เงินทองของข้างกาย

เงินทองของข้างกาย ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก เงินทองของข้างกาย, บริการทางการเงิน, บางใหญ่, Nonthaburi.

Content เกี่ยวกับการเงินการลงทุนส่วนบุคคล การวางแผนการเงิน สำหรับเพื่อนๆที่สนใจการวางแผนการเงิน ทักมาคุยกันได้เรายินดีให้บริการฟรี มีบริการประกันชีวิตของ AIA ด้วยนะครับ สำหรับเพื่อนๆที่สนใจ

12/06/2024

สูตรบริหารค่าใช้จ่ายแบบ 50-30-20 ลองเอาไปใช้กันดู

#วางแผนการเงิน #วางแผนเกษียณ #ใช้เงิน

24/05/2024

วันก่อนคุยกับพี่หัวหน้าทีม มีคำพูดประโยคหนึ่งที่ประทับใจมาก นั้นคือ "ให้มองว่าการทำประกันสุขภาพเหมือนเราทำบัตรเครดิตหนึ่งใบ ที่มีค่าธรรมเนียมอาจจะ 30,000-50,000 บาทต่อเดือน ซึ่งตกเดือนละ 2000-4000 บาท แต่บัตรเครดิตใบนี้มีวงเงิน 3-5 ล้านบาทต่อปี

วันที่เราไม่ป่วยไม่ได้ใช้เราอาจจะรู้สึกว่าไม่คุ้ม อาจจะรู้สึกว่าเสียค่าธรรมเนียมฟรี แต่วันที่เราป่วยขึ้นมา เรียกได้ว่าโคตรคุ้มเลย ได้เลือกหมอ เลือกโรงพยาบาลที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้รักษาให้เราหายป่วยจนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ในที่สุด

เพราะการเจ็บป่วยเราเลือกช่วงเวลาไม่ได้ แต่เราสามารถเลือกวิธีการเตรียมพร้อมในการรับมือกับมันได้

เฉียบ!!

20/05/2024

มีสมการทางเงินอยู่ 3 สมการที่เป็นอะไรที่ง่ายมาก แต่เรามักจะลืมกันหรือทำไม่ได้ซักที่
สมการที่ 1 รายได้ - รายจ่าย = เงินออม
สมการที่ 2 รายได้ - เงินออม = รายจ่าย
สมการที่ 3 รายได้-เงินออม-ลงทุน = รายจ่าย
คนส่วนใหญ่ชอบใช้สมการที่ 1 คือจ่ายก่อนแล้วค่อยเก็บ สุดท้ายจะไม่ค่อยเหลือออม
คนที่อยากรวยต้องใช้สมการที่ 2 หรือ 3 ออมก่อนแล้วค่อยใช้ สุดท้ายเราจะมีเงินออมเพื่อมาต่อยอดสร้างความมั่งคั่ง
ในส่วนของเรานั้นทุกวันนี้ยังใช้สมการที่ 1 อยู่เลย ฮ่าๆ ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ซักทีละ

16/05/2024

งบ 500 บาทต่อเดือน เลือกลงทุนกองทุน หรือ ซื้อ lottery ดี

ไปเจอบทความมาบทความนึงอ่านแล้วสนุกดีเลยเอามาเล่าให้ฟัง สมมติเรามีเงินออม 500 บาทต่อเดือน เอาเงินก้อนนั้นมาลงทุนแบบ DCA ในกองทุนหรือหุ้นรายตัว กับเอาไปซื้อ lottery หรือหวยเลือกแบบไหนดี

เริ่มต้นเรามาดูโอกาสในการถูก Lottery ก่อน(หลักการความน่าจะเป็นในกรณีซื้อแค่ 1 ใบต่องวด)
ถูกรางวัลที่ 1 คือ 1 ในล้าน
ถูกเลขท้ายสองตัว คือ 1 ในร้อย
ถูกเลขท้ายสามตัว คือ 1 ในพัน
คิดเร็วๆ ถ้าซื้อ lottery 1 ใบ หรือ 2 ใบ โอกาสการถูกรางวัลแทบจะไม่ได้ต่างกันเลยนะ

กลับมาที่การลงทุนในหุ้นหรือกองทุน ถ้าเราลงทุนเดือนละ 500 บาท ปีนึงเท่ากับเราจะมีเงินลงทุน 12x500 คือ 6000 บาทต่อปี สมมติได้ผลตอบแทนจากกองทุน 6% ต่อปี ทำแบบนี้ไป 30 ปี เงินก้อนนี้จะงอกเงยเป็น 500,000 บาท จะเห็นว่าแค่เดือนละ 500 บาทเท่านั้นเราก็สามารถมีเงินครึ่งล้านได้ในอนาคต แต่สำหรับคนที่มีรายได้สูงหรือมีเงินออมเยอะกว่า 500 บาทต่อเดือนก็อาจจะมีเงินก้อนใหญ่กว่า 500,000 บาทก็ได้ในอนาคต

เพราะฉะนั้นถ้าให้แนะนำลงทุน DCA ในหุ้นหรือกองทุนไปด้วย และซื้อ Lottery ไปด้วย งวดละใบไม่ต้องเยอะ พอกรุบกริบ เพราะอย่างน้อยๆ มีโอกาสถูกรางวัลที่ 1 คือ 1 ในล้าน แต่ถ้าเราไม่ซื้อเลยโอกาสถูกเท่ากับ 0

ใครจะรู้งวดนี้เราอาจจะถูกรางวัลที่หนึ่งก็ได้ ”สุขสันต์วันหวยออก”

14/05/2024

บริหารค่าใช้จ่ายด้วยสูตร 50-30-20

ต้องบอกก่อนว่าการบริหารค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนของแต่ละคนนั้นจะมีความแตกต่างกัน เพราะแต่ละคนมีภาระค่าใช้จ่าที่แตกต่างกัน แต่วันนี้จะมาเล่าถึงการบริหารค่าใช้จ่ายแบบ 50-30-20 ซึ่งเป็นสูตรยอดนิยม เพื่อเป็นแนวทางให้เพื่อนๆ เอาไปปรับใช้ดู

โดยสูตรนี้เราจะแบ่งเงินออกเป็น 3 ก้อนด้วยกัน
ก้อนที่ 1 50% ของรายได้ เป็นก้อนที่จ่ายเพื่อ need หรือสิ่งที่จำเป็น เช่น ค่ากิน ค่าผ่อนรถ ค่าผ่อนบ้าน ให้พ่อแม่ บัตรเครดิต เป็นต้น

ก้อนที่ 2 30% ของรายได้ เป็นก้อนที่จ่ายเพื่อ want หรือค่าใช้จ่ายที่อาจจะไม่ได้จำเป็นมากหรือเพื่อความบันเทิงรายเดือน เช่น ไปเที่ยว กินข้าวนอกบ้าน เป็นต้น

ก้อนที่ 3 20% ของรายได้ เป็นก้อนที่เก็บออม โดยอาจจะเป็นเก็บเงินออมสำรองฉุกเฉินก่อนแล้วค่อยนำเงินออมก้อนนี้มาวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณต่อในอนาคต
อันนี้เป็นแนวทางคร่าวๆในการบริหารค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เพื่อนๆลองเอาไปปรับใช้ดูกันนะครับ และสิ่งสำคัญที่หลายๆคนชอบลืมคือ รายได้-เงินออม = รายจ่าย เราต้องแยกเงินออมออกมาก่อนทุกเดือน ไม่งั้นส่วนใหญ่เราจะไม่เหลือเงินให้ออมทุกทีเลย

09/05/2024

ความน่าเห็นใจของการเป็นมนุษย์เงินเดือนที่เงินเดือนสูงคือ คนกลุ่มนี้ต้องเป็น เดอะแบก ของเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นผู้ที่เสียภาษีในระดับที่สูงในแก่ประเทศ ในขณะที่จะมีนโยบายของรัฐบางอย่าง เช่น การแจกเงิน digital wallet ที่คนกลุ่มนี้จะไม่ได้เข้าเงื่อนไขในการได้รับเงิน ซึ่งน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง (ถ้าโครงการนี้เกิดนะ)
สิ่งที่รัฐต้องคิดต่อคือจะมีกลุ่มคนกลุ่มนึงที่เอาจริงๆ มีรายได้เยอะกว่ามนุษย์เงินเดือนซะอีก แต่ไม่ได้เสียภาษี จะมีวิธีการดึงคนกลุ่มนี้เข้าระบบได้ยังไง
และสิ่งที่ต้องคิดต่อสำหรับมนุษย์เงินเดือนแบบเรา คือ จะหาทางลดหย่อนภาษียังไงให้ได้เยอะที่สุด (ลดหย่อนไม่ใช่หลบเลี่ยงนะ) ต้องลองมานั่งดูว่าในแต่ละปีเรามีหักลดหย่อนอะไรบ้าง และยังมีการลดหย่อนแบบไหนที่เราไม่เคยได้ใช้สิทธิ์เลย เช่น ประกันชีวิต หรือกองทุน อาจจะต้องมีการเริ่มต้นวางแผนภาษีอย่างจริงจังแล้ว
สำหรับคนที่สนใจจะซื้อประกันเพือลดหย่อนภาษี ทักมาได้นะครับ

07/05/2024

10 ปีที่หายไป

เมื่อไม่กี่วันทีผ่านมากได้มีโอกาสฟังพอดแคสเกี่ยวกับการลงทุน คิดว่าน่าจะมีประโยขน์กับเพื่อนๆ เลยหยิบมาเล่าให้ฟังกัน
สมมติมีคนสองคน
คนแรก ลงทุนแบบ DCA ทุกๆเดือน เดือนละ 10,000 บาท เป็นระยะเวลา 20 ปี โดยได้ผลตอบแทนปีละ 6% ต่อปี ครบ 20 ปี คนแรกจะมีเงินประมาณ 4.5 ล้านบาท

คนที่สอง บอกว่าปีแรกๆยังไม่อยากลงทุนเท่าไหร ขอลงทุนแบบ DCA ทุกๆเดือนเหมือนกัน โดยเพิ่มเป็นเดือนละ 20,000 บาทเลย แต่ไปเริ่มปีที่ 11 นะ เพราะ 10 ปีแรกอยากเที่ยวอยากใช้ชีวิตก่อน เพราะฉะนั้นเค้าจะมีระยะเวลาลงทุน 10 ปีเท่านั้น โดยได้ผลตอบแทนเท่ากันคือ 6%ต่อปี พอครบปีที่ 20 คนที่สองจะมีเงินประมาณ 3.2 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่าเงินลงทุนรวมเท่ากันนะคือประมาณ 2.4 ล้านบาท แต่ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนสองแบบแตกต่างกันถึง 1.3 ล้านบาทเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นถ้าจะถามว่าเราควรเริ่มลงทุนเมื่อไหร ถึงจะดีที่สุด คำตอบ “เริ่มตั้งแต่วันนี้เลย”

ปล.อันนี้แล้วแต่ความสุขของแต่ละคนด้วยนะ ไม่ได้บอกว่าแบบไหนดีหรือไม่ดี

02/05/2024

แผนเกษียณสำหรับมนุษย์เงินเดือนแบบเรา

ครั้งที่แล้วเราเล่าเรื่องแผนเกษียณว่า ถ้าอยากเกษียณแบบมีเงินจ่ายวันละ 500 บาททุกวัน เป็นระยะเวลา 20 ปี (อายุ 60-80 ปี) เราจำเป็นจะต้องมีเงินประมาณ 3,650,000 บาท หรือถ้าคิดเรื่องอัตราเงินเฟ้อด้วยควรจะมีประมาณ 6,600,000 บาท เราได้ตัวเลขปลายทางละว่าก่อนเกษียณเราอยากจะมีเงินเท่าไหร ถ้าดูแค่ตัวเลขนี้เอาจริงๆก็น่าถอดใจนะเพราะมันเป็นยอดเงินที่ค่อนข้างสูงเลย เราลองมาดูวิธีการกันบ้างดีกว่าว่าทำยังไงได้บ้างถึงจะไปให้ถึงเป้าหมายนี้
เวลาเราลงทุนหลักๆเลยจะมีตัวแปร 4 อย่างด้วยกัน นั้นคือ
1.เงินต้น สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้เงินถุงเงินถัง เราให้เงินต้น เท่ากับศูนย์ไปละกัน
2.ผลตอบแทนแต่ละปี
3.ระยะเวลาที่ลงทุน
4.เงินที่จะใส่เข้าไปในแต่ละงวด(รายเดือน)
สมมติเราเริ่มลงทุนตอนอายุ 35 ปี เท่ากับว่าเรามีโอกาสลงทุน 25 ปี (60-30 ปี) ผลตอบแทน 6% ต่อปี ลงทุนเดือน 10,000 บาททุกเดือน พออายุ 60 ปี เราจะมีเงิน ประมาณ 6,700,000 บาท จากเงินต้นที่เราเก็บจริงๆแค่ 3,000,000 บาทเท่านั้น

ถามว่ายากไหม ตอบเลยว่ายากเพราะเราต้องทำผลตอบแทนให้ได้ 6%ต่อปี(กองทุนรวมบางกองให้ผลตอบแทนประมาณนี้ย้อนหลังมาหลายปีละ) เป็นระยะเวลา 25 ปี แต่ถามว่าเป็นไปได้ไหมตอบเลยว่าได้นะ ต้องบอกว่าวิธีคิดของเราคิดแบบเส้นตรงคือใส่เงินเท่ากันทุกเดือน แต่ในความเป็นจริงพอเราอายุเยอะขึ้น เงินเดือนเราเยอะ เราก็สามารถแบ่งเงินมาเก็บ มาลงทุนได้เยอะขึ้นเช่นกัน

อันนี้คือแผนคร่าวๆที่จะกำหนด ทิศทางและวิธีการให้แก่เรา สิ่งที่สำคัญและยากที่สุดคืออะไรรู้ไหม มันคือความมีระเบียบวินัย ที่จะต้องทำแบบนี้ไปตลอดระยะเวลาตามแผนการที่เราวางไว้ แต่เชื่อว่าถ้าตั้งใจทำ ทุกคนสามารถทำได้แน่นอน

สำหรับใครที่สนใจวางแผนการเงินหรือสนใจประกัน AIA สามารถทักมาคุยกับเราได้นะ

ทำไมคนไทยไม่ค่อยซื้อประกัน บทความนี้ของลงทุนแมนน่าสนใจมาก ใครสนใจสามารถเข้าไปอ่านตัวเต็มจากใน link ได้เลยนะ แต่ถ้าใครขี้...
30/04/2024

ทำไมคนไทยไม่ค่อยซื้อประกัน
บทความนี้ของลงทุนแมนน่าสนใจมาก ใครสนใจสามารถเข้าไปอ่านตัวเต็มจากใน link ได้เลยนะ แต่ถ้าใครขี้เกียจอ่าน สรุปคือแบบนี้
1.มีความเข้าใจผิด จากหลากหลายสาเหตุ เช่น ซื้อแล้วเคลมไม่ได้บาง เพราะตอนซื้อคนขายอธิบายไม่เคลียร์ว่ากรมธรรม์ที่ซื้อ cover อะไรบ้าง พอมีปัญหาเลยโทษประกันว่าตุกติกบ้างอะไรบ้าง เอาจริงๆเราก็เคยมีความคิดแบบนี้จนกระทั่งเอาตัวเองเข้ามาอยู่ในวงการนี้ จึงรู้ว่าปัญหาจริงๆแล้วคืออะไรกันแน่
2.รายได้ต่อหัวไม่มากพอ อันนี้ไม่แปลกเพราะแค่ต้องกินต้องใช้ในชีวิตประจำวันยังเหนื่อยเลย จะให้แบ่งเงินมาซื้อประกันก็ยิ่งลำบากเข้าไปอีก แต่ๆประกันที่ราคาไม่สูงมากก็มีนะ เช่น เบี้ยไม่กี่หมื่นบาทต่อปี สามารถแบ่งชำระได้ ทำให้จ่ายต่องวดแล้วไม่สูงมาก อนาคตค่อยซื้อกรมธรรม์เพิ่มตอนที่ระดับรายได้สูงขึ้นก็ได้ วันนี้อาจจะเลือกเอาที่ cover ความเสี่ยงที่น่าจะเกิดกับเราก่อน เพราะเอาจริงๆมี ดีกว่าไม่มีเยอะ
3.ภาวะเศรษฐกิจ อันนี้คล้ายข้อที่สอง
4.ขั้นตอนยุ่งยาก เรื่องการเงินบางครั้งมันอาจจะเป็นสิ่งไกลตัวสำหรับบางคนทำให้ฟังดูแล้วยุ่งยาก แต่ถ้าเจอตัวแทนดีๆที่สามารถย่อย และสื่อสารเรื่องที่ยากๆให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย ความยุ่งยากตรงนี้ก็จะหายไป
5.การขายไม่ตอบโจทย์ การเข้าใจความต้องการของลูกค้าแล้วนำเสนอ product ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าเป็นอีก step หนึ่งของการขายสินค้า ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องอาศัยทักษะและความสามารถของตัวแทนเป็นสิ่งสำคัญ
6.ขาดความโปร่งใส เป็นเรื่องส่วนบุคคลของตัวแทนจริงๆ แต่แนะนำว่าให้เลือกตัวแทนจากคนใกล้ตัวที่เรารู้ที่มาที่ไป นิสัยใจคอจะดีที่สุด
7.ประสบการณ์ไม่ดี เกิดจากหลากหลายรูปแบบอันนี้อาจจะขอเล่าแยกอีกทีในอนาคตเพราะน่าจะยาว
เขียนไปเขียนมาจะยาวกว่าบทความต้นฉบับละ สำหรับใครที่ต้องการปรึกษาเรื่องการซื้อประกันว่าซื้ออะไรยังไงดี สามารถทักมาคุยกับเราได้นะ ไม่คิดค่าใช้จ่าย ไม่เน้นขายด้วย เน้นคุย อยากเก็บประสบการณ์ไปเรื่อยๆ
สถิติน่าสนใจอีกแล้ว คนไทย 100 คน ซื้อประกันแค่ 37 คน หรือ 1 คนมีกรมธรรม์ 0.37 กรมธรรม์ ในขณะที่คนญี่ปุ่น 1 คน มีประกันเฉลี่ยคนละ 3 กรมธรรม์
สถิติที่น่าใจอีกอย่าง AIA มี market share สูงที่สุดในตลาด

ทำไม คนไทย ไม่นิยมทำประกันชีวิต /โดย ลงทุนแมน
สวัสดีครับ ผมชื่อ.. รหัสประจำตัวหมายเลข.. มาเรียนแจ้งโครงการพิเศษสำหรับคุณ..

พอได้ยินคนที่โทรหาเราพูดแบบนี้ ก็คงพอเดา ๆ กันได้ว่า คนที่โทรมาจะเสนอขายอะไรกับเรา..

ซึ่งหากมีคนมาขายประกันกับเรา หลายคนน่าจะอยากวางสาย หรือบอกปฏิเสธไปแบบไม่ต้องคิดแน่นอน

และก็ต้องบอกว่า ไม่ใช่เราคนเดียว ที่ไม่อยากทำประกัน
เพราะคนไทยส่วนใหญ่ ก็รู้สึกแบบเดียวกัน

โดยข้อมูลจากสมาคมประกันชีวิตไทย
ที่เผยว่า ณ ครึ่งปี 2566 คนไทย 100 คน จะมีประกันชีวิตไม่ถึง 40 คน

หรือพูดง่าย ๆ คือ คนไทย 1 คน มีค่าเฉลี่ยถือกรมธรรม์ประกันชีวิต ยังไม่ถึง 1 ฉบับ สะท้อนถึงคนไทยยังใช้ประโยชน์จากการทำประกันในการจัดการความเสี่ยงค่อนข้างน้อย

แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้น ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
อีกหนึ่งข้อมูลสำคัญที่ระบุว่า คนไทยมักไม่นิยมทำประกัน ก็คือ สัดส่วนเบี้ยประกันภัย เทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หรือ Insurance Pe*******on Rate

โดยตัวเลขไตรมาสแรกของปี 2566 ของประเทศไทย เท่ากับ 3.5% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำมาก เมื่อเทียบกับหลายประเทศ เช่น

- ไต้หวัน 11.4%
- เกาหลีใต้ 11.1%
- สิงคโปร์ 9.0%

และมากกว่านั้นยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 6.7% อีกด้วย

คำถามคือ แล้วทำไมคนไทยไม่นิยมทำประกันชีวิต ?

ซึ่งเรื่องนี้มีหลายสาเหตุด้วยกัน เริ่มตั้งแต่

- มีความเข้าใจที่ผิด

หลายคนเข้าใจผิดว่า ประกันชีวิตเป็นการเอาเปรียบของบริษัทประกัน หรือมองว่าเป็นการเสียเงินฟรีโดยไม่มีประโยชน์ เพราะไม่ได้ใช้เงินก้อนนั้นจนกว่าจะเสียชีวิต

ซึ่งจริง ๆ แล้ว ประกันถือเป็นหลักประกันชีวิต หากศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ วางแผนดี ๆ มันจะสามารถช่วยเรื่องวางแผนเกษียณ ป้องกันความเสี่ยง และลดผลกระทบ หรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตครอบครัวของเราได้

- รายได้เฉลี่ยต่อหัวไม่สูง

รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทยที่ยังไม่สูง เมื่อเทียบกับประเทศที่ยกมาข้างต้น ประกอบกับภาระค่าใช้จ่ายที่สูง เมื่อเทียบกับรายได้ หลายคนจึงมองว่าการจ่ายเบี้ยประกัน เป็นภาระเพิ่มขึ้น

- ภาวะเศรษฐกิจ

โดยเฉพาะภาระหนี้ครัวเรือนไทยที่อยู่ในระดับสูง กดดันให้คนไทยมีกำลังซื้อและอัตราการออมที่ลดลง ซึ่งเรื่องนี้ก็ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตเช่นกัน

- ขั้นตอนการสมัครที่ยุ่งยาก

หลายคนรู้สึกว่า ขั้นตอนการสมัครประกันชีวิตยุ่งยาก
ต้องใช้เอกสาร และมีเงื่อนไขต่าง ๆ มากมาย

แถมในหลาย ๆ ครั้ง ความคุ้มครองหรือเนื้อหาในกรมธรรม์ ก็ใช้ภาษาที่ซับซ้อน เข้าใจยาก

- การขายที่ไม่ตอบโจทย์

โดยตัวแทนประกันบางราย ใช้วิธีการขายหรือเสนอผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้า
รวมถึงยัดเยียดการขายมากเกินไป

- ขาดความโปร่งใส

ข้อมูลเกี่ยวกับประกันชีวิต บางครั้งมีการตั้งใจนำเสนอบิดเบือนข้อมูล ที่ทำให้ผู้ทำประกันเข้าใจผิด

หรือบอกรายละเอียดของเงื่อนไขและการเคลมประกันไม่หมด

- ประสบการณ์ที่ไม่ดีกับบริษัทประกัน

บางคนเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับบริษัทประกัน หรือตัวแทนจำหน่าย เช่น เคลมยาก เบี้ยประกันแพง

และบางคนก็เคยได้ยินประสบการณ์ที่ไม่ดีจากคนอื่นมา จึงรู้สึกไม่ไว้ใจ หรือกลัวถูกหลอก

นอกจากนี้ คนไทยจำนวนไม่น้อย เป็นคนมองโลกในแง่ดี คิดว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเอง เลยไม่จำเป็นต้องซื้อประกันชีวิต

และทั้งหมดนี้ ก็เป็นเหตุผลที่ส่งผลให้คนไทย ไม่นิยมทำประกันชีวิต เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ นั่นเอง

ซึ่งก็มีหลายปัจจัย ทั้งเหตุผลด้านภาวะเศรษฐกิจ และกำลังซื้อ
เรื่องขั้นตอน ความโปร่งใส และวิธีการขายของบริษัทประกัน
ไปจนถึงประสบการณ์ที่ไม่น่าประทับใจ ที่ได้เกิดขึ้นกับตัวเอง หรือคนรอบข้าง

แต่ในอีกมุม ก็หมายความว่า ตอนนี้ ตลาดประกันในประเทศไทย ยังไม่อิ่มตัว และมีโอกาสขยายตัวได้อีกมากเลยทีเดียว..

ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ รู้ไหมว่าในปี 2566 ประเทศไทย มีบริษัทประกันชีวิตทั้งหมด 21 บริษัท และมีเบี้ยรับประกันรวมกันถึง 633,445 ล้านบาท

โดยที่บริษัทประกันชีวิตรายใหญ่ 5 อันดับแรก คือ เอไอเอ, ไทยประกันชีวิต, เอฟดับบลิวดี, เมืองไทยประกันชีวิต, กรุงไทย มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันกว่า 70% ของเบี้ยประกันภัยรับรวมของทั้งอุตสาหกรรมเลยทีเดียว..
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
TikTok - tiktok.com/
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงทุนแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References
-https://www.prachachat.net/finance/news-1361206
-https://www.statista.com/statistics/381174/insurance-penetration-in-selected-countries-worldwide/
-https://digitaloffices.thailife.com/kwunjai.pae/articles/
-แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2566 บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

30/04/2024

หลังจากทำเพจเกี่ยวกับการเงินการลงทุนส่วนบุคคล(Personal financial Planning) ใน TikTok มาประมาณ 4 เดือน สิ่งที่สังเกตได้คือ คนส่วนใหญ่จะนิยมสนใจ 2 เรื่อง (ดูจากยอดวิว) คือ
1.เรื่อง Lottery เช่น โอกาสถูกหวยแต่ละรางวัล
2.แผนเกษียณ (Retirement Plan)
จริงๆ retirement plan เป็นเรื่องที่วางแผนค่อนข้างยากเพราะเป็นแผนระยะยาวมากๆ กว่าเราจะเกษียณจริงๆก็ อายุ 55-60 ปี และในอนาคตที่สังคมไทยกำลังจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ การเกษียณอาจจะเลื่อนออกไปเป็น 65-70 ปี เหมือนที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบันก็ได้ ก่อนที่เราจะเกษียณมันจะมีปัจจัยที่กระทบกับแผนการค่อนข้างเยอะ แต่ถามว่าถ้าอยากวางแผนคร่าวๆทำได้ไหม ตอบเลยว่าได้แน่นอน
เรื่องแรกที่ต้องรู้ในการวางแผนเกษียณคือ หลังจากเกษียณเราวางแผนว่าจะอยู่จนถึงอายุเท่าไหร จะตายตอนไหน ปัจจุบันคนเราอายุยืนขึ้น โดยปกติเราจะบอกให้ลูกค้าคิดซะว่าจะอยู่จนอายุ 80 ปี นั้นคือเราจะมีเวลาที่อยู่โดยไม่มีรายได้แต่ต้องกินต้องใช้ไปอีก 20 ปี (80-60)
*มีสถิติที่น่าสนใจอยู่ค่าหนึ่ง คือ ทุกๆ 10 ปี ค่าเฉลี่ยอายุของคนจะสูงขึ้น 1 ปี นั้นหมายความว่าเรามีแนวโน้มว่าอายุจะยืนขึ้นนั้นเอง*
หลังจากนั้นเราลองมาประเมินกันต่อว่าหลังจากเกษียณเราอยากต้องใช้เงินวันละเท่าไหร เอาแบบกลางก็วันละประมาณ 500-1000 บาท แสดงว่าเราต้องมีเงินก้อน ก่อนจะเกษียณคือ 500x365x20= 3,650,00 บาท ถึงประมาณ 1,000x365x20 = 7,300,000 บาท เห็นตัวเลขเยอะๆแบบนี้อย่าเพิ่งตกใจนะ เรายังไม่ได้ใส่ condition เงินเฟ้อเข้าไปในสมการ ซึ่งถ้าเราใส่เงินเฟ้อไปในสมการ โดยให้เงินเฟ้อปีละ 3% เงินที่เราควรจะมีก่อนเกษียณคือ 8,860,00 บาทสำหรับการใช้จ่ายไปวันละ 500 บาทต่อวันหลังเกษียณ และ 17,720,000 บาทสำหรับการใช้จ่ายไปวันละ 1000 บาทต่อวันหลังจากเกษียณ
ถึงตรงนี้หลายคนคงถอดใจละ เงินเยอะขนาดนี้จะหาจากไหน เอาจริงๆทุกอย่างเป็นได้ถ้าได้รับการวางแผนที่ดีและได้รับการวางแผนตั้งแต่เนิ่น เพราะเราไม่ได้เกษียณวันนี้พรุ่งนี้ซักหน่อย ซึ่งการจะไปถึงตัวเลขนี้มีปัจจัยที่สำคัญ 4 อย่างด้วยกัน(หลักการลงทุนพื้นฐานเลย)
1.เงินต้น
2.เงินที่ใส่เข้าไปแต่ละงวด
3.ผลตอบแทนจากการลงทุนในแต่ละปี
4.ระยะเวลา
สิ่งที่สำคัญที่ทำให้เราไปถึงเป้าหมาย สำหรับคนที่เงินต้นไม่เยอะ และเงินที่จะใส่เข้าไปแต่ละงวดไม่เยอะคือ ระยะเวลา มีคนเคยกล่าวไว้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับที่ 8 ของโลก นั้นคือ ดอกเบี้ยทบต้น เพราะฉะนั้นระยะเวลาเป็นสิ่งที่มีพลังมากจริงๆ ไว้เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังอีกทีในครั้งหน้า
จะเห็นได้ว่าเราเริ่มเห็นแผนการคร่าวๆในการที่จะเกษียณแบบมีความสุขและไม่รบกวนลูกหลานละ สิ่งที่สำคัญที่สุดนอกจากแผน นั้นก็คือเรื่องความมีวินัย ส่วนกลยุทธ์ที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย เช่น จะเอาเงินไปไว้ตรงไหนบ้าง ลงทุนอะไรบ้าง อันนี้ก็จะเป็นกลยุทธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล เพราะแต่ละคนจะมี background มีความคาดหวัง มีความเสี่ยงในการรับการลงทุนได้แตกต่างกัน ที่ปรึกษาทางการเงินจึงมีส่วนช่วยในเรื่องตรงนี้แหละ
สำหรับใครที่ต้องการปรึกษาเรื่องการวางแผนการเงิน สามารถทักมาคุยกับเราได้นะ ยินดีปรึกษาฟรี

เคยได้ยินคำว่า Passive Income หรือ Active Income มาหลายครั้งละ ว่าแต่มันคืออะไร และมีความแตกต่างกันยังไง มาดูกัน
29/04/2024

เคยได้ยินคำว่า Passive Income หรือ Active Income มาหลายครั้งละ

ว่าแต่มันคืออะไร และมีความแตกต่างกันยังไง มาดูกัน

ที่อยู่

บางใหญ่
Nonthaburi
11140

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เงินทองของข้างกายผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์