Minimal Trader ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Minimal Trader, bank, Phra Nakhon.

“Less is more”

บอกเล่า และบันทึก เรื่องราวส่วนตัวจากประสบการณ์ในตลาดหุ้นและตลาดอื่นๆ มากกว่า 12 ปี แบบ System trade ทั้งข้อดีและข้อผิดพลาดที่เจอ

รวมถึงการวิจัย และหนังสือที่น่าสนใจ แบบเข้าใจง่าย
เพื่อให้เด็กๆ อ่านแล้วเห็นภาพส่วนหนึ่งด้วย😁

IC license Minimal Trader - "Less is more"
บอกเล่า และบันทึก เรื่องราวส่วนตัว จากประสบการณ์ในตลาดหุ้นและตลาดอื่นๆ ทั้งข้อดี และข้อผิดพลาดของตัวเอง รวมถึงการวิจัย และข้อคิดจากหนังสือที่น่าสนใจ แบบเรียบง่าย :D

"อินดิเคเตอร์ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้คุณทายอนาคต แต่มันถูกสร้างมาเพื่อให้คุณเห็นโครงสร้างความจริงในปัจจุบันที่คนอื่นมองไ...
25/05/2026

"อินดิเคเตอร์ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้คุณทายอนาคต แต่มันถูกสร้างมาเพื่อให้คุณเห็นโครงสร้างความจริงในปัจจุบันที่คนอื่นมองไม่เห็น"
-Gerald Appel

MACD เป็น indicator ตัวแรกๆที่ผมรู้จักเลยก็ว่าได้
และผมคิดว่านักงทุนมือใหม่หลายๆคน
ที่เพิ่งเริ่มเข้าตลาดละสนใจด้านเทคนิค
ก็ต้องได้รู้จักหรือคุ้นเคยกับเจ้า MACD ตัวนี้ไม่มากก็น้อยเช่นกัน

หนังสือ Technical Analysis: Power Tools for Active Investors
ของ Gerald Appel หรือคนคิดเจ้า MACD นี่ถ้าอ่านและลงลึกไป
จะได้หลากหลายมุมในการใช้เจ้า MACD ตัวนี้
วันนี้เลยมาสรุปให้อ่านเล่นกันครับ

----
ถอดรหัสระบบเทรดระดับโลกของบิดาแห่ง MACD ความลับใต้กราฟจาก Gerald Appel

Gerald Appel คุณปู่ในตำนานผู้ใช้เวลาเกินครึ่งชีวิต ในการถอดรหัสพฤติกรรมราคา ได้พิสูจน์ไว้ในหนังสือระดับตำนานอีกเล่ม
Technical Analysis: Power Tools for Active Investors ว่า

ตลาดหุ้นไม่ใช่สิ่งที่เราต้องนั่งเดา
แต่มันคือระบบที่มี ภาษาหรือพฤติกรรม เป็นของมันเอง
และนี่คือภูมิปัญญาระดับตำนานของปู่
ที่จะเปลี่ยนการใช MACD ของคุณไปครับ

----
จังหวะที่ซ่อนอยู่ในตัวเลข 12 และ 26

นักเทรดส่วนมากทั่วโลกใช้ค่าเริ่มต้น 12 และ 26
ในการตั้งค่าพื้นฐาน MACD เป็นปกติ
แต่อาจไม่เคยรู้เลยว่ามันมีที่มาอย่างไร

ปู่ Appel คำนวณตัวเลขเหล่านี้มาจาก วงจรเวลาจริง ของตลาดหุ้น
(ที่เปิดทำการวันจันทร์-ศุกร์)

12 วัน คือตัวแทนของระบบรอบระยะเวลา 2 สัปดาห์
26 วัน คือตัวแทนของระบบรอบระยะเวลา 1 เดือน
ดังนั้น MACD จึงไม่ใช่เครื่องมือที่เอาไว้พยากรณ์อนาคตครับ
แต่มันคือคณิตศาสตร์ที่ใช้วัด แรงขับเคลื่อน (Momentum)
ของแนวโน้มปัจจุบันตามวงจรปฏิทินที่แท้จริง

----
การอ่านสัญญาณ จุดไหนคือของจุริง

ปู่ Appel เตือนว่า อย่าทำตัวเป็นหุ่นยนต์ที่เห็นเส้นตัดกันปุ๊บก็กดปุ่มปั๊บ
แต่ให้มอง บริบทของพื้นที่ เป็นหลักการ

Signal Line Crossover (แดนใต้ศูนย์)
สัญญาณซื้อที่มีพลังที่สุดในสายตาของเขา
ไม่ใช่การตัดกันในแดนบวกที่ราคาพุ่งไปไกลแล้ว

แต่คือตอนที่เส้น MACD อยู่ลึกลงไป ต่ำกว่าเส้นศูนย์
แล้วม้วนตัวตัดเส้น Signal ขึ้นมา

เพราะนั่นคือจุดต้นน้ำที่แรงขายกำลังแห้งสนิท
และเตรียมพลิกกลับเป็นขาขึ้นรอบใหญ่

Zero Line Cross (ข้ามเส้นแบ่งเขต)
หากเปรียบการตัดเส้น Signal คือ สัญญาณเตือนว่ารถกำลังจะออกตัว
การที่ตัว MACD วิ่งทะลุเส้น 0 ขึ้นไปด้านบน
ก็คือการยืนยันว่า รถได้ออกตัวสู่ทางด่วนขาขึ้นเรียบร้อย
เป็นสัญญาณที่ช้ากว่าแต่หนักแน่นและมีโอกาสสับขาหลอกน้อยลงมาก

MACD Histogram (สัญญาณเตือนภัย)

แท่งเหล่านี้คือสิ่งที่คุณต้องโฟกัส
ตอนที่คุณเห็นแท่ง Histogram เริ่มเตี้ยลงหรือหดตัว
กลับเข้าหาเส้นศูนย์ (แม้ราคาบนกราฟจะยังวิ่งขึ้นอยู่)

นั่นคือสัญญาณเตือนว่า Momentum เริ่มอ่อนแรง
มืออาชีพเขาจะใช้จังหวะนี้
ในการขยับล็อกกำไรให้ได้มากที่สุดก่อนครับ

Class A Divergence และ การซ้อนทับของหลักฐาน

หนึ่งในวิชาที่ลึกซึ้งที่สุดในหนังสือเล่มนี้
คือการแยกเกรดของสัญญาณกลับตัว
ปู่ Appel ให้ความสำคัญสูงสุดกับ Class A Bullish Divergence

เงื่อนไขของมันคือ
ราคาตลาดต้องทุบตัวทำจุดต่ำสุดใหม่ (New Low)
จนคนกลัวหนี แต่ตัว MACD ต้องทำจุดต่ำสุดที่ยกตัวสูงขึ้น (Higher Low) อย่างชัดเจน สัญญาณขัดแย้งเกรด A แบบนี้
คือจุดที่เจ้ามือแอบเก็บของชัดเจนมาก

นอกจากนี้ยังมีกฎเหล็กเรื่อง
Multi-Timeframe (Dual/Triple Momentum) คือ
ห้ามสวนกระแสหลักเด็ดขาด ห้ามซื้อในกราฟรายวัน (Timeframe Day)
ถ้าในกราฟรายสัปดาห์ (Timeframe Week)
ตัว MACD ยังจมดิ่งอยู่ใต้เส้น Signal

การที่สัญญาณจากภาพใหญ่และภาพเล็กชี้ไปในทิศทางเดียวกัน
คือสิ่งที่คุณต้องมองหา เพราะมันคือ การซ้อนทับของหลักฐาน (Confluence of Evidence)
ที่ทำให้การเทรดรอบนั้นมีความน่าจะเป็นที่จะชนะสูงมากขึ้นนั่นเอง

----
ไม่ใช่แค่หุ้นหรือสินทรัพย์ แต่มันคือระบบบริหารเงินทุน

สิ่งที่น่าทึ่งคือปู่ Appel ไม่ได้จำกัดเครื่องมือนี้ไว้แค่สำหรับคนเฝ้าจอเทรดหุ้นหรือสินทรัพย์รายวันเท่านั้น

แต่เขาใช้ MACD ในการบริหาร Mutual Fund (กองทุนรวม) อีกด้วย
เขาใช้มันเป็นตัวกรองยกลยุทธเพื่อตัดสินใจว่า
ช่วงไหนควรเพิ่มน้ำหนักในกองทุนหุ้นเพื่อเร่งพอร์ตเติบโต

และช่วงไหนที่ MACD ส่งสัญญาณอันตราย
ให้รีบสลับเงินทุนไปเข้ากองทุนตลาดเงิน (Money Market)
หรือตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อปกป้องเงินต้นของลูกค้า
ให้รอดพ้นจากวิกฤตตลาดขาลง

----
ภูมิปัญญากว่า 30 ปีของ Gerald Appel สอนเราว่า
การวิเคราะห์ทางเทคนิคไม่ได้ประยุกต์ใช้เพื่อหา สูตรสำเร็จเพียงชิ้นเดียว
หมอที่เก่งไม่เคยรักษาคนไข้โดยดูแค่ผลเลือด
นักเทรดที่ยอดเยี่ยมก็ไม่เคยเทรดโดยดูแค่เส้นตัดกันเช่นกันครับ

คุณต้องมองตลาดเป็นระบบองค์รวม เช็กทั้งแนวโน้ม (Trend), โมเมนตัม (Momentum) และความกว้างของตลาด (Market Breadth) ให้ขาด

เมื่อคุณเลิกมองหา Holy grail
แล้วหันมาเข้าใจ ข้อเท็จจริงทางสถิติ ที่ MACD สะท้อนออกมา
ตอนนั้นคุณคือจะเป็นคนคนที่กุมความได้เปรียบ
ในเกมการเงินนี้อย่างแท้จริงครับ

----
"เป้าหมายของการเทรดไม่ใช่การพิสูจน์ว่าคุณฉลาดกว่าตลาด แต่คือการยอมรับความจริงที่ตลาดแสดงให้เห็นผ่านตัวเลข"
- Gerald Appel

บทความโดย Minimal Trader
25.05.2026

"เราไม่มีสิทธิ์เลือกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา แต่เรามีสิทธิ์เลือกอย่างเต็มที่ว่าเราจะรู้สึกกับมันอย่างไร"- Epictetusก่อนวันห...
24/05/2026

"เราไม่มีสิทธิ์เลือกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา แต่เรามีสิทธิ์เลือกอย่างเต็มที่ว่าเราจะรู้สึกกับมันอย่างไร"
- Epictetus

ก่อนวันหยุดผ่านพ้นไป เลยอยากนำบทความสั้น
เกี่ยวกับเรื่อง จิตวิทยาการเทรด และการจัดการชีวิต
ที่นักลงุทนในตำนานอย่างปู่ Charlie Munger ใช้มัน

หลายคนคงสงสัยว่านักลงทุนระดับโลก
เขายึดแก่นอะไรในการควบคุมอารมน์ตัวเอง
เวลาเกิดความกดดัน ทั้งในการเทรด และการใช้ชีวิต

วันนี้ผมเลยมาสรุปให้อ่านกันก่อนเปิดตลาดในวันจันททร์ว่า
นักลงุทนในตำนานอย่างปู่ Charlie Munger
ยึดอะไรเป็นหลักการในการจัดการการเทรดและการดำเนินชีวิต
ไปอ่านกันครับ

----
ทาสที่ตายไปแล้ว 2,000 ปี สอนอะไรนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลก
(สัจธรรมของ Stoicism)

มหาเศรษฐีอย่าง Charlie Munger
คู่หูระดับตำนานของปู่ Warren Buffett
เวลาเขาต้องการหาคำตอบให้ชีวิตหรือการลงทุน
เขาใช้แก่นหรือเปิดอ่านหนังสือเล่มไหนอ่านกัน

คำตอบไม่ใช่รายงานงบการเงินประจำปี
และไม่ใช่ตำราเศรษฐศาสตร์เล่มหนาเป็นตั้งครับ

แต่เป็นบันทึกคำสอนของ Epictetus (เอพิกเตตัส)
นักปรัชญาชาวกรีกที่เกิดมาพร้อมกับสถานะการเป็น ทาส
ชายที่ไม่มีทรัพย์สินติดตัว แถมยังถูกนายทาสทุบตีจนขาพิการไปตลอดชีวิต

แต่ทำไมภูมิปัญญาของทาสคนนี้
ถึงกลายมาเป็นกระดูกสันหลังทางความคิด
ของคนที่คุมเงินระดับแสนล้านดอลลาร์ได้กัน

----
จงแยกให้ออก อะไรอยู่ในมือเรา อะไรไม่อยู่ในมือเรา

แก่นแท้ของปรัชญา Stoicism ที่ Epictetus สอนไว้
มันเรียบง่ายจนน่าตกใจมากครับ

"สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้จริง คือ ความคิดและการกระทำของตัวเอง ส่วนผลลัพธ์ ตลาดหุ้น หรือการกระทำของคนอื่น คือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เลย"

ฟังดูเหมือนเข้าใจง่าย
แต่ในโลกของการเทรดจริง นักลงทุนส่วนใหญ่ทำมันไม่ได้

เรามักจะสติแตกเมื่อตลาดเทขาย (ควบคุมตลาดไม่ได้)
เราชอบหัวเสียเมื่อราคาาไม่วิ่งตามใจคิด (ควบคุมราคาไม่ได้)

แต่สำหรับปู่ Charlie Munger เขานำคำสอนนี้มาปฏิบัติจริง
จนเพื่อนสนิทบอกว่าเขามีความสามารถพิเศษในการ กลับด้านอารมณ์

----
ช่วงตลาดกระทิงที่ทุกคนคลั่งไคล้ไล่ราคา
ปู่ Munger นั่งนิ่งๆ เฉยๆ

ช่วงตลาดวิกฤตที่ทุกคนตื่นตระหนกทิ้งของ
ปู่ Munger เริ่มตื่นตัวและมองหาโอกาส

นั่นไม่ใช่เพราะเขามีสูตรคำนวณหรือเทคนิคพิเศษอะไร
แต่มันคือจิตวิทยาของ Stoicism ในทางปฏิบัติ
ที่แยกแยะได้อย่างเด็ดขาดว่าความผันผวนของตลาดเป็นเรื่องภายนอก
แต่ความนิ่งสงบในใจเป็นเรื่องภายในที่เราจัดการได้

----
Invert, Always Invert คิดย้อนกลับจากสิ่งเลวร้ายที่สุด

อีกหนึ่งวิธีคิดที่ลึกซึ้งในโลกปรัชญาโบราณ
คือ premeditatio malorum หรือการจินตนาการถึงสิ่งเลวร้ายล่วงหน้า

ปู่ Munger ชื่นชอบแนวคิดนี้มากจนจดสิทธิบัตรทางความคิด
กลายเป็นคำคมประจำตัวว่า Invert, Always Invert (จงคิดย้อนกลับเสมอ)

นักเทรดทั่วไปมักจะหมกมุ่นอยู่กับการตั้งคำถามว่า
ทำอย่างไรฉันถึงจะเทรดชนะและรวยเร็ว

ปู่ Munger บอกว่าให้โยนคำถามนั้นทิ้งไปซะ
แล้วลองถามย้อนกลับว่า

ทำอย่างไรพอร์ตของฉันถึงจะพังพินาศ

ก็แค่ Overtrade, อัด Leverage เต็มข้อ
เทรดด้วยอารมณ์ และไม่ทำตามกฎไง

งั้นหน้าที่ของเราก็แค่ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเฮงซวยเหล่านั้นไปซะ

ถ้าคุณตัดปัจจัยที่จะทำให้คุณ เจ๊ง ออกไปจากชีวิตได้หมด
ปลายทางที่เหลืออยู่มันจะบังคับให้คุณ สำเร็จ ไปเองโดยอัตโนมัติครับ

----
ชายที่ตายไปแล้วกว่าสองพันปี ไม่เคยมีเงินในบัญชี
ไม่เคยรู้จักตลาดหุ้น แต่กลับเป็นคนสร้างกรอบความคิด (Mental Model)
ที่แข็งแกร่งที่สุดให้แก่นักลงทุนที่รวยที่สุดในโลก
นี่คือข้อพิสูจน์ว่า ความรู้ที่แท้จริงไม่มีวันหมดอายุ

ในโลกของการเทรดปี 2026
ที่ข้อมูลข่าวสารวิ่งไวยังกับความเร็วแสง
เครื่องมือที่สำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเรา
แต่มันคือ ภูมิต้านทานทางอารมณ์ ที่อยู่ในหัวของเราเอง

เลิกพยายามควบคุมราคา
แล้วหันมาควบคุมจิตใจตัวเองให้ได้
แบบที่ Epictetus สอนไว้กันเถอะครับ

----
"เมื่อชีวิตหรือพอร์ตของคุณพังครืน... ทัศนคติแบบ Epictetus คือสิ่งที่ดีที่สุดที่จะประคองคุณให้ผ่านพ้นวิกฤต"
-Charlie Munger

บทความโดย Minimal Trader
24.05.2026

ส่วนมาก Indicator จะเกิดจากความเชื่อ ของนักพัตนา ทีส่ร้างมันขึ้นมาหรือเกิดจากการตั้งสมมติฐานเบื้องต้นนั่นเองครับ ถ้าย้อน...
23/05/2026

ส่วนมาก Indicator จะเกิดจากความเชื่อ
ของนักพัตนา ทีส่ร้างมันขึ้นมา
หรือเกิดจากการตั้งสมมติฐานเบื้องต้นนั่นเองครับ

ถ้าย้อนกลับไปดู ถามว่ามันคำนวนมาจากอะไร
ถ้าเราไปรื้อดูดีๆ ไม่ว่าจะค่าต่างๆ ต้นกำเนิดของมันส่นมากมาจากราคาแทบทั้งสิ้น
ที่นี้มันอยู่ที่ ความเชื่อของนักพัตนา
ว่าจะจับมันมาบวกลบคูณหาร หรือใส่มันในอะไร
ดังนั้นมันเลยไม่แปลกที่ Indicator บางตัว
ทำไมใช้แล้วผลไม่ได้แตกต่างกันมาก

แต่อีกคำถามหนึ่งที่ต้องตั้งคำถามก่อนนำไปใช้คือ เหล่านักพัตนา
เขาคิดค้นมันมาเพื่อใช้ทำอะไร ตลาดแบบไหน
ส่วนนี้ต้องไปอ่านและทดลองปรับใช้ดู กับตลาดที่เราเล่นในปัจจุบันครับ😄

เชื่อผมเถอะ… Technical Analysis มันไม่ได้ยากอย่างที่คุณคิด !

ต่อเนื่องจากบทความที่แล้ว
ที่ผมแชร์โพสต์มาจากเฮียบอม Minimal Trader นะครับ

โดยในหนังสือ New Concepts in Technical Trading Systems
ของคุณ J. Welles Wilder
มันอาจจะเป็นหนังสือเก่าก็จริง

แต่ผมมองว่ามันเป็นหนึ่งในหนังสือ Technical Analysis
ที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งเท่าที่เคยมีมาเลยครับ

สิ่งที่ผมชอบมากที่สุด ไม่ใช่เพราะมันมีสูตรลับอะไรซับซ้อนหรอก
แต่เป็นเพราะแนวคิดของคุณ Wilder เองที่มันตรงไปตรงมามาก

เพราะแกไม่ได้มองว่าอินดิเคเตอร์ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา
จะเอาไว้ใช้ทำนายอนาคตได้
แบบที่นักเทรดรายย่อยมักจะเข้าใจกัน 🤣

ทั้งๆ ที่แกคือคนที่สร้างอินดิเคเตอร์ระดับตำนานเอาไว้หลายตัวมาก

ไม่ว่าจะเป็น

- RSI
- ATR
- ADX
- Parabolic SAR
- ATR Trailing Stop

ซึ่งทุกวันนี้เราก็ยังใช้งานกันอยู่แทบทั้งหมดเลยล่ะครับ

แต่สิ่งที่ทำให้อินดิเคเตอร์ของคุณ Wilder แตกต่างจากคนอื่นจริงๆ ก็คือ

แกจะเริ่มต้นจากการตั้งสมมติฐานที่ถูกต้องก่อนว่า “เราสร้างอินดิเคเตอร์ตัวนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร !?”

ตรงนี้สำคัญมากนะครับ

เพราะนักเทรดส่วนใหญ่ทุกวันนี้
มักเริ่มต้นจากคำถามที่ว่า

- ใช้อะไรดี มันถึงจะแม่น ?
- ใช้ค่าไหนดี มันถึงจะเหมาะ ?
- ซื้อจุดไหนดี มันถึงจะต่ำ ?
- ขายตรงไหน มันถึงจะสูง ?

แต่คุณ Wilder จะเริ่มต้นจากการตั้งคำถามอีกแบบหนึ่ง ว่า...

“เรากำลังพยายามวัดอะไรกันเเน่”
"เเละข้อจำกัดของระบบเรา มันอยู่ตรงไหน !?"

นี่แหละคือแก่นของ Technical Analysis จริงๆ

━━━━━━━━━━━━━━━

ลองมาดูกัน ผมยกตัวอย่าง ATR ที่คนใช้กันอยู่ในทุกวันนี้
จริงๆ แล้วซ่อนแนวคิดเอาไว้เยอะมาก

เพราะถ้าเราลองไล่ดูสูตรการคำนวณ ATR จริงๆ

เราจะเห็นว่าคุณ Wilder เขาไม่ได้คำนวณแบบมั่วๆ เเบบยัดเลขนั้นมาชนเลขนี้เลย

เเต่เริ่มแรก แกจะสร้างสิ่งที่เรียกว่า True Range ขึ้นมาก่อน

โดยไม่ได้ใช้แค่ราคาปิดธรรมดานะ

แต่แกพยายามหาระยะการเคลื่อนไหวที่ “กว้างที่สุด” ของราคาในช่วงเวลานั้น

อย่างเช่น

- High - Low
- ระยะจาก High ไป Previous Close
- ระยะจาก Low ไป Previous Close

แล้วเลือกค่าที่กว้างที่สุดออกมา

คำถามคือ…

ทำไมต้องทำให้มันซับซ้อนขนาดนั้น ?

ทำไมไม่ใช้แค่ราคาปิดไปเลย ?

คำตอบก็คือ

เพราะคุณ Wilder ต้องการสร้างอินดิเคเตอร์ที่สามารถ “มองเห็นความผันผวนจริง” ของตลาดได้

รวมถึงช่วงที่ตลาดเปิด Gap ด้วย

เพราะในโลกความเป็นจริง
ตลาดไม่ได้เคลื่อนไหวเฉพาะตอนแท่งเทียนกำลังวิ่ง

บางครั้งตลาดปิดไปแล้ว
แต่ความกลัวกับความโลภของคนยังทำงานต่อ

เช้าวันต่อมามันเลยเกิด Gap

● ไม่ว่าจะ Common Gap หรือ Gap ปกติ
● Breakaway Gap หรือ Gap ประเภทโมเมนตัมหนุน

● Runaway Gap หรือ Gap ที่ไหลไปตามแนวโน้ม

● รวมถึง Exhaustion Gap หรือ Gap ที่ Momentum ชะลอตัว

คิดภาพง่ายๆ ถ้าคุณใช้งานแค่ราคาปิด
คุณจะมองสิ่งเหล่านี้ไม่ออกเลย

นี่คือเหตุผลว่าทำไม ATR ถึงถูกออกแบบออกมาแบบนี้

เห็นไหมครับว่า

อินดิเคเตอร์ที่ดี ไม่ได้เริ่มคิดจากสูตรที่ดูฉลาด หรือดู Over แต่อย่างใด

แต่มันเริ่มจาก “การเข้าใจปัญหา” ที่เราอยากจะเเก้ ต่างหาก !

━━━━━━━━━━━━━━━

แล้วทำไม ATR ต้องมีการคำนวณค่า RMA หรือ Wilder’s Smoothing อีกชั้น ?

ถ้าใครลองแกะสูตรต่อไปอีกนิด
จะเห็นว่า ATR ไม่ได้ใช้ค่า True Range ตรงๆ นะ

แต่มีการเอาไปผ่านกระบวนการทำ Smoothing อีกชั้นหนึ่ง ผ่านการทำ Rolling Moving Average

ซึ่งปัจจุบันหลายคนเรียกว่า

- RMA
- Wilder’s Moving Average
- Wilder’s Smoothing

คำถามคือ…

เขาทำไปทำไม ?

คำตอบง่ายมากครับ

เพราะ Wilder ต้องการลด Noise จากการคำนวณลง

ถ้าค่าความผันผวนเหวี่ยงแรงเกินไป
อินดิเคเตอร์จะใช้งานจริงไม่ได้

ดังนั้นแกจึงต้องทำให้ข้อมูล “นิ่งขึ้น” ก่อน ผ่านกระบวนการที่ว่า

นี่คือแนวคิดเชิงวิศวกรรมศาสตร์ในการออกเเบบระบบเลยล่ะครับ

เขาจะไม่ถามว่า

“อินดิเคเตอร์นี้... มันแม่นเเค่ไหน”

แต่จะตั้งคำถามว่า

“จะออกแบบเครื่องมือวัดยังไงให้ข้อมูลมีเสถียรภาพพอสำหรับใช้งานได้จริง เเละ Robust ใยระยะยาว”

นี่คือเหตุผลที่ผมชอบหนังสือเล่มนี้มาก

เพราะมันทำให้เราเริ่มเข้าใจว่า

Technical Analysis จริงๆ แล้ว
ไม่ใช่ศาสตร์แห่งการทำนายอนาคต

แต่มันคือศาสตร์ของ “การวัดพฤติกรรมตลาด”

━━━━━━━━━━━━━━━

แม้แต่ MACD เอง คนส่วนใหญ่ก็ยังเข้าใจผิด

หลายคนมอง MACD เป็นแค่

เส้นตัดขึ้น = Buy
เส้นตัดลง = Sell

แต่จริงๆ แล้ว MACD ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัด “Momentum ของแนวโน้ม”

กระโดดข้ามฟากไปที่นักพัฒนากลยุทธ์อีกท่านนึง

เขาคือ คุณ Gerald Appel
ที่ได้เเรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มนี้
เเละแกกำลังตอบคำถามที่ว่า

- แนวโน้มกำลังเร่งตัวไหม ? ถ้าใช่จะเอาอะไรวัด

- Momentum กำลังขยายหรือหดตัว ? ถ้าใช่จะเอาอะไรจับ

- เทรนด์ยังแข็งแรงอยู่หรือเริ่มหมดแรง ? ถ้าใช่จะวัดด้วยวิธีใด

เพราะฉะนั้น

เวลาเราเอา MACD มารวมกับ RSI
หรือ ATR

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ มันจะไม่ใช่ “การยำอินดิเคเตอร์หลายตัวๆ เเบบมั่วๆ เข้าด้วยกัน”

แต่มันคือการเอาเครื่องมือหลายตัว
ที่วัด “Market Dimension” ที่แตกต่างกัน มาประกอบร่างกัน

● ตัวหนึ่งดูแรงส่ง หรือ Momentum
● ตัวหนึ่งดูความไว หรือ Speed
● ตัวหนึ่งดูทิศทาง หรือ Direction
● ตัวหนึ่งดูความผันผวน หรือ Volatility

ทันทีที่เราเข้าใจหน้าที่ของมันจริงๆ
เราจะเริ่มเห็นว่ามันกำลัง “คุยกัน” ด้วยภาษาอะไร

━━━━━━━━━━━━━━━

จริงๆ แล้ว ระบบดังๆ หลายระบบ ก็มีรากฐานคล้ายกันหมด

ถ้าใครเคยใช้ระบบ Action Zone ของทางชมรมลุงโฉลก

แล้วลองไปไล่ดูโค้ดจริงๆ

คุณจะเริ่มเห็นว่า
รากฐานของมันก็มาจากแนวคิดของ MACD และ EMA 12/26 นี่แหละครับ

แต่สิ่งที่ทำให้มันแตกต่าง
คือมันมีการคำนวณ AP EMA หรือ Anchor Point เข้าไป

เพื่อช่วยลด Noise ของ EMA แบบปกติ

ทึ่งล่ะสิ…

เรื่องพวกนี้ถ้าคุณไม่ไล่ดูโค้ด
หรือไม่อ่าน Paper ที่ทางชมรมเขาอธิบายไว้

คุณจะไม่มีทางรู้เลย 😅

และนี่แหละคือปัญหาใหญ่ของนักเทรดส่วนมาก

คือเราใช้เครื่องมือทุกวัน
แต่ไม่เคยรู้เลยว่า “คนสร้างเขาคิดอะไรอยู่”

หรือเราใช้กันเเบบตามๆ กันมา
โดยไม่คิดว่าเขาสร้างขึ้นมาบนเบสของอะไร

ระหว่าง

● วัดความผันผวน
● วัดเเรงส่ง
● วัดความไว
● หรือวัดเเนวโน้ม

ถ้าไม่เข้าใจแก่น เราจะติดอยู่กับการหาสูตรลับไปตลอด

━━━━━━━━━━━━━━━

นักเทรดจำนวนมากพยายามหา Holy Grail

หลายคนชอบถามผมว่า...

- RSI ค่าเท่าไหร่ดีที่สุดครับแอด
- EMA กี่เส้นแม่นสุดครับแอด
- MACD ตั้งค่ายังไงกำไรดีสุดครับแอด

แต่สุดท้ายแล้ว
ถ้าเราไม่เข้าใจว่าอินดิเคเตอร์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ “แก้ปัญหาอะไร”

เราจะเหมือนคนที่พยายามพายเรือวนอ่าง

คือพยายามหาวิธีทำนายตลาดให้ถูกต้องตลอดเวลา

ทั้งที่จริงๆ แล้ว
Technical Analysis ไม่ได้มีเป้าหมายแบบนั้นเลย

เพราะเเท้จริงเเล้ว Technical Analysis จริงๆ มันคือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

มันต้องเริ่มจาก

- การตั้งสมมติฐาน
- การวางจุดประสงค์
- การศึกษาหางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
- การทดสอบระเบียบวิธีวิจัย
- การสร้างเครื่องมือวัด
- การลด Noise
- การเข้าใจข้อจำกัดของระบบ
- การวิเคราะห์ผล
- และการอภิปรายผล

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม
เวลาผมเขียนอินดิเคเตอร์ใน TradingView
ผมถึงเขียนเยอะมาก

ไม่ใช่เพราะอยากมีเส้นให้รกจอ

แต่เพราะทุกครั้งที่เขียน
เรากำลังพยายามตอบคำถามบางอย่างของตลาดอยู่

อย่างเช่น

- เราจะลดความ Lag ของข้อมูลได้ยังไง ?
- จะกรอง Sideway ตลาดได้ยังไง ?
- Momentum แบบไหนคือของจริง ?
- ตลาดแบบไหนที่ระบบนี้ใช้ไม่ได้ ?
- จะเอาอะไรมาจับ Regime ตลาด ?
- ตลาดมี Anomalies แบบไหน ?
- เขาใช้ Time Series รูปแบบใด ?

และเรื่องพวกนี้
เราจะทำไม่ได้เลย
ถ้าเราไม่เข้าใจสูตรการคำนวณจริงๆ

━━━━━━━━━━━━━━━

ปัจจุบัน AI ช่วยเขียนโค้ดได้ไวขึ้น
ผมไม่ได้เถียง

แต่ AI ไม่ได้ช่วยตั้งสมมติฐานแทนคุณ

ทุกวันนี้คุณโชคดีมากครับ
เพราะมี AI ช่วยลดภาระเรื่องการเขียนโค้ดไปได้เยอะ

แต่สุดท้ายแล้ว
ถ้าคนใช้งานไม่เข้าใจ Architecture ของระบบ

ไม่เข้าใจว่ากำลังวัดอะไร

ปัญหาก็จะกลับมาวนลูปอีกเหมือนเดิม

เพราะสุดท้ายแล้ว

“คุณภาพของระบบ จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของสมมติฐานที่คุณตั้งไว้ตั้งแต่แรก”

นี่ต่างหาก
คือหัวใจสำคัญของการวิเคราะห์เชิงเทคนิคครับ ❤️

"อินดิเคเตอร์ตัวเดียวบอกคุณได้แค่ครึ่งความจริง แต่เมื่อสิ่งที่ถูกต้องมาเจอกัน ภาพรวมของตลาดถึงจะปรากฏ"- บทเรียนจากสองตำน...
22/05/2026

"อินดิเคเตอร์ตัวเดียวบอกคุณได้แค่ครึ่งความจริง แต่เมื่อสิ่งที่ถูกต้องมาเจอกัน ภาพรวมของตลาดถึงจะปรากฏ"
- บทเรียนจากสองตำนานการเทรด

หนังสือ New Concepts in Technical Trading Systems โดย J. Welles Wilder ไม่ได้กล่าวถึง MACD โดยตรง แต่ที่ผมชอบคือการประยุกต์การใช้เทคนิคของปู่เขา ซึ่งไม่ได้มีความซับซ้อนมาก เลยนำมายกตัวอย่างบางส่วนเผื่อได้มี Idea ไปประยุกต์ใช้กันต่อครับ

----
Wilder พบ MACD

ในปี 1978 J. Welles Wilder
ได้เปลี่ยนโลกเทคนิคอลไปด้วยหนังสือระดับตำนาน
New Concepts in Technical Trading Systems
เขาเสนอมุมมองว่าราคาคือผลลัพธ์ของ Momentum
และความผันผวนมีวงจรชีวิตของมันเอง

ในเวลาไล่เลี่ยกัน Gerald Appel
นักลงทุน ,ผู้จัดการกองทุน และนักวิเคราะห์ทางเทคนิค
ระดับตำนานชาวอเมริกัน
ก็กำลังพัฒนาอินดิเคเตอร์ที่ชื่อว่า MACD
ทั้งสองคนจะไม่เคยนั่งทำงานร่วมกัน

แต่ถ้าคุณเอาแนวคิดของชายสองคนนี้มารวมกัน
คุณจะได้ไอเดียอีกมากเลย
คนหนึ่งมอง ความเร็ว อีกคนมอง ทิศทาง

Wilder มองตลาด ว่าคือความเร็วและความผันผวน
เขาตั้งคำถามว่า ตลาดวิ่งเร็วไปไหม แล้วมันเริ่มเหนื่อยหรือยัง
RSI ของเขาจึงถูกสร้างมาเพื่อวัดว่าแรงซื้อ มันอิ่มตัวหรือยัง
ส่วน ATR ก็เอาไว้ดูว่าตลาดกำลัง หายใจ กว้างแค่ไหนในแต่ละวัน

Appel มองตลาดคือ ทิศทางและโมเมนตัม
เขาตั้งคำถามว่า แนวโน้มหลักกำลังเร่งเครื่องขึ้น หรือกำลังชะลอตัวลง MACD จึงเกิดมาเพื่อดูว่าพลังขับเคลื่อนราคากำลังขยายตัวหรือหดตัว

เมื่อมารวมกัน Wilder จะบอกคุณว่าตลาดเหนื่อยหรือยัง
Appel จะบอกว่าตลาดกำลังจะไปทางไหน
คราวนี้ภาพในหัวคุณจะชัดขึ้น

----
RSI เป็นผู้คุมประตู ส่วน MACD เป็นคนชี้ทาง

ลองนึกภาพตาม หลายคนเห็นเส้น MACD
เกิด Crossover ตัด Signal ขึ้นจากข้างล่าง
ก็เข้าซื้อทันที
แต่ถ้าเป็น Wilder เขาจะตะโกนบอกให้คุณ หยุดก่อน
แล้วหันไปเช็ก RSI

ถ้า MACD ตัดขึ้น แต่ RSI ดันพุ่งไปอยู่ระดับ 75-80 แล้ว
แปลว่าราคามันวิ่งมาไกลจนเหนื่อย
การตัดขึ้นของ MACD รอบนี้อาจเป็นแค่การกระตุกครั้งสุดท้าย
ก่อนตลาดทุบลงมา (False Signal)

แต่ถ้า MACD ตัดขึ้น แล้ว RSI เพิ่งอยู่แถวๆ 45-50
ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่ยังมีแรงวิ่งต่อได้อีก
สัญญาณซื้อรอบนี้ถึงจะเรียกว่า ของจริง ที่น่าตามไปครับ

----
ใช้ ATR เติมเต็มสิ่งที่ MACD บอกไม่ได้
จุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดของ MACD คือ มันบอกได้ว่าให้ซื้อหรือขาย
แต่มันบอกไม่ได้ว่าควรตั้ง Stop Loss ตรงไหน
นักเทรดส่วนใหญ่เลยเดาสุ่มเอาเอง เช่น ตั้งห่างไป 1% หรือ 2%
โดยไม่สนว่าหุ้นตัวนั้นมันแรงแค่ไหน

ถ้าเราหยิบ ATR (Average True Range) ของ Wilder มาช่วย
ปัญหานี้จะหมดไป
ถ้า ATR บอกว่าปกติสินทรัพย์เหวี่ยงวันละ 2%
แต่คุณดันตั้ง Stop Loss ไว้แค่ 0.5%
ก็เท่ากับคุณยอมให้ตลาดหายใจ และพาเงินคุณกลับไป

พวกที่เชี่ยวชาญมักจะตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1.5 ถึง 2 เท่า
ของค่า ATR เพื่อให้ราคามันผันผวนโดยที่พอร์ตเรายังปลอดภัย

----
Parabolic SAR ปิดจุดบอดการขายของ MACD

MACD บอกจุดเริ่มต้นของเทรนด์ได้ดีมาก
แต่มันมักจะบอกจุดจบ ช้าเกินไป
เพราะมันมีความหน่วง (Lagging)

Wilder เลยส่ง Parabolic SAR มาช่วยปิดจุดบอดนี้
จุดไข่ปลาของ SAR จะขยับไล่บี้ตามราคาไปเรื่อยๆ
เอาจริงมันมีความคล้าย trailing stop

เมื่อเราเห็นแท่ง Histogram ของ MACD เริ่มหดตัวลง
พร้อมกับราคาหันหัวกลับมาตัดจุดไข่ปลา SAR
นั่นคือสัญญาณเตือนว่าเทรนด์อาจจะจบแล้ว

ถึงราคาจะไม่ร่วงทันที
แต่มันคือจังหวะที่คุณต้องเก็บ กำไรให้มากที่สุด

----
Divergence ภาษาร่วมที่พยานสองปากพูดตรงกัน

สิ่งที่เด่นชัด คือแนวคิดเรื่อง Divergence
ที่ตำนานทั้งสองยึดถือเป็นหัวใจ

Wilder บอกว่าถ้าราคาทำ Low ใหม่
แต่ RSI ทำ Low สูงขึ้น แปลว่าแรงขายหมดแรง

Appel บอกว่า ถ้าราคาทำ High ใหม่
แต่ MACD สูงน้อยลง แปลว่าแรงซื้อเริ่มหมดพลัง

ถ้ากราฟตรงหน้าเกิด Divergence พร้อมกันทั้งใน RSI และ MACD
มันเหมือนพยานปากเอกสองคนให้การตรงกัน
น้ำหนักความน่าจะเป็นที่ตลาดจะกลับตัว มันจะสูงขึ้นมากทันที

----
อินดิเคเตอร์มีหลายแบบ ตัวเดียวมันอาจจะคุมไม่ได้ทุกสถานการณ์
ตลาดหุ้นมีทั้งมิติของ ทิศทาง และ ความเร็ว/ความผันผวน
การเอาแนวคิดของ Wilder มาร่วมร่างกับ MACD
จะทำให้การหลงทิศน้อยลง ไม่ Panic เวลาราคาเหคลื่อนไหวเร็ว
และไม่ตั้ง Stop Loss แบบคืนเงินให้ตลาดไปตลอด

ระบบเทรดระดับโลกเขาไม่ได้ใช้เครื่องมือที่ซับซ้อนเลย
เขาใช้เครื่องมือพื้นฐานที่เข้าใจปรัชญา และแก่น
ของกันและกันอย่างถ่องแท้เท่านั้นเองครับ

"คนไม่เข้าใจจะเห็นแค่อินดิเคเตอร์รกจอ แต่คนที่เข้าใจจะเห็นบทสนทนาระหว่างทิศทางและความผันผวน"
-Anonymous Systematic Trader

----
บทความโดย Minimal Trader
22.05.2026

"นักเทรดที่ยอดเยี่ยมไม่ได้เกิดจากการคาดหวังว่าจะชนะในทุกตา แต่เกิดจากการรู้ว่าเมื่อพ่ายแพ้ติดๆ กัน เขาจะรอดกลับมาได้อย่า...
20/05/2026

"นักเทรดที่ยอดเยี่ยมไม่ได้เกิดจากการคาดหวังว่าจะชนะในทุกตา แต่เกิดจากการรู้ว่าเมื่อพ่ายแพ้ติดๆ กัน เขาจะรอดกลับมาได้อย่างไร"
- สูตรลับแห่งความน่าจะเป็น

เมื่อวานสดๆร้อนๆเพื่อนผมมาขอแนะนำเรื่องการเทรด
มีคำหนึ่งที่เพื่อนพิมพ์มาหาว่า "กลัวผิดทาง"
ผมได้ตอบกลับไปว่า "มันเป็นเรื่องปกตินะ ไม่มีใครถูกตลอดหรอก"
และเสริมต่ออีกนิดว่า
"ให้มองการทำกำไรเป็นเกมของค่าเฉลี่ยแทน"
พอตกกลางคืนเลยคิดว่า เออ เขียนเรื่องนี้ดีกว่า
ได้ทบทวน และได้แชร์ความรู้ให้เพื่อนๆด้วย
ว่าด้วยเรื่องสถิติและการขาดทุนต่อเนื่อง ไปอ่านกันครับ

-----
การขาดทุน 6 ครั้งติดกัน เรื่องสถิติหรือแค่ซวย

เรามั่นใจในระบบเทรดมาก แต่พอเทรดจริง
"แดงเดือด" ขาดทุนติดกัน 5-6 ไม้รวด
จนใจสั่น ความเชื่อพัง แล้วก็สรุปเอาเองว่า "ระบบนี้มันห่วย"
ไม่ก็ "ช่วงนี้ดวงตก"

วันนี้ผมพามาดูความจริงผ่านคณิตศาสตร์กันนิดหน่อย
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่เราซวย แต่คือ "กฎแห่งสถิติ"
ที่มันก็ทำงานอย่างซื่อตรงมาตลอด

----
ถ้าความแม่นยำของคุณอยู่ที่ 50% (เส้นตรงกลางโลกสวย)

สมมติว่าระบบของคุณมีความแม่นยำครึ่งต่อครึ่ง
เทรด 100 ครั้ง ชนะ 50 แพ้ 50
ในการเทรดสั้นๆ แค่ 50 ครั้ง
โอกาสที่คุณจะเจอช่วงเวลาโคตรซวย
"ขาดทุนติดต่อกัน 6 ครั้งรวด" มีสูงถึง 29%
เกือบ 1 ใน 3 เลยนะครับ

ขนาดระบบแม่นเท่ากับการโยนเหรียญ
คุณก็มีสิทธิ์เจอช่วงตึงแบบนี้ได้แบบม่ต้องสืบ
ส่วนโอกาสที่จะลากยาวไปถึง 10 ครั้งติดนั้น
ถือว่าน้อยจนแทบไม่เกิด

-----
สีแดงเข้มของสายรันเทรนด์ (Win Rate 30%)

เรื่องมันจะเดือดขึ้นหน่อย ถ้าเป็นสาย Trend Following
ที่เน้นกินคำใหญ่ แต่มีความแม่นยำต่ำ
ตัวเลขความน่าจะเป็นจะเป็นแบบนี้แทน

ในการเทรด 50 ครั้งเท่ากัน
โอกาสที่คุณจะเจอช่วง "ขาดทุนติดกัน 6 ครั้งรวด"
พุ่งสูงถึงเกือบ 98%
นี่คือตัวเลขระดับ "แดงเข้ม"
ที่แปลว่ายังไงชีวิตนี้คุณก็ต้องเจอแน่ๆ 100% ชัวร์

ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ โอกาสที่มันจะลากยาวไป
แล้แพ้ติดต่อกันถึง 10 ครั้งรวด
ก็มีสิทธิ์เกิดขึ้นได้สูงมากจนเป็นเรื่องปกติของสายนี้เลย

----
เคล็ดลับของการอยู่รอดในตลาดคือ
"จงคาดหวังสิ่งเลวร้ายที่สุดไว้ก่อน"
ที่บอกแบบนี้ไม่ได้ชวนให้ท้อแท้หรือเลิกเทรดกันไปนะครับ
แต่เพื่อให้จิตใจของคุณ "ตั้งรับ" กับความจริงได้โดยไม่ตื่นตกใจไปก่อน

นักเทรดส่วนใหญ่พังเพราะพอเจอช่วงแพ้ติดกัน (Drawdown)
ก็สติแตก แหกกฎตัวเอง หรือทิ้งระบบที่ดีไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่มันเป็นแค่ช่วงคัดกรองตามสถิติเท่านั้น

ถ้าคุณพอประมาณการล่วงหน้าว่า
"อ๋อ... เดี๋ยวปีนี้อาจต้องเจอช่วงแพ้ 6 ครั้งติดแน่"
พอเจอมันจริงๆ คุณจะไม่หน้ามืดเอาคืน หรือพังระบบตัวเองทิ้ง
แต่จะขอบคุณตัวเองที่มีแผน และ Position Sizing ที่ดีคอยปกป้องพอร์ตไว้

ตลาดไม่ได้แกล้งเราหรือเราซวยจัด
คณิตศาสตร์มันกำลังทำงานอยู่ต่างหาก

"ความแตกต่างระหว่างมือสมัครเล่นกับมืออาชีพ คือ มืออาชีพยอมรับความพ่ายแพ้ต่อเนื่องเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนธุรกิจ"
-Anonymous Quant

-----
บทความโดย Minimal Trader
20.05.2026

#จิตวิทยาการลงทุน

Rislk per trade  สำคัญมากนะ แต่ยังไงเราก็ต้องมีระบบที่ค่า Expectancy เป็นบวกในระยยาวก่อน 😃
19/05/2026

Rislk per trade สำคัญมากนะ
แต่ยังไงเราก็ต้องมีระบบที่ค่า Expectancy เป็นบวกในระยยาวก่อน 😃

" RSI ไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่าราคาจะกลับตัวเมื่อไหร่ แต่มันมีไว้เพื่อบอกว่าเทรนด์ในตอนนี้แข็งแกร่งแค่ไหนต่างหาก"- John Hay...
18/05/2026

" RSI ไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่าราคาจะกลับตัวเมื่อไหร่ แต่มันมีไว้เพื่อบอกว่าเทรนด์ในตอนนี้แข็งแกร่งแค่ไหนต่างหาก"
- John Hayden

ใครติดตามเพจผมมานานจะรู้ว่าผมชอบ RSI มาก
ถามว่าเพราะอะไร

คือมันมีเส้นเดียว ละผมว่ามันดูง่ายดีแค่นั้นเลย
ผมไปอ่านเจอในหนังสือเล่มนี้ของ John Hayden
และรุ้สึกว่า เออไอเดียเขาเจ๋งดี เลยมาสรุปให้อ่านเล่นกันครับ

-----
ลองใช้ RSI แบบใหม่บ้าง

บางทีพวกเราเคยเซ็งไหม
ว่าทำไมเวลา RSI ร่วงแตะ 30 (Oversold)
แล้วเราเข้าไปข้อน

แต่มันดันร่วงต่อไม่หยุด แทบจะรองขอชีวิต
หรือพอแตะ 70 (Overbought) ปั๊บแล้วเรา ขายหนี
มันก็ดันวิ่งฉิวทะลุโลกไปคาตา

----
RSI ไม่ใช่เครื่องมือหาจุดกลับตัว

อีกมุมหนึ่งของ RSI (Relative Strength Index)
จริงๆ แล้วมันคือตัววัด ความแข็งแกร่ง
ของราคาวันที่บวก เทียบกับวันที่ลบ

ถ้ามันลงไปต่ำกว่า 30 มันไม่ได้แปลว่า ถูกจนน่าซื้อ
แต่มันแปลว่าสินทรัพย์นั้น กำลังหมดแรง
แล้วเราจะวิ่งเข้าไปรับมีดทำไม

----
จากหนังสือเลข Fibonacci 33.33 และ 66.67

ในหนังสือ RSI: The Complete Guide
เขาบอกเลยว่าเส้น 50 ที่คนชอบดูกันน่ะ มันโดนสับขาหลอกง่ายไป
เขาเลยขยับมาใช้เลข Fibonacci นี้แทน

เหนือ 66.67 (Bulls in Control)
ฝั่งกระทิงเข้าคุมตลาด และพลังฝั่งซื้อเป็น 2 เท่า ของฝั่งขาย
กำลังเหยียบคันเร่งสุด เรามีหน้าที่อย่าไปขวางมัน

ต่ำกว่า 33.33 (Bears in Control)
ฝั่งหมีคุมตลาด กลับกันเป็นพลังฝั่งขายเป็น 2 เท่า ของฝั่งซื้อ
ใครเข้าไปรับช่วงนี้ อาจเป็นการหาเรื่องเจ็บตัวได้เลย

----
สูตรเทรดแบบ "ขี่เทรนด์" (Riding the Trend)

เขาให้เลิกเอา RSI ไปสวนตลาดครับ
แต่จงใช้มันเป็น ตัวยืนยัน แทน
ว่าตอนนี้ต้องเกาะไปกับใคร

-----
ดู MA ก่อนดูว่าราคาอยู่เหนือหรือใต้เส้นค่าเฉลี่ย (Moving Averages)

เพื่อเช็กแนวโน้มหลัก
ถ้าเป็นขาขึ้นที่แข็งแกร่ง
ราคาอาจจะมีแรงย่อตัวลงมาบ้าง
RSI อาจจะหลุดเส้น 50 ได้
แต่ถ้าเทรนด์ยังไม่พัง
มันต้องไม่หลุดเส้น 33.33
แล้วมันจะดีดกลับขึ้นไป (เหมือนบุคลิกหุ้นใหญ่เวลาพักตัว)

ถ้าเป็นขาลงที่รุนแรง
ราคาอาจจะมีเด้งดึ๋งขึ้นมาบ้าง
RSI ทะลุ 50 ได้ แต่ถ้าหมีคุมเกมอยู่
มันจะไม่มีทางผ่าน 66.67 ไปได้
การเด้งขึ้นมาคือโอกาสในการ หนีตายก่อน
หรือเปิดหน้า Short แต่ไม่ใช่จุดกลับตัว

----
การใช้ RSI เป็นเครื่องมือบอกจุดต่ำสุด-สูงสุด
อาจเป็นแค่ในเเง่มุมเดียวเท่านั้น
หน้าที่ของมันคือการบอกว่า ตอนนี้ใครคุมเกมอยู่
หรือใครมีพลังมากกว่ากัน
ถ้ามันอยู่ต่ำกว่า 33.33 ก็ปล่อยให้หมีมันหวดลงไปก่อน
รอให้มันเลือกข้างชัดเจนแล้วเราค่อยเกาะตามน้ำไป
ปลอดภัยกว่าเยอะเลยครับ

----
"นักเทรดระดับโลกไม่เคยสนใจว่าราคาจะถูกหรือแพง เขาสนใจแค่ว่าฝั่งไหนคุมความได้เปรียบอยู่ ณ วินาทีนั้น"
-Andrew Cardwell

บทความโดย Minimal Trader
18.05.2026
#อินดิเคเตอร์ #เทรดหุ้น

Berkshire ขยับ  หลังรุ่นคุณปู่วอเรนท์ อยากรู้เหมือนกันว่าจะ Action ยังไงต่อไปในการตัดสินใจของ Greg Abel แน่นอนเขาบริหารธ...
17/05/2026

Berkshire ขยับ
หลังรุ่นคุณปู่วอเรนท์ อยากรู้เหมือนกันว่าจะ Action ยังไงต่อไปในการตัดสินใจของ Greg Abel แน่นอนเขาบริหารธุรกิจได้โหดมาก รวมถึงการ ex*****on ที่คมจัด รอติดตามกันต่อ😄💓

เมื่อ Berkshire Hathaway ปรับพอร์ตใหญ่
เพิ่ม Alphabet, ซื้อ Delta–Macy’s และขาย Amazon ทิ้งทั้งหมด

รอบนี้พอร์ตของ Berkshire Hathaway มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมากครับ

จากข้อมูล 13F ไตรมาส 1 ปี 2026 Berkshire
เปิดเผยว่าได้ “เพิ่มน้ำหนัก” Alphabet อย่างมีนัยสำคัญ
และเปิดสถานะใหม่ใน Delta Air Lines กับ Macy’s

ขณะเดียวกันก็ขายออกทั้งหมดในหลายบริษัทที่เคยถืออยู่ เช่น Amazon, UnitedHealth และ Domino’s Pizza

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ว่า Berkshire ซื้อหรือขายหุ้นตัวไหน
แต่คือ “ทิศทางของเงิน” กำลังบอกอะไรบางอย่างกับเรา

1. Berkshire เพิ่มน้ำหนัก Alphabet อย่างหนัก

Alphabet กลายเป็นหนึ่งในชื่อที่โดดเด่นที่สุดในรอบนี้

ข้อมูลจาก Dataroma ระบุว่า Berkshire เพิ่ม GOOGL ขึ้นกว่า 200% และยังมีการซื้อ GOOG เพิ่มเข้ามาด้วย

ในมุมมองเชิงธุรกิจ นี่สะท้อนว่า Berkshire อาจยังมอง Alphabet เป็นหุ้นเทคโนโลนีคุณภาพสูงที่มีทั้ง Search Engine, YouTube, Cloud และ AI เป็นแรงขับเคลื่อนระยะยาว

2. Delta Air Lines กลับมาอยู่ในพอร์ตอีกครั้ง

Berkshire เคยขายหุ้นสายการบินออกไปในช่วงวิกฤตโควิด

แต่รอบนี้กลับมาเปิดสถานะใหม่ใน Delta Air Lines จำนวนประมาณ 39.8 ล้านหุ้น

นี่เป็นจุดที่น่าสนใจมาก เพราะสายการบินเป็นธุรกิจที่ Buffett เคยพูดถึงในแง่ระมัดระวังมานาน แต่การกลับเข้ามาใน Delta อาจสะท้อนมุมมองใหม่ต่ออุตสาหกรรมการบิน หรืออย่างน้อยก็มองว่า valuation กับ risk/reward เริ่มน่าสนใจขึ้น

3. Macy’s คือดีลเล็ก แต่ชวนให้คิด

Berkshire ซื้อ Macy’s ประมาณ 3.0 ล้านหุ้น แม้สัดส่วนต่อพอร์ตจะไม่ใหญ่มาก

แต่การเข้าซื้อหุ้นค้าปลีกดั้งเดิมในยุคที่ตลาดให้ความสำคัญกับ AI และเทคโนโลยี อาจสะท้อนแนวคิดแบบ value investing ชัดเจน คือมองหาสินทรัพย์ที่ราคาตลาดอาจไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง

4. Amazon ถูกขายออกทั้งหมด

หนึ่งในประเด็นใหญ่คือ Berkshire ขาย Amazon ออกจากพอร์ตทั้งหมด

นี่ไม่ได้แปลว่า Amazon เป็นบริษัทไม่ดี แต่สะท้อนว่า Berkshire อาจมองว่าโอกาสในหุ้นตัวอื่นน่าสนใจกว่า หรือ valuation ของ Amazon ไม่ได้ให้ margin of safety มากพอเมื่อเทียบกับตัวเลือกใหม่ในพอร์ต

5. UnitedHealth และ Domino’s ก็ถูกขายออกทั้งหมด

นอกจาก Amazon แล้ว Berkshire ยังขาย UnitedHealth และ Domino’s Pizza ออกทั้งหมดเช่นกัน

UnitedHealth เป็นหุ้น healthcare ขนาดใหญ่ ส่วน Domino’s เป็นธุรกิจ franchise คุณภาพดีที่ Berkshire เคยเข้าถือไม่นานก่อนหน้านี้

การขายออกทั้งหมดจึงอาจไม่ใช่เรื่องพื้นฐานพังเสมอไป
แต่อาจเป็นการจัดลำดับความน่าสนใจของพอร์ตใหม่

6. นี่อาจเป็นสัญญาณของ “การหมุนพอร์ต”

ภาพรวมรอบนี้ดูเหมือน Berkshire กำลังลดหุ้นบางกลุ่มที่เคยถือ และย้ายเงินไปยังหุ้นที่มองว่ามี upside หรือ margin of safety มากกว่า

ซื้อเพิ่มใน Alphabet
เพิ่มหุ้น Delta และ Macy’s เข้าพอร์ต
ขาย Amazon, UnitedHealth, Domino’s และหุ้นอื่นอีกหลายตัว

นี่คือภาพของการ “รีบาลานซ์พอร์ต” มากกว่าการตัดสินหุ้นว่าดีหรือไม่ดีแบบขาวดำ

7. อย่าลืมว่า 13F ไม่ใช่ข้อมูลแบบ Real-time

ข้อมูล 13F บอกสถานะการถือหุ้น ณ สิ้นไตรมาส ไม่ได้บอกว่าหลังจากนั้น Berkshire ยังถือเท่าเดิมหรือไม่

ดังนั้นนักลงทุนไม่ควรมองข้อมูลนี้เป็นสัญญาณให้ซื้อตามทันที แต่ควรใช้เป็น “วัตถุดิบในการคิด” ว่านักลงทุนระดับโลกกำลังมองหาโอกาสในหุ้นแบบไหน

8. บทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุน

Berkshire ไม่ได้แค่ซื้อหุ้นดัง แต่ซื้อหุ้นเมื่อ “ราคา” กับ “คุณภาพธุรกิจ” เริ่มสมเหตุสมผลในสายตาเขาและไม่ได้ขายหุ้นเพราะบริษัทนั้นแย่เสมอไป
บางครั้งขายเพราะมีโอกาสที่ดีกว่าในที่อื่น

นี่คือหัวใจของการบริหารพอร์ตแบบมืออาชีพ
ไม่ใช่รักหุ้นตัวไหนตลอดไปแต่ต้องถามเสมอว่า

“วันนี้ เงินของเราควรอยู่ตรงไหน จึงคุ้มค่าที่สุดเมื่อเทียบกับความเสี่ยง?”
----

สรุป

การปรับพอร์ตครั้งนี้ของ Berkshire Hathaway น่าสนใจมาก เพราะมันสะท้อน 3 เรื่องพร้อมกัน

หนึ่ง เพิ่มน้ำหนักหุ้นเทคคุณภาพสูงอย่าง Alphabet
สอง กลับมาเปิดมุมมองกับหุ้นสายการบินผ่าน Delta
สาม ลดหรือออกจากหุ้นเดิมบางตัว เช่น Amazon, UnitedHealth และ Domino’s เพื่อจัดพอร์ตใหม่

สำหรับนักลงทุนทั่วไป ข่าวนี้ไม่ใช่สัญญาณให้รีบซื้อตาม แต่เป็นโอกาสให้เรากลับมาถามตัวเองว่า

เรากำลังถือหุ้นเพราะ “เคยชอบ”
หรือถือเพราะ “วันนี้มันยังคุ้มค่าที่จะถืออยู่จริง ๆ”



หมายเหตุ: โพสต์นี้จัดทำเพื่อการศึกษาและวิเคราะห์เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน

Reference:
1. SEC Form 13F Information Table ของ Berkshire Hathaway Q1 2026,
2. DATAROMA Berkshire Hathaway Portfolio Activity
3. Kiplinger รายงานการเปลี่ยนแปลงพอร์ต Berkshire Q1 2026, Seeking Alpha รายงาน Berkshire เพิ่ม Delta/Macy’s และลด/ขายบางสถานะในไตรมาสล่าสุด

มีธุรกิจมากมาย มีงานที่สร้าง Cash ให้เราในระหว่างช่วงวัยผมมองแต่ละวัยมีพลัง และสกิลแต่ละมุมต่างกันไป เช่น เราสามารถใช้พล...
16/05/2026

มีธุรกิจมากมาย มีงานที่สร้าง Cash ให้เราในระหว่างช่วงวัย
ผมมองแต่ละวัยมีพลัง และสกิลแต่ละมุมต่างกันไป

เช่น เราสามารถใช้พลังของร่างกายเราได้เยอะ ในช่วงวัยหนุ่มสาว
แต่มันก็โรยราตามอายุ

การทำงาน ทำธุรกิจมันก็เหมือนการลงทุนในตัวเอง และกระจายความเสี่ยงลงในตลาดอื่นๆ

ความเป็นจริง ถึงเราจะลงทุนเก่งมาก ทบต้นโหดจัด
เอาเท่าปู่ warren เลยก็ได้ แต่ต้องมาดูว่าเราทำกี่ครั้ง
ทำได้ยาวนานเท่าปู่ด้วยมั้ย ไม่ใช่ทำได้ครั้งเดียว

ทั้งนี้ถ้าทุนมาทั้งตัว 100 ทบต้น ให้ตายยังไงชีวิตก็ไม่ได้สบายขึ้นมาก 🤣

สุดท้าย คือสุขภาพ ยังไงก็ต้องลงทุนกับมัน เพราะมันไม่มีอะไหล่เปลี่ยน ถ้าอยากอยู่ใช้เงินจนแก่ ก็อย่าละเลย ✌🏻🔆

เรื่องนี้ผมโคตรเห็นด้วยกับอาจารย์อาร์ม ArmRiley เพราะเคยมีประสบการณ์เจ๊งกับไอ่เรื่องเปลี่ยนเงินน้อยเป็นเงินมากนี่เเหละ

เมื่อก่อนสมัยผมหัดเทรดประมาณปี 2020 ผมมีทุนประมาณ 30k กะว่าจะเอากำไรวันละพัน ก็ตีว่าวันละ 3% ฮ่าๆ

ช่วงนั้นบิตคอยน์มันมูนไงคุณ เทรดท่าไหน ตีลังกากลับหลังก็ได้ตังค์หมด สุดท้ายก็มาเสียเกือบหมดช่วงบิตคอยน์วาร์ปกลางปี 2021

เพราะตอนนั้นไปพังกับ Leverage Tokens จากบอท Rebalance ซึ่งมันเเม่.. มันไม่บาลานซ์ตามชื่อไง ตัวนึงมัน Leverage อีกตัวมัน Stable Coins มันจะเอาที่ไหนมาดุลเวลาตลาดพังวะ 🤣

ตอนนั้นก็มานั่งเขียน Journaling ว่าเออแหะ... มึงมีเหตุผลอะไรที่ต้องไปทำเเบบนั้นวะ คนอื่นเขาโดนโควิดตกงานกันยกเเถบ

คนอื่นเรียนดนตรีมา งานเล่นก็ไม่ได้เล่น เเต่มึงเล่นได้ เขียนโน้ตขายได้ เรียบเรียง Score ได้ มาสอนดนตรีออนไลน์ได้ มึงก็ไม่ได้ลำบากขนาดนั้นหนิ #เเล้วทำไมมึงถึงรีบรวยขนาดนั้นวะ !

พอนึกได้ก็ปรับตัวเองใหม่ กลับมาที่เรื่องง่ายๆ สร้างทักษะให้ตัวเองได้เยอะๆ จะได้สร้างคุณค่าต่อสังคมได้เยอะขึ้น เพราะถ้าเรายิ่งมี Value มากเท่าไหร่ ค่าตัวเรามันก็สูงมากขึ้นเท่านั้น

ตอนนั้นผมเริ่มทำงานดนตรี ควบคู่กับงานอื่นๆ ด้วย ทั้งงานเขียนบทความ ทำฟาร์ม🐱 งานทำเพจ หัดเขียนโค้ด ทำระบบ ทำอินดิเคเตอร์ ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ปั้น ไปเรื่อยๆ

งานเขียนบทความ ผมโชคดีได้ความใจดีจากพี่กอล์ฟแดดดี้ Daddy Investor พ่อลูกอ่อนสอนลงทุน แกเอาตัวมาเป็นผู้ช่วยเขียนในเพจ แกจ้างผมเดือนละ 5,000 เดือนนึง 12 บทความ ก็ช่วยบรรเทาความลำบากช่วงนั้นไปได้เยอะมากๆ

ที่สำคัญแกเอาหนังสือมาให้ผมเป็นลังๆ ทำให้ผมได้พรีเมียมดี ไม่มีต้นทุนเลย เพราะหนังสือทุกเล่มฟรีหมด ได้มากระตั้งนึง อ่านกันตาเเฉะ

ปัจจุบันนับเเค่เฉพาะค่าเขียนบทความอย่างเดียว เดือนนึงผมได้ไป 70-80k จากหลายบริษัทรวมกัน

ไอ่รากฐานเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมได้จากการทำเพจให้ความรู้คนอื่นนี่เเหละ ที่มันเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ทำให้ผมได้เจอพี่ๆ คนอื่นๆ ในวงการต่อจากนั้น ทั้งเฮียบอม Minimal Trader พี่มด Siamquant พี่พีร์ Peace of Mind Trader ผมเอ่ยชื่อได้ไม่หมด เเท็กเยอะเดี๋ยวตามาร์คแบน ฮ่าๆ

พอปี 2022 กลางๆ ปี ผมกลับมาอยู่กระบี่ ได้มาช่วยอาจารย์ที่แกสอนผมเล่นดนตรีมาทำร้านอาหารพ่วงตำเเหน่งเล่นดนตรีกลางคืน

ผมก็รับจ๊อบทั้งงานจัดการร้าน ควบตำเเหน่งนักดนตรีในร้านด้วย แต่แกสอนการทำธุรกิจให้ผมทั้งหมด ทั้งระบบสต็อก การทำ POS ว่าเมนูไหนออกเยอะ เมนูไหนออกน้อย เราควรดู Distribution ยังไง การดูพฤติกรรมลูกค้า การทำโปร การทำระบบบัญชี จนทำให้ผมรู้จักเรื่องการทำ Operation ในการทำธุรกิจไปโดยปริยาย

ถามว่างานเหนื่อยไหม ไม่เหนื่อยมาก เเต่นอนดึก เพราะบางทีลูกค้าลากยันตีสี่ตีห้า ผมก็ต้องเฝ้า แต่ระหว่างรอลูกค้าผมก็หยิบไอแพดมาเขียนบทความ ร่าง Planner ให้โพสต์อัตโนมัติ กลางวันผมจะได้นอน ไม่ต้องทำงานมาก

ระบบเทรดผมก็ปรับไปเทรด Timeframe Daily เลิกเทรดสั้นทั้งหมด เพราะไม่มีเวลา วันไหนตื่นเช้ามาดู ระบบมีสัญญาณก็เข้า ไม่มีสัญญาณก็ไม่เทรด ผมใช้เวลาวันละ 5-10 นาที ในการเทรดเท่านั้น

ระหว่างทางผมก็เอาเงินที่ได้จากงานเขียนบทความ งานทำเพจ งานที่ร้าน เอามายัดพอร์ตเร่งขนาด AUM ผมไม่จำเป็นต้องเทรดให้เก่งขึ้น ยังเทรดได้ปีละ 10-15% เหมือนเดิม เเต่พอทุนมันขยับจากห้าหลัก เป็นเจ็ดหลัก ผลที่ได้กลับต่างกันมาก

● พอร์ต 30k เอาเเบบว่าเทรดเก่งสุดๆ ได้ 20% ก็ได้แค่ 6k กินข้าวได้ไม่ถึงครึ่งเดือน

● พอร์ต 300k ได้ 20% เหมือนกัน แต่ได้ 60k เหยดโด้ว ได้ไปตั้ง 60k เริ่มพอเห็นเม็ดเงินมากขึ้น พอได้ช่วยฐานการออมให้เเกร่งขึ้น

● พอร์ต 3m ได้ 20% เหมือนกัน เเต่ได้ 600k โอ้โห เอาดิ จะทำอะไรล่ะ มีทางเลือกต่อยอดได้อีกมากมาย เเถมยังหมุนเงินส่วนนึงไปทำธุรกิจนอกตลาด เพื่อลดความกระจุกตัวด้านรายได้ไปได้อีกเยอะ (ลด Correlation ด้านรายได้)

เอาจริงๆ ไม่ต้องถึง 20% หรอกขอเเค่ 10% ก็ลดความยากในการเทรดไปได้หลายเท่าเเล้ว เพราะเราเทคความเสี่ยงเพิ่มอีกนิดจาก Systematic Risk เท่านั้น

ผมเลยไม่เคยเเนะนำใครให้เอาเงินน้อยไปเเลกเงินมากเลย เพราะมันคือการฝืนเกมในระบบทุนนิยม ถ้าคุณเข้าใจเกมที่เล่น คุณก็เเค่ขยันทำงาน สร้างคุณค่าให้ได้เยอะ สร้างทักษะให้ได้มากๆ พอมีรายได้มากขึ้น ก็ค่อยๆ มายัดพอร์ต

ระหว่างทาก็ฝึกเทรด ฝึกลงทุน ฝึกทำกลยุทธ์ให้ Robust เเล้วก็เทรดด้วยทุนน้อยๆ ไปก่อน พอมี Sample Size มากขึ้น ระบบ Robust เเล้ว ก็ค่อยๆ ยัดพอร์ตไปเรื่อยๆ พอร์ตคุณก็ใหญ่เอง

ในอนาคตฐานคุณเเน่น รายรับเยอะ พอร์ตใหญ่ คุณก็ค่อยๆ เเบ่งออกมาเทรด เปลี่ยนเงินน้อยไปเเลกเงินมากได้ เเต่ไม่ใช่ใช้คำว่าเอาเงินน้อยไปเเลกเงินมาก ทั้งที่ๆ ฐานมันยังไม่เเข็ง เเบบนี้ยังไงก็มีเเต่ตุย พังอย่างเดียวครับ

ทุกวันนี้ผมเองก็ยังเล่นดนตรีอยู่ สอนดนตรีอยู่ งานอื่นๆ ผมก็ยังทำไม่ได้ทิ้งไปไหน เพราะเเค่อยากทำให้ตัวเองสร้างคุณค่ากับคนอื่นให้เยอะขึ้นเรื่อยๆ เเละลดความกระจุกตัวในตลาดให้ได้มากที่สุด ก็เท่านั้นครับ

ที่อยู่

Bank
Phra Nakhon

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Minimal Traderผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์