22/01/2024
คำนวณภาษี 2566 รายได้เท่านี้ต้องเสียภาษีเท่าไหร่? มาคำนวณกัน
By Aukrathorn.A - 12/06/2023
เป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคมที่เราต้องเตรียมตัวที่จะยื่นภาษี เก็บรวมรวมเอกสารมากมายและวางแผนภาษีในปีถัดไปด้วย หลายคนมีการขึ้นเงินเดือน มีการรับงานฟรีแลนซ์ มีเงินที่ได้มาจากหลากหลายแหล่งซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องยื่นภาษีทั้งนั้น หากวางแผนคำนวณภาษีไม่ดี ตัวของเราอาจจะถูกเลื่อนฐานภาษีแบบไม่รู้ตัวแล้วตามมาด้วยภาษีที่มากเกินจะรับไหวด้วย ดังนั้นบทความนี้จะพามารู้จักกับ ฐานภาษี และ คำนวณภาษี มาเช็คกันว่าใครอยู่ฐานภาษีขั้นไหนและต้องเสียภาษีเท่าไหร่
ฐานภาษีคืออะไร
ฐานภาษีหรืออัตราภาษี เป็นการแบ่งขั้นการเสียภาษีตามกลุ่มของเงินได้สุทธิซึ่งจะเรียงจากน้อยไปมาก โดยจะเริ่มต้นที่กลุ่มเงินได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาทต่อปี ไปจนถึงกลุ่มเงินได้สุทธิมากกว่า 5 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเงินได้สุทธินี้ได้มาจากการคำนวณตามสูตรนี้ แล้วจำเอาไว้นะว่าเงินได้สุทธิตัวเองเท่าไหร่
"เงินได้สุทธิ = เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน"
รายได้เท่าไหร่ถึงจะเสียภาษี
เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยกันสุดๆ โดยเฉพาะมือใหม่หรือ First Jobber ที่เริ่มต้นการยื่นภาษีเองเป็นปีแรก มาดูกันว่าตัวเองเข้าเงื่อนไขเหล่านี้หรือไม่
กรณีไม่ได้สมรส
มีรายได้จากเงินเดือนปีละ 120,000 บาทขึ้นไป (เงินเดือน 10,000บาท ต่อเดือน) หรือรายได้อื่นๆ ปีละ 60,000 บาทขึ้นไป (รายได้ 5,000 บาทต่อเดือน)
กรณีสมรส
มีรายได้จากเงินเดือนปีละ 220,000 บาทขึ้นไป (เงินเดือน 18,333 บาท ต่อเดือน) หรือรายได้อื่นๆ ปีละ 120,000 บาทขึ้นไป (รายได้ 10,000 บาทต่อเดือน)
หลังจากที่รู้แล้วว่าเรามีรายได้เท่าไหร่และเงินได้สุทธิเท่าไหร่ ให้นำมาคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายแบบคร่าวๆ ได้จากสูตรดังนี้
ภาษีที่ต้องจ่าย = เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี
วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2566
source: RD Intelligence center
การคำนวณภาษีแบบละเอียดจากทางสรรพากรนั้นจะมีอยู่ 2 ขั้นตอนนั่นคือการคำนวณ แบบขั้นบันได และการคำนวณแบบเหมา หากใครที่มีรายรับจากเงินเดือนอย่างเดียวจะไม่ต้องถูกคำนวณภาษีแบบเหมาในขั้นตอนที่ 2
การคำนวณภาษีแบบขั้นบันได
ขั้นตอนนี้จะเป็นการคำนวณเงินเดือนของเราโดยการนำรายได้สุทธิมาเทียบตามลำดับขั้นที่เราอยู่จากนั้นจะได้ออกมาเป็นภาษีที่ต้องเสีย
ภาษีที่ต้องเสีย = [(เงินได้สุทธิ-เงินได้สุทธิสูงสุดของขั้น) x อัตราภาษี] + ภาษีสะสมสูงสุดของขั้นก่อนหน้า
เงินได้สุทธิ 0 – 150,000 บาท : อัตราภาษี 0% หรือได้รับการยกเว้นภาษี
ภาษีที่ต้องเสีย = 0 บาท
เงินได้สุทธิ 150,000 – 300,000 บาท : อัตราภาษี 5%
ภาษีที่ต้องเสีย = [(เงินได้สุทธิ – 150,000) x 0.05] + 0
เงินได้สุทธิ 300,001 – 500,000 บาท : อัตราภาษี 10%
ภาษีที่ต้องเสีย = [ (เงินได้สุทธิ – 300,000) x 0.1 ] + 7,500
เงินได้สุทธิ 500,001 – 750,000 บาท : อัตราภาษี 15%
ภาษีที่ต้องเสีย =[ (เงินได้สุทธิ – 500,000) x 0.15 ] + 27,500
เงินได้สุทธิ 750,001 – 1 ล้านบาท : อัตราภาษี 20%
ภาษีที่ต้องเสีย = [ (เงินได้สุทธิ – 750,000) x 0.2 ] + 65,000
เงินได้สุทธิ 1,000,001 – 2,000,000 บาท : อัตราภาษี 25%
ภาษีที่ต้องเสีย = [ (เงินได้สุทธิ – 1,000,000) x 0.25 ] + 115,000
เงินได้สุทธิ 2,000,001 – 5,000,000 บาท : อัตราภาษี 30%
ภาษีที่ต้องเสีย =[ (เงินได้สุทธิ – 2,000,000) x 0.3 ] + 365,000
เงินได้สุทธิมากกว่า 5 ล้านบาท : อัตราภาษี 35%
ภาษีที่ต้องเสีย = [ (เงินได้สุทธิ – 5,000,000) x 0.35 ] + 1,265,000
การคำนวณภาษีแบบคิดเหมา
ขั้นตอนนี้จะเป็นการคำนวณภาษีกรณีเรามีเงินได้มากกว่าหนึ่งทางหรือมีรายรับอื่นนอกจากเงินเดือนนั่นเอง โดยจะถูกคำนวณในอัตราเดียวคือร้อยละ 0.5 โดยจะมีสูตรดังนี้
ภาษีที่ต้องจ่าย = (เงินได้ทุกประเภท - เงินเดือน) x 0.005
** หากคำนวณแล้วภาษีไม่ถึง 5,000 บาท จะได้รับการยกเว้นภาษีในขั้นตอนนี้
หลังจากที่ได้เลขจำนวน ภาษีที่ต้องจ่าย ออกมาแล้วจะทำการเปรียบเทียบกันว่าแบบใดมีภาษีที่ต้องจ่ายมากกว่ากัน ให้เลือกการคำนวณภาษีแบบนั้น
ลดหย่อนภาษี 2566
หลังจากได้ยอดภาษที่ต้องจ่ายคร่าวๆ แล้ว เชื่อว่าหลายคนจะต้องมองหาตัวช่วยอย่างการลดหย่อนภาษีอยู่แน่นอน เราลองมาดูกันว่าจะมีอะไรที่ช่วยลดหย่อยภาษีให้กับเราได้บ้าง
ค่าลดหย่อนพื้นฐาน
ค่าลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาท
ค่าลดหย่อนคู่สมรส: 60,000 บาท (ต้องเป็นสามี-ภรรยาตามกฎหมาย โดยที่คู่สมรสต้องไม่มีเงินได้แต่หากมีเงินได้ต้องยื่นภาษีร่วมกัน)
ค่าลดหย่อนบุตร: 30,000 บาท ต่อบุตร 1 คน (อายุตั้งแต่แรกเกิด – 20 ปี)
ค่าฝากครรภ์และทำคลอดบุตร: สูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท
ค่าลดหย่อนบิดามารดา: 30,000 บาทต่อ 1 คน สามารถนับรวมบิดา-มารดาคู่สมรสได้ สูงสุดไม่เกิน 120,000 บาท
ค่าลดหย่อนผู้พิการหรือทุพพลภาพ: 60,000 บาทต่อคน (ต้องมีบัตรประจำตัวผู้พิการ)
ค่าลดหย่อนเกี่ยวกับการลงทุน
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข., สงเคราะห์ครูเอกชน: 15% ของเงินได้ ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 500,000 บาท
กองทุนการออมแห่งชาติ: ลดหย่อนตามจริง ไม่เกิน 13,200 บาท
กองทุน RMF: 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000 บาท
กองทุน SSF: 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 200,000 บาท
เงินลงทุนธุรกิจวิสาหกิจเพื่อสังคม: ลดหย่อนตามจริง ไม่เกิน 100,000 บาท
ค่าลดหย่อนเกี่ยวกับประกันชีวิต
ประกันชีวิต, ประกันสะสมทรัพย์: ลดหย่อนได้ตามจริง ไม่เกิน 100,000 บาท
ประกันสุขภาพ: ลดหย่อนตามจริง ไม่เกิน 25,000 บาท
ประกันสุขภาพบิดามารดา: ลดหย่อนตามจริง ไม่เกิน 15,000 บาท
ประกันชีวิตแบบบำนาญ: ลดหย่อนตามจริง ไม่เกิน 200,000 บาท และต้องเป็นประกันที่มีความคุ้มครองมากกว่า 10 ปีขึ้นไป
เงินสมทบกองทุนประกันสังคม: ลดหย่อนตามจริง ไม่เกิน 6,300 บาท
ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารที่อยู่อาศัย: ลดหย่อนตามจริง ไม่เกิน 100,000 บาท
ช้อปดีมีคืน 2566
ลดหย่อยได้ตามจริง ไม่เกิน 40,000 บาท โดยเป็นการซื้อของในร้านที่ออกใบกำกับภาษีทั่วไป 30,000 บาท และใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ 10,000 บาท
ค่าลดหย่อนเกี่ยวกับการบริจาค
เงินบริจาคทั่วไป: ลดหย่อนได้ตามจริง ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังลดหย่อน
บริจาคเพื่อการศึกษา, การกีฬาม การพัฒนาสังคม/โรงพยาบาลของรัฐ: จะได้รับการลดหย่อนภาษี 2 เท่าของเงินบริจาค
บริจาคให้พรรคการเมือง ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 10,000 บาท
การยื่นแบบและชำระภาษีเป็นหน้าที่ของเราทุกคน พยายามยื่นให้ตรงกับช่วงเวลาที่กรมสรรพากรกำหนดให้ในแต่ละปีเพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมและค่าปรับที่จะเกิดขึ้น โดยการยื่นแบบภาษีสามารถศึกษาได้จากบทความของ Brandinside ได้เลย ยื่นภาษีออนไลน์ ทำยังไง ภ.ง.ด.90/91 คืออะไร
Source: กรมสรรพากร, FINNOMENA, thairath, tidlor