23/12/2021
ใกล้สิ้นปีเข้าสู่ช่วงเวลามองประกันลดหย่อนภาษีอีกครั้ง ซึ่งหลายๆ คนมักมองการลดหย่อนภาษีจากประกันเป็นเป้าหมายหลัก ทำให้ส่วนใหญ่ไปเลือกประกันสะสมทรัพย์ที่ระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นความคิดที่ผิดอะไร แต่ผมมีข้อเสนอให้ลองคิดดู อย่างแรก ประกันระยะสั้นแต่ภาษีที่เราจ่ายนั้นยังอีกหลายปีกว่า ทำให้เราก็ซื้อซื้อประกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาจจะทุก 5 ปีบ้างทุก 2 ปีบ้างซึ่งหลายคนคงสงสัยว่าแล้วมันจะมีปัญหาตรงไหน ผมเลยสรุปมาให้เป็นข้อๆ ดังนี้ครับ
ข้อที่ 1 ประกันเมื่อเราซื้อ 1 เล่มนั้น ก็จะมีค่าใช้จ่ายพวกค่าธรรมเนียนแฝงอยู่ในนั้น หมายความว่า ทุกครั้งที่เราซื้อเล่มใหม่เรื่อยๆก็จะมีค่าธรรมเนียมใหม่ๆ บวกเพิ่มในทุกๆ เล่ม จึงเป็นการเสียค่าธรรมเนียมไปฟรีๆ
ข้อที่ 2 ถ้าทำประกันมาแล้วหลายเล่มก็จะเห็นว่าเมื่ออายุมากขึ้น ความคุ้มครองต่อเบี้ยที่จ่ายก็จะเปลี่ยนไป เพราะความเสี่ยงในชีวิตสูงขึ้นตามอายุ เท่ากับว่า เราก็ต้องจ่ายเบี้ยแพงขึ้นแต่ได้ความคุ้มครองที่อาจจะเท่าเดิม
ยกตัวอย่างเช่น สะสมทรัพย์ 15/25 ตอนอายุ 30 ปีที่ทุนประกัน 1,000,000 บาท จะมีเบี้ยประกันอยู่ที่ 80,500 บาทต่อปี กลับกัน ถ้าทุนประกันเท่าเดิมแต่ซื้อตอนอายุ 50 เบี้ยประกันที่ต้องชำระจะอยู่ที่ 84,500 บาทต่อปี
ข้อที่ 3 เกิดอยู่ดีๆ หากมีโรคประจำตัวรุนแรงขึ้นมาก็อาจจะทำให้เราซื้อประกันเล่มใหม่ๆ ไม่ได้อีกเลยก็เป็นได้
จากที่กล่าวมา หากลูกค้าจะซื้อประกันสะสมทรัพย์ ก็อยากจะแนะนำที่มันค่อนข้างจะครอบคลุมตามระยะเวลาการจ่ายภาษีของเรามากกว่า เช่น เราอายุ 30 ปีก็จะจ่ายภาษีไปอีกประมาณ 30 ปีก็จะแนะนำประกันที่มีเวลาชำระเบี้ยใกล้เคียงนั้นจะคุ้มค่าที่สุด
ดังนั้น ผมเลยอยากให้เกิดมองมุมใหม่ว่าการลดหย่อนภาษีนั้นเป็นกำไรจากการที่เราทำประกันที่เหมาะสมกับตัวเรา
ที่นี้ประกันที่เหมาะสมกับตัวเราจะดูจากอะไรบ้าง ผมเลยสรุปมาให้คร่าวๆ ดังนี้ครับ
1.เงินในกระเป๋า โดยปกติค่าเฉลี่ยของการซื้อประกันจะอยู่ที่ 5-10% ของรายได้ต่อปี
2.ซื้อประกันเพื่ออะไร
ถ้าเพื่อความคุ้มครอง เราก็ดูจากคนข้างหลังเราจะเดือดร้อนแค่ไหนเมื่อเราจากไป จำเป็นต้องใช้เงินเท่าไร เป็นระยะเวลานานแค่ไหน
ถ้าเป็นเรื่องสุขภาพ ก็ดูจากโรงพยาบาลที่เราจะไปเข้า หรือพื้นที่รอบๆ ตัวเรา บางคนชอบบอกว่ามีสวัสดิการอยู่แล้ว ซึ่งในส่วนของความคุ้มครองนี้ มันยังมีค่าชดเชยต่างๆ กรณีที่เป็นหนักๆ หรือเพิ่มจากสวัสดิการที่เรามีอีกด้วย เช่น ชดเชยการไม่ได้ไปทำงาน ชดเชยการเป็นโรคร้ายแรง และถ้าเกิดเราทุพพลภาพซึ่งใช้เงินสูงกว่าเสียชีวิต ก็มีค่าชดเชยในส่วนนี้ด้วย
ถ้าเพื่อเงินออม ในมุมมองส่วนตัวการออมเงินช่องทางอื่นมีที่ดีกว่าการทำประกันสะสมทรัพย์มาก แต่สิ่งที่ประกันสะสมทรัพย์ให้ได้คือ วินัยในการออม และเงินปลายทางที่แน่นอน นั่นเท่ากับว่าเราบริหารเงินได้ว่าเราอยากได้เท่าไรในท้ายที่สุดและจะได้ตามนั้นแน่นอน
ถ้าเพื่อการเกษียณอายุ ก็จะคล้ายกับประกันการออมเงิน แต่ระยะเวลาและวิธีรับเงินอาจจะต่างกัน
ดังนั้นในมุมมองของผม ประกันชีวิตและสุขภาพควรมีในลำดับแรก >> ประกันเพื่อการเกษียณ >> ประกันออมทรัพย์
เนื่องจาก การเก็บเงินเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเราไม่มีการโอนย้ายความเสี่ยงด้านสุขภาพไว้ เกิดเราเป็นอะไรขึ้นมา แผนในการดำเนินชีวิตก็จะผิดเพี้ยนไป เงินที่เราเก็บเพื่อทำอย่างอื่นก็จะต้องไปดึงมาใช้ เป้าหมายที่เราอยากทำ เช่นซื้อบ้าน ซื้อรถ แต่งงาน หรือเงินเก็บเพื่อเกษียณ ก็อาจจะถูกเลื่อนไป เก็บนานขึ้น หรือทำไม่ได้ตามแผนเดิมอีกเลย
สุดท้ายนี้ล่าสุดในปีภาษีนี้ 2564 ประกันสามารถไปลดหย่อนภาษีได้ 100,000 บาท โดยสามารถลดหย่อนในส่วนของสุขภาพได้ 25,000 บาท และประกันเพื่อการเกษียณสามารถไปลดหย่อนได้ถึง 15%ของเงินได้ แต่ต้องไม่เกิน 200,000 บาท
#ลดหย่อนภาษี #ประกันชีวิต #ความรู้ทางการเงิน #ที่ปรึกษาการเงิน #ตัวแทนประกันชีวิต