22/08/2026
เมื่อการถอดหูฟังระหว่างใช้ชีวิตสามารถสะท้อนถึงความเป็นเมืองจากเสียงรอบตัวได้
มาเข้าใจนิยามและความสัมพันธ์ของเสียงต่างๆที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมภายในพื้นที่ย่าน ซึ่งส่งผลต่อความเข้าใจและความทรงจำที่ต่างกันต่อความเป็นเมืองของแต่ละคน หรือในนิยามการออกแบบพัฒนาเมืองเรียกว่า “Urban Soundscapes”
ส่วนใหญ่แล้วเราจะมีความรู้สึกคุ้นเคยกับคำว่า “Landscapes” หรือภูมิทัศน์มากกว่า เนื่องจากมาการใช้อย่างแพร่หลาย และยังเป็นสิ่งที่จับต้องได้ผ่านสิ่งแวดล้อมเชิงกายภาพรอบตัว ทว่า “Soundscapes” หรือภูมิทัศน์ทางเสียงนั้นถือคำที่บัญญัติขึ้นมาใหม่ โดยนักประพันธ์เพลงและนักนิเวศวิทยาทางเสียงคนหนึ่ง ชื่อว่า R.Murray Scafer ที่ใช้ในการนิยามเสียงต่างๆที่กิดขึ้นและส่งผลต่อบรรยากาศ ความรู้สึก สู่ความเข้าใจเชิงประสบกการณ์และความทรงจำที่ต่างกันของแต่ละคน ซึ่ง Scafer มีความตั้งใจสร้างนิยามนี้ขึ้นให้มีการล้อกันทั้งรูปและความหมายกับคำว่าแลนด์สเคป โดยมีความต่างกันจากคำว่า แลนด์ (Land) และ ซาวด์ (Sound) ที่สะท้อนถึงสิ่งที่ต่างกันในการเข้าใจสภาพแวดล้อม ระหว่างพื้นที่เชิงกายภาพ และเสียง ดังนั้นเมื่อเติมคำว่า “Urban” เข้าไปจึงหมายถึง เสียงที่เกิดขึ้นในเมืองที่ส่งผลต่อบรรยากาศและผู้คนนั่นเอง
Urban Soundscapes ไม่เพียงเป็นคำนิยามถึงเสียงต่างๆที่เกิดขึ้นในเมืองอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นนิยามที่ประกอบไปด้วยองค์ประกอบสำคัญถึง 5 ประการ โดยจะแยกเป็นสองส่วนคือ องค์ประกอบที่จะก่อให้เกิดภูมิทัศน์ทางเสียง (soundscape) และองค์ประกอบที่จะทำให้ภูมิทัศน์ทางเสียงสมบูรณ์สู่การสร้างความเข้าใจ ประสบการณ์และความทรงจำต่อเมือง (Urban Soundscape) ซึ่งประการแรกที่ขาดไม่ได้คือ บริบท (Context) หมายถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดเสียง เช่น สถานที่ ช่วงเวลา สภาพอากาศ กิจกรรมที่เกิดขึ้น วัฒนธรรมของท้องที่ เป็นต้น ถัดมาคือ แหล่งกำเนิดเสียง (Sound Sources) แบ่งออกเป็น 3 แหล่งด้วยกัน ได้แก่ 1. เสียงจากเครื่องจักร เช่น เสียงรถยนต์ เสียงเครื่องมือก่อสร้าง 2. เสียงจากมนุษย์ เช่น เสียงพูดคุย เสียงเด็กวิ่งเล่น 3. เสียงจากธรรมชาติ เช่น เสียงนก เสียงน้ำไหล
โดยทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนั้นถือเป็นภูมิทัศน์ทางเสียง (soundscapes) ทว่าการที่จะเปลี่ยนจากภูมิทัศน์ทางเสียงสู่การเป็นภูมิทัศน์ทางเสียงของเมืองหรือย่าน (urban soundscapes) นั้นจำเป็นที่จะต้องมีวัตถุดิบสำคัญเพิ่มขึ้นมาคือ สิ่งแวดล้อมทางเสียง (Acoustic Environment) หมายถึง คลื่นเสียงที่เกิดขึ้นจริง สามารถวัดค่าเป็นตัวเลขได้ เช่น วัดค่าได้กี่เดซิเบล มีคลื่นความถี่เท่าไหร่ เป็นต้น
อีกทั้งยังประกอบด้วย การรับรู้ของผู้คน (Perception & Interpretation) และผลลัพธ์ที่ผู้คนตอบสนอง (Outcomes & Responses) เช่น ได้ยินเสียงดังแล้วเกิดความรู้สึกรำคาญเลยเดินหนี หรือได้ยินเสียงคลื่นน้ำ ทำให้ผ่อนคลายและสงบ จึงอยากอยู่ในบริเวณนั้น
เราจะเห็นได้ว่าทั้ง 5 องค์ประกอบนี้ทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดเป็นบรรยากาศของพื้นที่ และส่งผลต่อความรู้สึกและประสบการณ์ของผู้คนที่มีต่อเมืองเมืองหนึ่ง เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีผลต่อความรู้สึกและประสบการณ์ของผู้คน
ในปัจจุบันจึงมีการนำ urban soundscapes มาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบเมือง หรือออกแบบประสบการณ์ทางเสียง (soundscapes design) โดยอาจใช้วิธีลดเสียงรบกวน การใช้เสียงสร้างบรรยากาศ หรือแม้กระทั่งการออกแบบตัวอาคารให้มีลักษณะดูดซับหรือสะท้อนเสียง เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีของผู้อยู่อาศัยและสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่มาเยือนพื้นที่นั้น ๆ
สรุปได้ว่าการออกแบบที่ใส่ใจต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่เพียงกายภาพ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสบการณ์ของผู้คนที่อาศัยอยู่ในย่าน ในเมืองต่างๆ อีกทั้งยังเป็นปัจจัยที่ใช้ในการสะท้อนถึงความแตกต่างหลากหลายของพื้นที่เหล่านั้น อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความมีชีวิตชีวาของพื้นที่ โดยการออกแบบประสบการณ์ทางเสียงนั้น ถึงแม้ว่าจะวัตถุดิบที่ผู้คนไม่ได้สังเกตเห็น แต่สามารถสัมผัสผ่านประสบการณ์ที่ได้ใช้ในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งขาดไม่ได้ต่อการออกแบบและพัฒนาเมืองที่ส่งเสริมประสบการณ์ที่หลากหลายของผู้คน
แล้วในความทรงจำของคุณ มีเสียงอะไรที่ทำให้นึกถึงย่านหรือประสบการณ์พิเศษๆที่เกิดขึ้นในเมืองบ้าง ?
มาเล่าให้ฟังหน่อย :)