Easy Cash Flow ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Easy Cash Flow, การเงิน, นนทบุรี, Nonthaburi.

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
26/03/2024

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

CPNREIT x MONEY LAB
CPNREIT กองทรัสต์มูลค่า 33,000 ล้านบาท ของเครือเซ็นทรัล จ่ายผลตอบแทนสูง 10%

CPNREIT เปิดให้จองซื้อหน่วยเพิ่มทุน ในวันที่ 23 - 26 เม.ย. และ 29 เม.ย.นี้ ผ่าน
ธ.กสิกรไทย และเว็บ K-My Invest ของ ธ.กสิกรไทย www.kasikornbank.com/kmyinvest/
ธ.กรุงเทพ และ Mobile Banking ของ ธ.กรุงเทพ
บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ และเว็บไซต์ของ บล.เมย์แบงก์ www.maybank-ke.co.th

ล่าสุด ประกาศราคาเสนอขายสูงสุด 10.70 บาทต่อหน่วย เมื่อวันที่ 18 เม.ย. แล้วอย่าลืมเกาะติดราคาเสนอขายสุดท้ายผ่านกระบวนการ Book Building ที่จะประกาศในวันที่ 29 เม.ย. นี้

ผู้ที่สนใจลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหนังสือชี้ชวน https://bit.ly/3UgAMQh
----
คำเตือน : โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

02/03/2024

มหากาพย์ เซฟวัน ตลาดกลางคืน ใหญ่สุดในไทย ที่กลุ่มเซ็นทรัล เคยเป็นเจ้าของ | BrandCase
เซฟวัน คือตลาดกลางคืนขวัญใจชาวโคราช ในตอนนี้กลายเป็นตลาดกลางคืน ใหญ่ที่สุดในไทย ด้วยเนื้อที่กว่า 130 ไร่

ปีที่แล้ว ตลาดเซฟวัน สามารถเก็บค่าเช่าได้กว่า 100 ล้านบาท

และรู้หรือไม่ ? ว่าพื้นที่ตลาดเซฟวันในอดีตนั้น เคยเป็นห้างมาก่อน โดยเจ้าของได้ร่วมทุนกับกลุ่มเซ็นทรัล ก่อนจะเจ๊งในวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540

จากห้างเซฟวัน ได้เปลี่ยนเป็นตลาดเซฟวัน
ตลาดกลางคืนขนาดใหญ่ ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากได้อย่างไร ?
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ

ตลาดเซฟวัน ตั้งอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา ตรงถนนมิตรภาพ ขาออกไปจังหวัดสระบุรี

เนื่องจากพื้นที่ตรงตลาดเซฟวัน อยู่ไม่ไกลจากตัวจังหวัดนครราชสีมามากนัก
ทำให้ในช่วงเริ่มแรก ที่ดินตรงนั้น มีแผนจะสร้างเป็นห้างสรรพสินค้าก่อน ชื่อห้างเซฟวัน

โดยห้างเซฟวัน เกิดขึ้นมาจากผู้บริหารของ ห้างคลังพลาซ่า
ซึ่งเกิดจากการร่วมทุน ระหว่างกลุ่มห้างท้องถิ่นและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ นั่นคือ กลุ่มเซ็นทรัลรีเทล หรือ CRC ในปัจจุบัน

ห้างเซฟวัน ได้สร้างเสร็จและเปิดให้บริการเมื่อปี 2537 โดยเป็นห้างซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรกของชาวโคราช

หลังจากเปิดได้ไม่นาน ห้างเซฟวัน ก็ต้องเจอกับคู่แข่งห้างซูเปอร์มาร์เก็ตหน้าใหม่ในประเทศไทยหลายเจ้า อย่างเช่น Lotus’s, Big C และ Makro

จนกระทั่งปี 2540 ก็ได้เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง จนทำให้ห้างเซฟวัน ที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้าไปร่วมทุนได้ปิดตัวลง

ในขณะที่กลุ่มทุนใหญ่ ที่เป็นเจ้าของห้าง Lotus’s, Big C และ Makro
ก็จำเป็นต้องขายห้างของตัวเองให้กับต่างชาติ เพื่อรักษาตัวเองจากพิษเศรษฐกิจก่อน

ในขณะที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ ต้องล้มลงจากวิกฤติ
ก็ยังมีนักธุรกิจตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง เห็นโอกาสในวิกฤตินี้..

นักธุรกิจคนนั้นก็คือ “คุณรัตนไชย สราธิวัฒน์ประไพ”
เขาเป็นนักธุรกิจชาวกรุงเทพมหานคร เขามีภรรยา เป็นชาวอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา

ซึ่งในตอนนั้น คุณรัตนไชย ก็กำลังประสบปัญหาการเงิน จากวิกฤติปี 2540 เช่นเดียวกัน

แต่วันดีคืนดี เขาได้สังเกตเห็นตลาดเปิดท้าย หน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใจกลางเมืองโคราช
ที่มีคนเดินหนาแน่นผิดหูผิดตา ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ไม่ดีในช่วงนั้น

นั่นจึงทำให้เขาเกิดไอเดีย อยากทำตลาดเปิดท้ายขายของแบบนี้
โดยสถานที่ที่เขาให้ความสนใจคือ พื้นที่ลานจอดรถหน้าห้างเซฟวัน ที่เพิ่งจะเจ๊งไป

คุณรัตนชัยได้ตัดสินใจเช่าพื้นที่หน้าลานจอดรถขนาด 2 ไร่ ต่อจากเจ้าของห้างเซฟวันเดิม
แล้วนำพื้นที่ตรงนั้น ไปทำเป็นตลาดเปิดท้าย
เพื่อเจาะกลุ่มคนทั่วไปที่กำลังตกงาน และประสบปัญหาทางการเงินโดยเฉพาะ

ซึ่งคนกลุ่มนี้ ก็จะนำของใช้เก่า ๆ หรือกรุสมบัติต่าง ๆ
มาเปิดท้ายขายของมือสองที่ตลาดแห่งนี้ เพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าก่อน

ต่อมา เมื่อตลาดแห่งนี้เริ่มมีคนมาเดินเยอะขึ้น
ทำให้คุณรัตนไชย ตัดสินใจขอเช่าพื้นที่เพิ่มเป็น 15 ไร่ และเริ่มขายของทั่วไป อย่างเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ และของกิน

จนทำให้ตลาดเซฟวัน เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะตลาดนัดขายของกลางคืนสำหรับชาวโคราช และคนในจังหวัดละแวกใกล้เคียง
อย่างเช่น จังหวัดสระบุรี จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดบุรีรัมย์

แล้วเมื่อตลาดเซฟวัน เริ่มมีผู้คนมาเดินเยอะจนแน่นตลาด ก็ทำให้คุณรัตนไชยตัดสินใจขยายตลาดเซฟวัน

โดยไปขอเช่าพื้นที่มากกว่า 100 ไร่ จากเจ้าของที่ดินแปลงต่าง ๆ โดยรอบกว่า 22 ราย มาปล่อยให้พ่อค้าแม่ค้ามาเช่าที่เพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบัน ตลาดเซฟวัน กลายเป็นตลาดนัดกลางคืนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยเนื้อที่กว่า 130 ไร่

ซึ่งถ้าหากพูดถึงว่าทำไมตลาดเซฟวัน ถึงประสบความสำเร็จ ก็พอจะอธิบายเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้

1. เป็นตลาดกลางคืนขนาดใหญ่ ที่เป็น Magnet ดึงลูกค้าชาวโคราช และชาวจังหวัดใกล้เคียง

โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าหลัก ก็คือชาวจังหวัดนครราชสีมา ที่มีประชากรอาศัยอยู่กว่า 2,630,000 คน
ซึ่งนับว่ามากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย

และถ้านับเฉพาะในตัวอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นที่ตั้งของตลาดเซฟวัน เพียงอำเภอเดียวนั้น ก็มีประชากรอาศัยอยู่มากถึง 440,000 คนเลยทีเดียว

ซึ่งกลุ่มลูกค้าของตลาดเซฟวัน เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้น้อย ถึงรายได้ปานกลาง

โดยเป็นพนักงานในห้างร้าน บริษัท และโรงงานต่าง ๆ ในจังหวัดนครราชสีมา
รวมถึงกลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยดังของจังหวัดอีกด้วย

2. ไม่เน้นขายของแพงเกินไป

อย่างที่บอกว่า ลูกค้าของตลาดเซฟวันที่มาเดิน ส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มคนทำงานที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง
ดังนั้น ของที่นำมาขายในตลาดเซฟวัน จะต้องไม่แพงจนเกินไป

ซึ่งตลาดเซฟวัน จะเน้นเก็บค่าเช่ากับพ่อค้าแม่ค้า ในราคาที่ไม่แพงด้วย

อย่างล็อกขายอาหารและเครื่องดื่ม ของตลาดเซฟวัน ค่าเช่าจะอยู่ที่ล็อกละ 55-160 บาทต่อวัน

หรือล็อกสำหรับนำรถมาเปิดท้ายขายสินค้าต่าง ๆ เช่น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย หรือสินค้าวินเทจ
ค่าเช่าจะอยู่ที่ล็อกละ 160-310 บาทต่อวัน

ซึ่งเมื่อค่าเช่าล็อกถูก ก็ทำให้พ่อค้าแม่ค้า นำของมาขายให้กับลูกค้า ในราคาไม่แพงเกินไป แต่ก็ได้กำไรคืนกลับมา..

3. เน้นทำคอนเทนต์ เพื่อโปรโมตตลาดอย่างสม่ำเสมอ

ตลาดเซฟวัน ยังใช้วิธีการโปรโมตตลาด ผ่านช่องทางออนไลน์
โดยมีแชนเนลชื่อ “ตลาดเซฟวัน SaveoneKorat”

ไว้ทำคอนเทนต์รายการต่าง ๆ บนช่องทางออนไลน์
ทั้งยูทูบ, Facebook, Reels และ TikTok โดยใช้โลเคชัน เป็นตลาดเซฟวันในการถ่ายทำ

สำหรับรายการเด็ด ๆ บนช่องทางออนไลน์ ก็อย่างเช่น

- รายการ Yessir เป็นรายการแกล้งลูกค้าที่มาเดินเล่นตลาดเซฟวัน
ด้วยกิจกรรมหรือมุกแกล้งต่าง ๆ ที่รายการจัดไว้ให้

- รายการ Yummy Food เป็นรายการรีวิวของกินเด็ด ๆ ของแต่ละร้านในตลาดเซฟวัน

ด้วยคอนเทนต์รายการเหล่านี้ ทำให้ตลาดเซฟวัน เป็นที่รู้จักมากขึ้น
โดยปัจจุบันแชนเนล ตลาดเซฟวัน SaveoneKorat มีผู้ติดตามบนทุกช่องทางมากกว่า 3.5 ล้านคน

นอกจากจุดเด่นที่กล่าวมาทั้งหมด ตลาดเซฟวัน ก็ยังแบ่งพื้นที่บางส่วนมาทำเป็นศูนย์การค้าแบบเอาต์ดอร์ ไว้ให้ร้านค้าและร้านอาหารดัง ๆ มาเช่าพื้นที่ระยะยาว กับตลาดเซฟวันด้วย

โดยร้านอาหารที่มาลงในตลาดเซฟวัน เช่น

- ร้านอาหารฟาสต์ฟูด อย่าง KFC, Pizza Hut, Dairy Queen
- ร้านขายสินค้าเฉพาะอย่าง เช่น BaNANA, DR.PHARMA และ MR.DIY
- ร้านค้าซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าง TOPS ซูเปอร์คุ้ม
ไปจนถึงแบงก์ต่าง ๆ ก็มาเช่าพื้นที่ในตลาดเซฟวันเช่นเดียวกัน

นอกจากร้านค้าเช่าต่าง ๆ แล้ว ภายในตลาดเซฟวัน ก็ยังมีโซนศูนย์อาหารขนาดใหญ่
สำหรับซื้อของกินมานั่งกินเพลิน ๆ และยังมีพื้นที่ไว้สำหรับแฮงก์เอาต์ สังสรรค์กับเพื่อนฝูง

และอีกสิ่งหนึ่ง ที่ช่วยเข้ามาเติมเต็มพื้นที่ตลาดเซฟวัน ให้มีเสน่ห์มากขึ้นอีกก็คือ

มีลานจัดอิเวนต์ชื่อว่า “ลานไทมุง” เป็นลานกว้าง ๆ เกือบ 10,000 ตารางเมตร

เอาไว้สำหรับจัดกิจกรรมอิเวนต์ อย่างเช่น การจัดคอนเสิร์ต การจัดงานเทศกาลอาหาร
ไปจนถึงการจัดงานโชว์ต่าง ๆ เช่น งานโชว์บิ๊กไบค์ และงานแสดงผาดโผน

ซึ่งธีมงานอิเวนต์ ภายในตลาดเซฟวันแห่งนี้ ก็จะเป็นงานอิเวนต์แบบภูธร
คือมีความบ้าน ๆ มีสีสัน เป็นกันเอง และเน้นให้ผู้คนเข้ามาร่วมงานเยอะ ๆ

จากการนำร้านอาหาร หรือร้านค้าขึ้นห้างมาลง การทำศูนย์อาหารที่รวมของกินหลากหลาย
ไปจนถึงการแบ่งพื้นที่สำหรับจัดงานอิเวนต์

ทำให้ตลาดเซฟวัน กลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่เป็นศูนย์รวมการใช้ชีวิตของชาวโคราชอีกหนึ่งแห่ง
นอกจากศูนย์การค้าขนาดใหญ่ภายในจังหวัด อย่าง เดอะมอลล์, เซ็นทรัล และเทอมินอล 21

และสามารถเก็บค่าเช่าที่ขายของได้ เป็นหลักร้อยล้านบาทต่อปี

โดยเราจะเห็นได้จากรายได้ของ บริษัท ตลาดเซฟวัน จำกัด

ปี 2563 มีรายได้ 88 ล้านบาท
ปี 2564 มีรายได้ 96 ล้านบาท
ปี 2565 มีรายได้ 122 ล้านบาท

เมื่อโมเดลตลาดเซฟวัน ที่โคราชประสบความสำเร็จ
ลูกชายของคุณรัตนไชย สราธิวัฒน์ประไพ เจ้าของตลาดเซฟวันโคราช

จึงตัดสินใจนำตลาดเซฟวัน มาขยายสาขา 2 ที่กรุงเทพมหานคร

โดยใช้ชื่อว่า “ตลาดเซฟวันโก” (SaveOne GO) ซึ่งตั้งอยู่ติดกับตลาดประตูกรุงเทพพลาซ่า
ใกล้ ๆ กับรถไฟฟ้า BTS สถานีแยก คปอ.

โดยจุดเด่นของตลาดเซฟวันโก คือจะมีร้านอาหาร และของกินเยอะ ๆ
เพื่อให้คนที่อยู่แถบรังสิต ลำลูกกา หรือคนที่อาศัยอยู่ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียว ได้มาหาของกินอร่อย ๆ ในตลาดแห่งนี้..

ซึ่งการเปิดตลาดเซฟวันโกแห่งใหม่นี้ เจ้าของตลาด ก็ได้ใช้วิธีการทำตลาดคล้าย ๆ กับตลาดเซฟวันที่โคราช นั่นคือ

- การโปรโมตตลาดกลางคืนผ่านช่องทางออนไลน์ อย่าง ยูทูบ และ TikTok ผ่านอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังหลาย ๆ ท่าน

- การคิดค่าเช่าล็อกที่ไม่แพงเกินไป เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดใกล้เคียง เพื่อให้ลูกค้าที่มาเดินได้ทานของอร่อย ๆ ในราคาไม่แพง

ซึ่งเราก็ต้องดูต่อไปว่า ตลาดเซฟวันโก ซึ่งเป็นตลาดเซฟวันสาขา 2 ที่กรุงเทพมหานคร
จะประสบความสำเร็จมากแค่ไหน..

ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ

ลูกชายของคุณรัตนไชย ซึ่งเป็นผู้ปลุกปั้นตลาดเซฟวันโก
คือคุณอิง-อธีตะ สราธิวัฒน์ประไพ
หรือที่รู้จักกันในกลุ่มผู้ติดตามในช่องทางออนไลน์ว่า “เสี่ยอิง เซฟวัน”

อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังบน TikTok แห่งบ้าน Love Potion
ที่ปัจจุบันมียอดผู้ติดตามกว่า 1.1 ล้านคน

โดยเขาได้ร่วมหุ้นกับเพื่อนอีก 3 คน เพื่อเปิดตลาดเซฟวันโก แห่งใหม่นี้..

References
-http://koratway.com/archives/87
-ยูทูบ ช่อง ตลาดเซฟวัน SaveoneKorat
-กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
-ข่าวช่อง 3 (เรื่องเด่นเย็นนี้) 6 Jan 2017 ตลาดเซฟวัน SaveOneKorat
-https://thefunzaavoice.wixsite.com/saveoneclean2
-https://www.papayatop.com/saveone-go-bangkok
-https://esan108.com/ตลาดเซฟวัน-โคราช
-https://www.ryoiireview.com/review/safeone-market/
-https://thailandtourismdirectory.go.th/attraction/994
-https://www.facebook.com/RetroCityStoryTelling/photos/a.111287797148055/156230635987104/?type=3
-https://isaninsight.kku.ac.th/archives/2345

17/02/2024

ถอดบทเรียนการใช้ชีวิตของ "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" พ่อเมืองกรุงเทพตั้งแต่การทำงานให้สนุก ไม่เคร่งเครียดกับชีวิต และบทกวีที่ได้มาจากกระดาษในคุกของ "เนลสัน แมนเดลา" อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้
“ทำงาน ทำงาน ทำงาน” คือหลักคิดสำคัญในการทำงานสำคัญของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” พ่อเมืองกรุงเทพฯ ที่ตั้งแต่วันแรกของการทำงาน 1 มิ.ย.2565 จนถึงปัจจุบันก็ยังคงคอนเซปต์ ทำงาน ทำงาน ทำงาน แบบเดิมเรื่อยมา
แล้วยังออกนโยบายเรือธงจำนวนมากระหว่างอยู่ในตำแหน่งมาเกือบ 2 ปี แม้ปัจจุบันจะยังมีปัญหาอีกร้อยแปดพันเก้าที่รอรับการแก้ไข หนึ่งในนั้นคือปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่คนกรุงฯ (และจริงๆ ก็อีกหลายจังหวัด) ต้องสูดดมแทบตลอดทั้งปี
อย่างไรก็ตาม นอกจากประเด็นเรื่องนโยบายและการแก้ปัญหาในกรุงเทพมหานครที่ต้องจับตาดูต่อไปแล้ว อีกหนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจคือหลักคิดในการใช้ชีวิตและการทำงานของพ่อเมืองคนนี้ว่ามี “หลักยึด” อะไรในการออกไปใช้ชีวิตทุกวัน (ตั้งแต่ตีสี่)
ผู้ว่าฯ ชัชชาติเริ่มเล่าให้ฟังว่า ทุกๆ วันจะต้อง “หาเวลาว่างให้ตัวเอง” หนึ่งในนั้นคือการออกไปวิ่งเพื่ออยู่กับตัวเองแล้วก็วางแผนว่าตลอดทั้งวันจะต้องทำอะไรหรือคุยกับใครบ้าง หลังจากนั้นแปดโมงเช้าเป็นต้นไปก็จะเริ่มต้องคุยกับเพื่อนร่วมงานและรับสายโทรศัพท์รวมทั้งประชุมจำนวนมาก ดังนั้นเวลาช่วงเช้าในการอยู่กับตัวเองคิดอะไรกับตัวเองในตอนเช้าตรู่จึงเป็นเรื่องสำคัญ
“ผมจะหาเวลาให้เป็นของตัวเองสักช่วงหนึ่ง แล้วดูแลสุขภาพ ดูแลจิตใจ พอหลังจากนั้นก็ไหลไปตามกำหนดการ”
ผู้ว่าฯ ย้ำให้ฟังว่า ทุกวันที่ออกไปทำงานจะคิดเสมอว่า “ต้องสนุก” เพราะถ้าไม่สนุกก็คงไม่มีอารมณ์อยากออกไปทำงานทุกวัน “สังเกตไหมผมชอบไลฟ์แล้วก็วิ่งไปด้วยมันคือการแฝงความสนุกไปในการทำงาน ผมชอบวิ่ง วิ่งไปด้วยตรวจงานไปด้วย นี่คือหัวใจ ย้อนกลับไปตอนที่เราทำแคมเปญผู้ว่าฯ ในกระดานของทีม เราเขียนตัวใหญ่เลยว่าต้องสนุก”
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/health/social/1113517?anm=
#เนลสัน #เนลสันแมนเดลา #ชัชชาติ #กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจWorklife #กรุงเทพธุรกิจLeadership

17/02/2024

“4 เดือนแรกที่ ยืดเปล่า เข้าไปขายในห้างใหญ่ ขาดทุนยับ เพราะคิดว่าแบรนด์เราดังแล้ว แต่จริง ๆ ไม่ใช่”
-คุณทนงค์ศักดิ์ แซ่เอี้ยว - เจ้าของ YUEDPAO

เกิดอะไรขึ้นกับ คุณตอน-ทนงค์ศักดิ์ แซ่เอี้ยว เจ้าของแบรนด์เสื้อยืด YUEDPAO (ยืดเปล่า)
ในวันที่การขยายธุรกิจดูกำลังไปได้สวย แต่ขณะเดียวกันกลับเต็มไปด้วยปัญหาใหญ่ให้ต้องเอาชนะ..

ฟังเรื่องราวธุรกิจแบบอินไซต์ จากผู้ประกอบการตัวจริง ทำจริง เจ็บจริง
ในงาน The Entrepreneur Forum 2024

ซื้อบัตรได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/The-Entrepreneur-Forum-2024 (มีจำนวนจำกัด ไม่เปิดรอบเพิ่ม)

บัตรราคา 2,290 บาท (ไม่รวม VAT และค่าธรรมเนียมการชำระเงิน) ซึ่งทุกที่นั่งจะสามารถ รับชม Rerun Online ย้อนหลังได้ทุก Sessions และทุกห้อง Workshops
จองได้สูงสุด 5 ใบต่อ 1 ครั้ง

16/02/2024

อาณาจักร Richemont มีรายได้จาก "เครื่องประดับ" มากที่สุด
- ติดตามอินโฟกราฟิกสวย ๆ เพิ่มเติมได้ที่ instagram.com/longtungirl

คุณตันทุกคนคงรู้จักอยู่แล้ว ดร.แสงสุข คือคนที่สร้างแบรนด์ Smooth-E และ Dentiste’ (จ้างลิซ่าเป็นพรีเซนเตอร์) ให้ไปไกลทั่ว...
16/02/2024

คุณตันทุกคนคงรู้จักอยู่แล้ว ดร.แสงสุข คือคนที่สร้างแบรนด์ Smooth-E และ Dentiste’ (จ้างลิซ่าเป็นพรีเซนเตอร์) ให้ไปไกลทั่วโลก ขายดีในต่างประเทศ
2 คนนี้คือที่สุด ของตัวอย่างการเป็นผู้ประกอบการ

คุณตัน และ ดร.แสงสุข ทั้งคู่
ลงทุนแมนเคยพบตัวจริง และสัมผัสได้ว่าทั้งคู่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน ที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ และมันเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการอีกหลาย ๆ ท่านจะทำสำเร็จเช่นกัน

สิ่งนั้นลงทุนแมนขอเรียกว่า Entrepreneurial Spirit หรือ จิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการ

คุณตันทุกคนคงรู้จักอยู่แล้ว ดร.แสงสุข คือคนที่สร้างแบรนด์ Smooth-E และ Dentiste’ (จ้างลิซ่าเป็นพรีเซนเตอร์) ให้ไปไกลทั่วโลก ขายดีในต่างประเทศ

2 คนนี้คือที่สุด ของตัวอย่างการเป็นผู้ประกอบการ

- งานนี้ แนะนำจริง ๆ สำหรับผู้ต้องการหาแรงบันดาลใจ หาตัวอย่างของคนที่เก่ง ๆ ในประเทศไทย เพื่อเป็นแรงผลักดันทำให้เราไป ไกลกว่าเดิม..

คนสนใจไปงานนี้ ลองดูได้ที่ลิงก์นี้
https://www.zipeventapp.com/e/The-Entrepreneur-Forum-2024

08/02/2024

อธิบายจิตวิทยา ศูนย์การค้า ทำไมบางที่ มีอักษรบอกชั้นเยอะ ทั้งชั้น B, G, M - MarketThink

หลายคนอาจจะเคยสังเกตว่า ศูนย์การค้าดัง ส่วนใหญ่ชอบมีวิธีการเรียงลำดับชั้นภายในศูนย์การค้า ให้มีทั้งตัวอักษรภาษาอังกฤษหลาย ๆ ชั้น แล้วค่อยเป็นตัวเลข

เช่น บางที่มีตั้งแต่ชั้น LG, G, M, 1, 2, และ 3

แทนที่จะเรียงลำดับชั้นภายในศูนย์การค้า โดยใช้ตัวเลขเพียงอย่างเดียว เช่น ชั้น 1, 2, 3, 4, 5, 6
ซึ่งดูจะเป็นวิธีการเรียงลำดับชั้น ที่เข้าใจได้ง่ายกว่า

เรื่องนี้ถ้ามองในมุมจิตวิทยา มันก็มีเบื้องหลังน่าสนใจที่ซ่อนอยู่..

ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนว่า การเรียงลำดับชั้นต่าง ๆ ของอาคาร ไม่ได้มีมาตรฐานที่ตายตัว
แต่โดยทั่วไปแล้ว จะมีวิธีการเรียงลำดับเลขชั้น ที่ได้รับความนิยมอยู่ 2 แบบด้วยกัน คือ

- แบบสหรัฐอเมริกา จะเริ่มนับชั้นแรกของอาคารที่อยู่ในระดับเดียวกับพื้นถนนเป็นชั้น 1 และเรียงลำดับขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามจำนวนชั้นที่เพิ่มขึ้น

- แบบยุโรป จะเริ่มนับชั้นแรกของอาคารที่อยู่ในระดับเดียวกับพื้นถนนเป็นชั้น G (Ground Floor) และชั้นถัดไป จึงเริ่มนับเป็นชั้น 1 และเรียงลำดับไปเรื่อย ๆ ตามจำนวนชั้นที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเรียงลำดับชั้น ด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษอื่น ๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น

LG คือ ชั้น Lower Ground เป็นชั้นที่มีพื้นที่บางส่วนอยู่ใต้ระดับพื้นถนน
UG คือ ชั้น Upper Ground เป็นชั้นที่มีพื้นที่บางส่วนอยู่เหนือระดับพื้นถนน
B คือ ชั้น Basement เป็นชั้นใต้ดินของอาคาร

แต่ที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันมากที่สุด
ก็น่าจะเป็นชั้น M ที่หมายถึง Mezzanine แปลเป็นภาษาไทยว่า “ชั้นลอย” ซึ่งเป็นชั้นที่มีความสูงระหว่างพื้นจนถึงเพดาน น้อยกว่าชั้นอื่น ๆ

แต่หลายศูนย์การค้าในไทย มักใช้ชั้น M เป็นชั้นที่เชื่อมต่อกับทางเข้าหลักของศูนย์การค้า ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า หรือสกายวอล์ก มากกว่าจะเป็นชั้นลอยจริง ๆ

แล้วถ้าถามว่า ทำไมศูนย์การค้าในไทย ต้องเรียงลำดับชั้นโดยการใช้ตัวอักษร แล้วตามด้วยตัวเลข

เรื่องนี้สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการพฤติกรรมของคนทั่ว ๆ ไป
ที่โดยส่วนใหญ่แล้ว มักเลือกเดินในศูนย์การค้าเฉพาะชั้นล่าง ๆ ที่ติดกับทางเข้าหลักเป็นส่วนใหญ่

ยิ่งศูนย์การค้ามีความสูงหลายชั้น ชั้นบน ๆ อาจมีโอกาสที่คนเดินขึ้นไปน้อยลงเรื่อย ๆ แม้ว่าในศูนย์การค้าจะมีทั้งลิฟต์ และบันไดเลื่อน ไว้คอยให้บริการก็ตาม

นั่นหมายความว่า หากมีหลายชั้น ก็มีแนวโน้มว่าชั้นบน ๆ จะมีคนที่ตั้งใจเดินขึ้นไป หรือแม้แต่คนที่เดินผ่านโดยบังเอิญ น้อยกว่าชั้นล่าง ๆ

และแน่นอนว่า “ยอดขาย” ของผู้เช่าพื้นที่ที่อยู่ชั้นบน ๆ ของศูนย์การค้า ก็จะน้อยลงไปด้วย

พอเป็นแบบนี้ ก็จะทำให้อัตราค่าเช่าพื้นที่ชั้นบน ๆ ของศูนย์การค้า ถูกลงด้วย

ทำให้โดยเฉลี่ยแล้ว ศูนย์การค้าทั่วโลก มักสร้างที่ความสูงเฉลี่ยเพียง 6 ชั้นเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้คนรู้สึกว่ามีหลายชั้นมากเกินไป จนไม่อยากเดินขึ้นไปที่ชั้นบน ๆ

แต่แน่นอนว่า ในปัจจุบัน ศูนย์การค้าหลายแห่งมีจำนวนชั้นที่มากขึ้น จากข้อจำกัดทางด้านพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่

ทำให้ต้องหาวิธีปรับพฤติกรรมของลูกค้า ให้เดินขึ้นไปที่ชั้นบน ๆ

ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ทำ ก็คือ กลยุทธ์การเรียงลำดับชั้นภายในศูนย์การค้า ที่ให้ลูกค้ารู้สึกว่ามีความสูงเพียงไม่กี่ชั้น

ทั้งที่ในความจริงแล้ว ศูนย์การค้าอาจมีความสูงเกือบ 10 ชั้น ก็เป็นไปได้..

ตัวอย่างเช่น ศูนย์การค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร มีการเรียงลำดับชั้นเป็น
B2, B1, G, GM, M, 1, 2, 3, 4, 5, 5M และ 6

เมื่อลูกค้าเข้ามาในศูนย์การค้า มองเผิน ๆ ก็อาจคิดว่าศูนย์การค้าแห่งนี้มีความสูงเพียงแค่ 6 ชั้นเท่านั้น

แต่ในความจริงแล้ว หากเราลองนับจำนวนชั้นจริง ๆ ของศูนย์การค้าแห่งนี้ โดยให้ชั้น G ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับพื้นถนน เป็นชั้น 1

ก็จะพบว่าศูนย์การค้าแห่งนี้ มีความสูงมากถึง 10 ชั้น โดยยังไม่รวมชั้นใต้ดินของอาคารอีก 2 ชั้น ซึ่งเป็นพื้นที่จอดรถยนต์

ลองคิดภาพตามง่าย ๆ หากในศูนย์การค้า มีร้านค้าร้านหนึ่งอยู่ที่ชั้น 4 ก็ฟังดูเหมือนว่า ร้านค้าร้านนี้ไม่ได้อยู่สูงขึ้นไปมากสักเท่าไร

หากเราเข้าศูนย์การค้าจากประตูที่อยู่ชั้น G การเดินไปที่ร้านค้าร้านนี้ ก็ดูเหมือนไม่ไกล เดินขึ้นบันไดเลื่อนไปไม่กี่ชั้นก็ถึงแล้ว

แต่หากเราลองนับจำนวนชั้น ร้านค้าร้านนี้ ไม่ได้อยู่ที่ชั้น 4 จริง ๆ แต่อยู่ที่ชั้น 7 ต่างหาก

นั่นหมายความว่า เราต้องเดินขึ้นไปอีกหลายชั้น ใช้บันไดเลื่อนอีกหลายตัว กว่าจะไปถึงที่ร้านค้าร้านนั้น

การเรียงลำดับชั้น โดยการเพิ่มชั้น G, GM และ M เข้าไป จึงมีผลดีในแง่ความรู้สึกของลูกค้า แม้ในความจริงแล้ว จำนวนชั้นของศูนย์การค้า จะยังคงมีจำนวนมากเท่าเดิม

อย่างไรก็ตาม แม้ศูนย์การค้าในประเทศไทย จะมีการใช้กลยุทธ์ในลักษณะนี้

แต่ในต่างประเทศ ศูนย์การค้าหลายแห่งกลับมีจำนวนชั้นที่มากกว่าศูนย์การค้าในไทยมาก
ทั้งในญี่ปุ่น ไต้หวัน และฮ่องกง ที่หลาย ๆ ศูนย์การค้า มีความสูงเกิน 10 ชั้นขึ้นไป..

ในอีกทางหนึ่ง จึงคิดได้เช่นกันว่า การที่ศูนย์การค้าในไทย นับเลขชั้นด้วยการเพิ่มชั้นที่เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษเข้าไป อาจใช้ได้ผลกับพฤติกรรมการเดินศูนย์การค้า ของคนไทยเท่านั้น

เพราะไม่เช่นนั้น ศูนย์การค้าในต่างประเทศ คงไม่สร้างให้มีความสูงเกิน 10 ชั้น

นอกจากกลยุทธ์นี้แล้ว ศูนย์การค้าในไทย ยังมีการใช้กลยุทธ์อื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเดินขึ้นไปที่ชั้นบน ๆ

เช่น การนำร้านค้าที่เป็น “แม่เหล็ก” ขึ้นไปไว้ที่ชั้นบน
ไม่ว่าจะเป็น โรงภาพยนตร์ ร้านอาหาร ฟูดคอร์ด และธนาคาร ซึ่งเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ ตั้งใจที่จะเดินไปที่ร้านค้าเหล่านี้อยู่แล้ว

ซึ่งการนำร้านค้าแม่เหล็กเหล่านี้ ไปไว้ในพื้นที่ที่มีคนน้อย ก็จะช่วยเพิ่มจำนวนคนที่เดินผ่านไปผ่านมา ในพื้นที่นั้น ๆ ได้

ซึ่งตัวอย่างของศูนย์การค้าที่มีการนำฟูดคอร์ด ขึ้นไปไว้ที่ชั้นบนของศูนย์การค้า ก็มีทั้ง เทอร์มินอล 21 อโศก และเซ็นทรัลเวิลด์

รวมถึง สยามพารากอน หรืออีกหลาย ๆ แห่ง ที่โรงภาพยนตร์ อยู่ที่ชั้นบนสุดของศูนย์การค้า

ทั้งหมดที่ได้อ่านมานี้ เป็นเพียงกลยุทธ์ส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่ศูนย์การค้าใช้ในการดึงดูดให้ลูกค้าเดินขึ้นไปชั้นสูงได้ ด้วยหลักจิตวิทยา

ครั้งหน้า ใครไปเดินศูนย์การค้า หากลองสังเกตกันดี ๆ

อาจค้นพบว่า ศูนย์การค้าในไทย มีการใช้กลยุทธ์อื่น ๆ
ที่ดึงดูดให้เราใช้เวลาเดินเลือกซื้อของ และใช้จ่ายเงินมากขึ้น โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว ก็เป็นได้..

#ศูนย์การค้า
#พฤติกรรม
#จิตวิทยา
—------------------------------------
อ้างอิง:
-https://en.wikipedia.org/wiki/Storey
-https://link.springer.com/article/10.1057/rlp.2008.22
-https://www.trafsys.com/how-to-boost-mall-traffic-with-a-consumer-centered-retail-strategy/
-https://marketingmind.in/reasons-why-movie-theaters-are-kept-on-top-floor-in-shopping-malls/

17/10/2023

5 หนังสือแนะนำ ที่เขียนโดย Ray Dalio มหาเศรษฐี 500,000 ล้าน

04/10/2023

ถ้าไทย ดอกเบี้ย 5% เท่าสหรัฐอเมริกา จะเกิดอะไรขึ้น ? /โดย ลงทุนแมน
อัตราดอกเบี้ย 5% ประเทศไทยเคยมีมาแล้ว ตัวเลขนี้ไม่ไกลเกินฝัน หัวข้อที่น่าสนใจคือ ถ้าสมมติให้วันนี้ ประเทศไทยมีอัตราดอกเบี้ยที่ 5% มันจะเกิดอะไรขึ้น ? ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเราช่วงนี้ คือทุนต่างชาติไหลออกจากทั้งตลาดหุ้น และตราสารหนี้

เฉพาะตลาดหุ้นไทย ปีนี้ ต่างชาติขายไปแล้ว 150,000 ล้านบาท เงินบาทไทยอ่อนค่าจนล่าสุดทะลุ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแล้ว

หนึ่งในท่าประจำ ที่จะช่วยให้ทุนต่างชาติกลับมา ก็คือ การขึ้นดอกเบี้ย เพื่อเพิ่มแรงจูงใจจากผลตอบแทนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

บทความนี้ ลงทุนแมนจะลองยกตัวอย่างเล่น ๆ ว่าถ้าสมมติวันนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ขึ้นดอกเบี้ย ไปเท่ากับสหรัฐอเมริกา ที่ 5.5%
ที่อัตราดอกเบี้ยสูงขนาดนี้ เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
สิ่งที่เกิดขึ้นแบบตรงไปตรงมา ก็คือ ค่าเงินบาท จะชะลอการอ่อนค่าลง

จากข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ดอกเบี้ยบ้านเรา 2.5% ดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกา 5.5% ต่างกันถึง 3%

หากเราขึ้นดอกเบี้ย ไปเท่ากับสหรัฐอเมริกา ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยตรงนี้ จะกลายเป็นศูนย์

ถ้าเป็นแบบนี้ ทุนต่างชาติบางส่วน ก็อาจจะหยุดไหลออกจากสินทรัพย์ไทย ค่าเงินบาทจึงน่าจะชะลอการอ่อนค่าลง

เรื่องเป็นแบบนี้ก็ดูเหมือนจะดี
แต่สิ่งเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจไทย กำลังจะเกิดดังต่อไปนี้..

ตัวเลขดอกเบี้ยจาก 2.5% ไป 5.5% ดูเหมือนเป็นตัวเลขไม่มากในสายตาของบางคน แต่ในมุมของคนจ่ายดอกเบี้ย มันคือการเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เช่น จากจ่ายดอกเบี้ยเดือนละ 25,000 บาท จะเป็น 55,000 บาท ซึ่งหลายคนอาจจะไม่สามารถจ่ายได้ เพราะรายได้ของเขาไม่ได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้นสิ่งเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นก็คือ

1. ประชาชนต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้น

คนกู้ซื้อบ้าน ซื้อคอนโดฯ ซื้อรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ จะต้องผ่อนค่างวดสูงขึ้น หากรายได้ของเราเพิ่มขึ้นไม่พอ ตัวเราก็จะได้รับผลกระทบเต็ม ๆ

หรือหากว่าเราเป็นคนที่กำลังตัดสินใจจะซื้อบ้าน ซื้อคอนโดฯ หลายคนน่าจะชะลอการซื้อออกไปก่อน ดังนั้นธุรกิจที่ขายของชิ้นใหญ่ ที่คนส่วนใหญ่ต้องใช้เงินกู้ในการซื้อ ก็จะชะลอการซื้อ และธุรกิจเหล่านั้นจะได้รับผลกระทบ..

2. ต้นทุนการเงินของภาครัฐ รวมถึงบริษัทเอกชน จะเพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 2.5%

- ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลไทย 10 ปี อยู่ที่ 2.6%
- ดอกเบี้ยหุ้นกู้บริษัทเอกชน เรตติง AAA 5 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ราว 3.7%

หากดอกเบี้ย เพิ่มขึ้นอีก 3% เป็น 5.5% ภาระดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลไทย และดอกเบี้ยหุ้นกู้เอกชน ที่ออกใหม่ ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย

ในขณะที่บริษัทเอกชน ที่ต้องกู้ยืมเงินอยู่เสมอ เพื่อพัฒนาโครงการ เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ถ้าราคาบ้าน ราคาคอนโดฯ ไม่เพิ่มตาม กำไรของกลุ่มธุรกิจนี้ก็จะลดลง

นอกจากนั้น สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อให้รายย่อย เช่น สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ สินเชื่อบัตรเครดิต ที่ต้องระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้

ถ้ารายได้ดอกเบี้ยจากธุรกิจชนเพดานสูงสุดของกฎหมายแล้ว ก็จะทำให้กำไรของธุรกิจกลุ่มนี้ลดลงเช่นกัน

นอกจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยแล้ว ก็ยังมีเรื่องของความคุ้มค่าในการลงทุนด้วย เช่น การสร้างห้างสรรพสินค้า โรงไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ

ซึ่งโครงการเหล่านี้จะต้องพึ่งพาเงินกู้ยืมสูง เมื่อดอกเบี้ยต่ำ โครงการจะมีผลตอบแทนที่ดึงดูดให้ลงทุน

แต่พอดอกเบี้ยสูง โครงการที่กำไรบาง พอนำมาคำนวณต้นทุนการเงินใหม่ อาจจะขาดทุน จนต้องยุบโครงการไป หรือถูกเลื่อนออกไปก่อน

พอโครงการลงทุนลดลง สิ่งที่ตามมาก็คือ การจ้างงานจะไม่เกิด ค่าแรงจะไม่เพิ่ม รวม ๆ แล้วเศรษฐกิจทั้งประเทศ จะชะลอตัวลง

สำหรับบางบริษัท ที่ต้องการแสวงหาผลกำไร และการเติบโต ที่ต้องลงทุนอยู่ตลอดเวลา ก็จะมีแนวโน้มที่จะหันไปลงทุนในโครงการที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนชดเชยกับต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น

3. ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลง
ถ้าถามว่า ดอกเบี้ย เกี่ยวอะไรกับ ตลาดหุ้น ?

ยกตัวอย่างเช่น แต่เดิมหลายคนลงทุนในตลาดหุ้น เพราะหวังเงินปันผลปีละ 4% เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ 1% ก็ดูเหมือนจะคุ้มค่าความเสี่ยงของหุ้น

แต่ถ้าเราฝากเงินในธนาคาร โดยมีความเสี่ยงต่ำ แล้วได้ดอกเบี้ย 5.5% ก็จะทำให้คนย้ายเงินจากหุ้น กลับมาฝากธนาคารแทน

ดังนั้นราคาหุ้นจะต้องปรับตัวลงมา ให้ผลตอบแทนต่อราคาหุ้น ดึงดูดมากขึ้น หรือพูดง่าย ๆ คือ P/E เฉลี่ยของตลาดจะลดลง

พูดถึงผลกระทบกันแล้ว คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วใครจะได้ประโยชน์กับการขึ้นดอกเบี้ยกันบ้าง ?

- คำตอบแรก ก็คือ ธนาคารพาณิชย์ อาจได้ประโยชน์บ้าง
โดยเฉพาะธนาคาร ที่มีสินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัวเป็นสัดส่วนที่สูง

เพราะธนาคารจะได้ประโยชน์จากผลต่างดอกเบี้ยสุทธิ หรือ Net Interest Margin กว้างขึ้น และผลต่างที่เพิ่มขึ้นตรงนี้ จะไหลลงไปเป็นกำไรทันที

แต่การชะลอโครงการของภาครัฐและเอกชน ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ก็อาจทำให้ยอดปล่อยสินเชื่อลดลง หรือช่วงที่ดอกเบี้ยสูง ย่อมทำให้มีหนี้เสียจากธุรกิจที่ไปต่อไม่ไหวมากขึ้น ทำให้สุทธิออกมาแล้ว กำไรของธนาคารอาจไม่เพิ่มขึ้นก็เป็นได้

- อีกกลุ่มที่ได้ประโยชน์ ก็คือ บุคคลหรือบริษัท ที่มีเงินสดอยู่มาก และชอบสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ

บริษัทที่มีเงินสดมาก เช่น บริษัทประกัน ที่มีสินทรัพย์ลงทุนอยู่ในพันธบัตร พันธบัตรที่จะออกในชุดใหม่ ๆ ก็จะให้ผลตอบแทนที่มากขึ้นกว่าของเก่า แต่ต้องหมายเหตุว่าพันธบัตรระยะยาวที่ถืออยู่ ก็อาจมีราคาลดลงจากดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งบริษัทก็ต้องถือจนครบกำหนดอายุ โดยได้รับดอกเบี้ยของเดิม

ส่วนผู้สูงอายุที่ชอบฝากเงินในธนาคาร ก็จะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เช่น จากเดิมที่ได้ดอกเบี้ย 25,000 บาท พอดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นก็จะได้เป็น 55,000 บาท

ทั้งหมดนี้ ก็เป็นเพียงการสมมติว่า หากดอกเบี้ยประเทศไทย ขึ้นมาเท่ากับสหรัฐอเมริกา ที่ 5.5% จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ถ้าถามว่าในอดีต ประเทศไทยเคยมีดอกเบี้ยในระดับนี้ไหม ?

ก็ต้องตอบว่า “มี” ประเทศไทยเคยมีดอกเบี้ยที่ระดับ 5% ในปี 2006 หรือเมื่อ 17 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดวิกฤติซับไพรม์

ดังนั้นอัตราดอกเบี้ย 5.5% เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ไม่ได้ไกลเกินฝัน เพราะในอดีตก็เคยมีอัตราดอกเบี้ยในระดับนี้มาแล้ว

การคิดเหตุการณ์เลวร้ายที่จะเกิดขึ้น แล้วมีแผนเตรียมรับมือกับเหตุการณ์นั้น เป็นสิ่งที่นักลงทุนผู้มีประสบการณ์มักจะทำกัน

เพราะเหตุการณ์เหล่านี้ มันอาจเกิดขึ้นในชีวิตของเราสักวันหนึ่ง ซึ่งมันอาจจะเกิดขึ้นกับตัวเรา เร็วกว่าที่คิด ก็เป็นได้..
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
TikTok - tiktok.com/
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงทุนแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman

03/10/2023

Entrepreneur

03/10/2023

แตกตื่น! มีเสียงคล้ายปืน ดังขึ้นภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านปทุมวัน ประชาชนแห่วิ่งหนีกระเจิง กำลังรอเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเหตุ
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2566 เวลา 16.00 น. มีรายงานว่าได้ยินคล้ายเสียงปืน ภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านปทุมวัน ประชาชนแตกตื่นแห่วิ่งหนีกระเจิง
ขณะที่มีรายงานว่า ประตู BTS ฝั่งทางเชื่อมเข้าห้างถูกปิดลงเพื่อป้องกันความปลอดภัย
ล่าสุด กำลังรอเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเหตุ
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจUpdate

ที่อยู่

นนทบุรี
Nonthaburi
11000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Easy Cash Flowผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท