ไดอารี่ของปลายดอย

ไดอารี่ของปลายดอย แบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการเทรด

สรุป อัตราส่วนทางการเงินที่สายปัจจัยพื้นฐานต้องรู้ EP.1 Financial Ratios หรืออัตราส่วนทางการเงิน เป็นตัวเลขที่เราสามารถน...
07/03/2025

สรุป อัตราส่วนทางการเงินที่สายปัจจัยพื้นฐานต้องรู้ EP.1

Financial Ratios หรืออัตราส่วนทางการเงิน เป็นตัวเลขที่เราสามารถนำมาวิเคราะห์และประเมินสถานะการเงินของธุรกิจโดยการเปรียบเทียบกันได้ในแต่ละบริษัท ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการทำกำไรของบริษัท, สภาพคล่อง, ประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ รวมไปถึงการประเมินว่าราคาหุ้นในปัจจุบันสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Valuation)

โดยอัตราส่วนทางการเงินแบ่งออกเป็น 5 หมวดหลัก ดังนี้
1. อัตราส่วนวัดความสามารถในการทำกำไร (Profitability Ratios)
2. อัตราส่วนสภาพคล่อง (Liquidity Ratios)
3. อัตราส่วนโครงสร้างทางการเงิน (Leverage Ratios)
4. อัตราส่วนประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Efficiency Ratios)
5. อัตราส่วนมูลค่าหุ้น (Market Value Ratios)

ซึ่งใน Ep. นี้ จะพูดถึงในเรื่อง อัตราส่วนวัดความสามารถในการทำกำไร (Profitability Ratios) เป็นหมวดที่ใช้วิเคราะห์ในด้านความสามารถในการทำกำไรของบริษัทว่าดีแค่ไหน ซึ่งแต่ละอัตราส่วนจะมีลักษณะเป็นอย่างไรบ้างนั้น สามารถอ่านต่อได้เลยค่ะ

#ไดอารี่ของปลายดอย

Elliott Wave  เป็นการเทรดที่ต้องอาศัยความเข้าใจในโครงสร้างตลาด เพราะไม่ใช่มีแค่การนับ Wave ที่มีหลากหลายรูปแบบ แต่ยังต้อ...
01/03/2025

Elliott Wave เป็นการเทรดที่ต้องอาศัยความเข้าใจในโครงสร้างตลาด เพราะไม่ใช่มีแค่การนับ Wave ที่มีหลากหลายรูปแบบ แต่ยังต้องฝึกอ่านโครงสร้างให้ชำนาญอีกด้วย รวมถึงการทำความเข้าใจในการวิเคราะห์แนวโน้มและพฤติกรรมของตลาดของแต่ละช่วงว่าควร Action แบบไหนในสภาวะดังกล่าว ซึ่งการเลือก Action ให้เหมาะสมกับสภาวะของตลาดนั้น เป็นโอกาสในการเทรดและเมื่อเราเลือกใช้วิธีการได้เหมาะสมมันจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ดี

สำหรับใครที่สนใจในเรื่องของ Elliott Wave ที่ต้องการศึกษาลงลึกมากกว่าเดิม และมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน เรามีคอร์สมาแนะนำค่ะ

Intensive Elliott Wave Trading Workshop
Elliott Wave by โค้ชมุกมิก X Guardian Academy

โดยคอร์สนี้ เป็นคอร์สเรียนสดแบบจับมือทำ โดยเป็นการเรียนรู้แบบมีทิศทางในการฝึกฝน ที่หากมีข้อสงสัยในส่วนไหนก็สามารถสอบถามทีมงานได้ตลอดทั้งคลาส

สอนโดย โค้ชมุกมิก ผู้เชี่ยวชาญด้านการเทรดที่ได้รับใบรับรองระดับสากล CFTe และ CMT (Level 3) แอบรู้มาว่าปกติแล้วต้องรอคิวเรียนเป็นเดือน แต่ที่นี่เปิดโอกาสให้เราได้เรียนทันที ไม่ต้องรอ พร้อมถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่รวมถึงข้อสังเกต เทคนิค และแนวคิดที่ช่วยให้นำไปใช้ได้จริงในการเทรดของตัวเอง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงโครงสร้างตลาดเข้ากับการนับคลื่น เพื่อช่วยให้เข้าใจการเทรดในมุมมองที่ลึกขึ้นกว่าเดิม

และ Highlight ที่สำคัญในคลาสเรียนนี้คือ ผู้ที่ลงเรียนมีโอกาสในเส้นทางสายอาชีพ Prop trading หากผ่านการประเมินผลงานจากทางบริษัท อย่างที่เรารู้กันว่า การเข้าสู่อาชีพนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องมีความสม่ำเสมอและผลงานการเทรดที่พิสูจน์ได้ ซึ่งคอร์สนี้เปิดโอกาสให้เราสามารถเรียนรู้พัฒนาทักษะจากผู้เชี่ยวชาญ ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับสายงาน Prop trading ได้

ซึ่งเนื้อหาในคอร์สนี้ ครอบคลุม

Neo Vs Classical Elliott Wave
Introduction to Elliott Wave มีกี่แบบ และทำไมจึงควรเลือกแบบนี้ มันง่ายกว่ายังไง
Wave Pattern (Impulse, Zigzag, Triangle etc.) ปรับใช้กับ TFEX, Gold, and Crypto
Corrective Waves คืออะไร มีลักษณะของคลื่นเป็นอย่างไร ต่างจาก Motive Waves ยังไง
Zigzag, Flat, Triangle, Combination แต่ละประเภท แตกต่างกันอย่างไร
Set your own Trade Setup
ได้สิทธิพิเศษในการดู vdo ย้อนหลังตลอดชีพ

เรามองว่า ถ้าอยากพัฒนาแนวทางการเทรดให้เป็นระบบมากขึ้น เข้าใจโครงสร้างตลาดในเชิงลึก และลดข้อผิดพลาดในการตัดสินใจ คอร์สนี้ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องการใช้ Elliott Wave ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ


#ไดอารี่ของปลายดอย

รีวิวคอร์ส Volume Entry Specialist - VES จับจังหวะหุ้นสวย ทำกำไรด้วย Volume สอนโดย พี่แม็ก สุนทร บัวทอง หรือเจ้าของเพจ T...
10/10/2024

รีวิวคอร์ส Volume Entry Specialist - VES จับจังหวะหุ้นสวย ทำกำไรด้วย Volume สอนโดย พี่แม็ก สุนทร บัวทอง หรือเจ้าของเพจ THE TRADER

คอร์สนี้มีเนื้อหาทั้งหมด 21 วิดีโอ ความยาวกว่า 9 ชั่วโมง โดยเนื้อหาจะแบ่งออกเป็น 4 พาร์ทใหญ่ๆ ดังนี้ค่ะ

Part 1 : Dow Theory “แม่แบบของทุกทฤษฎีการเทรด” บทนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องพื้นฐานที่เราต่างเคยได้อ่านผ่านตาหรือเล่าเรียนกันมาบ้างแล้ว แต่สำหรับในคลาสเรียนนี้พี่แม็กจะพาทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานของทฤษฎีดาวไปจนถึงในระดับ Advance เพื่อนำไปต่อยอดใช้กับเครื่องมือ VES รวมถึงการประยุกต์ใช้ร่วมกับ Indicator อื่นๆในแต่ละบทเรียน ไม่ว่าจะเป็น Stochastic , Elliott wave , Volume Profile และ Fibonacci เพื่อให้เราเข้าใจการใช้เครื่องมือต่างๆร่วมกับทฤษฎีดาวรวมถึงเข้าใจการหยิบใช้เครื่องมือในแต่ละสภาวะตลาดอีกด้วย


📌 Wyckoffy Logis Trading หัวข้อนี้พี่แม็กเสริมเข้ามาในพาร์ทของ Dow Theory โดยอธิบายตั้งแต่การเคลื่อนที่ของตลาดว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร และในรูปแบบ Dow and Wyckoffy Logis เมื่อนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันจะมีลักษณะประมาณไหน ในระหว่างการสอนพี่แม็กจะมีสอดแทรก Tick ในการดู และบอกจุดที่ควรโฟกัส เพื่อให้เรามีความเข้าใจมากขึ้นค่ะ

Part 2 : Moving Average

พี่แม็กจะนำเส้น MA หรือ Moving Average มาใช้เพื่อให้เรารู้ว่าในช่วงนั้นตลาดคือเทรนด์อะไร ซึ่งในพาร์ทนี้มีเทคนิคในการใช้เส้น MA ในสภาวะตลาดช่วงต่างๆเยอะมาก โดยมีโจทย์สำคัญว่า ‘เมื่อเกิดเทรนด์แล้วเราต้องไม่หลุดเทรนด์’ ซึ่งเราจะนำมาประยุกต์ใช้เทคนิค VES ของพี่แม็กในพาร์ทต่อๆไปค่ะ

Part 3 : Volume Profile

เนื้อหาในพาร์ทนี้จะเป็นการสอนใช้ Volume Profile สไตล์พี่แม็ก ที่พี่แม็กเล่าในคลาสเรียนว่า การใช้ Volume Profile ในรูปแบบนี้ได้ผ่านการวิจัยมาแล้ว

Part 4 : Volume Entry Speclalist (การเข้าออเดอร์แบบพิเศษโดยใช้ Volume)

ในพาร์ทนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของคอร์สนี้เลยค่ะ นอกจากจะอธิบายการใช้ตัว VES อย่างละเอียดพร้อมกับการประยุกต์ใช้ผ่านตัวอย่างแล้ว พี่แม็กยังมี “TIP AND THECNIC” ในการเทรดที่จำลองออกมาให้ดูว่า ในการเล่น VES มีเทคนิคอะไรบ้างรวมถึงวิธีการการคัดเลือกโบรกเกอร์ในการเทรดอีกด้วยซึ่ง TIP AND THECNIC ที่พี่แม็กสอนในคลาสนั้นมีหัวข้อที่น่าสนใจ ดังนี้ :

✅ Break and Retrace VES : บทเรียนนี้จะพูดถึงการนำ VES มาประยุกต์ใช้กับพฤติกรรมราคาอย่างการ Break out และ Retracement ว่าจุดที่ที่เราสามารถเข้าไปเทรดหลังจากที่เกิดพฤติกรรมเหล่านี้ได้ รวมถึงการใช้ VES ในโซนราคาที่มี Volume หนาแน่นอีกด้วย

✅ Internal/External : เป็นการอธิบายรูปแบบการเทรดตามเทรนด์ และรูปแบบการเทรดสวนเทรนด์ ผ่านการใช้ VES ในแต่ละจุดเพื่อหาจุดเข้าเทรดที่ได้เปรียบ โดยพี่แม็กจะพูดถึงเรื่องจุดเข้าอย่างละเอียดในพาร์ทของ Run-Trend Entry

✅ Run-Trend Entry : การเข้าหลังจากที่ราคาเกิดเทรนด์ โดยพี่แม็กจะอธิบายควบคู่กับ Reversal Pattern ,C-Trap Fakeout และ Weak Pattern ที่ได้สอนไปในช่วงต้นของคอร์สเรียนนี้เพื่อประยุกต์ใช้กับโซนที่มีนัยสำคัญจาก VES นอกจากการเทรดรันเทรนด์ ในคลาสเรียนยังพูดถึงการเทรดแบบ Scalping Entry และ Countertrend Entryด้วยเช่นกัน

✅ How to TP : บ่อยครั้งที่เราเข้าเทรดไปแล้วแต่ไม่รู้ว่าจะไปออกที่จุดไหน ในหัวข้อนี้พี่แม็กจะอธิบายเรื่องของเป้าราคาผ่านการใช้ VES เพื่อวางแผนในการเทรดครั้งต่อๆไป

✅ NEWS Trading : ในส่วนของการเทรดข่าวสไตล์พี่แม็กเรามองว่าแอบเป็น Gimmick ของคลาสเรียนนี้ด้วยเหมือนกันค่ะ เพราะเป็นการประยุกต์ใช้โครงสร้างราคาและ VES ผ่านช่วงตลาดที่มีความผันผวนมากกว่าปกติ

เนื้อหาทั้งหมดนี้ถูกเรียบเรียงจากผู้ที่มีประสบการณ์ลงทุนในตลาดมากกว่า 12 ปี รวมถึงเป็นเจ้าของรางวัล The Best Fx Instructor จาก WikiFX 2024 และมีใบรับรอง Certified Elliott Wave Analyst (CEWA) อีกด้วย

นอกเหนือจากเนื้อหาที่เราได้รีวิวไปยังมีอีกหลายหัวข้อที่เป็นรายละเอียดต่างๆ ในคอร์สนี้ที่สามารถนำมาประยุกต์ในการเทรดสินทรัพย์ต่างๆ ได้จากพฤติกรรมของราคาและการใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์แตกต่างกันออกไป โดยสไตล์การสอนของพี่แม็กจะเน้นสอนทฤษฎีประกอบกับการยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ซึ่งยกตัวอย่างเยอะมากกกกกก สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้นอยากเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคที่ใช้เทรดในตลาดตั้งแต่เรื่องพื้นฐานไปจนถึงเทคนิคเฉพาะตัวที่ Advance ของพี่แม็ก เรามองว่าคอร์สเรียนนี้เป็นหนึ่งในคอร์สเรียนที่น่าสนใจค่ะ

นอกเหนือจากเนื้อหาในคอร์สแล้ว ยังมีกลุ่มแชทที่สามารถส่งการบ้านหรือสอบถามข้อสงสัย และมี Market Updata รายวันผ่านหน้าเพจ THE TRADER อีกด้วยค่ะ ซึ่งคอร์สนี้จะสอนผ่าน SkillLane สำหรับใครที่สนใจเรียนรู้เนื้อหาและเทคนิคการเทรดของพี่แม็ก THE TRADER สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้จากลิงค์ต่อไปนี้ได้เลยค่าาาา https://www.skilllane.com/courses/6495


#ไดอารี่ของปลายดอย

สรุป Trading Risk Management & Money Managementจากพี่ต้าน Mudley Group การเทรด คือ Mind Game - เทรดเดอร์เป็นหนึ่งในอาชีพ...
15/09/2024

สรุป Trading Risk Management & Money Management
จากพี่ต้าน Mudley Group

การเทรด คือ Mind Game - เทรดเดอร์เป็นหนึ่งในอาชีพที่ถูกเล่นกับจิตใจเยอะ เพราะเมื่อเราเข้าไปเทรดในตลาดหรือกลไกต่างๆจะมีวิธีการเล่นกับจิตใจมากมายหลายแบบ สังเกตว่าถ้าเทรดแพ้ (ยิ่งแพ้ติดต่อกัน) เรามักจะรวน รับมือไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะแพ้ ทำให้วิธีที่ใช้เทรดประหลาดขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่ปัญหาการเทรดที่หนักขึ้น

วิธีคิดที่เหมือน/แตกต่างของเทรดเดอร์ - เมื่อเรียนมาด้วยกัน ถูกสอนมาด้วยกัน ย่อมมีวิธีคิดที่เหมือนกัน แต่จุดที่ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่นที่เป็นเทรดเดอร์เหมือนกัน คือ ‘จังหวะเข้าโค้ง’ หรือจังหวะที่มีการเล่นกับจิตใจ เช่น ตลาดที่มีการ Panic ซึ่งเป็นจังหวะที่มืออาชีพกล้าเข้าไปตัดสินใจ อย่างที่เรารู้ว่า Legendary ตัดสินใจในช่วงที่ตลาดตกต่ำ ซึ่งเป็นช่วงที่เกิด Reward สูงมากกว่าปกติ ต่างจากเราที่ไม่ได้มีก๊อกหรือการคิดโมเดลไว้สำหรับจังหวะเหล่านี้ เมื่อโอกาสมาถึงเราจึงไม่ได้ประโยชน์

💡 สิ่งที่ทำให้เราได้เปรียบคนอื่น คือ ทำความเข้าใจในจังหวะที่มีผลกับจิตใจ โจทย์คือเราจะออกแบบการเทรดของเราให้ Match กับจุดพวกนี้ได้อย่างไร? ถ้าเรารับมือกับจังหวะเหล่านี้ได้ รู้จุดหยุด-จุดพอ ในระยะยาวเราก็จะแตกต่างเอง

Value at Risk - สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเป็นเทรดเดอร์ คือ พยายามอยู่ในเกมดู Growth ของพอร์ตประกอบกับ Value at Risk ที่เรารับได้ ในเรื่องของความเสี่ยงเมื่อราคาอยู่ในระดับต่างๆ แต่ไม่ได้อยู่ในระดับที่เราคาดคิด แต่เรามักจะไม่ได้คิดต่อว่า ถ้าราคาลงไปถึงจุดๆนั้น พอร์ตของเราจะขาดทุนเท่าไหร่ รับได้ไหม? ดังนั้น ให้เรามาร์กจุดที่เรารับไม่ได้ไว้ก่อน จะได้รู้ Maximize ของการขาดทุน ซึ่งนั่นเป็นการนำจุด Confidence Level มาดีไซน์เรื่องความเสี่ยง (เผื่อระยะไว้ด้วย) และออกแบบไปตามโมเดลที่เราทำได้

แพ้วินัยตัวเอง - เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ที่ขาดทุนนั้นมักจะ ‘แพ้วินัยตัวเอง’ อย่างการไป Overtrade จากการไปมองเกมของคนอื่นที่เขาได้กำไรเยอะ แต่อย่าลืมว่า ทุกคนมีโมเดลการเทรดที่ไม่เหมือนกัน ยิ่งโมเดลการเทรดนั้นได้กำไรเยอะมากเท่าไหร่ รูปแบบการสวิงของกำไรหรือจำนวนสัญญาที่เราถือก็สูงขึ้นตาม

ดังนั้น ต้องเริ่มจากการมองพื้นฐานของตัวเองว่าควรจะเล่นอยู่ในเลเวลไหน? ซึ่งเกมการเงินนี้ทำให้เราเข้าใจว่าการที่คนหนึ่งได้กำไรนั้นต้องมีอีกคนที่ขาดทุน เหมือนบังคับให้เราหลุดเกม ไปเล่นอีกเกมหนึ่งเหมือนกับ Game Theory พี่ต้านบอกว่า เราต้องอยู่ในเกมของตนเอง ถ้าเราวางระบบ วางแผนมาแล้วว่ารับกับการเทรดแบบนี้ได้

โมเดลการเทรด - เราต่างมีเครื่องมือที่ Match กับเราไม่เหมือนกัน เราต้องทำความเข้าใจเครื่องมือให้เยอะก่อนว่า ทั้งหมดนี้มีเครื่องมีการเทรดกี่แบบ ไม่ใช่ใช้ตามคนอื่นไปเลย ถ้ารู้ว่าเกิดความเสี่ยงขึ้นไม่ว่าจะจากเหตุการณ์ใดก็ตามให้ถามตัวเองก่อนว่า โมเดลของเราสามารถรับความเสี่ยงตรงนี้ได้ไหม? และควรออกแบบโมเดลให้เรียบง่าย เมื่อไหร่ก็ตามที่โมเดลของเราซับซ้อน ความยากที่จะทำให้ Stable ก็มากขึ้นเพราะเราไม่เข้าใจมันลึก

📌 ลึกๆแล้วเราสามารถหาโมเดลที่ Stable ได้อยู่แล้ว แต่มันวนกลับมาที่เดิมที่เราไม่พอใจในกำไร กำไรที่ได้จากโมเดลที่ Stable นั้นไม่เยอะ อาจเพราะเราเคยเห็นมืออาชีพสามารถเทรดได้กำไรมากกว่านี้ ในงานสัมนาพี่ต้านพูดไว้ได้น่าสนใจว่า เราลองเอากำไรที่ทำมาจากโมเดลง่ายๆออกมาก่อน แล้วค่อยไปลองในวิธีที่มืออาชีพทำ ‘เอากำไรไปทำ แต่อย่าเพิ่งเอา Capital ไปทำ’ มันอาจจะช้า แต่มันการันตีว่าเราจะไม่โดนลบออกจากโลก Trading อย่างแน่นอน

💡 หลักการของ Cash Flow คือการสร้าง Trading Activity ที่ Stable ขึ้นมา

เสน่ห์ของการเทรด -เกมของการเทรดมันทำให้รู้สึกว่าเราถูก อย่างเช่น เราเข้าไปซื้อที่ราคา 800 โดยวางเป้าหมายราคาไว้ที่ 825 เมื่อราคาขึ้นมา 820 แล้วราคากลับทุบลงไปต่อ ทำให้เรารู้สึกว่าทำไมเราถึงไม่ออกก่อน ในทางกลับกัน ถ้าเราตัดสินใจขายที่ 820 แล้วราคาขึ้นไป 850 หรือ 900 เราก็จะรู้สึกว่าทำไมถึงไม่ทนถือให้นานกว่านี้ แต่ถ้าเราทำการบ้านไว้แล้วในจุดเหล่านี้เป็นจุดที่เราต้องยอมจ่าย (ค่าประกัน / ค่า Protection ซึ่งพี่ต้านอธิบายต่อในเรื่องของ Options ที่เรามักจะซื้อ Options ตอนที่โมเดลของเราเป็นจุดแพ้หรือเป็นจุดที่พอใจกำไร และการมี Options ทำให้เราไม่ต้องมอบตัวหรือหนีออกจาก Position ของตลาดในตอนนั้น) ปกติเรามักจะเลือกไม่ซ้ายสุดก็ขวาสุด แต่จุดแบบนี้เราควรจะเลือก ‘ตรงกลาง’

ความพอใจในกำไร - ถ้าถึงจุดที่เราเริ่มรู้สึกว่าราคาจะไปต่อหรือไม่ ให้รู้จักเก็บกำไรออกมาก่อน ให้ระหว่างที่เทรดเรารู้สึกสบายใจบ้าง และถ้าราคาจะไปต่อจริงๆ เราต้องแฮปปี้กับมัน เข้าใจมันว่า ‘เราไม่ได้ทั้งหมดแต่ดีกว่าเราไม่ได้อะไรเลย และดีกว่าเราเสีย’ นั่นเป็นเรื่องของการพอใจกำไร มันจะทำให้เราเติบโตขึ้นเอง เมื่อเราพอใจในกำไรมันจะทำให้ Action ของเราต่อเนื่องขึ้น เกิดความคิดที่เป็นลูกโซ่คิดว่าจะทำอะไรต่อไป ซึ่งการคิดแบบนี้มันทำให้เราสามารถอยู่ในเกมได้อย่างต่อเนื่อง

📌พี่ต้านเน้นเรื่องความต่อเนื่องของ Action ถ้าเราอยู่ในเกมได้ไม่ว่าตลาดจะพาเราไปที่ไหน แสดงว่า เรากำลังก้าวเข้าสู่การเป็นมืออาชีพ

ลูกโซ่ของการกระทำ/ ลูกโซ่ของการตัดสินใจ - ส่วนใหญ่เรามักจะการขาดทุนเกิดจากการโดน Stop Loss ดังนั้น เราต้องเริ่มจากการดีไซน์ Money Management ของเราก่อน ถ้าเราสามารถเซตความต้องการกำไรของเราให้ลดลงได้ โอกาสการขาดทุนก็จะลดลงตาม ยิ่งเราตั้งกำไรสูงมากเท่าไหร่ โอกาสในการขาดทุนก็จะสูงตาม เพราะมันขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่เราใส่เข้าไปในตลาด เมื่อใส่ Position ที่ใหญ่ขึ้น พอร์ตของเราก็จะ Volatile จากการขาดทุนจากสิ่งที่ไม่คาดหวังสูงขึ้น เมื่อผิดหวังก็ขาดทุนหนักขึ้น สุดท้ายเราก็จะกลับไปหาวิธีการต่างๆที่สามารถชดเชยกำไรของพอร์ต วนเวียนเป็นวัฏจักรแบบนี้ไปเรื่อยๆ

ไม่มีอะไรที่จะเสีย-ถ้าเรามองทุกมุมแล้วพบว่า ‘ไม่มีอะไรที่จะเสีย’ แสดงว่าอันตรายกำลังจะเกิดขึ้น เพราะในที่แห่งนี้ยังมีคนที่ใหญ่กว่าเก่งกว่าเรา พี่ต้านแนะนำว่า เมื่อเราชนะบ่อยๆหรือได้กำไรเยอะ เราอาจแบ่งส่วนไว้หรือ Allocate ไปไว้ที่อื่นบ้าง - ยิ่งเราชนะมากขึ้นเท่าไหร่ อันตรายจะยิ่งใหญ่ขึ้น

📌ขนาดพี่ต้านเข้มงวดกับเรื่องความเสี่ยงตลอด ยังเจอเลย และถ้าเราไม่สนใจความเสี่ยงล่ะจะเจอกับอะไรบ้าง? เพราะความเสี่ยงเป็นสิ่งที่เราต้องเจออยู่แล้ว มันคือการเผื่อว่าในสิ่งที่เราทำนั้นมีโอกาสที่จะเกิดอะไรบ้าง ต่อให้เราทำเงินมาได้เท่าไหร่ ถ้าเราเพิกเฉยความเสี่ยง สุดท้ายแล้วมันจะเอาคืนไปทั้งหมด

✅ ตอนที่สภาวะจิตใจของเรากำลังดำดิ่ง ตอนนั้นเราบริหารจัดการอย่างไร?

จิตใจของเรานั้นต้องใช้เวลาในการ Recover ใช้ทั้งความอดทน ใช้พลังใจในทุกๆเรื่อง เพราะเรื่องนี้มันกำลังสะท้อนว่า เมื่อได้เจอกับวิกฤตหรืออุปสรรค เรามีความพร้อม ความรับผิดชอบ และความอดทนต่อสิ่งเหล่านี้มากแค่ไหน ซึ่งเป็นการทดสอบตัวตนในอีกรูปแบบหนึ่ง

📌ต่อให้เราพร้อม เราก็มีโอกาสที่จะแพ้ แต่ถ้าอย่างน้อยก็ได้สู้ และเมื่อสู้เราก็มีโอกาสได้เรียนรู้

เคยทำแบบไหนได้ดี ก็ทำแบบนั้น เพราะสิ่งที่ทำให้เราพลาดคือการพยายามโตมากกว่าเดิม ถ้าเราขับเคลื่อนตัวเองด้วย Return เราอาจพลาด ถ้าอยากเปลี่ยนไปเล่นเกมที่ไม่ถนัด เราควรจะคุยหรือศึกษาจากคนที่อยู่ในเกมนั้นมาก่อนว่าเป็นอย่างไรบ้าง? จนถึงวันนี้พี่ต้านยังทุ่มเทเวลาเพื่อเรียนรู้ความผิดพลาดที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งเหล่านั้น? ตอนนี้เราทำอะไรได้บ้าง? ทำอย่างไรให้เกิดความสม่ำเสมอ? ทำอย่างไรให้ไม่กลับไปทำแบบเดิม?

จบแล้ววววววววว ทั้งหมดนี้สรุปจากหัวข้องานสัมนาของโครงการ จากงานสัมนา TFEX Next Gen : Road to Professional Trader ที่บรรยายโดยพี่ต้าน Mudley Group ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆ และโครงการดีๆค่ะ

#ไดอารี่ของปลายดอย

การประเมินมูลค่าหุ้นแบบ Top Down Approach    การวิเคราะห์แบบ Top Down Approach คือการวิเคราะห์ภาพรวมของเศรษฐกิจ เพื่อประ...
23/01/2024

การประเมินมูลค่าหุ้นแบบ Top Down Approach

การวิเคราะห์แบบ Top Down Approach คือการวิเคราะห์ภาพรวมของเศรษฐกิจ เพื่อประเมินว่าถึงจุดที่เราควรเข้าซื้อหุ้นแล้วหรือยัง หรือเมื่อไหร่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ โดยจะเริ่มวิเคราะห์จากภาพที่ใหญ่ที่สุด (สภาวะเศรษฐกิจ) แล้วลงมาที่ภาพเล็ก (บริษัทหรือตัวหุ้น)

การวิเคราะห์ในวิธีนี้จะมีเรื่องของวัฏจักรเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน โดยคุณกวีมี 2 ตัวเลขที่ช่วยวิเคราะห์เพื่อหาจุดที่เศรษฐกิจใกล้เกิดวิกฤต ดังนี้ :

1. ตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจ GDP (Gross Domestic Product)

ตัวเลข GDP เป็นตัวเลขที่นิ่งกว่าตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ เนื่องจากเป็นการนำตัวเลขเศรษฐกิจอย่าง C+I+G+(X-M) มารวมกัน ซึ่งความน่าสนใจก็คือ ตัวเลขนี้ยังมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันกับการเติบโตของกำไรบริษัทที่จดทะเบียนอีกด้วย

2. ตัวเลขเงินเฟ้อ (Inflation)

เงินเฟ้อเป็น ภาวะที่สินค้าหรือบริการมีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้านี้ทำให้มูลค่าของเงินลดลง เพราะต้องใช้เงินจำนวนมากขึ้นเพื่อซื้อของชิ้นเดิม

ในทางทฤษฎี ตัวเลขทั้ง 2 นี้จะไปในทิศทางเดียวกัน หมายความว่า ราคาสินค้าจะเพิ่มตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเราสามารถแบ่งสภาวะเศรษฐกิจออกเป็น 4 ช่วง ซึ่งแต่ละช่วงนั้นมีผลต่อการลงทุนสินทรัพย์ชนิดต่างๆ ดังนี้:

✅ ช่วงที่ 1 ระยะฟื้นตัว (Recovery)

เป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวหลังจากเผชิญภาวะตกต่ำ ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ เริ่มดีขึ้น เราสามารถสังเกตได้จาก GDP Growth ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องติดต่อกันตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป โดยที่เงินเฟ้อหรือราคาสินค้าลดลงและดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ

🔹กลุ่มหุ้นที่ได้ปัจจัยบวก

กลุ่มพลังงานและสินค้าอุตสาหกรรม
กลุ่มธนาคารและการเงิน
กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง

✅ ช่วงที่ 2 ระยะเฟื่องฟู (Peak)

เป็นช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวมากที่สุดในวัฏจักร ซึ่งมาพร้อมกับเงินเฟ้อและราคาสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามเศรษฐกิจที่ขยายตัว GDP เติบโตช้าลง แต่เศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวได้มากกว่าเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น

🔹กลุ่มหุ้นที่ได้ปัจจัยบวก

กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค
กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์
กลุ่มท่องเที่ยวและบริการ

✅ ช่วงที่ 3 ระยะถดถอย (Recession)
เป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวหลังจากผ่านช่วง Peak มาแล้ว สังเกตจากตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ที่ชะลอการเติบโตลง พร้อมกับเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเดิม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

🔹กลุ่มหุ้นที่ได้ปัจจัยบวก
กลุ่มโรงพยาบาลและสุขภาพ
กลุ่มสาธารณูปโภคพื้นฐาน

✅ ช่วงที่ 4 ระยะตกต่ำ (Trough)

เป็นช่วงที่เศรษฐกิจหดตัวมากที่สุดในวัฎจักร ตัวเลข GDP อาจถึงขั้นติดลบ อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เงินเฟ้อปรับตัวลดลงจากรายได้ที่ลดลงของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งในระยะนี้ ภาครัฐจะมีเข้ามามีบทบาทในการการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ย

🔹 กลุ่มหุ้นที่ได้ปัจจัยบวก

กลุ่มเทคโนโลยีและการสื่อสาร
กลุ่มสินค้าประเภท Inferior Goods
กลุ่มบริหารสินเชื่อด้อยคุณภาพ

นอกจากการดูการขยายตัวของตัวเลขเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเพื่อหาวงจรเศรษฐกิจและกำหนดทิศทางในการลงทุนแล้ว คุณกวียังพูดถึง Investment clock หรือการดูนาฬิกาลงทุนด้วย ว่าตอนนี้เราอยู่ช่วงไหนของนาฬิกา และจะกำหนดกลยุทธ์ในการลงทุนอย่างไร โดยจะแบ่งออกเป็น 4 ช่วงดังนี้

1.) ช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว หรือ Slow Down (1 นาฬิกา - 3 นาฬิกา)

การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวนั้น ขึ้นเพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจจากที่พึ่งผ่านช่วง Boom มา เมื่อขึ้นดอกเบี้ยไปได้สักระยะหนึ่ง จะมีการปรับตัวลดลงของราคาหุ้น (2 นาฬิกา) เพราะหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ตอบสนองต่อปัจจัยต่างๆได้เร็ว จากนั้นเศรษฐกิจจะเริ่มชะลอตัว กำไรของบริษัทลดลง นักลงทุนทยอยขายหุ้นออก ผลที่ตามมาคือ มีการจับจ่ายใช้ส่อยน้อยลง ส่งผลให้ราคาสินค้าเหล่านั้นลดลงตามกฎของอุปสงค์ (3 นาฬิกา)

📌 กลยุทธ์การลงทุน
ในอนาคตมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวลดลง ทำให้ในช่วงนี้ไม่ใช่จังหวะของการซื้อหุ้น (การซื้อแบบไล่ราคา)

2.) ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ หรือ Recession (4นาฬิกา - 6นาฬิกา)

หลังจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง ช่วงที่ 4 นาฬิกา จะเป็นช่วงที่เงินสำรองระหว่างประเทศลดลง การส่งออกเริ่มชะลอตัว เนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำเงินเฟ้อและดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง ธนาคารจะเข้ามามีบทบาทในการใช้มาตรการการเงินตึงตัว (Tightening Policy) เพื่อชะลอการใช้จ่ายของประชาชน และนำไปสู่การลดราคาอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงนี้ราคาหุ้นจะปรับตัวลงจากความกลัวของนักลงทุนในขณะที่ราคาทองปรับตัวเพิ่มขึ้น

📌กลยุทธ์การลงทุน

ใช้กลยุทธ์ Wait & See ไม่เร่งซื้อหุ้น เน้นถือเงินสด จนกว่าจะเห็นสัญญาณที่ดีเกิดขึ้นอีกครั้ง

3.) ช่วงเศรษฐกิจฟื้นฟู หรือ Recovery (7นาฬิกา - 9นาฬิกา)

สัญญาณที่บ่งบอกว่าเข้าสู่ช่วง 7 นาฬิกาคือ ราคาของอสังหาริมทรัพย์ลดลง และทำให้ราคาน้ำมันลดลงมา(ความต้องการน้อยลง) ส่งผลให้เงินเฟ้อลดลงอีกด้วย ในขณะที่ธนาคารเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว

ช่วงของการ Recovery เป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ และมีการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ราคาหุ้นและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทยอยปรับตัวขึ้น(8-9 นาฬิกา)

📌กลยุทธ์การลงทุน

ใช้กลยุทธ์ Wait &See ไม่เร่งซื้อหุ้น เน้นถือเงินสด แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดการลดอัตราดอกเบี้ย เมื่อนั้นเราจะซื้อหุ้นกลับคืน แต่ถ้ามีการลดดอกเบี้ยมาระยะหนึ่ง แสดงว่าใกล้ถึงจุดสะสมหุ้นแล้ว

4.)ช่วงเศรษฐกิจขยายตัว หรือ Boom (10 นาฬิกา - 12 นาฬิกา)

เป็นช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวโดยขยายตัวได้มากกว่าเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ

“อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ เป็นสัญญาณว่า เศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนจากช่วงเศรษฐกิจขยายตัวมาสู่ช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว”

📌กลยุทธ์การลงทุน

การลงทุนในช่วงนี้เป็นช่วงที่ใกล้จุดสูงสุดของเศรษฐกิจ ต้องระมัดระวัง ไม่ควรซื้อหุ้นเพิ่ม เพราะมีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจจะกลับสู่สภาวะชะลอตัวอีกครั้ง

💡Note ของคุณกวี

- วิกฤตเศรษฐกิจมักจะเกิดขึ้นตอนที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง

- ดอกเบี้ยสูงส่งผลให้ การกู้เงินทั้งการลงทุนและการบริโภคลดลงไปด้วยหากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่สูงเกินไป อาจส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวถึงขั้นวิกฤตได้

จบแล้ววววววว ขอบคุณทุกท่านที่อ่านจบนะคะ 🙏❤️
______________________________________

หนังสือ : เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน ตอน มหัศจรรย์ผลตอบแทน
สำนักพิมพ์ : NationBooks
เขียนโดย : กวี ชูกิจเกษม (Value Investor)
______________________________________

#ไดอารี่ของปลายดอย

21 ข้อคิดดีๆ จากหนังสือ ตีแตกวอลสตรีท Beating The Street1.ไม่ควรซื้อหุ้นเพราะเห็นว่าราคาถูกเพียงอย่างเดียว  แต่ควรซื้อเพ...
02/09/2023

21 ข้อคิดดีๆ จากหนังสือ ตีแตกวอลสตรีท Beating The Street

1.ไม่ควรซื้อหุ้นเพราะเห็นว่าราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่ควรซื้อเพราะเข้าใจในบริษัท เพราะถ้าหากอยู่ในตลาดมาสักระยะหนึ่ง จะเห็นว่าราคาหุ้นที่อยู่โซนล่างหรือลงมาเยอะแล้ว ใช่ว่าจะลงต่อไม่ได้

2.เมื่อรู้ว่าราคาหุ้นมีโอกาสที่จะปรับตัวลง หากมีการเตรียมความพร้อมอยู่ตลอด เราจะรีบหาโอกาสที่จะซื้อหุ้นตัวนั้นเพิ่ม โดยที่ไม่มีความรู้สึกกังวลหรือกลัว เพราะได้เตรียมแผนการและแยกเงินลงทุนรอไว้แล้ว

3.บริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจที่ดี มีผลกำไรและเติบโตอย่างต่อเนื่อง มักจะมีการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นทุกปี

4.ควรถือหุ้นในจำนวนที่สามารถติดตามข้อมูลการลงทุนไหว และคอยตั้งคำถามอยู่เสมอว่า หุ้นที่เราเข้าไปซื้อนั้น สามารถเติบโตได้ตามวัตถุประสงค์ภายใต้ราคาที่เหมาะสมหรือไม่ รวมถึงคอยศึกษาการเติบโตในอดีตอยู่เสมอ เพื่อที่จะเสริมการตัดสินใจได้ดีขึ้นในอนาคตจากการเติบโตที่ผ่านมาของอดีต

5.การลงทุนในหุ้นกลุ่มวัฏจักร สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือเรื่องของ ‘จังหวะ’ และ ‘เวลา’ ในการซื้อขายของอุตสาหกรรมนั้นๆ เพราะหุ้นในกลุ่มนี้มีลักษณะการขึ้นลงของราคาตามสภาวะเศรษฐกิจ

6.หุ้นที่ดีแต่มีคนให้ความสนใจหรือติดตามน้อย แม้แต่นักวิเคราะห์ก็ไม่ได้หยิบยกมาเป็นหุ้น Watch List นั่นอาจเป็นจังหวะในการเริ่มซื้อของหุ้นตัวนั้น

7. สิ่งที่ Peter Lynch ให้ความสำคัญในการที่จะเข้าไปซื้อหุ้นในแต่ละครั้ง

- ราคาปัจจุบัน
- ราคาเสนอขายครั้งแรกหรือIPO
- อัตราส่วนของผู้ถือหุ้นต่อสินทรัพย์ (Equity to Assets Ratio หรือ E/A)
- เงินปันผล
- มูลค่าทางบัญชี
- อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E ratio)
- สินทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ความเสี่ยงสูง
- สินทรัพย์ไม่ก่อให้เกิดรายได้ 90 วัน
- อสังหาริมทรัพย์ที่ถือครอง

8. กระแสเงินสดของบริษัท เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ก่อนที่บริษัทจะนำไปซื้อกิจการ โดยมีค่าสูงกว่ามูลค่าทางบัญชี และควบรวมการดำเนินงานเข้าด้วยกัน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและทำให้บริษัทมีกำไรที่เพิ่มสูงขึ้น

📌 “กระแสเงินสดอิสระ” เกิดจากการปรับลดกำไรของบริษัทที่ทำให้เหมือนกับว่า บริษัททำกำไรได้น้อยกว่ากำไรที่แท้จริง ซึ่งเป็นกำไรที่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นกำไรของบริษัท ทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานในช่วงจังหวะต่างๆได้

9. ความน่าสนใจหลักของการซื้อหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค คือ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี กับโอกาสที่เราจะได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคา (Capital Gain)

10. P/E Ratio (Price to Earning Ratio) ตัวเลขทางการเงินที่สามารถบอกว่า ราคาที่เราซื้อในปัจจุบันจะคืนทุนในอีกกี่ปี ในกรณีที่กำไรของบริษัทยังเท่าเดิม หาก P/E Ratio อัตราส่วนที่ต่ำ นับเป็นผลดีต่อหุ้นในกลุ่มต่างๆ เว้นแต่หุ้นกลุ่มวัฏจักรที่เมื่อมีค่า P/E ต่ำ เพราะเป็นสัญญาณในการสิ้นสุดยุครุ่งเรืองของหุ้นกลุ่มวัฏจักรและในช่วงเวลานั้นธุรกิจกำลังเป็นขาลงด้วยเช่นกัน

11. สิ่งที่ควรระวังขณะที่เรากำลังถือหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ราคากำลังลดลง คือ ‘การซื้อหุ้นเพิ่ม’ เพื่อคาดหวังกำไรที่เพิ่มขึ้นเมื่อราคาย้อนกลับมา ต้องย้อนกลับข้อแรกที่ว่า ‘ราคาหุ้นที่อยู่โซนล่างหรือลงมาเยอะแล้ว ใช่ว่าจะลงต่อไม่ได้ ’ ดังนั้น เราไม่ควรมั่นใจและ Bias มากเกินไปกับการรอให้ราคากลับมา

12. การลงทุนของ ปีเตอร์ ลินซ์ จะลงทุนในอุตสากหรรมที่ไม่ดี (อุตสาหกรรมที่เติบโตช้า) มากกว่าอุตสาหกรรมที่ดี เนื่องจากอุตสาหกรรมที่ดี จะมีการเติบโตที่รวดเร็ว เป็นจุดที่ดึงดูดความสนใจของนักลงทุนจำนวนมาก “หากอุตสาหกรรมเป็นที่นิยมมากแล้ว จึงไม่มีใครสามารถทำกำไรได้อีก”

13. หุ้นที่มีราคาลดลงในช่วงเดือน พฤศจิกายน และธันวาคม เกิดจากการเทขายหุ้นเพื่อผลประโยชน์ทางภาษี และขายทำกำไรในช่วงหยุดยาวเทศกาล ซึ่งการเลือกซื้อหุ้นที่มีราคาลดลงในช่วงนี้ และไปขายในช่วงเดือนมกราคม นับเป็นกลยุทธ์ในการลงทุนแบบหนึ่ง เพราะในช่วงเดือนมกราคมราคาหุ้นที่ลดลงจะมีการปรับตัวที่สูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเข้ามาเก็บของในช่วงดังกล่าว เหตุการณ์นี้เรียกว่า January Effect

14. การลงทุนเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ การตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ที่ลงทุนจึงนับเป็นเรื่องที่สำคัญ เพื่อให้เรารู้ว่า สิ่งไหนในข้อมูลที่เปลี่ยนไป และสิ่งไหนในข้อมูลที่ยังเหมือนเดิม แล้วสิ่งที่เปลี่ยนไปหรือเหมือนเดิมนั้นส่งผลอย่างไรต่อสินทรัพย์ที่ถืออยู่บ้าง

15. เราไม่สามารถคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจและทิศทางในตลาดหุ้น ออกมาแล้วถูกเสมอไป แต่สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญนั้นคือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับบริษัทที่เราลงทุน และมีการเตรียมความพร้อมอย่างสม่ำเสมอกับการลงทุนในแต่ละครั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ที่จะส่งผลให้ราคาหุ้นมีการปรับตัวลดลง เราจะไม่มีความรู้สึกกลัว แต่จะรีบหาโอกาสที่จะซื้อหุ้นตัวนั้นเพิ่ม

16. สิ่งที่อยู่เบื้องหลังของหุ้นแต่ละตัวคือ ‘บริษัท’ ดังนั้น เราควรเข้าใจในธุรกิจของหุ้นที่เราลงทุน ว่ามีลักษณะความเสี่ยงด้านใดบ้าง? และบริษัทสร้างรายได้จากไหน? แหล่งที่มาของเงินในบริษัทนี้มาจากอะไร? และปัจจัยใดที่ทำให้บริษัทสามารถอยู่รอดและเติบโตได้? นั่นคือสิ่งที่เราควรตอบให้ได้

“ อย่าลงทุนในบริษัทที่ไม่เข้าใจแหล่งที่มาของเงิน”
ควรพิจารณางบการเงินของบริษัทอย่างสม่ำเสมอ ว่ามีโอกาสในการทำกำไร และมีความเสี่ยงในการขาดทุนมากน้อยเพียงใด การขาดทุนในหุ้นมาจากงบการเงินที่ไม่ดีของบริษัท

17. สิ่งที่ต้องรู้เป็นอย่างแรกเกี่ยวกับการดำเนินงานของธุรกิจค้าปลีก คือธุรกิจมีความสามารถในการขยายกิจการได้หรือไม่ ซึ่งการเข้าไปสังเกตสถานประกอบการของหุ้นกลุ่มค้าปลีก ทำให้เราสามารถรับรู้ได้ว่า บริษัทใดรุ่งเรืองหรือซบเซา และบริษัทใดที่กำลังพลิกฟื้น

18. ควรศึกษาบริษัท เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราสามารถหาธุรกิจที่มี Story ที่ดี และสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับเราได้ “หากศึกษา 10 บริษัท เราอาจจะพบบริษัทที่มี Story ดีที่สุด 1 บริษัทหากศึกษา 50 บริษัท เราอาจจะพบบริษัทที่มี Story ดีที่สุด 5 บริษัท” 📌มักจะมีเรื่องแปลกแบบดีๆ ในตลาดหุ้นให้ค้นหาเสมอ

19. บริษัทที่มีผลการดำเนินงานดีในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว หรือสามารถเติบโตได้ในระยะยาวโดยไม่ขาดทุนและมีศักยภาพในต่างประเทศ บริษัทที่มีลักษณะแบบนี้ เมื่อมีการลดลงของราคาควรเข้าไปซื้อ

20. กลยุทธ์การซื้อและถือลืม อาจจะไม่ได้ส่งผลดีต่อพอร์ตการลงทุนมากของเราในทุกช่วง ดังนั้นเราควรมีการอัพเดตพอร์ตการลงทุนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะทำให้เรารู้ว่า

หาก Story ที่ได้มา ‘ดีขึ้น’ เราอาจพิจารณาเพิ่มเงินลงทุน
เพิ่มเงินลงทุน
หาก Story ที่ได้มา ‘แย่ลง’ เราอาจพิจารณาลดเงินลงทุน
หาก Story ที่ได้มา ‘ไม่มีการเปลี่ยนแปลง’ เราอาจพิจารณาคงเงินลงทุนไว้ หรือนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มที่ดีกว่า

21.ความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีปัญหา การซื้อบริษัทที่มีความสามารถในการอยู่รอด และรอจนอุตสาหกรรมมีสัญญาณของการฟื้นตัว นับเป็นการลักษณะการซื้อที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง ซึ่ง ปีเตอร์ ลินซ์ ได้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า “รถม้าและหลอดสุญญากาศ เป็นอุตสาหกรรมที่ไม่เคยฟื้นกลับมา”

จบแล้วววววววว สำหรับเล่มนี้ส่วนตัวเรามองว่าอ่านยากนิดนึงและต้องมีสมาธิกว่าหนังสือลงทุนทั่วไป (อาจเพราะเราเองที่ไม่ค่อยถนัดแนวนี้ ;-; ) แต่พอได้ลองอ่านแล้วพบว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นหนึ่งในเล่มที่จะกลับมาอ่านซ้ำอย่างแน่นอน เพราะผู้เขียนได้เขียนให้เราเห็นภาพถึงบรรยากาศ แนวคิดในการลงทุน รวมถึงการวิเคราะห์บริษัทอย่างละเอียดไว้อีกด้วบ

สุดท้ายนี้ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ 🙏🏻❤️

————————————————

หนังสือ : ตีแตกวอลสตรีท Beating the Street
สำนักพิมพ์ : Fidelity Publishing
ผู้เขียน : Peter Lynch และ John Rothchild
ผู้แปล : ดร. กุศยา ลีฬหาวงศ์

————————————————

สรุป 8 ลักษณะของหุ้นสามัญและวิธีการหาหุ้นแต่ละประเภทในบทความนี้ได้รวบรวมลักษณะของหุ้นสามัญแต่ละประเภทที่อยู่ในตลาดหุ้นไท...
08/07/2023

สรุป 8 ลักษณะของหุ้นสามัญและวิธีการหาหุ้นแต่ละประเภท

ในบทความนี้ได้รวบรวมลักษณะของหุ้นสามัญแต่ละประเภทที่อยู่ในตลาดหุ้นไทย รวมไปถึง keyword ในการหาหุ้นสามัญแต่ละประเภท โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 8 ประเภท ที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไป ซึ่งจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้น สามารถอ่านต่อได้เลยค่ะ 😄

#ไดอารี่ของปลายดอย

สรุปจิตวิทยาการเทรด จากเทรดเดอร์ระดับโลก (• Mark Douglas •Stanley Druckenmiller •Rande Howell) ✅ จิตวิทยาในการเทรด ฉบับข...
11/06/2023

สรุปจิตวิทยาการเทรด จากเทรดเดอร์ระดับโลก (• Mark Douglas •Stanley Druckenmiller •Rande Howell)

✅ จิตวิทยาในการเทรด ฉบับของ Mark Douglas (เจ้าของหนังสือ Trading in the Zone)

▪️หา Gap (ช่องว่าง) เพื่อทำกำไร เป็นการตั้งคำถามระหว่างระยะกำไรที่วางแผนหรือคาดการณ์ไว้ และกำไรที่เราสามารถทำได้จริง หากกำไรที่คาดหวังห่างกับกำไรที่เราสามารถทำได้จริงเยอะ ตรงนี้เราต้องกลับมาถามตัวเองต่อว่า สาเหตุที่ทำไม่ได้ตามแผน มันเป็นเพราะระบบที่ใช้เทรด หรือเป็นเพราะตัวเราแล้วเราสามารถปฏิบัติตามแผนการเทรดได้ดีหรือยัง ? ตั้งคำถามเพื่อจะพัฒนาการเทรดต่อไป และพยายามทำให้เต็มที่ที่สุดของแต่ละครั้งที่จะเข้าไปเทรด รวมถึงจดบันทึกติดตามประสิทธิภาพในการซื้อ-ขาย เพื่อที่จะทำให้เรารู้ว่า กำไรที่เราได้มานั้นมันเกิดจากดวงหรือเกิดจากทักษะที่เรามี

▪️ มีอีกหลายสิ่งมากๆที่เราไม่สามารถควบคุมได้ และมีอีกหลายอย่างที่อาจมากระทบกับความรู้สึกของเรา เป็นเหตุให้ต้องหาวิธีรับมือกับอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองให้เจอ เพื่อที่ทำให้อารมณ์เกิดความสมดุลมากที่สุด โจทย์คือ “เวลาเข้าไปเทรด ทำใจให้สบายที่สุด” ซึ่งการจะทำใจให้สบายที่สุดได้นั้นต้องเริ่มจากการไม่ Overtrade ซึ่งจะช่วยลดความกลัวที่จะสูญเสียเงินต้นได้อีกด้วย

▪️ ให้ความสำคัญไปที่กระบวนการมากกว่ากำไร (เน้นทำตามแผนการเทรด) หากผลลัพธ์ออกมาขาดทุน เทรดเดอร์มืออาชีพจะยอมรับว่าการเทรดมีทั้งได้และเสีย พร้อมกับคิดอยู่เสมอว่า “เราขาดทุนได้” รวมถึงเขาจะคิดถึงความน่าจะเป็น (มีโอกาสที่จะเป็น) ไม่ใช่คิดถึงความแน่นอน

📌การที่เราไม่วางแผนคือเรากำลังวางแผนในความล้มเหลว

▪️อย่าตอบสนองต่อผลลัพธ์ในระยะสั้นมากเกินไป พยายามแยกอารมณ์ออกจากการซื้อขายแต่ละรายการให้ได้ (ผลลัพธ์ของการซื้อขายในครั้งก่อนหน้า ไม่มีผลต่อการเทรดในครั้งถัดไป)

✅ ปรัชญาการลงทุนของ Stanley Druckenmiller (เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จในตลาด Forex)

▪️ “เดิมพันมีแต้มต่อให้จัดหนัก ถ้ามั่นใจให้จะเอาเต็ม” (เป็นบทเรียนที่ได้มาจาก George Soros) ซึ่งเราอาจเคยได้ยินบทความว่า “อย่าวางไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียวเพราะไข่อาจแตกได้” แต่ในมุมของ Stanley จะเลือกวางไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เพราะทำให้เราสามารถโฟกัสและป้องกันใข่ในตะกร้านั้นได้ดีและทั่วถึงมากกว่า แต่การจะทำแบบนี้ได้นั้น ต้องเกิดจากความมั่นใจว่ามีโอกาสที่จะไปในทิศทางที่คาดการณ์สูง (มองถึงหลักของความน่าจะเป็น)

▪️ ลงทุนเพื่ออนาคตไม่ใช่ปัจจุบัน ในการวิเคราะห์ที่จะลงทุนในแต่ละครั้งไม่ใช่แค่การวิเคราะห์เหตุการณ์ในปัจจุบันแล้วตัดสินใจลงทุนเลยเพราะราคาไปก่อนเหตุการณ์หรือก่อนข่าวเสมอ ดังนั้นจึงควรวิเคราะห์ถึงอนาคตของสินทรัพย์ที่เราจะลงทุนนั้นด้วยว่า ถ้ามีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นจะส่งผลต่อกระทบอย่างไรกับสินทรัพย์ที่จะลงทุน
📌 วิเคราะห์ก่อนข่าวออกไม่ใช่วิเคราะห์ตอนที่ข่าวออกไปแล้ว

▪️ ยอมรับการสูญเสีย แต่การจะทำแบบนี้ได้นั้น เงินที่นำมาลงทุนต้องเป็นเงินเย็นที่ไม่กระทบกับตัวเรา เพราะจะทำให้เรายอมรับการสูญเสียได้ดียิ่งกว่า รวมถึงมีสติในการเทรดมากกว่า

▪️ รักษาเงินทุน “ซึ่งวิธีการสร้างผลตอบแทนระยะยาวก็คือการรักษาเงินทุน” เพราะถ้าเงินทุนของเราไม่ขาดทุนมากจนเกินไป เราก็มีโอกาสกลับมาได้เสมอ หากต้องการให้พอร์ตการลงทุนเติบโตในระยะยาว โจทย์ที่สำคัญที่สุดเลยคือ “ทำอย่างไรก็ได้ อย่าให้พอร์ตแตก”

▪️ วิเคราะห์ก่อนเข้าเทรดในแต่ละครั้ง ให้นึกถึงความเสี่ยงก่อนเพื่อจะรู้ถึงผลที่จะตามว่า หากไม่เป็นไปตามที่คาด เราจะเสียหรือขาดทุนเท่าไหร่ในการเทรดครั้งนี้ โดย Stanley เองจะไม่เข้าไปเทรดในเกมที่เขาไม่สามารถควบคุมความเสี่ยงได้

📌 วางแผนและเตรียมใจมาก่อนแล้วเท่านั้น อย่ามาหาทางแก้ทีหลัง

✅ Mindset จิตวิทยาการเทรดอันทรงพลังจาก Rande Howell (Trader Psychologist)

“ความกลัว” เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ โดยที่มนุษย์มักจำกัดความสามารถของตนเองเมื่อมีความกลัวเกิดขึ้น แต่การที่เราจะเทรดเดอร์ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมี 2 อย่างรวมกัน นั่นก็คือ

1. ความฉลาดทางด้านสติปัญญา
2. ความฉลาดทางด้านอารมณ์

▪️ความฉลาดทางด้านอารมณ์ (Mindset) อย่าเอาตัวเราไปมีความรู้สึกกับการแพ้หรือชนะในการเทรดแต่ละครั้ง เพราะมันเป็นเรื่องของตลาดและระบบการเทรดของเรา ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลย และถ้ามีการวางกลยุทธ์การเทรดมาอย่างดีแล้วผลในระยะยาวมักจะเป็นบวก หรือถ้าไม่บวกเราก็สามารถปรับแก้ไขได้เช่นกัน

▪️ “หยุด” ตอบให้ได้ว่า เมื่อไหร่ที่ควรหยุดไล่ตามความสำเร็จ และเมื่อไหร่ควรจะหยุดเทรดเมื่อขาดทุน และเมื่อหยุดไม่ได้ สุดท้ายจะเป็นความพยายามที่จะตามทุนกลับมา แต่กลับขาดทุนมากกว่าเดิมแทน ซึ่งถ้าเราไม่ชอบอารมณ์เหล่านี้มีวิธีการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ ทั้งหมด 5 วิธีด้วยกัน

1. มีสติรู้ว่าเรากำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์ของความโลภหรือความอยากเอาชนะ

2. ควบคุมอารมณ์ในปัจจุบัน โฟกัสในสิ่งที่จำเป็นต้องทำจริงๆ โดยอิงจากเป้าหมายในอนาคต

3. สร้างความได้เปรียบให้กับตัวเอง ให้ความสำคัญกับกระบวนการ (ภาพรวม) มากกว่าผลลัพธ์

4. การเทรดไม่ใช่เพื่อที่จะเอาชนะ หรือการเทรดเพื่อทำกำไรเพียงอย่างเดียว แต่การเทรดคือการที่เราได้ทำตามแผนการเทรดที่วางเอาไว้

5. ฝึกสมองให้คิดถึงความน่าจะเป็น ไม่ว่าจะขาดทุนหรือกำไรก็ควรทำตามแผน ระบบจะเป็นตัวบอกเองว่าควรจะทำอย่างไรต่อในการเทรดแต่ละครั้ง ซึ่งการทำแบบนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สามารถฝึกสติในการเทรดได้

การทำสมาธิสำคัญมากๆในการฝึกฝนด้าน Mindset ของการเทรด โดยประโยชน์ของสมาธิแบ่งออกเป็น 6 ข้อดังนี้ :

🔻การทำสมาธิช่วยให้สมองเป็นระเบียบมากขึ้น

🔻การทำสมาธิช่วยให้เราสามารถวางใจได้มากยิ่งขึ้น โดยปราศจากอารมณ์ (วางใจให้เป็นกลาง)ได้มากขึ้น

🔻การทำสมาธิช่วยให้เราหายใจอย่างถูกวิธี เพราะการนั่งสมาธิเราต้องกำหนดลมหายใจเข้าออกอยู่เสมอ เพราะการหายใจเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์

🔻การทำสมาธิช่วยรักษาอารมณ์ให้คงที่ รวมถึงทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ร่างกายผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า และความเครียด

🔻การทำสมาธิช่วยให้เราได้ยินเสียงภายในมากยิ่งขึ้น และได้รู้ว่าจริงๆแล้ว เราต้องการอะไร และคิดอะไรอยู่

🔻การทำสมาธิช่วยให้เรามีสติปัญญาในการสังเกต และช่วยสามารถฝึกฝน Mindset ในการเทรดเราได้

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จ “ เสียงในตัวเรา“ ที่ว่า ตัวเราเองไม่เก่ง ไม่สามารถทำไม่ได้หรอก หรือแม้แต่เราไม่เอาไหน ซึ่งคำพูดเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำกัดความสามารถของตัวเราเอง

แต่การที่จะเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ เราต้องเปลี่ยนชุดความคิดใหม่ โดยเริ่มจากการไม่ดูถูกความสามารถของตัวเอง อย่าเกลียดตัวเองที่เทรดแพ้ (เทรดแพ้ไม่ได้แปลว่าล้มเหลว เพราะเราสามารถเรียนรู้และแก้ไขได้) และพยายามสร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง

“คนที่สำเร็จเรียนรู้จากความผิดพลาด ในขณะที่คนที่ล้มเหลวจะรู้สึกละอายใจกับความผิดพลาด แม้จะอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน แต่คนสองกลุ่มนี้แตกต่างกัน”

จบแล้วววววว ขอขอบคุณความรู้จาก [Uhas.com] ที่ทำวิดีโอความรู้ออกมา วันนี้มีโอกาสได้ฟังเพลินๆพบว่ามีประโยชน์มากๆ จึงนำมาสรุปให้เพื่อนๆพี่ๆได้อ่านกันค่ะ สุดท้ายขอบคุณทุกท่านที่อ่านจบนะคะ 🙏🏻❤️

References :

https://youtu.be/XCv5i2L-P0s
https://youtu.be/24MZuZZL9os
https://youtu.be/DlyCK_e0Nas
https://youtu.be/n-G_wtq8ho8

#ไดอารี่ของปลายดอย

ที่อยู่

391/17 หมู่ 7 ตำบล ท่าโพธิ์ อำเภอ เมือง
Phitsanulok
65000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ไดอารี่ของปลายดอยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์