Easy-Biz Money Service

Easy-Biz Money Service บริการปรึกษาสภาพคล่องทางธุรกิจ Business Partner - คู่หูธุรกิจ

ให้คำปรึกษาและออกแบบการจัดการสภาพคล่องในธุรกิจ

17/01/2025

รวม 23 เรื่องเกี่ยวกับ Agentic AI เมื่ออนาคตเราไม่ต้องบอก AI ว่าทำอะไร แต่ในอนาคตคุณแค่บอกว่าต้องการอะไร?
เทรนด์ของ AI มาแรงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทุกวันนี้ Generative AI ถือเป็นเรื่องปกติใหม่สำหรับทุกคนแล้ว และแน่นอนว่าเทคโนโลยีก็จะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อย่างงาน CES 2025 ล่าสุด! ก็มีการพูดถึงเรื่องของ Physical AI และ Agentic AI อยู่ไม่น้อยเช่นกัน นับเป็นเรื่องใหม่ และโอกาสใหม่ ที่เราทุกคนจะได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน
กับเรื่องราวที่ ผศ.ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย ประธานเจ้าหน้าที่​บริหาร​ บริษัท​ไซแนปส์​ (ประเทศไทย) จำกัด และอุปนายกสมาคม​ผู้ประกอบการ​ปัญญาประดิษฐ์​ประเทศ​ไทย​ (AIEAT) จะมาแชร์ถึงภาพใหญ่การมาของ Agentic AI ซึ่งเราได้รวบรวมเรื่องราว 101 ที่น่าสนใจ เตรียมความพร้อมของเทคโนโลยีนี้!
1. AI คือโอกาส โดยเบื้องหลังบริษัท AI ในประเทศไทยมีอยู่เกือบ 100+ กว่าบริษัท แต่ถ้าเทียบกับเวียดนามเขามีมากถึง 1,000+ กว่าบริษัท และจีนมีมากถึง 100,000+ บริษัทเลยทีเดียว นับว่ายังมีโอกาสอีกมากในการลงทุนเรื่องของ AI ในบ้านเรา
2. คำจำกัดความของ AI เพียง 1 เรื่องที่เข้าใจง่ายที่สุดคือ ‘ทำยังไงก็ได้ให้ AI มีความฉลาดคล้าย ๆ คน’ แต่สิ่งที่น่าตกใจคือมันมีการพัฒนาที่เร็วกว่าที่คิด หากย้อนกลับไป 10 กว่าปีที่ผ่านมา เรื่องของเทคโนโลยีจะถูกใช้ผ่านองค์กรใหญ่ ๆ ก่อนเสมอ แต่ในวันนี้คนธรรมดาทั่วไป หรือองค์กรเล็ก ๆ กลับใช้งานได้ทันที และมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้เรื่องของ AI มันถูกตื่นตัวจากคนวงกว้างมากขึ้น จึงทำให้การพัฒนาเรื่องนี้ก้าวกระโดดไวมากขึ้น
3. Agentic AI มีความแตกต่างจาก Generative AI อย่างชัดเจน
- Generative AI คือ เทคโนโลยีที่ใช้ Machine Learning โดยเฉพาะ Deep Learning ในการสร้างเนื้อหาใหม่ ๆ ซึ่งอาจเป็นข้อความ, รูปภาพ, วิดีโอ, เสียง หรือโค้ด โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่เคยเรียนรู้ ตัวอย่างที่ชุดที่สุดคือ ChatGPT หรือ DALL·E ที่สามารถตอบคำถามให้เราได้ สงสัยอะไรก็เรียกหาได้ทันที
- Agentic AI คือ การพัฒนาต่อยอดมาจาก Generative AI คือเป็นมากกว่าแค่การถามคำถามทั่ว ๆ ไป แต่เทคโนโลยีของ Agentic AI จะสามารถ ‘ตัดสินใจ’ ได้ด้วยตัวเอง ตัดสินใจแทนเราได้ โดยมีลักษณะเหมือนตัวแทน (Agent) ที่ไม่เพียงแต่ตอบสนองคำสั่ง แต่ยังสามารถดำเนินการหรือทำงานที่ซับซ้อนแทนมนุษย์ เช่น การตัดสินใจ, จัดการข้อมูล และแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่ซับซ้อนได้ เป็นต้น
4. ตัวอย่างเรื่องของ Agentic AI คือการทำงานที่มากกว่าแค่การตอบคำถาม แต่สามารถ Action ได้ เช่น เราบอก AI ว่าวันนี้ผักสดที่บ้านเราหมด เราสามารถบอก ‘ความต้องการ’ ได้ว่า อยากได้ผักที่เป็น Organic, ราคากลาง ๆ แบบมีโปรโมชัน สั่งมาให้หน่อย ซึ่งเจ้า Agentic AI จะไปหาข้อมูลอันมหาศาลนี้ และสั่งมาให้เราได้เลย เรียกได้ว่ามันมากกว่าแค่ถามตอบ แต่ Agentic AI สามารถ Action สั่งของให้เราได้ทันที
5. หรืออีกตัวอย่างในอนาคต Agentic AI อาจจะสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ สมมุติเราอยากจองตั๋วเครื่องบิน และที่พัก ที่เหมาะกับงบของเรา หลังจากนี้จะไม่ต้องยุ่งยากอีกต่อไป Agentic AI จะเข้ามาจัดแพ็กที่เหมาะสมให้กับเราได้ทั้งหมด ขอเพียงแค่เราบอกความต้องการได้ครบ เสมือนมีตัวแทนมาคอยทำให้นั่นเอง
6. หรืออีกสักตัวที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ Agentic AI ในอนาคตคือ การหยิบมาทำ Workflow ในการทำงานขององค์กร เช่น Agentic AI สำหรับบัญชี, Agentic AI สำหรับฝ่ายขาย แล้วสุดท้ายนำมาทำงานร่วมกันเป็น Process แล้วระบบก็จะสื่อสารกันเป็น Workflow ที่เหมาะสมในแต่ละบริษัท
7. การมาของ Agentic AI อาจส่งผลให้ตำแหน่งงานประเภทผู้ช่วยเกิด issue ได้หากเราไม่ปรับตัว สิ่งสำคัญคือวันนี้เราต้องใช้มันได้อย่างคล่องแคล่วแล้วหรือยัง ณ วันนี้เราต้องใช้ให้เป็น ใช้ให้เกิดประโยชน์จริง ๆ ได้แล้ว
8. Agentic AI Tools ในปัจจุบันอยู่ในช่วงที่หลายบริษัทมีการพัฒนาอยู่ ไม่ว่าจะบริษัท Anthropic ที่พัฒนา Claude หรือบริษัท Google, Microsoft's เองก็มีการพัฒนาอยู่เช่นกัน ในวันนี้มันอาจจะยังไม่เวิร์กมาก ยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน แต่สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นอนาคตอันใกล้ภายใน 1-2 ปี ซึ่งการรู้ไว้ก่อน จะทำให้เรามีเตรียมความพร้อมได้
9. Generative AI หน้าที่ของมันคือการเอาใจพวกเรา เพราะระบบจะพยายามหาคำตอบมาให้ได้ ทุกวันนี้ก็ยังมีความมั่วอยู่บ้างเหมือนกัน ในทางกลับกัน Agentic AI เองก็ยิ่งใหม่ใหญ่เลย มีการใช้ AI หลายจุดมาก ดังนั้นขั้นตอนซับซ้อนกว่ามาก ยังมี Error อยู่มาก การจะใช้ AI สิ่งสำคัญต้องระมัดระวัง ใช้สติ ใช้การคิดวิเคราะห์ให้บ่อย อย่าพึ่งเชื่อข้อมูลจาก AI โดยไม่ทันคิด!
10. ข้อมูลที่เป็นความลับของบริษัท ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง อย่านำข้อมูลเหล่านี้โยนไปให้ Generative AI ช่วยสรุป ช่วยวิเคราะห์เด็ดขาด เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าวันนึงถ้าเกิดโดน Hack ขึ้นมามันมีความเสี่ยงมากมหาศาล
11. โดยสรุปเรื่องของ Agentic AI พวกเราทุกคนมีโอกาสจะได้ใช้งานแน่นอน แต่มันอาจจะมีเงื่อนไขที่ไม่ได้ง่ายเหมือน Generative AI ในช่วงแรก เพราะหากสังเกตดี ๆ Generative AI ที่ใช้งานได้ง่ายทั่วถึง เพราะมี AI Tools สำเร็จรูปให้เราได้ใช้นั่นเอง ดังนั้นจับตาดูกันต่อไปในอนาคต
12. อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจจากในงาน CES2025 ที่ผ่านถึงการมาของเทคโนโลยีจากฝั่ง Nvidia นั่นก็คือ Physical AI หรือ AI ที่จับต้องได้ ตัวอย่างเช่น อย่าง Jensen Huang CEO ใหญ่จาก Nvidia จับมือกับ OpenAI ที่จะทำ Humanoid หรือหุ่นยนต์ออกมา เพราะ AI จะไม่ได้อยู่แค่ในจอแล้ว แต่จะกระโดดออกมาเป็นสิ่งที่เราจับต้องได้ มีการ Interactive เกิดขึ้นร่วมกันระหว่างมนุษย์ และ AI ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น
13. Jensen Huang CEO ใหญ่จาก Nvidia มีการทำโมเดลที่มีชื่อว่า World Foundation Model (WFM) โดยเป็น AI ที่มีความเข้าใจโลก เพราะเมื่อก่อน AI จะเข้าใจแค่ตัวหนังสือที่เราพิมพ์ แต่การจะทำ Physical AI ให้ได้ประสิทธิภาพสูงจำเป็นต้องมี AI ที่เข้าใจโลก เช่น เข้าใจบริบทของมนุษย์ หรือรู้หลักวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ อย่างการเห็นการเดินของมนุษย์ แยกได้ว่านี่คือถนนนะ นี่คือบันไดนะ นี่คือบันไดเลื่อนนะ ถ้าเดินผิดบาดเจ็บได้นะ เป็นต้น เมื่อ AI ประเภท Physical AI รับรู้ถึงบริบทเหล่านี้ได้มากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพที่จะเกิดขึ้นจริงเสมือน AI เป็นมนุษย์คนหนึ่งก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น โดยอาศัยข้อมูลมหาศาลนี้ทำให้ AI ฉลาดขึ้นไม่พอ แต่ฉลาดในการเข้าใจโลกด้วย
14. Physical AI หรือ Humanoid มันมาเร็วกว่าที่คิดเสมือนเราดูหนัง ซึ่ง ผศ.ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย ได้บอกไว้ว่าภายใน 5 ปี มีโอกาสอย่างมากจะได้เห็นแล้ว มันมาเร็วกว่าที่ทุกคนคิดมาก!
15. การที่ AI มันขับเคลื่อนเร็วขนาดนี้ เราต้องไปมองถึงภาพระดับโลกด้วย เพราะระดับโลกเขาคุยกันไปไกลแล้ว เขาคุยเลยเรื่อง AGI (Artificial general intelligence) หรือ AI ที่มีความสามารถในการเรียนรู้และทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้หลากหลายเหมือนมนุษย์ เช่น สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ในหลากหลายบริบท เช่นเดียวกับมนุษย์ หรือมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจได้ในสถานการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อน เป็นต้น
16. ระดับโลกตอนนี้เขาแตะ และคุยกันจริงจังไปถึง ASI (Artificial Super Intelligence) หมายถึง AI ที่มี ความฉลาดเหนือมนุษย์ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการคิด วิเคราะห์ หรือการใช้ทักษะต่าง ๆ โดยคุณสมบัติของ ASI ที่น่าสนใจ 3 ด้านที่เป็นไปได้คือ
- มีความสามารถในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาที่มนุษย์อาจใช้เวลานานหลายปี
- เข้าใจอารมณ์และจิตวิทยาของมนุษย์ในระดับที่สูง
- สามารถสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มนุษย์ไม่สามารถจินตนาการได้
17. ประเทศจีนตอนนี้ มีหุ่นยนต์ส่งอาหาร ถ้าในบ้านเราเวลาสั่งอาหารเราก็จะต้องเดินลงไปรับอาหารกับไรเดอร์ แต่วันนี้ที่จีนจะมีหุ่นยนต์คอยรับอาหารจากไรเดอร์ แล้วกดลิฟต์ขึ้นมาส่งให้เราถึงห้องได้แล้ว โดยที่เราไม่ต้องออกไปรับของเลย
18. เมื่อเราเห็นภาพใหญ่ ๆ จะทำให้เราเห็นว่ามันมีโอกาสซ่อนอยู่ แม้จะมีความกังวลในหลาย ๆ ด้านก็ตาม ดังนั้นโอกาสแบบนี้บ้านเราเอง หรือเมืองไทยต้องรีบคว้าโอกาส เพราะตลาดอาเซียนก็ต้องการคนทำงานด้าน AI เก่ง ๆ มากเช่นกัน
19. วันนี้กลุ่มพนักงานคนทำงานประจำ ไม่ต้องกลัวตกงาน! เพียงแค่เราต้องเรียนรู้ ปรับตัวให้ได้ในเรื่อง AI เหมือนในยุคที่คอมพิวเตอร์เกิดใหม่ ถ้าเราปรับตัวใช้คอมเป็นเราก็มีงาน ดังนั้น AI ก็เช่นกัน แค่เราต้องปรับตัวหันมาใช้ AI ให้เป็น ต้องทันอย่างเข้าใจ เพราะในอนาคตประชากร AI จะมีมากกว่า ประชากรมนุษย์ ดังนั้นมนุษย์จะเป็นสิ่งที่หายากและมีคุณค่า หน่วยงานไหนมีมนุษย์ที่เก่ง AI จะมีคุณค่าในระดับสูง
20. ทักษะความเห็นอกเห็นใจสำคัญสำหรับมนุษย์มาก เป็นสิ่งที่ AI ยังทำแทนไม่ได้ ดังนั้นอย่ากลัวว่า AI มาแล้วจะตกงาน แต่คุณต้องปรับตัวให้ทัน AI พัฒนาทักษะที่ AI ยังทำแทนไม่ได้ และพัฒนาทักษะในการควบคุม เข้าใจ AI อยู่เสมอ ความยืดหยุ่นก็เป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะของใหม่มาตลอดเวลา ต้องเรียนรู้อยู่เสมอ
21. ผู้ประกอบการไทยน่าเป็นห่วงนะ เพราะเทคโนโลยีมาเร็ว แล้วการแข่งขันจะไร้พรมแดนมากขึ้น การหาจุดแข็งของแบรนด์ตัวเองสำคัญมากขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอนะ แต่ต้องหาโอกาสใหม่ ๆ เราลองทำอะไรใหม่ ๆ ที่เกี่ยวกับ AI หรือจับมือกับคนที่เก่งด้านนี้ เพื่อหาโอกาสใหม่ คุณจะทำเหมือนเดิม ๆ ไม่ได้แล้ว!
22. การมีพาสเนอร์ที่ดี และทำให้เยอะสำคัญมาก เพราะ Tech บ้านเรายังทำน้อยอยู่ ถ้าหากยังหาตลาดไม่เจอก็ทำใหม่ พยายามทำให้มากขึ้น ถ้าตลาดบ้านเราโอกาสมันยาก ก็ไปหาโอกาสจากต่างประเทศได้
23. สุดท้ายนี้ หากเราลองกลับมาคิดเรื่องของ Physical AI ว่าวันนึง AI จะมาบุกโลกยึดครองโลกเสมือนในหนัง ไม่ใช่ว่ามันอาจไม่มีจริง แต่ในเชิงของการทำสงคราม อาจเป็นไปได้เหมือนกัน ดังนั้นเรื่องนี้เสมือนเป็นอำนาจต่อรองในแต่ละประเทศ ให้มองว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากนิวเคลียร์ในอดีต AI ก็อาจจะเป็นไปได้เช่นกัน
เราไม่มีวันรู้เลยว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่เนื้อหาเหล่านี้น่าจะช่วยให้ทุกคนตื่นตัว เรียนรู้ และไม่หยุดที่คิดว่าตัวเองเข้าใจ AI แล้ว แต่จริง ๆ คุณอาจจะยังไม่เข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง ฝึกใช้ให้บ่อย ทำให้เป็นเรื่องปกติเสมือนเราใช้คอมพิวเตอร์เป็น
สิ่งสำคัญคืออย่ากังวลมากจนเราไม่ทำอะไรสักอย่าง เพราะเมื่อคุณหยุดไม่ทำอะไรเลย โอกาสที่คุณจะตามโลก AI ไม่ทันก็สูง หรือที่เลวร้ายกว่านั้นคุณอาจจะตกงานเลยก็ได้ ดังนั้นเรียนรู้กันต่อไปอย่างยืดหยุ่น เปิดมุมมองตัวเองให้กว้าง แล้วอย่าเชื่อ AI ไปซะหมด ฝึกคิด วิเคราะห์อยู่เสมอด้วยเช่นกัน
✍🏻 เรียบเรียง: กิตติภพ ปานล้ำเลิศ
🎨 ภาพประกอบ: ชนสรณ เวชสิทธิ์
#อนาคต

16/01/2025

ยุคนี้ ‘เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้!’ ถอดรหัสพฤติกรรม ‘กินตาม-ซื้อตาม’ ผ่านการตลาดแบบ เออ-ออ (ER-OR Marketing) โดย CMMU
✨ มีข้อมูลที่น่าสนใจจากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยผลวิจัย "ER-OR MARKETING: การตลาดแบบเออ-ออ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาพฤติกรรมการซื้อสินค้าและบริการของคนไทยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยมีสาเหตุหลัก ๆ จากอิทธิพลของสื่อโซเชียลมีเดียที่ทำให้การเผยแพร่และแชร์ข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างรวดเร็วและเรียลไทม์ส่งผลให้เกิด Customer Journey ที่สั้นและเร็วกว่าเดิม
โดยผู้บริโภคมักตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการเพียงเพราะเห็นคนรอบข้าง ผู้มีอิทธิพลทางความคิด (Influencers) หรือคนส่วนใหญ่นิยมใช้สินค้าและบริการเหล่านั้น เพราะเชื่อว่าคนส่วนใหญ่น่าจะเลือกสิ่งที่ถูกต้องและหากไม่ซื้อตามอาจพลาดสิ่งดี ๆ ไป จนทำเกิดกระแส "คล้อยตาม" หรือ “ซื้อตามกัน” อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการค้นหาหรือศึกษาข้อมูลนาน ๆ เหมือนแต่ก่อน
ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการตลาดในประเทศไทยไปอย่างสิ้นเชิง และทำให้เกิดเทรนด์การตลาดใหม่ที่เรียกว่า “การตลาดแบบเออ-ออ หรือ ER-OR MARKETING” หรือ พฤติกรรมตามกระแสของคนไทยในปัจจุบัน" โดยข้อมูลวันนี้นอกเหนือจากงานวิจัยจาก CMMU แล้วยังมีอีก 3 ท่านที่จะมาเจาะ Insight สำคัญ ได้แก่ คุณมาวิน ทวีผล (เพจ มาวินฟินเฟ่อร์), คุณอิก - บรรพต ธนาเพิ่มสุข (เพจ ถามอีก กับอิก Tam-Eig) และ คุณภาพเพรง เลี้ยงสุข (Techsauce)
✨ เจาะลึกงานวิจัย ER-OR MARKETING: การตลาดแบบเออ-ออ หรือ พฤติกรรมตามกระแสของคนไทยในปัจจุบัน
พฤติกรรม เออ-ออ! คือพฤติกรรมการ “คล้อยตาม” หรือ “ทำตามกัน” ของคนในสังคม โดยอิงกับความเชื่อที่คนส่วนใหญ่น่าจะเลือกสิ่งที่ถูกต้อง โดยแรงจูงใจถูกวัดออกมาได้ 3 ด้าน
🥇 อันดับ 1: Social Influence หรืออิทธิพลทางสังคมที่ส่งผลต่อความคิด ความรู้สึก หรือพฤติกรรมของบุคคล
🥈 อันดับ 2: Brand Wagon Motivation พฤติกรรมการซื้อที่กำลังได้รับความนิยมเพราะอยากถูกยอมรับ
🥉 อันดับ 3: FOMO ความกังวลที่กลัวว่าตัวเองจะพลาดอะไรไป หรือถูกตัดขาดจากสังคม
อีกด้านของการวิจัยครั้งนี้คืออินไซต์ 3 ธุรกิจสำคัญที่มักมี เออ-ออ ตามกันมากที่สุด ทั้งยังเกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายของคนไทยในชีวิตประจำวัน
🎯 ธุรกิจที่ 1: อาหาร
- จากการสำรวจพบว่า ‘หมวดอาหาร-เครื่องดื่ม’ มีอัตราการเออ-ออ มากที่สุดถึง 60%
- โดยเพศหญิง GEN Z มีอัตราการเออ-ออ กินตามกระแสมากที่สุด
- ประเภทอาหารที่เลือกกินตามกันมักเป็น บุฟเฟต์, คาเฟ่ และร้านอาหารนานาชาติ
- กินอะไรดีถ้าคิดไม่ออก ตัวเลข 36.4% ระบุว่า อิทธิพลที่มีผลให้คนกลุ่มนี้ เออ-ออ ตามกันคือเพื่อน เพราะเพื่อนว่าดี เราก็ว่าดี และตามรีวิวในแพลตฟอร์ม TikTok เป็นอันดับ 1
🎯 ธุรกิจที่ 2: เทคโนโลยี
- กลุ่มตัวอย่างมองว่า ‘เทคโนโลยีมาไวไปไว และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การได้ใช้ก่อนใครคือกำไรชีวิต’
- โดยเพศชายเกินครึ่ง GEN Y เออ-ออ ตามกระแสเทคโนโลยีมากที่สุด
- โทรศัพท์, แท็บเล็ต & เครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้คนเออ-ออ กันมากที่สุด เพราะตอบโจทย์การใช้งาน สร้างภาพลักษณ์ได้ดี
- คนไทยส่วนใหญ่ 45.6% หาที่พึ่งพาจากผู้เชี่ยวชาญ คนส่วนใหญ่มัก เออ-ออ ตามผู้เชี่ยวชาญใน YouTube เพราะเชื่อว่าข้อมูลครบถ้วนและน่าเชื่อถือ
- กลับกัน Gen Babyboomer เชื่อตัวเองเป็นหลัก (ซึ่งมาจากประสบการณ์ที่เขามี) โดยมีข้อมูลเสริมบ้างจากพนักงานขาย
🎯 ธุรกิจที่ 3: การลงทุน
- คนแต่ละ Gen ลงความเห็นว่า ‘ทองคำ’ น่า เออ-ออ ลงทุนตามกระแสมากที่สุด
- โดยรวมแล้ว GenZ เป็นวัยที่มองหาการลงทุนที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ทันสมัย คล่องตัว เน้นการเติบโตในระยะยาว
- นักลงทุนส่วนใหญ่หาไอเดีย และ เออ-ออ ตามผู้เชี่ยวชาญจาก YouTube & Facebook แต่ก็ไม่ลืมที่จะเชื่อในตัวเอง
- ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนตามกระแสคือ สภาวะเศรษฐกิจ, สภาวะตลาด, มูลค่าของสิ่งที่สนใจลงทุนนั้น ๆ และ ความคาดหวังผลตอบแทน ด้วยการที่หลายคน กลัวจะพลาดโอกาส จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า Fomo เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสังคม รู้สึกว่าตัวเองจะไม่ตกรถ และมีความหวังว่าอาจจะประสบความสำเร็จ จึงทำให้เป็นตัวแปรสำคัญในการกระตุ้นตัดสินใจเพื่อลงทุน
✨ เข้าถึงกลยุทธ์ ER-OR STRATEGY เพื่อรับมือกับพฤติกรรมของผู้บริโภคทั้งแบบเฉพาะหน้า ควบคู่ไปกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน และความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว
🔸 E - Engagement สร้างปฏิสัมพันธ์ที่ยั่งยืน ไม่ฉาบฉวย
สร้างความสัมพันธ์ทางอารมณ์ และการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคผ่านกิจกรรม แคมเปญ รวมถึงคอนเทนต์ที่น่าสนใจและทำให้เกิดการมีส่วนร่วม เช่น การทำโพลล์, การคอมเมนต์ หรือการแชร์เนื้อหาและประสบการณ์ส่วนตัว เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและกระตุ้นการตัดสินใจ
🔸 R - Reliability สร้างความน่าเชื่อถือและไว้วางใจได้
สร้างความมั่นใจว่าแบรนด์น่าเชื่อถือและไว้ใจได้ ด้วยการรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการ ยิ่งแบรนด์ภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือมากเท่าไหร่ แนวโน้มที่คนหมู่มากจะคล้อยตามการรีวิวจากผู้ใช้จริงหรือคำแนะนำของผู้มีอิทธิพลก็จะยิ่งง่ายขึ้น จงจำไว้ว่าไม่ว่าคุณจะเป็นคนทำธุรกิจ หรือ Content Creator ก็ตามเราต้องสร้าง ‘ความไว้วางใจ’ ที่ผ่านสินค้าและบริการ รวมถึงรีวิวที่น่าเชื่อถือ
🔸 O - Outstanding สร้างความโดดเด่นและแตกต่างเหนือคู่แข่ง
เพื่อเลี่ยงความผิดหวังจากการคล้อยตามกันธุรกิจต้องสร้าง ‘ความโดดเด่น’ ให้กับผลิตภัณฑ์ โดยเน้นคุณค่าที่ไม่เหมือนใครคุณภาพที่เหนือกว่า หรือคุณสมบัติที่แตกต่าง ทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำ และเป็นตัวเลือกที่เหนือกว่าคู่แข่ง
🔸 R - Relationship สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น
การสร้างความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมากพอจะเกิด Brand Loyalty ยิ่งเราสามารถสื่อสารอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ รับฟังและตอบสนองความคิดเห็นของลูกค้าพร้อมมอบสิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น โปรแกรมความภักดีที่ตอบโจทย์และเข้าใจความต้องการของลูกค้า ทำให้ลูกค้าอยากกลับมาซื้อซ้ำเรื่อย ๆ หรือมอบประสบการณ์สุดพิเศษสำหรับลูกค้าคนพิเศษ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่มีคุณค่าและอยากแนะนำให้คนอื่น ๆ มาใช้สินค้าและบริการนั่นเอง
เรียกได้ว่าพฤติกรรมของคนไทยเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเออ-ออ เองก็เช่นกันมันเป็นเรื่องที่ดีนะ แต่การเออ-ออ แบบไม่คิดไตร่ตรองให้ดีก็สุ่มเสี่ยงในเวลาเดียวกัน ในวันนี้เราต้องคิดให้เยอะขึ้น อย่างเช่นเรื่องของการลงทุนเองมันก็ไม่มีสูตรสำเร็จ มันมีแต่จุดประสงค์ว่าเราลงทุนไปเพื่ออะไร ใช้สติให้มากก่อนจะเออ-ออ อะไรก็ตาม หรือในมุมของการสร้างตัวตน เราจะเออ-ออ ทำตามคนอื่นมันก็ไม่ผิด แต่ถ้าคุณตามเขา คุณจะก็ไม่มีตัวตนที่ชัดเจน ดังนั้นการสร้างตัวตนสำคัญ เออ-ออ เพื่อจับเทรนด์ได้ แต่อย่าตามคนอื่นไปซะหมด
อย่ารอให้คำว่า ‘เออ-ออ’ เป็นเพียงคำพูดลอย ๆ วันนี้ถ้ายังไม่เริ่มทำอะไรเลย ลองตอบตัวเองดูว่า เออ….จะรออยู่ทำไม ลองเริ่ม เพื่อกล้าจะผิดพลาด แล้วในวันนึงคุณอาจจะเป็นผู้นำเทรนด์ที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างการ ‘เออ-ออ’ ที่ชักชวนให้คนดู หรือแฟน ๆ ของคุณ มีคุณภาพในแบบเดียวกับคุณ
✍🏻 เรียบเรียง: กิตติภพ ปานล้ำเลิศ
🎨 ภาพประกอบ: ชนสรณ เวชสิทธิ์
#กินตาม #ซื้อตาม #พฤติกรรม

15/01/2025

รวมเครื่องมือ Generative AI ยอดนิยม คนใช้งานมากที่สุด
-------------------------------------------------------------------------------
คุ้ม! มงคล รับตรุษจีน แจกอังเปา
💰 ลดสูงสุดถึง 1,300 บาท!
🛍️ ช้อปครบ 9,999 บาท ลดทันที 1,300 บาท โค้ด JAN1300
🛍️ ช้อปครบ 3,599 บาท ลด 400 บาท โค้ด JAN400
🛍️ ช้อปครบ 1,599 บาท ลด 150 บาท โค้ด JAN150
🔥 พร้อมช้อปสินค้าแบรนด์ดังที่คุณชอบได้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 13-31 มกราคม 2025 เท่านั้น

คลิกเลย! https://o2o.to/i/9Uc0ZK

#เครื่องมือAI #ธุรกิจ

14/01/2025

เป็นผู้นำดีอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องเป็นผู้นำที่เป็นเลิศ รวม 20 เรื่องที่จะเปลี่ยนคุณจาก Good สู่ Great Leadership
Good leaders are everywhere.
Great leaders are rare.
ผู้นำที่ดีมีอยู่ทั่วไป
แต่ผู้นำที่เป็นเลิศนั้นหายาก
คำพูดนี้คุณ Luke Tobin เป็นผู้กล่าวไว้ โดยประวัติคร่าว ๆ ของเขานั้นเป็นผู้ประกอบการ, นักลงทุน และที่ปรึกษาธุรกิจชาวอังกฤษ เขาเป็นผู้ก่อตั้งและอดีต CEO ของ Digital Ethos ซึ่งเป็นเอเจนซี่การตลาดดิจิทัลที่เติบโตเร็วที่สุดในสหราชอาณาจักร ในปี 2022 เขาได้ขาย Digital Ethos ให้กับ Cadastra กลุ่มเอเจนซี่อิสระที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้
และหลังจากนั้น Luke Tobin ได้ก่อตั้ง Tobin Capital บริษัทเงินทุนที่มุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจที่มีนวัตกรรมและศักยภาพสูง พอร์ตการลงทุนของเขารวมถึงแบรนด์ที่มีชื่อเสียง เช่น SpaceX, Earthly และ THIS รวมถึงยังเคยได้รับรางวัล Great British Entrepreneur of The Year ในปี 2020
ด้วยประสบการณ์มากมายมหาศาลนี้ ทำให้ Luke Tobin ค้นพบสิ่งที่เรียกว่า Good leaders are everywhere.
Great leaders are rare. ในมุมของผู้นำที่ Good VS ผู้นำที่ Great มีความแตกต่างกันชัดเจน โดยคุณ Luke Tobin ได้ทำสิ่งที่เรียกว่า “Good vs Great Leadership Cheatsheet” ในการจำแนกออกมาอย่างชัดเจนว่า ผู้นำที่ดี และ ผู้นำที่เป็นเลิศ มีคุณลักษณะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง!
Good vs Great Leadership Cheatsheet 20 เรื่อง เพื่อก้าวข้ามผู้นำที่ดี ไปสู่ผู้นำที่เป็นเลิศ
1. ด้านการสื่อสาร (Communication)
🥉 Good Leadership: ชัดเจน และสม่ำเสมอ
🥇 Great Leadership: สร้างแรงบันดาลใจ และปรับให้เหมาะกับผู้ฟังหลากหลายกลุ่ม
2. ด้านการตัดสินใจ (Decision-making)
🥉 Good Leadership: ตัดสินใจทันเวลา
🥇 Great Leadership: กล้าตัดสินใจอย่างรอบคอบ พร้อมมองเป้าหมายระยะยาว
3. ด้านความเห็นอกเห็นใจ (Empathy)
🥉 Good Leadership: เข้าใจความรู้สึกของทีม
🥇 Great Leadership: สร้างวัฒนธรรมที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย และได้รับการสนับสนุน
4. ด้านวิสัยทัศน์ (Vision)
🥉 Good Leadership: ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้
🥇 Great Leadership: ใช้วิสัยทัศน์ที่ทรงพลัง และเปลี่ยนแปลงได้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ
5. ด้านความรับผิดชอบ (Accountability)
🥉 Good Leadership: รับผิดชอบผลลัพธ์
🥇 Great Leadership: ส่งเสริมวัฒนธรรมการมีความรับผิดชอบในทุกระดับ
6. ด้านการมอบหมายงาน (Delegation)
🥉 Good Leadership: มอบหมายงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
🥇 Great Leadership: มอบอำนาจและสนับสนุนการเติบโต และความเป็นอิสระของผู้อื่น
7. ด้านการให้ฟีดแบ็ก (Feedback)
🥉 Good Leadership: ให้คำแนะนำสม่ำเสมอ
🥇 Great Leadership: สร้างวัฒนธรรมการให้ฟีดแบ็กอย่างต่อเนื่อง และสร้างสรรค์
8. ด้านความยืดหยุ่น (Resilience)
🥉 Good Leadership: ฝ่าฟันอุปสรรค
🥇 Great Leadership: เติบโตในความท้าทาย และเปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นโอกาส
9. ด้านความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)
🥉 Good Leadership: จัดการอารมณ์ได้
🥇 Great Leadership: เข้าใจและมีอิทธิพลต่อการทำงานร่วมกันในทีมอย่างเชี่ยวชาญ
10. ด้านนวัตกรรม (Innovation)
🥉 Good Leadership: เปิดรับไอเดียใหม่ ๆ
🥇 Great Leadership: สร้างสภาพแวดล้อม ที่ส่งเสริมการกล้าคิดสร้างสรรค์ และทดลองสิ่งใหม่
11. ด้านความซื่อสัตย์ (Integrity)
🥉 Good Leadership: ซื่อสัตย์และมีจริยธรรม
🥇 Great Leadership: เป็นแบบอย่างที่ดีในด้านจริยธรรมองค์กร
12. ด้านความปรับตัว (Adaptability)
🥉 Good Leadership: ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้
🥇 Great Leadership: มองการณ์ไกล และนำการเปลี่ยนแปลงเชิงรุก
13. ด้านการแก้ปัญหาความขัดแย้ง (Conflict Resolution)
🥉 Good Leadership: จัดการข้อขัดแย้ง
🥇 Great Leadership: เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นโอกาสในการเติบโต
14. ด้านการสร้างทีม (Team Building)
🥉 Good Leadership: สร้างทีมที่ทำงานได้ดี
🥇 Great Leadership: สร้างทีมที่มีประสิทธิภาพสูงและทำงานร่วมกันอย่างลงตัว
15. ด้านการรู้จักตัวเอง (Self-awareness)
🥉 Good Leadership: รู้จุดแข็งและจุดอ่อน
🥇 Great Leadership: แสวงหาการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นตัวอย่างในการพัฒนาตนเอง
16. ด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking)
🥉 Good Leadership: วางแผนในอนาคต
🥇 Great Leadership: วางรากฐานอนาคตด้วยกลยุทธ์ที่สร้างสรรค์
17. ด้านแรงจูงใจ (Motivation)
🥉 Good Leadership: ส่งเสริมการทำงานของทีม
🥇 Great Leadership: ปลุกพลังและแรงจูงใจในตัวผู้อื่น
18. ด้านความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ (Learning Agility)
🥉 Good Leadership: พร้อมเรียนรู้
🥇 Great Leadership: เป็นผู้เรียนรู้ที่กระตือรือร้น และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในหลายด้าน
19. ด้านการยอมรับความหลากหลาย (Inclusivity)
🥉 Good Leadership: เคารพความหลากหลาย
🥇 Great Leadership: ใช้ความหลากหลายเพื่อเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ และประสิทธิภาพในการทำงาน
20. ด้านการจัดการวิกฤต (Crisis Management)
🥉 Good Leadership: รับมือวิกฤตอย่างสงบ
🥇 Great Leadership: เปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสสำหรับการเติบโต และนวัตกรรม
ความเป็นผู้นำที่เป็นเลิศ คือการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
การเป็นผู้นำที่ดี เป็นเรื่องที่ดีแล้ว แต่การไปสู่ความเป็นเลิศ โดยไม่หยุดพัฒนา ไม่ได้หยุดดีแค่วันนี้สำคัญมาก เพราะท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ไม่แน่นอนแบบนี้ องค์กรจำเป็นต้องมี ผู้นำแบบ Great Leadership ในการขับเคลื่อน เพราะผู้นำแบบ Great Leadership ไม่ได้เก่งเพียงลำพัง แต่เป็นผู้ขับเคลื่อนให้เก่งทั้งองค์กร
พยายามพัฒนาตัวเองในทุกด้านเหล่านี้ทุกวัน
แล้วทีมของคุณ และองค์กรจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีจากความพยายามของคุณ
✍🏻 แปล เรียบเรียง: กิตติภพ ปานล้ำเลิศ
🎨 ภาพประกอบ: ชนสรณ เวชสิทธิ์
#ผู้นำ

13/01/2025

สรุปวิธีเขียน Storytelling Canvas ไว้สร้างคอนเทนต์โปรโมตสินค้า ให้ลูกค้าอยากซื้อ ด้วย 7 องค์ประกอบ - MarketThink

- Storytelling หรือ ทักษะการเล่าเรื่องราว เป็นทักษะหนึ่งที่สำคัญในการทำการตลาด และการขายสินค้า เพราะสตอรีคือสิ่งที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าหรือบริการ และกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างที่หลาย ๆ คนน่าจะเคยเห็นกันก็เช่น โฆษณาของธุรกิจประกันชีวิต ที่มักจะเล่าเรื่องราวความไม่แน่นอนของชีวิตและเรื่องเศร้าเคล้าน้ำตา ที่ทำให้เราอินไปกับเรื่องราวนั้น ๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

และเรื่องราวดังกล่าว ก็อาจทำให้เรารู้สึกอยากทำประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพ เก็บไว้ให้อุ่นใจสักฉบับก็ได้

แต่การถ่ายทอดเรื่องราวออกมาให้โดนใจและเป็นที่จดจำได้แบบนี้ ก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายมากเช่นกัน

ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือ ที่จะมาช่วยไกด์ไลน์ในเรื่องนี้ได้ ก็คือเครื่องมือที่ชื่อว่า “Storytelling Canvas”

แล้ว Storytelling Canvas คืออะไร มีความสำคัญอย่างไรในการทำการตลาดและการสร้างแบรนด์ ?
เราจะไปดูพร้อม ๆ กันในโพสต์นี้..

Storytelling Canvas คือ เครื่องมือที่แจกแจงองค์ประกอบของโครงสร้างเรื่องราวที่ดี ว่าควรมีอะไรบ้าง

ซึ่งเครื่องมือนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของโครงสร้างเรื่องราวทั้งหมด ช่วยจัดระเบียบไอเดียที่แต่ละคนช่วยกันระดมความคิดให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง

และช่วยให้เล่าสตอรีออกมาได้ถูกต้อง ตรงประเด็น มีลำดับการเล่าเรื่องที่ดี ไม่วกวนไปมา

โดยการเล่าเรื่องราวที่ดีใน Storytelling Canvas จะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 7 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

1. Idea - ข้อความหลักเพียงข้อความเดียวที่อยากให้ผู้ชมจดจำได้คืออะไร ?

ไอเดียคือรากฐานสำคัญของเรื่องราว เป็นการสรุปเรื่องราวที่เราจะเล่าทั้งหมดภายในข้อความหรือประโยคเพียงประโยคเดียว ซึ่งจะช่วยดึงดูดให้ใครก็ตามที่ได้เห็น เกิดความสนใจและอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม

โดยลักษณะของไอเดียที่ดี จะต้องกระชับ น่าสนใจ เข้าใจได้ง่าย เป็นข้อความที่น่าจดจำ สื่อถึงความสำคัญและความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่เราจะเล่า

ตัวอย่างไอเดีย สำหรับการเล่าเรื่องราว ก็อย่างเช่น
- รวม 3 ไอเดีย เก็บเงินเตรียมเกษียณ ที่มนุษย์เงินเดือนต้องรู้

จะเห็นได้ว่าไอเดียนี้ เป็นประโยคสั้น ๆ แต่บ่งบอกถึงใจความทั้งหมดที่ผู้อ่านจะได้รับ และกระตุ้นให้เกิดความอยากติดตามและอ่านต่อ เพื่อให้ได้รับข้อมูลต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับตัวผู้อ่านเอง

2. Goals - เป้าหมาย 3 ข้อแรกที่เราต้องการ จากการแบ่งปันเรื่องราวนี้คืออะไร ?

สิ่งสำคัญข้อต่อมาก็คือ เราต้องรู้ว่าเป้าหมายที่เราต้องการจากการแบ่งปันเรื่องราวคืออะไร

โดยเป้าหมายควรมีความเฉพาะเจาะจง สามารถทำได้ เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่รับฟังเรื่องราว วัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

และในอีกมุมหนึ่ง ยังเป็นเหมือนการกำหนดกรอบในการเล่าเรื่องราวให้กับตัวเองแบบคร่าว ๆ ได้อีกด้วย

ตัวอย่างของการกำหนดเป้าหมาย 3 ข้อ เช่น
- แชร์วิธีการเก็บเงินง่าย ๆ ให้กับมนุษย์เงินเดือน
- สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่อยากเก็บเงินเพื่อเตรียมเกษียณ
- ให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารการเงินส่วนบุคคลแบบเบื้องต้น

3. Audience - จะเล่าเรื่องราวให้ใครฟัง ?

ต่อมาคือ การระบุกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจะเล่าให้ฟัง

ซึ่งเมื่อระบุได้แล้วก็ควรสำรวจต่อไปด้วยว่า กลุ่มเป้าหมายของเรามีค่านิยมอย่างไร ให้ความสำคัญกับอะไร มีหัวข้อใดที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนหรือกำลังกังวลอยู่ รวมทั้งมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่เรากำลังจะเล่าอยู่ในระดับใด

เพื่อที่ว่าเราจะได้เลือกใช้ระดับภาษา คำศัพท์ที่จะใช้สื่อสาร รายละเอียด และความยากง่ายของเนื้อหาได้อย่างเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย

ตัวอย่างของการระบุกลุ่มเป้าหมาย เช่น

- กลุ่มเป้าหมายคือ มนุษย์เงินเดือนที่ต้องการเก็บเงิน เพื่อเตรียมตัวเกษียณ ซึ่งมักจะมีพฤติกรรมการใช้เงินแบบเดือนชนเดือน และไม่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการเงินส่วนบุคคลมากเพียงพอ

4. Proof - มีหลักฐานอะไร ที่มาช่วยสนับสนุนเรื่องที่เราจะเล่า แล้วทำให้มีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นบ้าง ?

ซึ่งสิ่งที่จะมาช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจให้กับผู้ฟังได้ก็คือ หลักฐานที่จะมาช่วยสนับสนุนเรื่องราวของเรา เช่น ข้อเท็จจริง ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ สถิติ กรณีศึกษา หรือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ

และถ้าหลักฐานที่นำมามีข้อมูลเป็นจำนวนมาก การสรุปเป็นแผนภาพ แผนภูมิ หรือกราฟ ก็จะช่วยให้ข้อมูลดูน่าสนใจมากขึ้น และทำให้ผู้ชมเข้าใจข้อมูลได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วย

ยกตัวอย่างเช่น
- นำข้อมูลจากสมาคมนักวางแผนการเงินไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่บอกว่า “คนไทยกว่า 30% ไม่มีเงินเก็บเพื่อการเกษียณ และอีก 60% ที่มีเงินเก็บไม่ถึง 200,000 บาท”

ซึ่งข้อมูลนี้ เมื่อนำมาเล่าจะเป็นการสนับสนุน ทำให้ผู้ฟังเห็นถึงปัญหาเรื่องการเงิน และเงินเก็บของคนไทยมากขึ้น

5. Emotional Connection - จะเล่าเรื่องราวอย่างไรให้เป็นที่จดจำ ?

ถ้าเรื่องราวที่เล่าเป็นเรื่องเรียบ ๆ ไม่มีความหวือหวา ผู้ฟังก็คงไม่รู้สึกตื่นเต้นและอยากฟังเท่าไรนัก

แต่เรื่องราวที่ไปกระตุ้นอารมณ์ร่วม เป็นเรื่องราวใกล้ตัวผู้ฟัง หรืออาจจะเป็นเรื่องราวที่ไกลตัว แต่ผู้เล่าสามารถเล่าเรื่องให้มีความเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับผู้ฟังได้

เรื่องราวเหล่านั้นก็จะได้รับความสนใจ เป็นที่จดจำ และถูกแชร์ต่อไปให้คนอื่น ๆ ได้รับรู้ไปด้วย

โดยตัวอย่างของการกำหนดวิธีการเล่าเรื่องราว ก็มีทั้ง เล่าเรื่องราวส่วนตัว, เล่าแบบเปรียบเทียบ, เล่าปัญหาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับตัวผู้ฟังได้

6. Destination - ข้อความเพียงข้อความเดียวที่ต้องการให้ผู้ฟังทำ หลังจากได้ฟังเรื่องเล่าของเราคืออะไร ?

องค์ประกอบข้อนี้เป็นเหมือนปลายทางสุดท้ายของการเล่าเรื่องราว
ซึ่งก็คือ Call to Action หรือข้อความที่เราสื่อออกไปว่าต้องการให้ผู้ฟังทำอะไรต่อไป หลังจากได้ฟังเรื่องราวของเราจบไปแล้ว

ซึ่งข้อความนี้จะต้องกระชับ ชัดเจน เข้าใจง่าย เพื่อกระตุ้นให้ผู้ฟังทำในสิ่งที่เราต้องการ

ตัวอย่างเช่น
- “แค่เริ่มต้นลงมือทำวันนี้ เราก็รวยกว่าเมื่อวาน และคนทั้งประเทศกว่า 30% แล้ว”

7. Support Stories - มีตัวอย่างหรือกรณีศึกษาอะไรบ้าง ที่มาช่วยเติมเต็มเรื่องราวให้สมบูรณ์มากขึ้น ?

องค์ประกอบข้อสุดท้ายก็คือ เรื่องเล่าที่มาช่วยสนับสนุนประเด็นหลัก ได้แก่ ความท้าทาย (Challenges) และวิธีการแก้ไข (Solutions)

ซึ่งทั้งประเด็นเรื่องความท้าทายและวิธีการแก้ไข จะมาช่วยเสริมประเด็นหลัก ทำให้เรื่องเล่ามีมิติมากยิ่งขึ้น ช่วยสร้างความเชื่อมโยงกับผู้ฟัง และกระตุ้นให้ผู้ฟังต้องรีบทำตาม Call to Action ในข้อที่ 6 มากขึ้น

ตัวอย่างเช่น

- “บางคนอาจจะไม่รู้ว่าต้องเริ่มเก็บเงินจากตรงไหน เพราะไม่รู้ว่าตัวเองมีรายได้และค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง วิธีแก้ง่าย ๆ ก็คือ จดบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกกิจกรรมให้เป็นนิสัย

เมื่อเรารู้ว่าเรามีรายรับทางไหนบ้าง และมีค่าใช้จ่ายอะไรที่ลดได้บ้าง แค่นี้ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเก็บเงินแล้ว..”

ซึ่ง Support Stories ข้างต้นนี้ ได้บอกวิธีการแก้ไขปัญหาทางด้านการเงิน ด้วยการจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย แสดงให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาทางด้านการเงินไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำ

ทำให้ Call to Action ที่เราต้องการให้ผู้ฟังเริ่มวางแผนด้านการเงิน เป็นสิ่งที่น่าลงมือทำมากยิ่งขึ้น และไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด

และทั้งหมดนี้ก็คือ เฟรมเวิร์กสำหรับการเล่าเรื่องราวที่ชื่อว่า Storytelling Canvas..

สรุปอีกครั้ง Storytelling Canvas มีทั้งหมด 7 องค์ประกอบ ได้แก่

- Idea - ข้อความเพียงข้อความเดียวที่อยากให้ผู้ชมจดจำคืออะไร ?
- Goals - เป้าหมาย 3 ข้อแรกที่เราต้องการจากการแบ่งปันเรื่องราวนี้คืออะไร ?
- Audience - จะเล่าเรื่องราวให้ใครฟัง และพวกเขามีค่านิยมอย่างไรบ้าง ?
- Proof - มีหลักฐานอะไร ที่มาช่วยสนับสนุนเรื่องที่เราจะเล่า แล้วทำให้มีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นบ้าง ?
- Emotional Connection - จะเล่าเรื่องราวอย่างไรให้เป็นที่จดจำ ?
- Destination - ข้อความเพียงข้อความเดียวที่ต้องการให้ผู้ฟังทำ หลังจากได้ฟังเรื่องเล่าของเราคืออะไร ?
- Support Stories - มีตัวอย่างหรือกรณีศึกษาอะไรบ้าง ที่มาช่วยเติมเต็มเรื่องราวให้สมบูรณ์มากขึ้น ?


#เครื่องมือการตลาด
#เล่าเรื่องราว
________________

อ้างอิง
- https://thestorytellingcanvas.com/storytelling-canvas-guide/ -2-history
- https://www.prachachat.net/finance/news-1669219

12/01/2025

กลับมาอีกครั้งกับงาน MarTech Expo 2025 งานเทคโนโลยีและนวัตกรรมการตลาดที่ครบวงจรที่สุดแห่งปี
รวบรวมเทคโนโลยีการตลาดจากบริษัทชั้นนำทั้งในประเทศ และต่างประเทศมาไว้ให้คุณแบบครบครัน พร้อมพลิกโฉมการตลาด สู่ความสำเร็จในยุคดิจิทัลภายใต้ Concept “Exploring the Power” มาร่วมค้นพบพลังของ MarTech ระดับโลก ที่จะช่วยพลิกโฉมองค์กรของคุณให้ก้าวไปอีกขั้น!
📌 Highlight ภายในางน
🔸 กว่า 100+ Booths จากบริษัทชั้นนำ ให้คุณได้สัมผัสกับ Marketing Technology ใหม่ๆ จากทั่วทุกมุมโลก
🔸 กว่า 100+ Speakers จากผู้เชี่ยวชาญ ที่จะมาแชร์ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับ Marketing Technology ครบทุกมิติ
🔸 กว่า 50+ Sessions ให้คุณได้พัฒนาทักษะและความรู้ด้านการตลาด
ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี และสามารถซื้อบัตร Early Bird เพื่อรับสิทธิ์เพิ่มเติมในการเข้าร่วมเวที Strategy Stage และสามารถใช้ Fast Lane ในการเข้าร่วมงานโดยไม่ต้องต่อแถว
🔥 ลงทะเบียน หรือซื้อบัตรได้ที่ : https://bit.ly/4iBpjVu
แล้วพบกัน
📅 วันที่: 26 MARCH 2025
🕘 เวลา: 09.00 - 19.00 น.
📍 สถานที่: Bhiraj Hall ชั้น 2, BITEC BURI

11/01/2025

Jan 10, 2025 เติมพรุ่งนี้นะ! ราคาน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดปรับลง 30 สตางค์/ลิตร มีผลพรุ่งนี้ ตี 5
ปตท. และบางจาก ประกาศปรับราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดปรับลง 30 สตางค์ต่อลิตร ส่วนกลุ่มดีเซลคงเดิม มีผล 11 ม.ค. 68 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป สำหรับราคาใหม่จะเป็นดังนี้
ดีเซล B7 ลิตรละ 32.94 บาท
E85 ลิตรละ 33.09 บาท
E20 ลิตรละ 33.44 บาท
แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 35.28 บาท
แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 35.65 บาท
เบนซิน ลิตรละ 43.94 บาท
(ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด)
#ปตท #บางจาก #แก๊สโซฮอล์ #ราคาน้ำมันวันนี้ #ราคาน้ำมัน #ราคาแพง #เชลล์ #เอสโซ่ #คาลเท็กซ์ #พีที

10/01/2025

คู่มือใช้งาน Agentic AI โพสต์เดียวจบ

เทคโนโลยี Generative AI ได้วิวัฒน์อีกครั้ง และกำลังเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Agentic ที่สามารถคิด วางแผน และ ‘ลงมือทำได้’ สิ่งนี้คืออะไร จะมาเปลี่ยนวิถีการทำงานของคุณได้อย่างไร The Secret Sauce มีคำตอบให้แบบโพสต์เดียวจบ

🟡 ระดับขั้นความฉลาดของ AI

เพื่อช่วยให้เราเข้าใจวิวัฒนาการของ Generative AI บริษัทอย่าง OpenAI ได้แบ่งระดับการพัฒนาออกเป็นขั้นๆ ดังนี้

Level 1: Chatbots - AI ที่เน้นการตอบสนองทางบทสนทนา พูดคุย และตอบคำถามทั่วไป

Level 2: Reasoners - AI ที่สามารถสื่อสาร วิเคราะห์ และแก้ปัญหาได้ใกล้เคียงมนุษย์

Level 3: Agents - AI ที่ไม่ใช่แค่ให้ข้อมูล แต่สามารถดำเนินการแทนมนุษย์ได้

Level 4: Innovators - AI ที่ช่วยคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ

Level 5: Organizations - AI ที่สามารถทำงานเทียบเท่าทั้งองค์กรได้

ปัจจุบันแม้แต่โมเดลที่แข็งแกร่งอย่าง ‘o1 pro’ หรือ AI ชั้นนำอีกหลายตัวก็ยังคงอยู่ใน Level 2 คือเป็น ‘Reasoners’ ที่คิดวิเคราะห์และให้คำแนะนำได้ดี แต่ยังไม่อาจ ‘ลุกขึ้นไปดำเนินการ’ แทนเราได้โดยสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนคาดการณ์ว่าในปี 2025 เราจะก้าวเข้าสู่ยุคของ Level 3 หรือ ‘Agentic AI’ กันแล้ว

🟡 Agentic AI คืออะไร?

นพ.ปิยะฤทธิ์ อิทธิชัยวงศ์ แพทย์ประจำศูนย์นวัตกรรมข้อมูลศิริราช และ Co-founder PreceptorAI by CARIVA (Thailand) ฉายภาพไว้ว่า AI ในยุคก่อนหน้านั้นเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้คำแนะนำ และเรียบเรียงความคิดราวกับว่าเป็น ‘ที่ปรึกษาส่วนตัว’ แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในยุคปัจจุบันคือการที่ AI สามารถที่จะลุกขึ้นมาเป็นผู้ ‘ลงมือทำ’ เช่น หากเราต้องการที่จะนัดหมายการประชุมกับคู่ค้าทางธุรกิจ ในอดีตอาจต้องใช้ผู้ประสานงานในการโทรพูดคุย นัดหมาย และยิงคิวประชุม แต่ในปัจจุบันงานเช่นนี้สามารถที่จะจบได้ด้วย AI เพียงแค่ตัวเดียว

หรือหากคุณต้องการที่จะผลิตเสื้อยืดของบริษัท ในอดีต AI จะหยุดอยู่แค่การบอกว่าบริษัทสกรีนเสื้อรายไหนถูกหรือส่งของเร็ว Agentic AI อาจติดต่อผู้ผลิตหลายเจ้า ตรวจสอบค่าบริการ เปรียบเทียบระยะเวลาจัดส่ง และเลือกแบบเสื้อให้เหมาะสมที่สุดโดยอัตโนมัติ คุณไม่ต้องเสียเวลาต่อรองหรือลองผิดลองถูกด้วยตนเอง มันคือผู้ช่วยอัจฉริยะที่จัดการเบื้องหลังทุกอย่างให้เสร็จสรรพ

🟡 หลักการทำงาน Agentic AI

ขั้นตอนการทำงานของ AI ในระดับ Agentic นั้นมีอยู่ทั้งหมด 4 รูปแบบหลักๆ ที่ทำให้มีความแม่นยำและลงมือทำได้เหมือนมนุษย์

1. Reflection Loops (การสะท้อนกลับเพื่อปรับปรุง)
Agentic AI จะไม่หยุดเพียงแค่ตอบครั้งเดียว แต่จะ ‘อ่าน’ ผลลัพธ์ที่ตนสร้างขึ้นมาเพื่อประเมินคุณภาพ จากนั้นจึงปรับปรุงคำตอบหรือแผนการทำงานของตนให้ดียิ่งขึ้น เป็นวงจรการทบทวนและแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

2. Tool Use (การใช้เครื่องมือและฟังก์ชันเสริม)
แทนที่ AI จะเป็นเพียงแหล่งให้ข้อมูล Agentic AI สามารถเรียกใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น API บริการภายนอก หรือการรันโค้ดเพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น มันสามารถ ‘กระทำ’ งานในโลกดิจิทัลแทนมนุษย์ได้อย่างเป็นระบบ

3. Planning (การวางแผนขั้นตอนการดำเนินงาน)
Agentic AI สามารถวางแผนขั้นตอนเป็นลำดับก่อน-หลัง เพื่อบรรลุภารกิจที่ซับซ้อน เมื่อได้รับโจทย์ที่ต้องแก้มันจะวางแผนแยกย่อยงานเป็นขั้นตอนต่างๆ และดำเนินการตามลำดับอย่างเป็นระบบ

4. Multi-Agent Collaboration (ความร่วมมือระหว่างเอเจนต์หลากบทบาท)
แทนที่ AI จะทำงานแบบโดดเดี่ยว Agentic AI สามารถสร้าง ‘ทีม’ ภายในตัวเอง โดยให้เอเจนต์แต่ละตัวรับบทบาทแตกต่างกัน เช่น เอเจนต์หนึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์ อีกเอเจนต์หนึ่งทำหน้าที่วิจารณ์ตรวจสอบ และเอเจนต์อีกตัวหนึ่งทำหน้าที่ลงมือปฏิบัติจริง การทำงานร่วมกันภายในเอเจนต์หลายตัวนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีความแม่นยำและครอบคลุมยิ่งขึ้น

🟡 คู่มือการใช้งาน Agentic AI

หนึ่งสิ่งที่จะเปลี่ยนไปในการใช้งาน AI ในยุค Agentic คือ ‘การใส่คำสั่งหรือการ Prompt’ โดยในอดีตหากเราต้องการผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการใช้งาน AI เราจำเป็นที่จะต้องใช้เทคนิคการ Prompt เพื่อให้ AI คิดเป็นระบบ

แต่สิ่งที่ AI ในยุค Agentic ต้องการคือการใส่คำสั่งที่ ‘ง่ายและชัดเจนที่สุด’ เนื่องจากเอเจนต์แต่ละตัวจะมีระบบความคิดในการทำงานที่ชัดเจนสำหรับงานในประเภทต่างๆ

ที่อยู่

นนทบุรี
Nonthaburi

เบอร์โทรศัพท์

+66822111678

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Easy-Biz Money Serviceผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์