29/07/2026
https://www.facebook.com/share/p/1DkXyXV8zt/
เสียงดนตรีที่ไม่เคยดับสูญของ ‘เกลน ฮันซาร์ด’ (Glen Hansard)
เช้าอันเงียบสงบของวันที่ 29 กรกฎาคม 2026 ข่าวร้ายจากเมืองลูแคน ชานเมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ ได้สร้างความตื่นตระหนกและโศกเศร้าให้แก่แฟนเพลงทั่วโลก เมื่อ ‘เกลน ฮันซาร์ด’ (Glen Hansard) ศิลปินโฟล์กร็อกไอริชผู้เป็นตำนานเจ้าของรางวัลออสการ์ ต้องจบชีวิตลงอย่างกะทันหันในวัย 56 ปี จากอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์
การจากไปของชายผู้ใช้เสียงเพลงและกีตาร์โปร่งคู่ใจในการเปิดหมวกขับขานชีวิต ได้ทิ้งความอาลัยอย่างลึกซึ้งไว้ในใจของผู้คนที่เคยได้รับการปลอบประโลมจากบทเพลงของเขา
เส้นทางชีวิตของฮันซาร์ดเริ่มต้นจากย่านแบลลีมัน ในเมืองดับลิน เด็กชายผู้หลงใหลในเสียงดนตรีตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนขณะมีอายุเพียง 13 ปี เพื่อก้าวสู่ถนนสายกราฟตันสตรีทในฐานะวณิพกเปิดหมวก (Busker) ถนนสายนั้นกลายเป็นสถานศึกษาที่หล่อหลอมจิตวิญญาณแห่งความเป็นศิลปิน ทำให้เขาเข้าใจถึงความเหน็บหนาว ความหวัง และความปรารถนาอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ธรรมดา
ในปี 1990 ฮันซาร์ดได้รวบรวมกลุ่มเพื่อนนักดนตรีข้างถนนก่อตั้งวงอินดี้ร็อกในนาม ‘เดอะ เฟรมส์’ (The Frames) และเพียงหนึ่งปีถัดมา เขาก็ได้รับโอกาสรับบท ‘เอาต์สแปน ฟอสเตอร์’ (Outspan Foster) มือกีตาร์ในภาพยนตร์เรื่อง ‘The Commitments’ (1991) ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่ทำให้ชื่อของเขากลายเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ
แม้วงการภาพยนตร์จะยื่นมือเข้ามาทักทาย แต่ฮันซาร์ดเลือกที่จะไม่หยุดตัวเองไว้แค่การเป็นนักแสดง เขามุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานเพลงร่วมกับวงเดอะ เฟรมส์ จนคลอดอัลบั้มคลาสสิกอย่าง Fitzcarraldo และ Burn the Maps ซึ่งก้าวขึ้นสู่ท็อปชาร์ตของไอร์แลนด์ พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังแห่งเสียงร้องที่เปี่ยมด้วยความสัตย์จริงและไม่อาจมีใครเลียนแบบได้
การโครจรมาพบกันระหว่างฮันซาร์ดและนักดนตรีสาวชาวเช็ก ‘มาร์เกตา เออร์โกลวา’ (Markéta Irglová) ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ทั้งคู่จับมือกันทำโปรเจกต์ดนตรีโฟล์กอะคูสติกภายใต้ชื่อ ‘เดอะ สเวลล์ ซีซัน’ (The Swell Season) การประสานเสียงอันนุ่มนวลของเออร์โกลวากับพลังเสียงอันเปี่ยมด้วยอารมณ์ของฮันซาร์ด ได้สร้างเคมีทางดนตรีที่วิเศษและเข้ากันได้อย่างลงตัว
เคมีทางดนตรีนั้นถูกนำมาถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์มในภาพยนตร์อินดี้เรื่อง ‘Once’ (2007) ที่กำกับโดย ‘จอห์น คาร์นีย์’ (John Carney) โดยฮันซาร์ดรับบทเป็นชายหนุ่มซ่อมเครื่องดูดฝุ่นและร้องเพลงเปิดหมวก ผู้ซ่อนความบอบช้ำจากความรักไว้ในเสียงเพลง ขณะที่เออร์โกลวารับบทเป็นหญิงสาวชาวเช็กผู้ขายดอกไม้และหลงใหลในเสียงเปียโน
ฉากจำอันเป็นตำนานเกิดขึ้น ณ ร้านเครื่องดนตรีวอลตันส์ (Waltons Music shop) เมื่อตัวละครของฮันซาร์ดและเออร์โกลวาเดินเข้าไปในร้าน และร่วมกันบรรเลงบทเพลง Falling Slowly’ ด้วยกีตาร์และเปียโนเป็นครั้งแรก ท่วงทำนองที่ค่อย ๆ ถักทอขึ้นมาจากความเงียบ ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ร้อยเรียงอารมณ์ของภาพยนตร์ทั้งเรื่องเข้าไว้ด้วยกัน
“Falling slowly, eyes that know me And I can't go back Moods that take me and erase me And I'm painted black…”
(ตกหลุมรักอย่างช้า ๆ ผ่านสายตาคู่นั้นที่รู้จักฉันดี และฉันคงไม่อาจย้อนกลับไปได้อีก... ห้วงอารมณ์ที่เข้ามาบดบังและลบทับ จนโลกทั้งใบกลายเป็นสีดำ)
ศิลปะได้เลียนแบบชีวิตเมื่อความสัมพันธ์ในภาพยนตร์แปรเปลี่ยนเป็นความรักในชีวิตจริง ฮันซาร์ดและเออร์โกลวาได้คบหาดูใจกันระหว่างช่วงเวลาการโปรโมตภาพยนตร์ ฮันซาร์ดเคยกล่าวถึงความสัมพันธ์ครั้งนั้นว่าเป็นช่วงเวลาอันลึกซึ้งและงดงามที่สุดช่วงหนึ่งที่เขาเคยมีในชีวิต
ความสำเร็จของทั้งคู่เดินทางมาถึงจุดสูงสุดในปี 2008 เมื่อบทเพลง Falling Slowly คว้ารางวัลออสการ์ (Academy Award) สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม พร้อมสุนทรพจน์ตรึงใจบนเวทีของเออร์โกลวาที่เตือนใจผู้คนว่า “ความหวัง คือสิ่งสำคัญที่เชื่อมโยงพวกเราทุกคนไว้ด้วยกัน”
แม้สายสัมพันธ์โรแมนติกของทั้งคู่จะจบลงในปี 2009 แต่ฮันซาร์ดและเออร์โกลวายังคงรักษาความเป็นเพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงานทางดนตรีไว้อย่างยั่งยืนยาวนานกว่าสองทศวรรษ จนกระทั่งพวกเขากลับมารวมตัวกันอีกครั้งในอัลบั้ม Forward ในปี 2025 เพื่อเขียนบทใหม่ให้แก่เดอะ สเวลล์ ซีซัน
ในฐานะศิลปินเดี่ยว ฮันซาร์ดได้ฝากผลงานอัลบั้มลึกซึ้งไว้มากมาย ทั้ง Rhythm and Repose, Didn't He Ramble, This Wild Willing และ All That Was East Is West of Me Now นอกจากนี้ เขายังได้ร่วมงานกับเพื่อนรักอย่าง ‘เอ็ดดี เว็ดเดอร์’ (Eddie Vedder), บันทึกเพลงสดุดี ‘เจสัน โมลินา’ (Jason Molina) ผู้ล่วงลับ, และร่วมขับร้องในพิธีศพของ ‘เชน แมกโกวัน’ (Shane MacGowan) ตำนานดนตรีโฟล์กไอริช
นอกเหนือจากมิติทางดนตรี ฮันซาร์ดคือผู้มีหัวใจแห่งการเป็นผู้ให้อย่างแท้จริง ในปี 2016 เขาเป็นผู้นำกลุ่มศิลปินเข้ายึดอาคารอะพอลโลเฮาส์ (Apollo House) ในดับลินเพื่อจัดทำเป็นที่พักชั่วคราวให้คนไร้บ้านในฤดูหนาว ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นการกระทำเพื่อ ‘อารยะขัดขืน’ อีกทั้งยังร่วมร้องเพลงเปิดหมวกในคืนคริสต์มาสอีฟหน้าโรงละครเพื่อระดมทุนให้แก่ Dublin Simon Community ช่วยเหลือคนไร้บ้านไปมากกว่า 2 ล้านยูโร
ในช่วงท้ายของชีวิต ฮันซาร์ดได้พบกับความสงบและความสมบูรณ์แบบในบทบาทของครอบครัว เมื่อเขาแต่งงานกับกวีสาวชาวฟินแลนด์ ‘ไมเร ซาริตซา’ (Maire Saaritsa) และได้สัมผัสความหมายใหม่ของการเป็นพ่อคนเมื่อลูกชาย ‘คริสตี’ (Christy) ลืมตาดูโลกในปี 2022 ขณะที่ฮันซาร์ดมีอายุได้ 52 ปี ซึ่งช่วยเติมเต็มความนุ่มนวลให้แก่บทเพลงในยุคหลังของเขา
“Take this sinking boat and point it home We've still got time Raise your hopeful voice, you have a choice You've made it now…”
(นำเรือที่กำลังจมลำนี้มุ่งหน้ากลับบ้าน เรายังมีเวลาเหลืออยู่... จงเปล่งเสียงแห่งความหวังขึ้นมา คุณมีทางเลือก และบัดนี้คุณทำมันสำเร็จแล้ว)
หลังการจากไปอย่างกะทันหัน แถลงการณ์ไว้อาลัยจากทั้งองค์กรช่วยเหลือคนไร้บ้าน Dublin Simon Community ศิลปินร่วมวงการ และประชาชนชาวไอริช ต่างพร้อมใจกันยกย่องฮันซาร์ดในฐานะกวี วณิพก และผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งเอาใจใส่ต่อสังคมและเพื่อนมนุษย์เสมอมา
มรดกชีวิตของฮันซาร์ด จากเด็กชายเปิดหมวกบนถนนสายดับลินสู่ศิลปินผู้ครองใจคนทั่วโลก จะยังคงจารึกไว้อย่างงดงาม บทเพลงของเขาและ Falling Slowly จะยังคงขับขานในใจของผู้ฟังอย่างนุ่มนวล ส่องสว่างความหวัง และไม่มีวันดับสูญไปตามกาลเวลา
เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า
#เกลนฮันซาร์ด #ศิลปิน