วศิน บุญโสภาคย์ Allianz Ayudhya

วศิน บุญโสภาคย์ Allianz Ayudhya Financial & Health Advisor

“ตอนที่เรายังแข็งแรงที่สุด คือช่วงที่ซื้อได้ง่ายที่สุด และเบี้ยก็จะถูกกว่าประกันสุขภาพมันไม่ใช่สิ่งที่ควรรอให้ “ป่วยแล้ว...
23/08/2026

“ตอนที่เรายังแข็งแรงที่สุด คือช่วงที่ซื้อได้ง่ายที่สุด และเบี้ยก็จะถูกกว่า

ประกันสุขภาพมันไม่ใช่สิ่งที่ควรรอให้ “ป่วยแล้วค่อยทำ” เพราะถ้าป่วยแล้ว เราก็อาจจะทำไม่ได้ในเงื่อนไขที่เราอยากได้แล้ว

บางอย่างในชีวิตเราไม่สามารถวางแผนได้ว่า จะเกิดเมื่อไหร่” แต่เราวางแผนได้ว่า ถ้ามันเกิดขึ้นมา เราจะรับมือกับมันยังไง“

หลายคนถ้าตามเพจนามิมาตั้งแต่แรกๆ ก็คงคิดว่า เอาอีกละ “มิมันพูดเชียร์ประกันสุขภาพอีกละ” บอกตรงนี้เลยนะคะ ว่าไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไร ไม่ได้เป็นตัวแทน ไม่ได้รับโปรโมท (แต่ถ้าให้โปรโมทก็ได้นะคะ อิอิ) อย่างโพสต์นี้ที่เขียน ก็เขียนเพราะประสบการณ์จริงๆ

“ทำไมถึงคิดว่า ประกันสุขภาพ คือหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่ตัดสินใจซื้อ ?”

เรื่องของเรื่องคือเมื่อวานไปหาหมอตามาค่ะ Follow เรื่องของจอประสาทตาลอกที่ผ่าตัดไปเมื่อสิ้นปีที่แล้ว ซึ่งก็เบิกประกันเหมือนกัน ค่าใช้จ่ายในการ Follow ก็เฉลี่ยครั้งละ 12,000+- (สแกนจอประสาทตา,ตรวจต้อหิน)​ โล่งเหลือเกิน เพราะวันที่ 20 แล้ว เงินเข้าพอร์ตไปหมดแล้ว

สำหรับจอประสาทตา ตัวเลขที่รักษาไปก็ราวๆ 500,000.- ก็เกือบครึ่งล้าน ! (ไม่รวมจิปาถะ) ออกส่วนต่างเองไม่เกินแสนค่ะ แค่นี้ก็คุ้มแล้ว แต่มันไม่ได้คุ้มแค่นั้นนะ เล่าให้ฟังแบบนี้ละกันค่ะ

—

ย้อนกลับไป 5 ปีที่แล้ว หลายคนอาจจะทำประกันเพราะอะไรไม่รู้ แต่ของนามิคือ ทำเพราะจะเข้าเบญจเพสค่ะ กลัวเกิดอะไรขึ้นมาแล้วไม่มีปัญญารักษา เลยทำตอนอายุ 24 เหลือ 1 ปีให้ประกันแอคทีฟ 25 เข้าเบญเพสพร้อมใช้พอดี…

นามิยอมรับเลยจริงๆว่าการมีประกันสุขภาพ ทำให้เรา “ไม่รู้สึกกลัวที่จะไปหาหมอ” เชื่อว่าหลายคนเคยมีความรู้สึกแบบนี้ค่ะ ไม่ไปเพราะเสียดายเงิน ซึ่งเราไม่ควรกลัวที่จะไปหาหมอ หรือถ้าเราไม่สบาย เราควรได้รับการรักษาที่ดีที่สุด เพราะตัวเรานั้นสำคัญที่สุด

พอมีปัญหาอะไรหลังจากที่มีประกัน นามิเป็นอะไรก็เข้าโรงพยาบาล เป็นซีสต์ที่ท้ายทอยหมอให้ผ่าก็ผ่า เป็นไข้หวัดใหญ่ หมอให้แอดมิทก็แอด ไม่เคยจะต้องมีความคิดกังวลเลยว่า จะต้องมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ตัดความกังวลในเรื่องสำคัญของชีวิตไปหนึ่ง

—

แต่ความตั้งใจที่จะใช้ช่วงเบญจเพสก็ไม่สำเร็จนะคะ มาได้ใช้ปีที่แล้วแบบเต็มขั้น !

เดือนมิถุนายน 2568 เป็นความอลเวงในชีวิตค่ะ

ตรวจรายการประจำปีแล้วเจอก้อนซีสต์ที่รังไข่ซ้ายขึ้นมา ขนาด 5cm ต้องผ่าตัด นามิตรวจทั้งหมด 3 โรงพยาบาล หมอทุกคนถามเป็นเสียงเดียวกันว่า “มีประกันสุขภาพไหม / มีแบบกลุ่มหรือแบบเดี่ยว” เพราะค่ารักษาทุกที่ 100,000+ บางที่ทะลุไปถึง 300,000.- การรักษาก็ดำเนินไป เลือกโรงพยาบาล ติดต่อพี่ตัวแทนประกัน Fax Claim แล้วก็ผ่า จ่ายส่วนต่างค่าห้องเล็กๆน้อยๆ จบที่ 150,000.- โดยประมาณ

เดือนพฤศจิกายน 2568 ตรวจเจอโรคจอประสาทตาลอก/ฉีกขาดค่ะ

อลเวงกว่าเดิม เพราะตาคือเรื่องใหญ่มากค่ะ แถมต้องรักษาอยู่หลายรอบ ตรวจอยู่หลายรอบ ปรึกษากับคุณหมอหลายรอบกว่าจะได้รักษา เพราะนามิติดเรื่องคอนดิชั่นในการผ่า ยื่นคำขาดกับหมอว่า “ขอไม่นอนคว่ำ และขอไม่ผ่าสองรอบ” ซึ่งวิธีการที่ผ่า คุณหมอที่ผ่า เครื่องมือที่พร้อม แบบที่นามิต้องการ อยู่ที่โรงพยาบาล บำรุงราษฏ์ค่ะ (แหม โรงพยาบาลมีเป็นร้อย แต่ก็ช่างเลือกที่)

หมอก็ถามเหมือนเดิม “มีประกันสุขภาพไหม” ถ้ามี หมอให้ไปผ่าที่โรงพยาบาลที่พร้อม ถ้าไม่มี หมอให้ไปผ่าที่โรงพยาบาลรัฐ ที่ต้องรอคิวหลักเดือน แต่โรงพยาบาลรัฐก็ 100,000+ นะคะ

ซึ่งตานามิไม่ไหวแล้วค่ะ เซลล์ตายระดับ 3C แล้วรอไม่ได้แล้ว ทำให้บำรุงราษฏ์คือตัวเลือกเดียว

—

สรุปค่าใช้จ่ายออกมาทั้งหมด 300,000 กว่าๆ เฉพาะค่าผ่าและค่าห้องพัก นอนคืนเดี๊ยวเอ๊งเธ๊อ ก่อนหน้านี้มีการเบิกค่าเลเซอร์รักษาไปแล้ว 3-4 รอบ รอบละ 30,000-50,000 รวมทั้งหมดราวๆ 450,000.- บวกลบ ซึ่งตัวเลขนี้ประกันเป็นคนจ่ายทั้งหมดค่ะ นามิจ่ายส่วนต่างอยู่หลักๆไม่เกิน 100,000.-

เท่ากับว่า ปี 2026 ปีเดียว นามิใช้ประกันไปร่วมๆแล้ว 600,000.- ไม่รวมค่ารักษาในปีอื่นๆ ทุกการรักษานามิ Fax Claim หมดเลย สำรองจ่ายเองน้อยครั้งมาก (กราบพี่ตัวแทนงามๆ)

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายๆท่านก็คงจะคิดว่าเบี้ยประกันมิมันต้องหูฉี่แน่ๆเลย กรมธรรม์หลักที่ใช้ในการผ่าตัดทั้งหมด เป็นรูปแบบเหมาจ่าย นามิจ่ายไม่เกิน 30,000.- ต่อปี

สมมติว่า 30,000 ต่อปี ทำมาทั้งหมด 5 ปี = 150,000.- แต่เบิกไปแล้วปีเดียวเกือบ 700,000.-

จะไม่คุ้มได้ยังไงล่ะคะน่ะ 🤣🤣🤣

—

หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วทำไมประกันนามิถึงได้เบี้ยที่ไม่แพง

เพราะทำมาตั้งแต่อายุ 24 ซึ่งตอนนั้นสุขภาพยังดีมากๆค่ะ แถมนามิให้พี่ตัวแทนประกัน จัดแผนประกันแบบที่เราต้องการ นามิให้งบไปเลยว่าตอนนั้นนามิจ่ายได้เท่าไหร่

รวมถึงเรื่องของ อายุที่น้อย นั่นก็คือสิ่งที่ได้เปรียบมากๆแล้ว เงื่อนไขของเวลา ที่ทำให้เบี้ยก็เลยยังไม่ได้สูงเหมือนกับการมาทำตอนอายุมากกว่านี้

ประกันสุขภาพมันเป็นอะไรที่ย้อนแย้งมากๆ ตอนที่เรายังแข็งแรงที่สุด คือช่วงที่ซื้อได้ง่ายที่สุด และเบี้ยก็จะถูกกว่า แต่พอวันที่เราเริ่มมีโรค มีประวัติการรักษา หรือมีอะไรผิดปกติขึ้นมาแล้ว ต้องใช้มันจริงๆ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะยังสามารถซื้อความคุ้มครองแบบที่เราอยากได้อยู่หรือเปล่า

นามิเลยมองว่า ประกันสุขภาพมันไม่ใช่สิ่งที่ควรรอให้ “ป่วยแล้วค่อยทำ” เพราะถ้าป่วยแล้ว เราก็อาจจะทำไม่ได้ในเงื่อนไขที่เราอยากได้แล้ว

มันเลยทำให้รู้สึกว่า บางอย่างในชีวิตเราไม่สามารถวางแผนได้ว่า จะเกิดเมื่อไหร่” แต่เราวางแผนได้ว่า ถ้ามันเกิดขึ้นมา เราจะรับมือกับมันยังไง

—

สำหรับนามิเอง นอกจากเรื่องแผนที่เหมาะกับเรา เบี้ยที่เราจ่ายไหว การจัดการส่วนของเราในตรงนี้ สิ่งที่สำคั๊ญสำคัญ คือ “ตัวแทนประกัน” ค่ะ ด้วยประสบการณ์ของนามิเองนี่แหละที่ทำให้รู้สึกว่า ประกันไม่ใช่สิ่งที่ทำกับใครก็ได้

ความโชคดีของนามิคือนามิได้พี่ตัวแทนประกันที่แสนดีมากตั้งแต่เริ่ม ทุกการเข้าโรงพยาบาลของนามิจะมีการซัพพอร์ตระดับแพลตตินั่ม (ทั้งๆที่เบี้ยเท่ามด) จัดการทุกอย่างตั้งแต่ Fax Claim ส่วนลด สินไหม และแทบทุกทางที่พี่เขาจะทำได้ ต้องยอมรับเลยว่า ตรงนี้แหละอาจจะเป็นจุดที่ทำให้ กรมธรรม์เดียวกัน เบี้ยเท่ากัน แต่ได้รับการดูแลที่ต่างกัน

และนอกจากนี้ สิ่งที่เรียกว่า “ประกัน” ไม่ว่าจะสุขภาพหรือรูปแบบไหนๆ เราไม่จำเป็นต้องช้อปปิ้งแบบพร่ำเพรื่อ แค่เลือกซื้อให้เหมาะสมกับความต้องการของตัวเองก็พอ อย่างประกันสุขภาพ มีเยอะเองก็ไม่ใช่ดีเพราะคงไม่ใช่สิ่งที่เราอยากจะใช้ให้คุ้มสักเท่าไหร่ค่ะ

—

จริงๆถ้าเลือกได้ นามิก็อยากจ่ายเบี้ยไปเรื่อยๆ แล้วไม่ต้องใช้เลยมากกว่า เพราะการไม่ต้องใช้ประกัน แปลว่าเราไม่ป่วย แต่ชีวิตมันไม่รู้ไงคะว่าจะเกิดอะไรขึ้น วันนี้เรายังแข็งแรง พรุ่งนี้เราอาจจะเจออะไรบางอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะเจอเลยก็ได้

และถ้าจะให้พูดจากประสบการณ์ของตัวเองเลยนะคะ อยากบอกว่า ถ้าวันนี้ยังอายุน้อย สุขภาพยังดี และกำลังคิดว่า “ไว้ก่อนก็ได้มั้ง” เพราะคงไม่เป็นอะไร อย่างน้อยลองศึกษาดูค่ะ

ไม่ต้องรีบซื้อกับใคร ไม่ต้องซื้อเพราะอ่านโพสต์นี้ด้วย แต่ลองดูว่า ถ้าวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา แล้วต้องใช้เงินหลักแสน หลักหลายแสน หรือหลักล้าน เรารับความเสี่ยงก้อนนั้นเองไหวไหม

ถ้าไหว ก็อาจไม่จำเป็นต้องมี แต่ถ้าไม่ไหว การเอาเงินจำนวนที่บริหารได้ต่อปีไปแลกกับการลดความเสี่ยงตรงนี้

สำหรับนามิ มันก็เป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายที่รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ “คุ้ม” มากๆ ทั้งในเรื่องของการได้ใช้ การรองรับความเสี่ยง และลดความกังวลในชีวิต แต่ไม่อยากใช้แล้วค่ะปีนี้ ขอไม่นอนโรงบาลแล้วเน้อ

❤️😅

ความรู้ทางการเงินเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากครับ ยิ่งได้ทำการวางแผนให้ลูกค้า ยิ่งเห็นประโยชน์ช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับผ...
12/08/2026

ความรู้ทางการเงินเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากครับ
ยิ่งได้ทำการวางแผนให้ลูกค้า ยิ่งเห็นประโยชน์
ช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับผู้คน

อีก 20 ปีของเรา : ซีรีส์ว่าด้วยงาน เงิน และชีวิตครึ่งหลัง

EP1 - อายุ 40 อยากเริ่มอาชีพการเงิน…ฉันจะไม่บอกว่า “ไม่มีคำว่าสาย” แล้วจบ

มีข้อความหนึ่งค้างอยู่ใน Inbox ฉันเกือบเดือน

เจ้าของข้อความอายุ 40 ปี จบปริญญาตรีและโทสายวิทยาศาสตร์
ไม่เคยทำงานบัญชีหรือการเงิน แต่ชอบเรื่องเงิน ออม ลงทุน และติดตามช่องการเงินมาตลอด

วันนี้เขาอยากเปลี่ยนความชอบนั้นให้เป็นอาชีพ

เขาถามฉันตรง ๆ ว่า

“อายุ 40 แล้ว ยังมีโอกาสเริ่มต้นในสายที่ปรึกษาการเงินไหมครับ?”

ฉันติดคำตอบนี้ไว้นาน เพราะไม่อยากตอบว่า

“ไม่มีคำว่าสายค่ะ สู้ ๆ นะคะ”

แล้วส่งหัวใจสามดวงให้เขา

เพราะถ้าคนคนหนึ่งกำลังคิดจะเปลี่ยนชีวิตตอนอายุ 40
เขาไม่ได้ต้องการกำลังใจอย่างเดียว

เขาต้องการความจริง

และฉันอยู่ในวงการนี้มานานพอที่จะบอกได้ว่า ความจริงมีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายค่ะ

ข่าวดีคือ 40 ไม่สาย

ข่าวร้ายคือ “ชอบลงทุน” กับ “เป็นที่ปรึกษาการเงิน” เป็นคนละอาชีพกันเลย

ฉันเจอคนที่วิเคราะห์หุ้นเก่งมาก แต่เป็น Advisor ไม่ได้

เจอคนพูดเรื่องตลาดคล่องมาก แต่พอลูกค้าพอร์ตลง 20% กลับไม่รู้จะพูดอะไร

เจอคนจำ Product ได้ทุกตัว แต่ไม่เคยถามลูกค้าสักคำว่า
เงินก้อนนี้อีกสามปีเขาต้องเอาไปทำอะไร

และฉันก็เคยเจอ Advisor ที่ไม่ได้ทำนายตลาดแม่นที่สุดในห้อง
แต่ลูกค้าอยู่กับเขาสิบ ยี่สิบปี

เพราะเวลาโลกกำลังพัง ลูกค้ารู้ว่า โทรหาคนนี้แล้วเขาจะไม่ขายของให้ก่อน เขาจะฟังก่อน

นี่ต่างหากคืองานจริง

ตอนตลาดดี ใคร ๆ ก็ดูฉลาดค่ะ

อาชีพนี้วัดกันตอนตลาดลง ลูกค้ากลัว เงินหาย และโทรมาถามเราว่า “เอายังไงต่อ?”

ตรงนั้นไม่มี YouTube คลิปไหนกระซิบคำตอบข้างหูเราแล้ว

ถ้าคุณเจ้าของคำถามมานั่งอยู่ตรงหน้าฉัน ฉันจะไม่ให้ลาออกจากงานพรุ่งนี้

ฉันจะให้เวลาตัวเอง 12 เดือน

และแบ่งมันออกเป็นด่านแบบนี้ค่ะ

เดือน 1–2 : เลิก “เสพเรื่องการเงิน” แล้วเริ่ม “เรียนการเงิน”

สองอย่างนี้ดูคล้ายกัน แต่ต่างกันมหาศาล

ดูคลิปเรื่องหุ้นทุกวัน ไม่ได้แปลว่าเรามี Financial Foundation

สองเดือนแรก ฉันอยากให้ปิดช่องโหว่พื้นฐานให้หมด

ต้องอธิบายให้คนธรรมดาฟังได้ว่า หุ้นคืออะไร Bond คืออะไร Yield กับ Price ทำไมสวนทางกัน
ดอกเบี้ยกระทบหุ้นและพันธบัตรอย่างไร เงินเฟ้อทำอะไรกับเงินสด Duration คืออะไร
Credit Risk ต่างจาก Market Risk อย่างไร Currency Risk เกิดตรงไหน

จากนั้นไปต่อเรื่อง Mutual Fund, ETF, Asset Allocation, Diversification, Insurance, Retirement และพื้นฐานภาษี

แต่มีเงื่อนไขหนึ่ง

ห้ามเรียนเพื่อจำศัพท์

เรียนจนสามารถอธิบายเรื่องนั้นให้แม่เราฟังแล้วแม่เข้าใจ

ถ้าอธิบายไม่ได้ แปลว่ายังไม่เข้าใจจริง

ตอนฉันทำงานกับลูกค้า ไม่มีใครประทับใจเพราะ Banker พูดคำว่า “duration risk” ได้ค่ะ

ลูกค้าประทับใจเมื่อเราบอกเขาได้ว่า

“ถ้าดอกเบี้ยขึ้นอีก 1% ของที่พี่ถืออยู่จะเจ็บตรงไหน และทำไม”

นั่นคือความต่างระหว่าง รู้ศัพท์ กับ ให้คำปรึกษาเป็น

เดือน 2–4 : สอบ IC ให้ผ่าน

คุณถามเรื่อง IC มา ฉันตอบว่า ใช่ค่ะ เริ่มตรงนี้ได้เลย

ไม่ใช่เพราะสอบผ่านแล้วจะกลายเป็น Financial Advisor

แต่เพราะมันทำให้คนที่มาจากนอกวงการมี syllabus บังคับตัวเองว่า
พื้นฐานอะไรที่ “ต้องรู้” ไม่ใช่เลือกอ่านเฉพาะเรื่องที่เราชอบ

แต่ขอพูดแบบคนในวงการนะคะ

IC คือใบอนุญาตให้เข้าประตู ไม่ใช่เหรียญรางวัลว่าเราเก่ง

สอบเสร็จแล้ว อย่าหยุด

ฉันอยากให้เปิด Portfolio จำลองขึ้นมาหนึ่งพอร์ต เช่น เงิน 10 ล้านบาท

สมมติว่าเจ้าของเงินอายุ 55 ปี
ต้องการเกษียณในอีก 7 ปี
มีลูกเรียนต่างประเทศ
รับ Drawdown ได้ประมาณหนึ่ง
และต้องมีเงินบางส่วนพร้อมใช้

แล้วลองจัดพอร์ต

จากนั้นอย่าเพิ่งถามว่า

“ปีนี้จะได้กี่เปอร์เซ็นต์?”

ให้ถามว่า

ทำไม Equity เท่านี้?
ทำไม Bond เท่านี้?
ทำไมต้องถือ Cash?
ถ้าตลาดหุ้นลง 30% จะเกิดอะไรขึ้น?
ถ้าดอกเบี้ยลงล่ะ?
ถ้าเงินบาทแข็งขึ้น 10% ล่ะ?
ถ้าลูกค้าต้องใช้เงินก่อนกำหนดล่ะ?

ถ้าตอบไม่ได้ทุกข้อ

กลับไปเรียน

นี่คือวิธีเปลี่ยน Knowledge ให้กลายเป็น Judgment

เดือน 3–6 : เริ่มอ่านตลาดแบบมืออาชีพ ไม่ใช่อ่านแบบนักพนัน

ทุกเช้าอย่าเปิดหน้าจอเพื่อถามว่า

“วันนี้หุ้นอะไรขึ้น?”

ให้เริ่มถามว่า

“เงินกำลังเคลื่อนจากไหนไปไหน และเพราะอะไร?”

ดู Interest Rate
Bond Yield
Inflation
Earnings
Valuation
Currency
Credit Spread
Commodity
Geopolitics

แล้วพยายามต่อมันให้เป็นเรื่องเดียวกัน

ตัวอย่างง่าย ๆ

ถ้า Fed ลดดอกเบี้ย ไม่ได้แปลว่า “หุ้นขึ้น” จบค่ะ

ต้องถามต่อว่า ลดเพราะเงินเฟ้อลงอย่างสวยงาม
หรือลดเพราะเศรษฐกิจกำลังมีปัญหา?

สองเหตุการณ์นี้มีคำว่า Rate Cut เหมือนกัน

แต่ความหมายต่อ Portfolio อาจคนละโลก

นี่คือจุดที่คนทำงานการเงินเริ่มแยกออกจากคนอ่านข่าวการเงิน

เราไม่ได้อ่านเพื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เราอ่านเพื่อเข้าใจว่า แล้วมันเปลี่ยนอะไรใน Portfolio ลูกค้า

เดือน 4–6 : ทุกสัปดาห์เขียน Investment Note หนึ่งหน้า

ฉันอยากให้ทำเรื่องนี้จริงจังมาก

เลือกหุ้น กองทุน Bond หรือ Asset Class อะไรก็ได้หนึ่งอย่าง

แล้วตอบให้ได้เพียงหกเรื่อง

เรากำลังซื้ออะไร / ทำไมมันน่าสนใจ / อะไรคือความเสี่ยง / เราจะผิดเพราะอะไร / เหมาะกับใคร / และไม่เหมาะกับใคร

ข้อสุดท้ายสำคัญมาก

เพราะตอนเป็นนักลงทุน เราถามว่า

“ของนี้ดีไหม?”

แต่ตอนเป็น Advisor เราต้องถามว่า

“ของนี้ดีสำหรับคนคนนี้ไหม?”

สองคำถามนี้ไม่เหมือนกันเลย

หุ้นที่ดีที่สุดในโลก อาจเป็นการลงทุนที่แย่มากสำหรับคนที่ต้องใช้เงินซื้อบ้านอีกหกเดือน

Advisor ที่เก่งจึงไม่ใช่คนที่หา Product ดีได้อย่างเดียว

แต่ต้องรู้ว่า เมื่อไรไม่ควรเอาของดีไปใส่ผิดชีวิต

ทำ Investment Note ให้ครบ 10–12 ชิ้น

เก็บทั้งหมดไว้

วันไปสมัครงาน นั่นคือหลักฐานชิ้นแรกว่า
ถึงคุณไม่ได้มาจาก Finance แต่คุณไม่ได้มาเล่น ๆ

เดือน 5–8 : เข้าไปหาคนในอุตสาหกรรมจริงอย่างน้อย 10 คน

ตรงนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิด

หา Wealth Manager, RM, Financial Planner, Investment Advisor, Insurance Advisor
หรือคนใน Securities และ Asset Management

ไม่ต้องไปขอเขาฝากงานก่อน

ขอเวลา 30 นาที แล้วถามว่า

“งานจริงของพี่หนึ่งวันทำอะไรบ้าง?”

ถามเรื่องที่ไม่มีใน Job Description

KPI คืออะไร
หาลูกค้าอย่างไร
รายได้มาจากไหน
ต้องขายหรือไม่
Compliance หนักแค่ไหน
ลูกค้าคาดหวังอะไร
อะไรทำให้คนใหม่ลาออก
อะไรทำให้คนหนึ่งอยู่รอดสิบปี

คุยสิบคนแล้วคุณจะเริ่มเห็นว่า

คำว่า Financial Advisor บนโลกนี้มีหลายอาชีพซ่อนอยู่ข้างในมาก

Bank RM ไม่เหมือน Independent Financial Planner
Private Banker ไม่เหมือน Investment Advisor
Insurance Advisor ไม่เหมือน Portfolio Manager

อย่าเปลี่ยนอาชีพจนกว่าจะรู้ว่า ตัวเองกำลังจะเปลี่ยนไปทำอาชีพอะไรจริง ๆ

เดือน 6–9 : เริ่มสมัครงาน แต่อย่าหลงตำแหน่ง

ตรงนี้อาจเจ็บนิดหนึ่งค่ะ

อายุ 40 แล้วเปลี่ยนสาย คุณอาจต้องยอมรับตำแหน่งที่ต่ำกว่าความอาวุโสในอาชีพเดิม

เงินเดือนอาจลด

หัวหน้าอาจอายุ 32

คนข้างโต๊ะอาจพูดศัพท์ที่คุณยังไม่รู้

ฉันคิดว่านี่ต่างหากคือด่านที่ยากที่สุดของ Career Change

ไม่ใช่สมองเรียนไม่ไหว แต่อีโก้รับไม่ไหว

ถ้ารับเรื่องนี้ได้ ฉันกลับมองว่าคนอายุ 40 มีของดีมากกว่าที่คิด

เพราะ Financial Advice ไม่ได้ต้องการเพียง IQ

มันต้องการความนิ่ง
ความเข้าใจคน
การฟัง
การอ่านอารมณ์
ความรับผิดชอบ
และประสบการณ์ชีวิต

เด็กอายุ 25 อาจคำนวณ Portfolio Optimization เร็วกว่าคุณ

แต่คนอายุ 40 อาจเข้าใจได้ลึกกว่า ว่าทำไมผู้ชายอายุ 55 ที่มีเงิน 100 ล้าน
ยังนอนไม่หลับเพราะกลัวจน

เรื่องเงินแทบไม่เคยเป็นเรื่องเงินอย่างเดียว

นี่คือสิ่งที่ทำงานกับคนจริงนานพอแล้วจะเข้าใจ

เดือน 9–12 : เลือกเสียทีว่าจะเป็น “คนขายผลิตภัณฑ์” หรือ “คนที่ลูกค้าโทรหาก่อนตัดสินใจเรื่องเงิน”

ฉันไม่ได้ดูถูกงานขายนะคะ

Advisor ทุกคนต้องขายเป็น

ถ้าอธิบายสิ่งที่ดีให้ลูกค้าเชื่อไม่ได้ เราก็ช่วยเขาไม่ได้เหมือนกัน

แต่มีเส้นบาง ๆ ระหว่าง

“ฉันมี Product นี้ ฉันจะขายให้ใครดี”

กับ

“ฉันมีลูกค้าคนนี้ เขาต้องการอะไร แล้ว Product ไหนจึงเหมาะกับเขา”

ประโยคสองประโยคนี้ใช้คำเหมือนกันเกือบหมด

แต่สร้าง Advisor คนละประเภทเลย

ถ้าจะอยู่ในอาชีพนี้นาน ๆ ฉันอยากให้เลือกแบบหลัง

เพราะวันหนึ่ง Product ที่เราเคยขายจะหายไป
Bank อาจเปลี่ยน
บริษัทอาจเปลี่ยน
ตลาดเปลี่ยนแน่นอน

แต่สิ่งหนึ่งที่ติดตัวเราไปได้ตลอดคือ

Judgment

ความสามารถในการมองชีวิตคนหนึ่งคน แล้วรู้ว่าเขาควรเสี่ยงตรงไหน
ควรหยุดตรงไหน ควรปกป้องอะไร และบางครั้งควรพูดคำว่า “ไม่” เมื่อไร

ส่วน CFP ที่ถามมา ฉันมองว่า ดีมาก แต่ไม่จำเป็นต้องรีบเอาทุกอย่างมากองในปีแรก

ถ้าทดลองทำแล้วรู้ว่าเรารัก Financial Planning จริง ค่อยไปต่อ

อย่าสะสม Certificate เพื่อชดเชยความรู้สึกว่า “ฉันไม่ได้จบ Finance มา”

วงการนี้สุดท้ายไม่ได้ถามว่าใบประกาศเต็มผนังแค่ไหน

มันถามว่า

เวลาลูกค้านั่งอยู่ตรงหน้า คุณช่วยเขาคิดได้หรือเปล่า

และฉันอยากฝากอีกเรื่องกับพี่เมธี ซึ่งอาจสำคัญกว่า IC หรือ CFP ทั้งหมด

อย่าทิ้งความเป็นคนสายวิทยาศาสตร์ของตัวเอง

เอามันมาด้วยค่ะ

การตั้งคำถาม
การไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ
การดู Evidence
การแยก Correlation ออกจาก Causation
การยอมรับว่าสมมติฐานตัวเองอาจผิด

ทั้งหมดนี้เป็นคุณสมบัติที่ตลาดการเงินต้องการมาก

เพราะศัตรูตัวร้ายที่สุดของ Advisor ไม่ใช่การ “ไม่รู้”

แต่คือการ “คิดว่าตัวเองรู้”

ฉันทำงานในโลกการเงินมานาน สิ่งหนึ่งที่ตลาดสอนฉันซ้ำแล้วซ้ำอีกคือ

ตลาดมีวิธีทำให้คนที่มั่นใจที่สุดในห้องดูโง่ได้เสมอ

เพราะฉะนั้น Advisor ที่ฉันไว้ใจ ไม่ใช่คนที่ตอบได้ทุกเรื่อง

แต่เป็นคนที่รู้ว่าเรื่องไหนตัวเองไม่รู้
รู้ว่าเมื่อไรต้องถามผู้เชี่ยวชาญ
และรู้ว่าเมื่อไรต้องบอกลูกค้าว่า

“ผมยังไม่แน่ใจ ขอผมกลับไปเช็กก่อน”

ประโยคนี้ไม่ได้ทำให้คุณดูไม่เก่งเลยค่ะ

สำหรับฉัน มันคือหนึ่งในประโยคที่แพงที่สุดในอาชีพนี้

เพราะมันแปลว่า Ego ของคุณไม่ได้ใหญ่กว่าเงินของลูกค้า

ดังนั้นถ้าถามฉันอีกครั้งว่า

40 ปี เริ่มได้ไหม?

ได้ค่ะ

แต่ฉันจะไม่บอกว่า “ไม่มีคำว่าสาย” เพราะมันฟังดีเกินความจริง

คุณมีเวลาน้อยกว่าคนอายุ 22 จริง
คุณอาจต้องลดเงินเดือนจริง
คุณต้องเรียนหนักจริง
คุณต้องแข่งกับคนที่เรียน Finance มาโดยตรงจริง
และคุณอาจต้องยอมเป็นมือใหม่ ในวัยที่เพื่อนหลายคนเป็นผู้บริหารกันแล้วจริง

ทั้งหมดนี้จริง

แต่ก็มีอีกเรื่องที่จริงเหมือนกัน

คุณมีประสบการณ์ชีวิต 40 ปีที่เด็กจบใหม่ไม่มี
และถ้าคุณเอาความเป็นผู้ใหญ่ตรงนั้น มาบวกกับความรู้ทางการเงินที่เรียนอย่างจริงจัง

ฉันไม่คิดว่าคุณเริ่มช้า

ฉันคิดว่าคุณเริ่มด้วยต้นทุนคนละแบบ

ฉันจึงไม่อยากให้ลาออกพรุ่งนี้

ฉันอยากให้เริ่มเรียนพรุ่งนี้

อีก 90 วัน สอบอะไรสักอย่างให้ผ่าน
อีก 180 วัน มี Investment Notes ของตัวเองสิบกว่าเรื่อง และคุยกับคนในวงการสิบคน
อีก 270 วัน เริ่มสัมภาษณ์งานจริง
ครบหนึ่งปี หันกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า

“หลังจากรู้แล้วว่างานนี้จริง ๆ เป็นอย่างไร ฉันยังอยากทำมันอยู่ไหม?”

ถ้าคำตอบยังเป็น ใช่

คราวนี้ฉันจะเชียร์ให้ไปค่ะ

ไม่ใช่เพราะ “ทำตามความฝันแล้วทุกอย่างจะสำเร็จ”

แต่เพราะคุณไม่ได้กำลังฝันแล้ว

คุณกำลังเตรียมตัว

และวันหนึ่ง ถ้าคุณได้เป็น Advisor จริง
อย่าดีใจที่สุดตอนลูกค้าเอาเงินมาให้คุณบริหาร 10 ล้าน 50 ล้าน หรือ 100 ล้าน

ให้ดีใจในวันที่เขาโทรหาคุณก่อนคนอื่น ตอนชีวิตเขามีเรื่องสำคัญ

ตอนจะขายบริษัท
ตอนลูกกำลังไปเรียนต่างประเทศ
ตอนพ่อแม่จากไป
ตอนตลาดพัง
ตอนกำลังจะเกษียณ
หรือตอนเขากลัวจนไม่รู้ว่าจะจัดการกับเงินที่สร้างมาทั้งชีวิตอย่างไร

เพราะวันนั้นคุณจะเข้าใจว่า

อาชีพที่ปรึกษาการเงิน ไม่ได้มีคุณค่าตรงที่เรารู้เรื่องเงินมากกว่าลูกค้า

มันมีคุณค่าตรงที่ ในวันที่เงินกลายเป็นเรื่องที่หนักที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตของเขา

เราเป็นคนที่เขาไว้ใจให้นั่งอยู่ข้าง ๆ

และถ้าจะเริ่มอาชีพนี้ตอน 40

ฉันว่าเหตุผลนี้…ดีพอที่จะเริ่มค่ะ✌🏻

ออ นอ บอ … ออ จอ ชอ

แอนนาเบล เอาใจช่วย

11.08.2026

08/08/2026

อลิอันซ์ อยุธยา คว้ารางวัล Trusted Life Partner Award ในงาน Brand Inside Awards 2026 ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงของชีวิต

พัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารงานลูกค้าและความยั่งยืน บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) รับรางวัล Trusted Life Partner Award ในงาน Brand Inside Awards 2026 ภายใต้แนวคิด “A Decade of Business that Moves the World” ซึ่งมอบให้แก่องค์กรที่โดดเด่นด้านการดำเนินธุรกิจ การสร้างนวัตกรรม การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และการขับเคลื่อนความยั่งยืน (ESG) เพื่อยกย่องภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม

รางวัลนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ อลิอันซ์ อยุธยา ในการเป็นมากกว่าบริษัทประกัน แต่เป็น “Trusted Life Partner” ที่อยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงของชีวิต ด้วยมาตรฐานการประกันภัยระดับโลก ผสานความเข้าใจผู้บริโภคชาวไทย (Local Heart) พร้อมส่งมอบโซลูชันด้านประกันชีวิตและประกันภัยที่ครอบคลุม โดยมีลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ

ขอขอบคุณลูกค้า ฝ่ายขาย พันธมิตรทางธุรกิจทุกท่าน ที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนอลิอันซ์ อยุธยา ด้วยดีเสมอมา
#อลิอันซ์อยุธยา

06/08/2026

🚨 BREAKING!! หุ้นประกันฮ่องกงร่วงหนัก หลังมีรายงานว่าจีนเริ่มเก็บภาษีรายได้จากประกันนอกประเทศ

หุ้นบริษัทประกันในตลาดฮ่องกง นำโดย AIA และ Prudential ปรับตัวลงแรง หลัง Caixin รายงานว่า หน่วยงานภาษีของจีนเริ่มเรียกเก็บภาษีจากรายได้ที่เกิดจากกรมธรรม์ประกันที่ซื้อในต่างประเทศ

ไฮไลต์สำคัญ

➤ หน่วยงานภาษีในกรุงปักกิ่งและเมืองหางโจว เริ่มจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 20% จากผลตอบแทนของกรมธรรม์ประกันในฮ่องกง

➤ ภาษีครอบคลุมทั้ง เงินปันผล และดอกเบี้ยจากเบี้ยประกันที่ชำระล่วงหน้า

➤ นักวิเคราะห์มองว่า เป็นสัญญาณที่จีนเพิ่มความเข้มงวดต่อการลงทุนในต่างประเทศ

➤ กระทรวงการคลังจีนและหน่วยงานกำกับดูแลการเงินของจีน ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น

ผลกระทบต่อตลาด

🔻 AIA ร่วง 8.2%

🔻 Prudential ร่วงมากกว่า 5%

🔻 FWD Group ร่วง 4.5%

แรงขายดังกล่าวกดดันให้ดัชนี Hang Seng ปรับตัวลงมากกว่า 2% ในการซื้อขายช่วงเช้า

นอกจากนี้ หุ้น Ping An Insurance และ China Life Insurance ของจีน ต่างปรับตัวลงมากกว่า 1% เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีธุรกิจในฮ่องกงอยู่พอสมควร

ด้าน HSBC ร่วง 2.2% และ Standard Chartered ลดลง 1% หลังนักลงทุนกังวลว่าธุรกิจประกันของทั้งสองธนาคารอาจได้รับผลกระทบ

ที่ผ่านมา ชาวจีนจำนวนมากนิยมซื้อประกันในฮ่องกง เพราะให้ความคุ้มครองที่ดีกว่า มีผลิตภัณฑ์ออมทรัพย์และการลงทุนที่อ้างอิงสกุลเงินดอลลาร์ และให้ผลตอบแทนน่าสนใจกว่าผลิตภัณฑ์ในจีน

หากจีนเริ่มเก็บภาษีจากผลตอบแทนของกรมธรรม์เหล่านี้จริง อาจทำให้ความต้องการซื้อประกันในฮ่องกงชะลอลง และกระทบรายได้ของบริษัทประกันที่พึ่งพาลูกค้าจากจีนแผ่นดินใหญ่เป็นหลัก

ตัวอย่างเช่น Prudential เปิดเผยว่า ฮ่องกงเป็นตลาดที่สร้างกำไรมากที่สุดของบริษัทในปี 2025 โดยกำไรจากธุรกิจใหม่เติบโต 12% จากยอดขายทั้งลูกค้าในฮ่องกงและนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่

ก่อนหน้านี้ หุ้น Prudential ที่จดทะเบียนในตลาดลอนดอนก็ร่วงลงมากถึง 13% หลังข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่

ความมั่งคั่ง…ไม่ใช่แค่สิ่งที่สร้าง แต่คือสิ่งที่ส่งต่ออลิอันซ์ อยุธยา ขอแนะนำ มาย ไพรม์ เลกาซี อัลตร้า A99/6 (มีเงินปันผ...
05/08/2026

ความมั่งคั่ง…ไม่ใช่แค่สิ่งที่สร้าง แต่คือสิ่งที่ส่งต่อ

อลิอันซ์ อยุธยา ขอแนะนำ มาย ไพรม์ เลกาซี อัลตร้า A99/6 (มีเงินปันผล) แบบเงินค่าเวนคืนคงที่ ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่ออกแบบมาเพื่อช่วยวางแผนความมั่งคั่ง พร้อมส่งต่อความมั่นคงให้กับคนที่คุณรัก

พร้อมตอบโจทย์ผู้ที่มองหาโซลูชันด้านการวางแผนทางการเงินระยะยาวอย่างมั่นใจ 💙

#อลิอันซ์อยุธยา

การเบิกจ่ายงบประมาณสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้อง...
04/08/2026

การเบิกจ่ายงบประมาณสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งหาทางออก เนื่องจากปัญหาภาระงบประมาณที่ตึงตัวกำลังส่งผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาประเทศ
นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์การเบิกจ่ายที่น่าสนใจในกลุ่มข้าราชการ คือ ค่ารักษาพยาบาลด้วยการนวดไทยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากพฤติกรรมการนั่งทำงานของข้าราชการที่ก่อให้เกิดโรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางเตรียมที่จะออกกฎเกณฑ์มาควบคุมการเบิกจ่ายในส่วนนี้ให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น
นอกจากการเบิกค่ารักษาด้วยการนวดไทยที่เพิ่มขึ้นแล้ว สถิติการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลยังพบว่าผู้รับสวัสดิการมีความเจ็บป่วยด้วย "กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง" (NCDs) เพิ่มขึ้น และกลุ่มโรคนี้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงมาก
📌 เปิด 10 อันดับโรคฮิต เบิกค่ายาสูงสุด
จากข้อมูลผลการเบิกจ่ายค่ายาในระบบเบิกจ่ายตรง ประจำปีงบประมาณ 2568 พบว่า 10 อันดับโรคที่มีมูลค่าการเบิกจ่ายสูงสุด มีดังนี้
อันดับ 1 โรคเส้นเลือดในสมองแตก/อุดตัน มูลค่า 7,791.16 ล้านบาท (ผู้ป่วย 2.03 ล้านราย)
อันดับ 2 โรคเบาหวาน มูลค่า 6,202.11 ล้านบาท (ผู้ป่วย 6.1 แสนราย)
อันดับ 3 โรคไขมันในหลอดเลือดสูง มูลค่า 3,487.50 ล้านบาท (ผู้ป่วย 1.59 ล้านราย)
อันดับ 4 โรคความดันโลหิตสูง มูลค่า 3,308.80 ล้านบาท (ผู้ป่วย 1.44 ล้านราย)
อันดับ 5 โรคหัวใจล้มเหลว มูลค่า 2,313.13 ล้านบาท (ผู้ป่วย 1.13 ล้านราย)
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/economics/1245832

24/07/2026
24/07/2026

สรุป 5 ทริก ส่งต่อมรดก แบบเสียภาษี 0 บาท ที่คนรวยใช้ | WealthThink
เวลาพูดถึง “ภาษีมรดก” หลายคนอาจมองว่า นี่คือเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

เพราะเมื่อมหาเศรษฐีส่งต่อทรัพย์สินให้ลูกหลาน อย่างน้อยความมั่งคั่งบางส่วนก็น่าจะถูกจัดเก็บกลับมา เพื่อนำไปพัฒนาประเทศ

แต่ความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป

โดยจากข้อมูลในช่วงปีกว่า ๆ ที่ผ่านมา บ้านเรามีมหาเศรษฐีระดับ Top 50 ของประเทศหลายคนที่จากไป

ทำให้มีการคาดการณ์ว่ามีความมั่งคั่งที่ถูกส่งต่อ รวมกันแล้วสูงถึงราว 248,000 ล้านบาท

แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ภาษีมรดกที่รัฐจัดเก็บได้ กลับมีเพียงประมาณ 1,400 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียงแค่ 0.6% ของความมั่งคั่งที่กำลังถูกส่งต่อ

และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ หากย้อนดูข้อมูล 10 ปีที่ผ่านมา รัฐสามารถจัดเก็บภาษีมรดกได้รวมกันเพียงแค่ราว 5,000 ล้านบาท

สวนทางกับเป้าหมายที่ตั้งใจจะเก็บปีละ 4,000 ล้านบาท..

ตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนว่า คนรวยไม่ได้เก่งแค่การสร้างความมั่งคั่ง แต่ยังต้องเชี่ยวชาญในการวางแผนส่งต่อทรัพย์สินอีกด้วย

และถ้าหากอยากรู้ว่าคนรวยมีวิธีวางแผนส่งต่อมรดกกันอย่างไร จึงแทบไม่ต้องควักเงินจ่ายภาษี จนถึงขั้นที่บางครอบครัวไม่ต้องเสียภาษีมรดกเลยแม้แต่บาทเดียว

มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย

ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกถึงวิธีจัดการภาษีมรดก สิ่งแรกที่เราต้องทำความเข้าใจกันก่อนคือ สมการภาษีมรดกของบ้านเรา

อย่างแรกเลย ภาษีมรดกไม่ได้จัดเก็บจากทรัพย์สินทุกประเภท แต่จะจัดเก็บจากทรัพย์สินหลัก ๆ 4 กลุ่ม ได้แก่

- อสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน ที่ดิน และคอนโดมิเนียม
- หลักทรัพย์ตามกฎหมาย เช่น หุ้น หุ้นกู้ และกองทุน
- เงินฝากธนาคาร
- ยานพาหนะ เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ

รวมถึงทรัพย์สินทางการเงินอื่น ๆ ที่กฎหมายกำหนดเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม การได้รับมรดกเป็นทรัพย์สินเหล่านี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเสียภาษีมรดกทันที

เพราะกฎหมายจะเริ่มจัดเก็บภาษีก็ต่อเมื่อเราได้รับมรดกจากเจ้ามรดกคนเดียวกันรวมกันเกิน 100 ล้านบาท และจะคิดภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราได้รับมรดกมูลค่า 150 ล้านบาท ส่วนที่ถูกนำมาคำนวณภาษีจะมีเพียง 50 ล้านบาท ไม่ใช่มูลค่าทั้งก้อน

ซึ่งส่วนเกินที่ถูกนำมาคิดภาษีนี้ ถ้าผู้รับมรดกเป็นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ลูกหรือหลาน จะคิดในอัตรา 5% และถ้าเป็นคนอื่นจะเสียที่ 10%

พูดง่าย ๆ ภาษีมรดกของไทยจะดูว่า เราได้มรดกเป็นทรัพย์สินที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีเกิน 100 ล้านบาทหรือไม่

ถ้าได้เกินจึงค่อยดูต่อว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร เพื่อคิดอัตราภาษีที่ต้องเสียภาษี

เมื่อเข้าใจสมการนี้แล้วก็จะเห็นว่า การวางแผนมรดกจึงไม่ได้มีแค่เรื่องการลดมูลค่าทรัพย์สินไม่เกินเกณฑ์

แต่ยังเกี่ยวข้องกับทั้งประเภททรัพย์สิน และการกระจายมรดกด้วย

ซึ่งสามารถสรุปออกมาแบบเข้าใจง่าย ๆ
แบ่งออกเป็น 5 กลยุทธ์ ได้แก่

1. เก็บไว้เป็นกองมรดกที่ยังไม่แบ่ง

เมื่อเจ้ามรดกจากไป ทายาทอาจตกลงกันว่าจะยังไม่แบ่งบ้าน ที่ดิน หรือหุ้น ออกมาเป็นของใครคนใดคนหนึ่ง

แต่เลือกเก็บทรัพย์สินทั้งหมดไว้รวมกันในสถานะที่เรียกว่า กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง

การทำแบบนี้ในมุมของกฎหมายภาษีจะตีความว่า ทายาทยังไม่ได้รับมรดก และเมื่อยังไม่ได้รับ ภาระภาษีมรดกจึงยังไม่เกิดขึ้น

และหากว่าทรัพย์สินในกองมรดกนั้นสร้างรายได้ ไม่ว่าจะเป็นจากค่าเช่า หรือเงินปันผล ผู้จัดการมรดกก็แค่นำรายได้เหล่านั้นไปยื่นและเสียภาษีเงินได้ในนามของกองมรดก

ซึ่งกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง จะมีสถานะเป็นหน่วยภาษีแยกต่างหาก แต่ก็มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้เสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนหนึ่ง

ส่วนบรรดาดอกผลที่เหลือ หลังจากหักภาษีเงินได้เรียบร้อยแล้ว ทายาทก็สามารถนำมาแบ่งปันกันใช้จ่ายได้ตามปกติ

พูดง่าย ๆ นี่คือกลยุทธ์ซื้อเวลาที่ทำให้ยังไม่ต้องเสียภาษีมรดก และทายาทก็ยังสามารถเก็บเกี่ยวดอกผลจากกองมรดกนั้น ออกมาแบ่งกันใช้จ่ายได้เรื่อย ๆ ตามปกติ

2. ส่งต่อมรดกให้คู่สมรสตามกฎหมาย

อย่างที่เรารู้กันว่า หากได้รับมรดกจากเจ้าของมรดกคนเดียวกันมากกว่า 100 ล้านบาท จะต้องเสียภาษีมรดกตามอัตราภาษีที่กำหนด

แต่รู้หรือไม่ว่า หากผู้รับมรดกเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย

ไม่ว่ามรดกก้อนนั้นจะมีมูลค่ามากแค่ไหน ก็จะได้รับยกเว้นภาษีการรับมรดกทั้งจำนวนโดยไม่มีการจำกัดเพดานสูงสุดเลย

ด้วยเหตุผลนี้ หลายครอบครัวจึงเลือกส่งต่อความมั่งคั่งให้คู่สมรสก่อน

จากนั้นคู่สมรสผู้รับไม้ต่อจึงค่อยบริหารจัดการ หรือทยอยส่งต่อทรัพย์สินให้ลูกหลานในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อลดภาระภาษีมรดกลงต่อไป

3. เลือกส่งต่อเป็นทรัพย์สินที่ไม่ต้องเสียภาษีมรดก

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ภาษีมรดกของบ้านเราไม่ได้จัดเก็บจากทรัพย์สินทุกประเภท โดยส่วนใหญ่จะจัดเก็บเฉพาะพวกทรัพย์สินที่มีทะเบียนเท่านั้น

นั่นหมายความว่า ทรัพย์สินอย่างทองคำแท่ง เครื่องประดับเพชรพลอย นาฬิกาหรู พระเครื่อง งานศิลปะ

จะไม่ถูกนำมารวมคำนวณเป็นฐานภาษีการรับมรดก ไม่ว่าจะถูกส่งต่อในมูลค่ารวมกันมากมายมหาศาลแค่ไหนก็ตาม

เพราะทรัพย์สินเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ในทรัพย์สินที่จะถูกนับรวมเป็นฐานภาษีมรดก ตั้งแต่แรกนั่นเอง

ซึ่งนี่ก็คงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เรามักจะเห็นข่าวเหล่ามหาเศรษฐี มักจะนิยมสะสมของมีค่าและงานศิลปะกันนั่นเอง

4. ทยอยส่งต่อทรัพย์สิน ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่

แทนที่จะรอให้ทรัพย์สินทั้งหมดถูกส่งต่อพร้อมกันในรูปของมรดก อีกหนึ่งวิธีที่หลายครอบครัวนิยมใช้ คือการทยอยส่งต่อทรัพย์สินตั้งแต่เจ้าของยังมีชีวิตอยู่

เพราะยิ่งมูลค่าทรัพย์สินที่เหลืออยู่ในกองมรดกปลายทางน้อยลงเท่าไร โอกาสที่จะเกิดภาระภาษีมรดกก็ยิ่งลดลงตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การส่งต่อทรัพย์สินในช่วงที่เจ้าของยังมีชีวิตอยู่จะไม่ได้อยู่ภายใต้เกณฑ์ภาษีมรดก แต่จะมาอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ภาษีการรับให้แทน

โดยในแต่ละปี พ่อแม่สามารถส่งต่อทรัพย์สินให้ลูกแบบได้รับยกเว้นภาษีรับให้ สูงสุดถึง 40 ล้านบาทต่อคน ซึ่งแยกเป็น 2 ตะกร้า

ตะกร้าแรก กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อย่างเช่น บ้าน ที่ดิน สามารถโอนให้ลูกได้ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี

อีกตะกร้าที่เป็นพวกสังหาริมทรัพย์ เช่น หุ้น หุ้นกู้ เงินฝาก ก็สามารถโอนให้ลูกได้อีกไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปีเช่นกัน

นั่นหมายความว่า ถ้าครอบครัวไหนวางแผนล่วงหน้าดี ๆ แล้วทำต่อเนื่องหลายปี มูลค่าทรัพย์สินที่จะกลายเป็นมรดกในวันที่เจ้าของจากไป ก็จะค่อย ๆ ลดลง

เปรียบเสมือนการทยอยย่อขนาดกองมรดกให้เล็กลงเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้ทรัพย์สินไปกระจุกตัวจนล้นเพดาน 100 ล้านบาทในอนาคต และรอดจากภาษีมรดกไปได้แบบเนียน ๆ

5. ประกันชีวิต เครื่องมือเปลี่ยนมรดกให้เป็นเงินปลอดภาษี

ประกันชีวิตถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่ทรงพลัง ที่กลุ่มเศรษฐีนิยมใช้กันมากที่สุดในการส่งต่อความมั่งคั่ง

เพราะในทางกฎหมาย เงินสินไหมทดแทนที่ทายาทได้รับจากบริษัทประกันไม่ถูกนับว่าเป็นมรดก

ทีนี้ก็เท่ากับว่า แทนที่จะทิ้งเงินก้อนใหญ่ให้นอนนิ่งอยู่ในบัญชีธนาคารเฉย ๆ ซึ่งเงินฝากถือเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่ถูกนับรวมในฐานภาษีมรดกแน่นอน

เศรษฐีหลายคนจึงเลือกวิธีบริหารจัดการ โดยโยกเงินฝากส่วนนั้นไปจ่ายเป็นเบี้ยประกันชีวิต แล้วระบุชื่อลูกหลานเป็นผู้รับผลประโยชน์แทน

ด้วยวิธีบริหารจัดการง่าย ๆ แค่นี้ เมื่อเจ้ามรดกจากไป เงินก้อนนี้ ก็จะส่งตรงถึงมือทายาทในรูปแบบเงินสินไหมทดแทน โดยไม่ต้องเสียภาษีมรดกเลยแม้แต่บาทเดียว

และที่สำคัญไปกว่านั้น เงินสินไหมที่ได้ยังสามารถใช้เป็นสภาพคล่อง เพื่อให้ทายาทมีเงินสดก้อนใหญ่เตรียมไว้ ในกรณีที่จำเป็นต้องจ่ายภาษีมรดกของทรัพย์สินส่วนอื่น ๆ ได้อีกด้วย

อ่านมาถึงตรงนี้ เราคงเห็นแล้วว่าเหตุผลที่คนรวยบางครอบครัวสามารถส่งต่อความมั่งคั่งจำนวนมหาศาล โดยเสียภาษีมรดกเพียงเล็กน้อย หรือแทบไม่เสียเลย

อาจไม่ใช่เพราะพวกเขามีสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น แต่เป็นเพราะพวกเขาเข้าใจกติกา และวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ

ตั้งแต่การเลือกว่าจะส่งต่อทรัพย์สินเมื่อไร ส่งต่อให้ใคร ส่งต่อเป็นทรัพย์สินประเภทใด ไปจนถึงการเตรียมสภาพคล่องเอาไว้ล่วงหน้า

ดังนั้น สำหรับใครที่อยากวางแผนส่งต่อมรดก สิ่งสำคัญคือ การเริ่มจัดเตรียมโครงสร้างที่เหมาะสม กับทรัพย์สิน และครอบครัวของตัวเองให้เร็วที่สุด และที่สำคัญคือต้องถูกต้องตามกฎหมาย

เพราะยิ่งเริ่มวางแผนเร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีทางเลือกในการบริหารและส่งต่อความมั่งคั่งได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น..


#วางแผนมรดก
#ภาษีมรดก

ที่อยู่

Sukhumvit
Phra Khanong
10110

เบอร์โทรศัพท์

+66838385628

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วศิน บุญโสภาคย์ Allianz Ayudhyaผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง วศิน บุญโสภาคย์ Allianz Ayudhya:

ทางลัด

แชร์