพนักงานออฟฟิศ เงินเดือน 15,000 บาท สู่
นักลงทุนพอร์ต 100 ล้านบาท”

เพื่อสร้างความหวัง ซึ่งทำให้หลายคนคิดว่า ตัวเองก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

- Social Proof มีหลักฐานยืนยันจากสมาชิก

“แค่ผมเทรดหุ้นตามที่เขาสอน ผมก็สามารถจับเงินล้านได้ภายในปีเดียวเท่านั้น”

เพราะพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ มักเชื่อรีวิวจากลูกค้ากันเอง

- Sense of Urgency สร้างความรู้สึกรีบร้อน

“รับสมาชิกเพียง 30 คนเท่านั้น รอบก่อนเต็มเร็วมาก สมัครด่วน หากไม่อยากพลาดโอกาส”

คำโปรยที่ส่งผลให้การตัดสินใจของเรา เน้นการใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล

- Not a Scam การบอกว่าตัวเองไม่ใช่กลโกง

เพื่อเป็นการยืนยัน ให้เหล่าสมาชิกในเครือข่าย มีความเชื่อมั่นมากขึ้น แม้ความจริงจะรู้อยู่แล้วว่า ตัวเองเป็น Scam

ถึงตรงนี้ เหตุการณ์ตามหน้าข่าวที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มายาวนานหลายทศวรรษ ตั้งแต่แชร์แม่ชม้อย, แชร์ชาร์เตอร์, แชร์แม่มณี, Forex 3D, ซินแสโชกุน, ประสิทธิ์ เจียวก๊ก จนมาถึงเพจปลอม ดร.นิเวศน์, คุณวิกรม และอีกมากมายจนนับไม่ถ้วน

ก็คงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า กลโกงเหล่านี้มันยังคงได้ผลในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

และหากถามว่า ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น
คำตอบก็คงเป็นเพราะ “ความโลภ” ของมนุษย์ที่แทบจะไม่ได้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา

ทำให้มนุษย์มีเหตุผลน้อยลง เลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่สวยหรู แม้มันจะเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย ก็ตาม..
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
TikTok - tiktok.com/
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงทุนแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References
-กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
-สารคดี Netflix เรื่อง Money, Explained ตอน Get Rich Quick

03/11/2023

กลุ่มอุตสาหกรรมไหน รายได้มากสุด ในตลาดหุ้นไทย
- แพลตฟอร์ม Blockdit Invest แอปโซเชียลแรก ที่ผู้ใช้สามารถให้ความเห็นต่อ หุ้นรายตัว ทั้งหุ้นไทย หุ้นอเมริกา ลองใช้ได้ที่ Blockdit.com/download เลือกแถบเมนู Invest

🔥 ขยายขนาดธุรกิจ เสริมสภาพคล่อง สินเชื่อเพื่อทุกธุรกิจ ! " ให้วงเงินสูงถึง 15 ล้านบาท"ด้วยสินเชื่อธุรกิจ บริษัท RRS Cred...
02/11/2023

🔥 ขยายขนาดธุรกิจ เสริมสภาพคล่อง สินเชื่อเพื่อทุกธุรกิจ ! " ให้วงเงินสูงถึง 15 ล้านบาท"
ด้วยสินเชื่อธุรกิจ บริษัท RRS Credit จำกัด #สำหรับเจ้าของกิจการ
ขนาดกลาง - ขนาดใหญ่ ที่จดทะเบียนพาณิชย์ หจก. บจก. โรงงาน SMEs เท่านั้น..
#ทางบริษัทไม่มีนโยบายโอนก่อนไม่ว่าจะกรณีใดๆ
เหมาะกับใคร ?
✅ ธุรกิจ SME ที่จดทะเบียนพาณิชย์ หจก. บจก.
✅ ดำเนินธุรกิจมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ปีขึ้นไป
✅ สำหรับท่านที่มีแผนธุรกิจ แต่ต้องรอเครดิตนาน
#ปรึกษาฟรีไม่มีค่าทำเนียมแอบแฝง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Tel : 064-041-8867
Tel : 098-496-0993
Line : https://line.me/ti/p/jz0x8P9KmI
Website : https://rrscreditthai.com
#สินเชื่อธุรกิจ #สินเชื่อSMEs #สินเชื่อบัญชีOD #สินเชื่อFactoring #ผู้เชี่ยวชาญทางด้านลงทุน

🔥 ก้าวข้ามทุกปัญหา เดินหน้าธุรกิจสู่เป้าหมาย ! " ให้วงเงินสูงถึง 15 ล้านบาท"ด้วยสินเชื่อธุรกิจ บริษัท RRS Credit จำกัด  ...
01/11/2023

🔥 ก้าวข้ามทุกปัญหา เดินหน้าธุรกิจสู่เป้าหมาย ! " ให้วงเงินสูงถึง 15 ล้านบาท"
ด้วยสินเชื่อธุรกิจ บริษัท RRS Credit จำกัด #สำหรับเจ้าของกิจการ
ขนาดกลาง - ขนาดใหญ่ ที่จดทะเบียนพาณิชย์ หจก. บจก. โรงงาน SMEs เท่านั้น..
#ทางบริษัทไม่มีนโยบายโอนก่อนไม่ว่าจะกรณีใดๆ
เหมาะกับใคร ?
✅ ธุรกิจ SME ที่จดทะเบียนพาณิชย์ หจก. บจก.
✅ ดำเนินธุรกิจมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ปีขึ้นไป
✅ สำหรับท่านที่มีแผนธุรกิจ แต่ต้องรอเครดิตนาน
#ปรึกษาฟรีไม่มีค่าทำเนียมแอบแฝง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Tel : 064-041-8867
Tel : 098-496-0993
Line : https://line.me/ti/p/jz0x8P9KmI
#สินเชื่อธุรกิจ #สินเชื่อSMEs #สินเชื่อบัญชีOD #สินเชื่อFactoring #ผู้เชี่ยวชาญทางด้านลงทุน

🔥 เงินด่วนฉุกเฉิน ปิดจบทุกปัญหายอมเคียงข้างจนเติบโต พิเศษดอกเบี้ยท้ายปี ! " ให้วงเงินสูงถึง 15 ล้านบาท"ด้วยสินเชื่อธุรกิ...
31/10/2023

🔥 เงินด่วนฉุกเฉิน ปิดจบทุกปัญหายอมเคียงข้างจนเติบโต พิเศษดอกเบี้ยท้ายปี ! " ให้วงเงินสูงถึง 15 ล้านบาท"
ด้วยสินเชื่อธุรกิจ บริษัท RRS Credit จำกัด #สำหรับเจ้าของกิจการ
ขนาดกลาง - ขนาดใหญ่ ที่จดทะเบียนพาณิชย์ หจก. บจก. โรงงาน SMEs เท่านั้น..
#ทางบริษัทไม่มีนโยบายโอนก่อนไม่ว่าจะกรณีใดๆ
เหมาะกับใคร ?
✅ ธุรกิจ SME ที่จดทะเบียนพาณิชย์ หจก. บจก.
✅ ดำเนินธุรกิจมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ปีขึ้นไป
✅ สำหรับท่านที่มีแผนธุรกิจ แต่ต้องรอเครดิตนาน
#ปรึกษาฟรีไม่มีค่าทำเนียมแอบแฝง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Tel : 064-041-8867
Tel : 098-496-0993
Line : https://line.me/ti/p/jz0x8P9KmI

#สินเชื่อธุรกิจ #สินเชื่อSMEs #สินเชื่อบัญชีOD #สินเชื่อFactoring #ผู้เชี่ยวชาญทางด้านลงทุน

ที่อยู่

32/468 หมู่ 9 ตำบล คลองหนึ่ง อำเภอ คลองหลวง จังหวัด ปทุมธานี
Rangsit
12120

เบอร์โทรศัพท์

+66984960993

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บริษัท RRS Credit จำกัดผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง บริษัท RRS Credit จำกัด:

แชร์