23/08/2026
“ตอนที่เรายังแข็งแรงที่สุด คือช่วงที่ซื้อได้ง่ายที่สุด และเบี้ยก็จะถูกกว่า
ประกันสุขภาพมันไม่ใช่สิ่งที่ควรรอให้ “ป่วยแล้วค่อยทำ” เพราะถ้าป่วยแล้ว เราก็อาจจะทำไม่ได้ในเงื่อนไขที่เราอยากได้แล้ว
บางอย่างในชีวิตเราไม่สามารถวางแผนได้ว่า จะเกิดเมื่อไหร่” แต่เราวางแผนได้ว่า ถ้ามันเกิดขึ้นมา เราจะรับมือกับมันยังไง“
หลายคนถ้าตามเพจนามิมาตั้งแต่แรกๆ ก็คงคิดว่า เอาอีกละ “มิมันพูดเชียร์ประกันสุขภาพอีกละ” บอกตรงนี้เลยนะคะ ว่าไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไร ไม่ได้เป็นตัวแทน ไม่ได้รับโปรโมท (แต่ถ้าให้โปรโมทก็ได้นะคะ อิอิ) อย่างโพสต์นี้ที่เขียน ก็เขียนเพราะประสบการณ์จริงๆ
“ทำไมถึงคิดว่า ประกันสุขภาพ คือหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่ตัดสินใจซื้อ ?”
เรื่องของเรื่องคือเมื่อวานไปหาหมอตามาค่ะ Follow เรื่องของจอประสาทตาลอกที่ผ่าตัดไปเมื่อสิ้นปีที่แล้ว ซึ่งก็เบิกประกันเหมือนกัน ค่าใช้จ่ายในการ Follow ก็เฉลี่ยครั้งละ 12,000+- (สแกนจอประสาทตา,ตรวจต้อหิน) โล่งเหลือเกิน เพราะวันที่ 20 แล้ว เงินเข้าพอร์ตไปหมดแล้ว
สำหรับจอประสาทตา ตัวเลขที่รักษาไปก็ราวๆ 500,000.- ก็เกือบครึ่งล้าน ! (ไม่รวมจิปาถะ) ออกส่วนต่างเองไม่เกินแสนค่ะ แค่นี้ก็คุ้มแล้ว แต่มันไม่ได้คุ้มแค่นั้นนะ เล่าให้ฟังแบบนี้ละกันค่ะ
—
ย้อนกลับไป 5 ปีที่แล้ว หลายคนอาจจะทำประกันเพราะอะไรไม่รู้ แต่ของนามิคือ ทำเพราะจะเข้าเบญจเพสค่ะ กลัวเกิดอะไรขึ้นมาแล้วไม่มีปัญญารักษา เลยทำตอนอายุ 24 เหลือ 1 ปีให้ประกันแอคทีฟ 25 เข้าเบญเพสพร้อมใช้พอดี…
นามิยอมรับเลยจริงๆว่าการมีประกันสุขภาพ ทำให้เรา “ไม่รู้สึกกลัวที่จะไปหาหมอ” เชื่อว่าหลายคนเคยมีความรู้สึกแบบนี้ค่ะ ไม่ไปเพราะเสียดายเงิน ซึ่งเราไม่ควรกลัวที่จะไปหาหมอ หรือถ้าเราไม่สบาย เราควรได้รับการรักษาที่ดีที่สุด เพราะตัวเรานั้นสำคัญที่สุด
พอมีปัญหาอะไรหลังจากที่มีประกัน นามิเป็นอะไรก็เข้าโรงพยาบาล เป็นซีสต์ที่ท้ายทอยหมอให้ผ่าก็ผ่า เป็นไข้หวัดใหญ่ หมอให้แอดมิทก็แอด ไม่เคยจะต้องมีความคิดกังวลเลยว่า จะต้องมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ตัดความกังวลในเรื่องสำคัญของชีวิตไปหนึ่ง
—
แต่ความตั้งใจที่จะใช้ช่วงเบญจเพสก็ไม่สำเร็จนะคะ มาได้ใช้ปีที่แล้วแบบเต็มขั้น !
เดือนมิถุนายน 2568 เป็นความอลเวงในชีวิตค่ะ
ตรวจรายการประจำปีแล้วเจอก้อนซีสต์ที่รังไข่ซ้ายขึ้นมา ขนาด 5cm ต้องผ่าตัด นามิตรวจทั้งหมด 3 โรงพยาบาล หมอทุกคนถามเป็นเสียงเดียวกันว่า “มีประกันสุขภาพไหม / มีแบบกลุ่มหรือแบบเดี่ยว” เพราะค่ารักษาทุกที่ 100,000+ บางที่ทะลุไปถึง 300,000.- การรักษาก็ดำเนินไป เลือกโรงพยาบาล ติดต่อพี่ตัวแทนประกัน Fax Claim แล้วก็ผ่า จ่ายส่วนต่างค่าห้องเล็กๆน้อยๆ จบที่ 150,000.- โดยประมาณ
เดือนพฤศจิกายน 2568 ตรวจเจอโรคจอประสาทตาลอก/ฉีกขาดค่ะ
อลเวงกว่าเดิม เพราะตาคือเรื่องใหญ่มากค่ะ แถมต้องรักษาอยู่หลายรอบ ตรวจอยู่หลายรอบ ปรึกษากับคุณหมอหลายรอบกว่าจะได้รักษา เพราะนามิติดเรื่องคอนดิชั่นในการผ่า ยื่นคำขาดกับหมอว่า “ขอไม่นอนคว่ำ และขอไม่ผ่าสองรอบ” ซึ่งวิธีการที่ผ่า คุณหมอที่ผ่า เครื่องมือที่พร้อม แบบที่นามิต้องการ อยู่ที่โรงพยาบาล บำรุงราษฏ์ค่ะ (แหม โรงพยาบาลมีเป็นร้อย แต่ก็ช่างเลือกที่)
หมอก็ถามเหมือนเดิม “มีประกันสุขภาพไหม” ถ้ามี หมอให้ไปผ่าที่โรงพยาบาลที่พร้อม ถ้าไม่มี หมอให้ไปผ่าที่โรงพยาบาลรัฐ ที่ต้องรอคิวหลักเดือน แต่โรงพยาบาลรัฐก็ 100,000+ นะคะ
ซึ่งตานามิไม่ไหวแล้วค่ะ เซลล์ตายระดับ 3C แล้วรอไม่ได้แล้ว ทำให้บำรุงราษฏ์คือตัวเลือกเดียว
—
สรุปค่าใช้จ่ายออกมาทั้งหมด 300,000 กว่าๆ เฉพาะค่าผ่าและค่าห้องพัก นอนคืนเดี๊ยวเอ๊งเธ๊อ ก่อนหน้านี้มีการเบิกค่าเลเซอร์รักษาไปแล้ว 3-4 รอบ รอบละ 30,000-50,000 รวมทั้งหมดราวๆ 450,000.- บวกลบ ซึ่งตัวเลขนี้ประกันเป็นคนจ่ายทั้งหมดค่ะ นามิจ่ายส่วนต่างอยู่หลักๆไม่เกิน 100,000.-
เท่ากับว่า ปี 2026 ปีเดียว นามิใช้ประกันไปร่วมๆแล้ว 600,000.- ไม่รวมค่ารักษาในปีอื่นๆ ทุกการรักษานามิ Fax Claim หมดเลย สำรองจ่ายเองน้อยครั้งมาก (กราบพี่ตัวแทนงามๆ)
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายๆท่านก็คงจะคิดว่าเบี้ยประกันมิมันต้องหูฉี่แน่ๆเลย กรมธรรม์หลักที่ใช้ในการผ่าตัดทั้งหมด เป็นรูปแบบเหมาจ่าย นามิจ่ายไม่เกิน 30,000.- ต่อปี
สมมติว่า 30,000 ต่อปี ทำมาทั้งหมด 5 ปี = 150,000.- แต่เบิกไปแล้วปีเดียวเกือบ 700,000.-
จะไม่คุ้มได้ยังไงล่ะคะน่ะ 🤣🤣🤣
—
หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วทำไมประกันนามิถึงได้เบี้ยที่ไม่แพง
เพราะทำมาตั้งแต่อายุ 24 ซึ่งตอนนั้นสุขภาพยังดีมากๆค่ะ แถมนามิให้พี่ตัวแทนประกัน จัดแผนประกันแบบที่เราต้องการ นามิให้งบไปเลยว่าตอนนั้นนามิจ่ายได้เท่าไหร่
รวมถึงเรื่องของ อายุที่น้อย นั่นก็คือสิ่งที่ได้เปรียบมากๆแล้ว เงื่อนไขของเวลา ที่ทำให้เบี้ยก็เลยยังไม่ได้สูงเหมือนกับการมาทำตอนอายุมากกว่านี้
ประกันสุขภาพมันเป็นอะไรที่ย้อนแย้งมากๆ ตอนที่เรายังแข็งแรงที่สุด คือช่วงที่ซื้อได้ง่ายที่สุด และเบี้ยก็จะถูกกว่า แต่พอวันที่เราเริ่มมีโรค มีประวัติการรักษา หรือมีอะไรผิดปกติขึ้นมาแล้ว ต้องใช้มันจริงๆ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะยังสามารถซื้อความคุ้มครองแบบที่เราอยากได้อยู่หรือเปล่า
นามิเลยมองว่า ประกันสุขภาพมันไม่ใช่สิ่งที่ควรรอให้ “ป่วยแล้วค่อยทำ” เพราะถ้าป่วยแล้ว เราก็อาจจะทำไม่ได้ในเงื่อนไขที่เราอยากได้แล้ว
มันเลยทำให้รู้สึกว่า บางอย่างในชีวิตเราไม่สามารถวางแผนได้ว่า จะเกิดเมื่อไหร่” แต่เราวางแผนได้ว่า ถ้ามันเกิดขึ้นมา เราจะรับมือกับมันยังไง
—
สำหรับนามิเอง นอกจากเรื่องแผนที่เหมาะกับเรา เบี้ยที่เราจ่ายไหว การจัดการส่วนของเราในตรงนี้ สิ่งที่สำคั๊ญสำคัญ คือ “ตัวแทนประกัน” ค่ะ ด้วยประสบการณ์ของนามิเองนี่แหละที่ทำให้รู้สึกว่า ประกันไม่ใช่สิ่งที่ทำกับใครก็ได้
ความโชคดีของนามิคือนามิได้พี่ตัวแทนประกันที่แสนดีมากตั้งแต่เริ่ม ทุกการเข้าโรงพยาบาลของนามิจะมีการซัพพอร์ตระดับแพลตตินั่ม (ทั้งๆที่เบี้ยเท่ามด) จัดการทุกอย่างตั้งแต่ Fax Claim ส่วนลด สินไหม และแทบทุกทางที่พี่เขาจะทำได้ ต้องยอมรับเลยว่า ตรงนี้แหละอาจจะเป็นจุดที่ทำให้ กรมธรรม์เดียวกัน เบี้ยเท่ากัน แต่ได้รับการดูแลที่ต่างกัน
และนอกจากนี้ สิ่งที่เรียกว่า “ประกัน” ไม่ว่าจะสุขภาพหรือรูปแบบไหนๆ เราไม่จำเป็นต้องช้อปปิ้งแบบพร่ำเพรื่อ แค่เลือกซื้อให้เหมาะสมกับความต้องการของตัวเองก็พอ อย่างประกันสุขภาพ มีเยอะเองก็ไม่ใช่ดีเพราะคงไม่ใช่สิ่งที่เราอยากจะใช้ให้คุ้มสักเท่าไหร่ค่ะ
—
จริงๆถ้าเลือกได้ นามิก็อยากจ่ายเบี้ยไปเรื่อยๆ แล้วไม่ต้องใช้เลยมากกว่า เพราะการไม่ต้องใช้ประกัน แปลว่าเราไม่ป่วย แต่ชีวิตมันไม่รู้ไงคะว่าจะเกิดอะไรขึ้น วันนี้เรายังแข็งแรง พรุ่งนี้เราอาจจะเจออะไรบางอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะเจอเลยก็ได้
และถ้าจะให้พูดจากประสบการณ์ของตัวเองเลยนะคะ อยากบอกว่า ถ้าวันนี้ยังอายุน้อย สุขภาพยังดี และกำลังคิดว่า “ไว้ก่อนก็ได้มั้ง” เพราะคงไม่เป็นอะไร อย่างน้อยลองศึกษาดูค่ะ
ไม่ต้องรีบซื้อกับใคร ไม่ต้องซื้อเพราะอ่านโพสต์นี้ด้วย แต่ลองดูว่า ถ้าวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา แล้วต้องใช้เงินหลักแสน หลักหลายแสน หรือหลักล้าน เรารับความเสี่ยงก้อนนั้นเองไหวไหม
ถ้าไหว ก็อาจไม่จำเป็นต้องมี แต่ถ้าไม่ไหว การเอาเงินจำนวนที่บริหารได้ต่อปีไปแลกกับการลดความเสี่ยงตรงนี้
สำหรับนามิ มันก็เป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายที่รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ “คุ้ม” มากๆ ทั้งในเรื่องของการได้ใช้ การรองรับความเสี่ยง และลดความกังวลในชีวิต แต่ไม่อยากใช้แล้วค่ะปีนี้ ขอไม่นอนโรงบาลแล้วเน้อ
❤️😅