Goldbiz Capital TH : สินเชื่อเพื่อธุรกิจ

Goldbiz Capital TH : สินเชื่อเพื่อธุรกิจ เงินช็อต หมุนไม่ทัน ให้ Goldbiz Capital ช่วยคุณ

01/08/2023

ทำธุรกิจไม่ใช่แค่ "ฉลาดรู้"
แต่ต้อง "ฉลาดทางอารมณ์" ด้วย
พอทำไปเรื่อย ๆ คุณจะสัมผัสได้ถึง
"การมีเซนส์ทางธุรกิจ" ในแบบตัวเอง
ความสำเร็จและความมั่งคั่งของการเป็นผู้ประกอบการ ถูกมองว่าเป็นเครื่องหมายการันตีที่บ่งบอกถึงการบรรลุเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของคนคนนั้น แต่สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่าความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้วัดจากผลกำไรที่เป็นตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความรู้สึกเติมเต็มและความเป็นอยู่ที่ดี
Brian H. Robb ผู้ประกอบการที่ติดอันดับจาก Forbes มองว่ากุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพสูงสุดและการสร้างชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ เริ่มต้นมาจาก “จิตวิทยาเชิงบวก” ซึ่งเป็นแนวทางการเปลี่ยนแปลงเพื่อการเติบโตของคนทุกอาชีพ
เพราะเส้นทางสู่ความมั่งคั่งและความสำเร็จล้วนเริ่มต้นมาจากความคิดก่อนทั้งนั้น โดย Brian H. Robb ได้บอกว่าแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวกที่ช่วยให้ผู้คนสำเร็จได้คือ...
1. พลังแห่งความคิดบวก จะช่วยดึงแต่สิ่งดีเข้ามา
ความมั่งคั่งและความสำเร็จเริ่มต้นที่จิตใจ
จิตวิทยาเชิงบวกเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปลูกฝังความคิดเชิงบวกเพื่อเป็นรากฐานสู่ความสำเร็จ เพราะความคิดจะกำหนดความเป็นจริงในตัวคุณ และด้วยการเปิดรับการมองโลกในแง่บวก คุณสามารถเอาชนะความท้าทาย รักษาความยืดหยุ่น และดึงดูดความอุดมสมบูรณ์เข้ามาในชีวิตได้
การวิจัยแสดงให้เห็นว่าบุคคลที่มีความคิดเชิงบวกมีแนวโน้มที่จะอดทนต่อความทุกข์ยาก และบรรลุเป้าหมายได้ดีกว่า
2. โอบรับทั้งการเติบโตและโอบรับความยืดหยุ่น
การเป็นผู้ประกอบการคือการเดินทางที่เต็มไปด้วยเส้นกราฟที่เหวี่ยงขึ้นและลง ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จเข้าใจว่าความพ่ายแพ้และความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งกีดขวางทางเดินของตัวเอง แต่เป็นก้าวสำคัญบนเส้นทางสู่ความสำเร็จ
คนที่เก่ง ๆ จะมองว่าความพ่ายแพ้เป็นโอกาสในการเรียนรู้และเติบโต พวกเขาเต็มใจที่จะเรียนรู้และพัฒนาจากมัน และความยืดหยุ่นเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับความท้าทาย และบรรลุความสำเร็จที่ยั่งยืนในที่สุด
3. ไม่ใช่ฉลาดแค่ความรู้และการใช้ชีวิต
แต่ต้องรู้จักความฉลาดทางอารมณ์ด้วย
ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จตระหนักถึงความสำคัญของการตระหนักรู้ในตนเอง พวกเขาจะเข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อนของตัวเอง ซึ่งจะทำให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรอบรู้มากขึ้น จัดการกับความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับพนักงาน ลูกค้า และคู่ค้า
การเอาใจใส่ยังช่วยให้คุณเข้าใจความต้องการและมุมมองของผู้อื่น ส่งเสริมการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการทำงานเป็นทีมที่ดีขึ้น ความฉลาดทางอารมณ์ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความเป็นอยู่ที่ดีของคุณเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นบวกและสนับสนุนอีกด้วย
4. รายล้อมไปด้วยคนคุณภาพ
เพราะธุรกิจจะสร้างจากคนเดียวไม่ได้
การสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือกับคนอื่น เพราะสิ่งที่ยิ่งใหญ่มันไม่สามารถสร้างได้ด้วยตัวคนเดียว มันจำเป็นต้องได้รับแรงสนับสนุนและช่วยเหลือ การทำงานร่วมกับผู้อื่นไม่เพียงแต่ขยายความรู้และทรัพยากรของคุณ แต่ยังเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ ด้วย
ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง แต่เกิดจากความพยายามร่วมกันของคนรอบข้างที่มีคุณภาพ
จิตวิทยาเชิงบวกเป็นแนวทางการเปลี่ยนแปลงที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสร้างชีวิตที่ไม่ธรรมดาด้วยความมั่งคั่ง ความสำเร็จ และความสมหวัง ด้วยพลังของจิตวิทยาเชิงบวก คุณสามารถปลดปล่อยศักยภาพในการประกอบการและสร้างชีวิตที่มั่งคั่งและประสบความสำเร็จได้
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
(Reference in comment)

———
“ก้าวต่อไปของคนทำธุรกิจ”
The Next Chapter of Business
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน

31/07/2023

มองความต้องการลูกค้าออก
“Customer journey matrix”
ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า การมอบประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้าแต่ละคนไม่เพียงพอ เพราะการออกแบบประสบการณ์ที่มีคุณค่าและได้ผลดีที่สุดคือการมอบสิ่งที่ลูกค้าแต่ละคนต้องการ ด้วยข้อจำกัดที่ว่า “ลูกค้าแต่ละคน มีความต้องการไม่เหมือนกัน”
จากการศึกษามากว่า 5 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดได้ค้นพบว่า ลักษณะของลูกค้าถูกแบ่งออกเป็นทั้งหมด 5 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีลักษณะนิสัย ความคิด พฤติกรรม และความต้องการที่แตกต่างกัน หากคุณสามารถวิเคราะห์ได้ว่าลูกค้าของคุณเป็นกลุ่มคนประเภทไหน การขายสินค้าให้ถูกใจพวกเขา ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
“customer journey matrix” 4 ประเภทที่นักการตลาดได้ค้นพบคือ
The Routine
ใช้ชีวิตแบบมีตารางเวลา ต้องการสินค้าที่ใช้ง่ายไม่วุ่นวาย
กลุ่มนี้จะเป็นลูกค้าที่ใช้ชีวิตในแต่ละวันซ้ำ ๆ กัน พวกเขามักจะมีตารางเวลาของตัวเองชัดเจน ดังนั้นสินค้าที่เหมาะกับคนกลุ่มนี้คือ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์ในการทำภาระงานอย่างต่อเนื่องและทำให้ง่ายและมีความคาดเดาได้มากขึ้น เช่น ร้านอาหารเดลิเวอรี่ หรือแอปธนาคารที่ลดขั้นตอนยุ่งยากและใช้เวลาเร็ว
คนกลุ่มนี้จะสนใจเพียงแค่ความสะดวกสบาย ใช้งานง่ายไม่ยุ่ยากหรือมีหลายขั้นตอน และต้องได้รับบริการที่เร็ว สินค้าออนไลน์จึงตอบโจทย์กับพวกเขามากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น Starbucks ได้ออกแบบบริการในแอปให้ช่วยจดจำถึงสถานที่ที่ลูกค้าชื่นชอบและวิธีการชำระเงินที่พวกเขาใช้ อีกทั้งยังช่วยให้สามารถสั่งซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มที่ชื่นชอบอย่างรวดเร็ว รวมถึงแสดงให้เห็นถึงสถานที่ที่ใกล้ที่สุดและประมาณเวลารอ รวมถึงแสดงให้เห็นว่าสั่งอาหารที่ได้รับในร้านค้ายังต้องรับสินค้าที่ไหนของร้านค้า
The Joyride
ชอบความเร้าใจสนุกสนาน อยากได้สินค้าที่เพิ่มสีสันให้ชีวิต
คนกลุ่มนี้มักจะมีความกระตือรือร้น อยู่ไม่นิ่ง พวกเขามักจะมองหาสินค้าที่เพิ่มอารมณ์เร้าใจให้กับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็น แพลตฟอร์มสตรีมเพลง สื่อกีฬา และเกมวิดีโอ หรือ ร้านเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ ร้านอาหารที่มีเมนูพิเศษประจำวัน
เหมือนกับ อัลกอริทึมของ TikTok ที่จะคอยสรรหาวิดีโอใหม่ ๆ มาให้กับผู้ใช้เสมอ เพื่อไม่ให้เขาเบื่อซะก่อน
The Trek
มองหาสิ่งที่สร้างความมั่นคงในชีวิต
คนกลุ่มนี้มักจะมองหาสินค้าที่ช่วยให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การมีสุขภาพที่ดี การมีอิสรภาพทางการเงิน หรือมองหาความสำเร็จที่อยู่ในกรอบบรรทัดฐานของสังคม สินค้าหรือบริการที่สามารถขายให้กับคนกลุ่มนี้ได้คือ คอร์สเรียนหนังสือไม่ว่าจะเป็นทักษะภาษา หรือทักษะการทำงานเฉพาะตัว รวมถึงสินค้าประเภทนาฬิกาสุขภาพ เทรนเนอร์ประจำตัว และโค้ชที่ช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ
ยกตัวอย่างเช่น MyFitnessPal แอปที่ช่วยเหลือด้านการควบคุมน้ำหนักทำให้แต่ละคนบรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพที่วางไว้ในแต่ละสัปดาห์​
The Odyssey
ชื่นชอบในเรื่องลึกลับและตื่นเต้น มองหาสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจ
คนกลุ่มนี้จะตรงกันข้ามกับ The Routine อย่างสิ้นเชิง พวกเขาจะมองหาสินค้าที่ช่วยให้พวกเขาพักผ่อนได้อย่างสบายใจ ผิดกับ The Routine ที่ต้องมองหาสินค้าที่ช่วยให้พวกเขาทำงานได้อย่างรวดเร็วที่สุด
คนกลุ่มนี้จะสนใจในเรื่องของการสร้างชื่อเสียงในโซเชียลมีเดีย เล่นเกมกลยุทธ์ ศึกษาศิลปะการแสดง ถ่ายภาพสารคดี และฝึกฝนในการแข่งขันออกกำลังกาย พวกเขามักจมอยู่กับงานสร้างสรรค์มากกว่า โดยเฉพาะงานศิลปะที่ทำให้พวกถูกดึงดูดมากที่สุด
ลูกค้าแต่ละประเภทก็มีลักษณะที่แตกต่างกัน การจะขายของให้กับคนที่ผิดกลุ่มแม้สินค้าจะดีมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถขายได้อยู่ดี เพราะพวกเขาไม่ได้ต้องการมัน ดังนั้นแทนที่จะยัดเยียดให้กับทุกคน ลองมองหากลุ่มลุกค้าของตัวเองให้เจอ และเสนอขายมันให้กับพวกเขาแทน
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
(Reference in comment)

———
“ก้าวต่อไปของคนทำธุรกิจ”
The Next Chapter of Business
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน

21/07/2023

แบ่งหุ้น ทำธุรกิจกับเพื่อน อย่างไร ไม่ให้ทะเลาะกัน | MONEY LAB
การพัฒนาคุณภาพสินค้า การตั้งราคาขาย รวมถึงการบริหารเงิน ถือเป็นอุปสรรคด่านแรก ๆ ของการทำธุรกิจ ที่หลายคนจะต้องพบเจอ

แต่นอกจากเรื่องเหล่านี้แล้ว ก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง ที่สำคัญไม่แพ้กัน แถมยังน่าปวดหัวที่สุด นั่นก็คือ การแบ่งหุ้น

เพราะถ้าจัดสรรไม่ลงตัว นอกจากจะทำให้ธุรกิจของเรา ดำเนินไปอย่างติดขัดแล้ว ยังอาจทำลายความสัมพันธ์ ของเรากับเพื่อน หรือญาติพี่น้อง ที่ร่วมก่อตั้งธุรกิจด้วยกัน มาอย่างยากลำบากอีกด้วย

แล้ว เราควรแบ่งหุ้นอย่างไร ถึงจะไม่มีปัญหาในภายหลัง ?
MONEY LAB จะเล่าเรื่องการเงิน ที่โรงเรียนไม่เคยสอนให้เข้าใจ

การแบ่งหุ้นในเบื้องต้นนั้น สามารถแบ่งได้จาก 2 อย่างหลัก ๆ คือ การลงทุน และการลงแรง

สำหรับการลงทุนนั้น การแบ่งหุ้นค่อนข้างเข้าใจง่าย คือแต่ละคนใส่เงินลงไปเท่าไร ก็แบ่งหุ้นเป็นสัดส่วนเท่านั้น เช่น

เพื่อน 3 คน จะลงทุนเปิดร้านอาหารตามสั่ง ซึ่งต้องการเงินทุนครั้งแรกเท่ากับ 20,000 บาท โดยที่

นาย A ออกเงิน 10,000 บาท
นาย B ออกเงิน 6,000 บาท
นางสาว C ออกเงิน 4,000 บาท

ก็จะสามารถแบ่งสัดส่วนหุ้น ของร้านอาหารตามสั่งแห่งนี้ ได้เป็น นาย A 50%, นาย B 30% และนางสาว C 20%

ส่วนการลงแรงนั้น จะซับซ้อนขึ้นมาอีกหน่อย เพราะคนที่ลงแรงนั้น จะต้องประเมินการลงแรงของตัวเอง ให้ออกมาเป็นตัวเงิน

ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ก็จะคำนวณจากเงินเดือน ที่ควรจะได้จากการทำธุรกิจทั้งปี เช่น

นางสาว X, Y และ Z ตั้งใจจะทำธุรกิจขายเสื้อผ้า เป็นอาชีพเสริม โดยที่

นางสาว X รับผิดชอบต้นทุน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งปี รวม 120,000 บาท
ในขณะที่นางสาว Y จะรับหน้าที่เป็นแอดมินเพจ และทำบัญชี ด้วยค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท
ส่วนนางสาว Z จะรับหน้าที่ แพ็กของและส่งของ ด้วยค่าจ้างเดือนละ 12,000 บาท

ซึ่งเมื่อตีการลงแรง จากการทำธุรกิจทั้งปี ของนางสาว Y และนางสาว Z ออกมาเป็นจำนวนเงิน จะได้ว่า

นางสาว Y เสมือนลงทุน 180,000 บาท ในกิจการ
นางสาว Z เสมือนลงทุน 144,000 บาท ในกิจการ

นั่นจึงทำให้ สัดส่วนหุ้นของแต่ละคน จะเท่ากับ นางสาว X 27%, นางสาว Y 41% และนางสาว Z 32%

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ตัวอย่างนี้ แสดงให้เห็นถึงแนวคิดในการแบ่งหุ้นแบบเบื้องต้นเท่านั้น เพราะการแบ่งหุ้น ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่าง และขึ้นอยู่กับการเจรจา ระหว่างหุ้นส่วนด้วย

เช่น คนที่มีไอเดียเริ่มต้นในการทำธุรกิจ ก็ควรจะได้สัดส่วนหุ้นเพิ่มขึ้นอีกหน่อย เป็นต้น

แล้วทำไม เราถึงไม่แบ่งหุ้นให้กับทุกคน เท่า ๆ กัน ?

การแบ่งหุ้นเท่ากัน ก็เป็นเหมือนกับการคาดหวังว่า ให้หุ้นส่วนคนอื่น ๆ จะต้องทุ่มเททำงาน เท่ากันกับเราไปตลอด

แต่อย่าลืมว่า เมื่อเวลาผ่านไป หุ้นส่วนของเรา ที่เคยทุ่มเทในวันนี้ อาจจะมีภาระอื่น ๆ ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

จนอาจจะทำให้ ความทุ่มเทในการทำงาน ลดน้อยลงไป และเราก็จะรู้สึกไม่พอใจ ว่าตัวเองกำลังทำงานหนักอยู่คนเดียว

เหมือนอย่างเช่น สตาร์ตอัปเช่ารถระดับโลกอย่าง Zipcar ซึ่งในตอนแรก ผู้ก่อตั้งทั้ง 2 คน คือคุณ Robin Chase และคุณ Antje Danielson เลือกที่จะแบ่งหุ้นกันคนละครึ่ง

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ในขณะที่คุณ Chase ทุ่มเทกับธุรกิจอย่างเต็มที่ แต่คุณ Danielson กลับยังไม่ยอมออกจากงานประจำ แถมยังมีภาระเพิ่มจากการมีลูก จนไม่มีเวลามาทุ่มเทกับธุรกิจเท่าที่ควร

สุดท้ายแล้ว คุณ Chase จึงจำเป็นต้องไล่เพื่อน ที่ก่อตั้งธุรกิจด้วยกันมา ออกจากบริษัท เนื่องจากไม่พอใจ ที่ตัวเองต้องทำงานอยู่คนเดียว และไม่กลับมาคุยกันอีกเลย นับตั้งแต่นั้น

จากตรงนี้เองจะเห็นได้ว่า การแบ่งหุ้นนั้น สำคัญกับธุรกิจ ไม่แพ้สิ่งอื่น ๆ เลยทีเดียว

เพราะฉะนั้นแล้ว ในเรื่องของการแบ่งหุ้น เราจึงต้องคิดให้รอบคอบที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้

เพราะความเสียหาย จากการทำธุรกิจล้มเหลว เราอาจจะเอากลับคืนมาได้ โดยใช้เวลาไม่ถึง 10 ปี

แต่การต้องเสียเพื่อนดี ๆ ไป 1 คน จากความสัมพันธ์ที่พังทลายนั้น เราอาจไม่สามารถ เอากลับคืนมาได้อีกเลย ตลอดชั่วชีวิต ก็เป็นได้..

ติดตาม MONEY LAB ช่องทางอื่นได้ที่
Website : www.moneylabstory.com/
Blockdit : blockdit.com/moneylab
Facebook : MONEY LAB
Twitter : twitter.com/moneylabstory
Instagram : instagram.com/moneylabstory
Youtube : youtube.com/

References
-ห้องเรียนผู้ประกอบการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
-https://hbr.org/2016/02/the-very-first-mistake-most-startup-founders-make
-https://www.theverge.com/2014/4/1/5553910/driven-how-zipcars-founders-built-and-lost-a-car-sharing-empire

05/06/2023

ทำไมตลาดหุ้นไทย ไม่ค่อยมีบริษัทเทคโนโลยี /โดย ลงทุนแมน
รู้หรือไม่ ใน SET มีหุ้นอยู่ทั้งหมด ถึง 616 บริษัท โดยมีหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อยู่เพียง 42 บริษัทเท่านั้น

ในขณะที่ถ้าเรามาดูหุ้นที่ใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกของไทย ก็จะพบว่า ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจแบบดั้งเดิม อย่างกลุ่มธนาคาร ค้าปลีก หรือพลังงาน แทบทั้งหมด

แล้วทำไม ตลาดหุ้นไทยถึงไม่ค่อยมีหุ้นที่ทำธุรกิจยุคใหม่ หรือธุรกิจที่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ? ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเร่งทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

และถือเป็นความหวังของประเทศไทย ในการจะยกระดับประเทศ จากการเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ให้เป็นประเทศรายได้สูง

แต่ว่าเมื่อมามองดูในตลาดหุ้น ก็จะพบว่า ในปัจจุบันไทยยังมีบริษัทที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ค่อนข้างน้อย สวนทางกับเป้าหมายของประเทศ

โดยสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ไทยยังไม่ค่อยมีธุรกิจที่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้แก่

1. การวิจัยและพัฒนายังไปไม่สุด

อย่างที่รู้กันดีว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมนั้น เป็นผลมาจากการวิจัยและพัฒนา หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า R&D

จากข้อมูลล่าสุดในปี 2563 พบว่า ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย อยู่ที่ 1.33% เมื่อเทียบกับ GDP

แต่หากนำไปเทียบกับประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงเหมือนกับเรา ก็จะพบว่า ประเทศในกลุ่มนี้มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.6% ต่อ GDP ซึ่งสูงกว่าเราเล็กน้อย

แต่เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง ที่เราตั้งเป้าจะไปให้ถึงแล้ว ก็จะพบว่า มีค่าเฉลี่ยค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาที่สูงถึง 2.6% ต่อ GDP

ซึ่งมากกว่าเราถึง 2 เท่า..

ตัวเลขดังกล่าวนั้น สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา ของประเทศในกลุ่มนี้

และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศในกลุ่มนี้ มีการพัฒนาทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นอย่างมาก

นอกจากการลงทุนกับการวิจัยและพัฒนา ที่ไทยยังไปไม่สุดแล้ว ในด้านของจำนวนนักวิจัยไทยก็ยังไปไม่สุดเช่นกัน

เพราะเมื่อดูในส่วนของตัวเลขนักวิจัยแล้ว จะพบว่า ในจำนวนประชากร 1 ล้านคน ไทยจะมีนักวิจัยอยู่ที่ 1,350 คน

ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนพอ ๆ กับค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงแบบเรา ที่อยู่ที่ 1,389 คน

แต่เมื่อเทียบกับประเทศรายได้สูง ตัวเลขนี้จะสูงขึ้นถึง 4,413 คน หรือมากกว่าเราถึง 3 เท่า

ทั้งนี้ การมีนักวิจัยเป็นจำนวนมาก ก็หมายถึงจำนวนงานวิจัยที่จะออกสู่สังคมมากขึ้น และทำให้เกิดการพัฒนาทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ มากขึ้นนั่นเอง

ปัจจุบันไทยเราเองมีการตั้งเป้า และมีความพยายามที่จะผลักดันให้ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศ เพิ่มเป็น 2% ต่อ GDP ให้ได้ภายในปี 2570

ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าติดตามว่าเราจะทำสำเร็จหรือไม่

2. ปัญหาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา

เนื่องจากว่า การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม มักจะต้องใช้เงินลงทุนสูง ดังนั้นผู้ลงทุนจึงต้องคาดหวังผลกำไรที่จะตามมา

ถ้าลงทุนไปแล้ว ถูกลอกเลียนแบบ ก็อาจทำให้ผลกำไรที่คาดหวังไว้ลดลง หรือไม่ก็อาจขาดทุนจากการลงทุนได้

การคุ้มครองสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประสิทธิภาพ เป็นอีกเรื่องสำคัญ ที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงให้แก่ผู้ที่ลงทุน

ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ประกอบการ กล้าที่จะลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น

โดยเมื่อดูจากการจัดอันดับความแข็งแกร่งของสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา จะพบว่า ไทยอยู่ไกลถึงอันดับที่ 69 ของโลก

สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ที่อาจจะยังไม่ดีเท่าประเทศอื่น ๆ

ถือเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภาคเอกชนไทย ยังไม่กล้าที่จะลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากนัก

3. การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม อาจยังไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดของภาคเอกชนไทย ในตอนนี้

ลองจินตนาการว่า ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการ
เราจะตัดสินใจทุ่มเท และลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมหรือไม่

เพราะธุรกิจกลุ่มนี้ไม่ใช่แค่เพียงต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก แต่ยังมีอัตราการล้มเหลวสูงอีกด้วย

ถ้าเทียบกับอีกหลายวิธี ที่สามารถสร้างกำไรได้เช่นกัน และยังมีความเสี่ยงที่น้อยกว่า

เช่น
- การเน้นครองส่วนแบ่งทางการตลาดให้ได้มาก ๆ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
- การเน้นผลิตในปริมาณมาก เพื่อทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง
- การขยับขยายไปทำธุรกิจอื่นเพิ่มเติม ที่เป็นธุรกิจดั้งเดิมเหมือนเดิม เนื่องจากทำได้ง่ายและเสี่ยงน้อยกว่า

ดังนั้น ถ้าจะหวังให้ภาคเอกชนหันมาลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม ก็ต้องสร้างสภาพแวดล้อมในตลาดให้เหมาะกับการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น

ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจ ให้ภาคเอกชนหันมาลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้นตาม

และเหตุผลที่กล่าวมาทั้ง 3 ข้อ ก็คือเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้ตลาดหุ้นไทย ยังคงเต็มไปด้วยธุรกิจแบบดั้งเดิม ไม่ค่อยมีหุ้นเทคโนโลยี

เพราะการพัฒนาทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถสร้างได้ภายในชั่วข้ามคืน

แต่เป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมในตลาด กฎหมายและการบังคับใช้ รวมถึงระบบการศึกษา ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม เราก็อาจมีทางเลือกอื่น หากไม่ต้องการแข่งขันกับประเทศอื่นทางด้านเทคโนโลยี

เพราะการสร้างการเติบโตของประเทศ ผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าก็สามารถทำได้หลายวิธี นอกจากการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วย

อย่างเช่น ฝรั่งเศส ที่ใช้ “ความหรู” ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของตนเองและสร้างชาติ จนกลายเป็นประเทศแห่งแบรนด์หรู

อย่างประเทศไทยก็อาจใช้ปัจจัยอื่นที่ประเทศไทยได้เปรียบมาช่วยเสริมในการแข่งขันในการพัฒนาสินค้าและบริการ

สุดท้ายแล้ว ประเทศไทยจะเดินไปในทิศทางไหน

จะไปทางเทคโนโลยี แบบสหรัฐอเมริกา
จะไปทางแบรนด์หรู แบบฝรั่งเศส
หรือเป็นแบบเดิม ที่เป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิม
หรือแบบใหม่ ที่เสริมสิ่งที่ประเทศไทยได้เปรียบ ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าติดตาม ไม่น้อยเลยทีเดียว..
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
TikTok - tiktok.com/
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงทุนแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References
-https://www.internationalpropertyrightsindex.org/countries -container
-https://ourworldindata.org/grapher/research-spending-gdp?tab=table
-https://ourworldindata.org/grapher/researchers-in-rd-per-million-people
-https://www.setinvestnow.com/th/knowledge/article/311-tsi-the-advantages-of-investing-in-thai-market-in-2023-through-value-investors-point-of-view
-https://www.nxpo.or.th/th/11221/
-https://www.the101.world/middle-tech-trap/
-https://media.kkpfg.com/document/2020/Nov/KKP%20Research

03/06/2023

ลืมการเจริญเติบโตรูปพีระมิดไปเสียก่อน เพราะการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เท่าเทียมกันมากขึ้น นั่นคือกา....

02/06/2023

Nianci Phang อัปเดตถึงกลยุทธ์การส่งเสริม MSMEs ไทย บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ชออนไลน์ของอาลีบาบา ผ่านบทสัมภาษณ์ในรูปแบบ.....

31/05/2023

ปัจจุบันการแข่งขันในตลาดสูงขึ้น อีกทั้งลูกค้ายังมีโอกาสเลือกได้ตลอดเวลา เรียกได้ว่าไม่มีแบรนด์ในดวงใจ....

ที่อยู่

งามวงศ์วาน 25
Nonthaburi
11000

เบอร์โทรศัพท์

+66660585031

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Goldbiz Capital TH : สินเชื่อเพื่อธุรกิจผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Goldbiz Capital TH : สินเชื่อเพื่อธุรกิจ:

แชร์