13/07/2026
CEO ไม่รู้เรื่องการเงิน.. ได้มั๊ย?? 🤔
บทสัมภาษณ์อันนึงของคุณโต CEO บริษัทเจ้าของร้านเนื้อแท้ เมื่อ May 2024.. ก่อนวิกฤตเงินเดือนจะเป็นข่าวราวๆ 2 ปี.. แกพูดไว้ประมาณนี้…
「ธุรกิจผมทำเองไม่ได้ แค่ฝัน และจู้จี้จุกจิก.. ผมไม่ค่อยรู้เรื่องการเงิน 1+1 = 5.. คุณตาลรู้ว่าผมอยากกินเนื้อและอยากลาลาแลนด์ไปเรื่อย ซึ่งตาลเป็นคนชักจูงผมมาทำธุรกิจ พร้อมดูแลการเงินทั้งหมดให้」…
ผมเลยอยากเขียนเรื่องนี้.. CEO ไม่รู้เรื่องการเงิน ตกลงได้หรือไม่ได้??
คำตอบสั้นๆ คือ.. ได้ครับ และมี founder ระดับโลกจำนวนมากหลายคนที่ไม่ได้มาจากสายการเงิน.. แต่ก็มีเงื่อนไข 1 ข้อ.. ซึ่ง case ส่วนใหญ่ที่พัง ก็พังเพราะข้อนี้ข้อเดียว…
คือต้องแยก 2 คำนี้ให้ขาดก่อน.. delegation กับ abdication…
Delegation คือมอบงาน.. CEO ไม่ต้องปิดงบเอง ไม่ต้องทำ bookkeeping.. ไม่ต้องคำนวณภาษี.. นั่นงานของ CFO ของสมุห์บัญชี ของ auditor.. พวก Visionary จับคู่กับ Operator คือ structure ที่ดีด้วยซ้ำไปครับ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ธุรกิจหลายอันก็มีการจับคู่แบบนี้ที่สำเร็จเยอะแยะ..
ส่วน.. Abdication คือมอบ oversight ไปด้วยทั้งดุ้นเลย.. คือไม่อ่านงบ ไม่รู้ margin ตัวเอง.. ไม่รู้ว่าเงินสดเหลือกี่เดือน.. ตอบไม่ได้ว่าตัวเลขที่เห็นมัน make sense มั๊ย.. คือเซ็นเอกสารที่ตัวเองไม่เข้าใจ…
เส้นแบ่งสำคัญคือ งานมอบให้คนอื่นทำได้.. แต่ความเข้าใจต้องอยู่ในตัว CEO เองครับ..
พูดง่ายๆ คือเราสามารถจ้างคนอื่นทำบัญชี ปิดงบ คำนวณภาษี.. ทำ standard costing.. หรือทำ cash flow forecast แทนเราได้ (นี่คือการมอบงาน) แต่ต้องเข้าใจด้วยตัวเองว่า.. ธุรกิจเรากำไรจริงๆ กี่ % จากยอดขายทุก 100 บาท.. เงินสดที่มีอยู่ถ้ารายรับหายไปพรุ่งนี้.. จะพอจ่ายค่าใช้จ่ายได้อีกกี่เดือน??.. ตัวเลขที่เห็นในงบมันสมเหตุสมผลหรือเปล่า??
ความรู้ระดับนี้ไม่ต้องเรียน MBA.. อ่านงบตัวสำคัญๆ ให้เป็น เข้าใจ margin เข้าใจเงินสดเข้าออก.. คนทั่วไปตั้งใจศึกษาจริงใช้เวลาไม่นาน.. ส่วนความชำนาญต้องมาจากการอ่านตัวเลขจริงของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง.. เทียบกับมูลค่าของสิ่งที่มันปกป้อง ธุรกิจ.. ความเสี่ยง.. เงินเดือนพนักงาน.. ถือว่าถูกคุ้มค่ามากที่จะเรียนรู้
และที่ abdication มันอันตราย ก็เพราะมันสร้าง single point of failure ขึ้นมา..
ระบบที่การเงินทั้งหมดอยู่ในมือคนเดียว โดยไม่มีใครในองค์กรมีความรู้พอจะ check ได้.. (ไอ้ที่มีพอ ก็อาจจะไม่มีอำนาจพอ) คือระบบที่ error ของคนๆ นั้นจะไม่มีวันถูก detect จนกว่าความผิดพลาดมันจะโตพอที่จะพังออกมาเอง..
⚠️ ย้ำนะครับว่าประเด็นไม่ใช่เรื่องความซื่อสัตย์.. ต่อให้คนดูแลการเงินสุจริต 100% ขยัน 100%.. มนุษย์ทุกคนมี error rate.. การคำนวณต้นทุนผิดเป็น honest mistake ที่เกิดได้กับทุกบริษัท.. ความต่างอยู่ที่บริษัทที่มีคน check จะเจอมันในไตรมาสเดียว.. (ถ้าเป็นระบบของผม เจอใน 1 สัปดาห์หรือเร็วกว่านั้น แล้วแต่ว่าเรื่องอะไร) บริษัทที่ไม่มี.. จะเจอตอนที่มันคูณ volume ไปแล้วหลายเดือน หรือเป็นปีๆ ซึ่งบางทีก็อาจเจอตอนที่จ่ายเงินเดือนไม่ได้…
ใน post ก่อนผมเขียนไว้ว่าให้แยกคนบันทึกตัวเลขออกจากคนได้ประโยชน์จากตัวเลขสวย.. case แบบนี้สอนบทเรียนที่ลึกกว่านั้นอีก.. ต่อให้แยกแล้ว ถ้าคนที่เหลือทั้งบริษัทอ่านตัวเลขไม่เป็นสักคน.. การแยกก็ไม่มีความหมาย.. ระบบตรวจสอบต้องมีมากกว่าหนึ่งคนที่เข้าใจตัวเลข.. และคนที่ตรวจต้องมีทั้งข้อมูล อำนาจ และความเป็นอิสระพอที่จะตั้งคำถามกับคนที่สร้างตัวเลขนั้นได้.. ไม่อย่างนั้นมันก็ยังเป็นคนๆ เดียวตรวจตัวเองอยู่ดี…
⚠️NOTE: เรื่อง oversight.. ไม่ได้แปลว่า CEO ต้องรู้ศัพท์การเงินหมด แต่คือต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้องทันเวลา.. รู้ว่าตัวเลขไหนต้องดู รู้ว่าเบี่ยงเบนคาดเคลื่อนแค่ไหนต้องถาม.. และมีอำนาจให้ตรวจย้อนถึงข้อมูลต้นทางได้
ในชั้นกฎหมาย มีอีกเรื่องที่เจ้าของธุรกิจหลายคนอาจยังไม่รู้.. ถ้าผู้บริหารดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทด้วย.. ตำแหน่งนั้นก็มาพร้อมหน้าที่และความรับผิดตามกฎหมาย ซึ่งไม่สามารถผลักให้ฝ่ายบัญชีหรือ CFO รับแทนทั้งหมดได้… กรรมการมีหน้าที่ใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของบริษัท.. และในบางกรณีก็อาจมีความรับผิดต่อผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ หรือบุคคลภายนอกได้.. ขึ้นอยู่กับการกระทำ.. facts.. และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง… เพราะฉะนั้นคำว่า「ผมไม่รู้เรื่องการเงิน」ไม่ใช่เกราะป้องกันที่ทำให้ความรับผิดจากการละเลยหน้าที่หายไป.. และการเซ็นเอกสารสำคัญโดยไม่เข้าใจสาระของมัน ก็อาจกลายเป็นหลักฐานข้อเท็จจริงในแง่ลบ หากภายหลังต้องพิสูจน์ว่ากรรมการได้ใช้ความระมัดระวังและทำหน้าที่ oversight อย่างเพียงพอแล้วหรือไม่…
ใครเป็นเจ้าของ SME ลองถามตัวเองดูครับ.. คุณตอบได้มั๊ยว่าธุรกิจคุณ margin จริงๆ กี่ %..? ไม่ใช่ตัวเลขที่รู้สึก แต่ตัวเลขที่มาจากบัญชี…
รู้มั๊ยว่าเงินสดที่มีอยู่ ถ้ารายรับหยุดพรุ่งนี้ จะจ่ายค่าใช้จ่ายไปได้อีกกี่เดือน…?
คุณอ่านงบที่สมุห์บัญชีหรือสำนักงานบัญชีส่งมาให้ทุกเดือน.. หรือแค่เซ็นๆ ไป…??
และ.. ถ้าคนที่ดูการเงินให้คุณลาออกพรุ่งนี้.. หรือป่วยยาวหนึ่งเดือน.. คุณจะรู้มั๊ยว่าบริษัทตัวเองยืนอยู่ตรงไหน…??
ถ้าคำตอบส่วนใหญ่คือไม่.. แสดงว่าไม่ได้กำลัง delegate การเงินอยู่.. แต่กำลัง abdicate มันอยู่.. และความเสี่ยง.. ความเปราะบางเชิงโครงสร้างลักษณะแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุก scale และไม่ค่อยโผล่มาให้เห็นจนกว่าสภาพคล่องจะเริ่มมีปัญหา
ผมว่าที่เจอบ่อยสุดใน SME ไทยคือ.. เจ้าของดูหน้าร้าน.. ภรรยาหรือญาติดูเงิน.. หรือโยนให้สำนักงานบัญชีทำส่งภาษีอย่างเดียว.. แล้วไม่มีใครอ่านงบเลยสักคน.. งบกลายเป็นเอกสารที่ทำเพื่อสรรพากร ไม่ใช่เครื่องมือบริหาร.. ธุรกิจแบบนี้เดินได้ปกติทุกวัน แต่อาจจะมีสะดุดวันไหนเข้าจนเดินไม่ได้.. โดยไม่รู้ตัวล่วงหน้า ไม่ได้เตรียมแก้ไขป้องกันเลย
เวลาผมฟัง founder pitch ผมไม่ได้ฟังแค่ story.. แต่ฟัง/สังเกตุว่าเวลาถามเรื่องตัวเลข เค้าตอบเองได้มั๊ย หรือหันไปมองคนอื่นทุกครั้ง.. (body language ก็ด้วย) founder ที่ตอบ margin ตอบ cash position ตอบ unit economics ได้เอง.. คือถึงแม้จะไม่ได้แปลว่าเค้าทำบัญชีเป็น.. แต่อจ่างน้อยแปลว่าเค้ามี oversight อยู่จริง.. ส่วน founder ที่ไม่แตะตัวเลขเลย.. ต่อให้ product ดีแค่ไหน เราก็รู้แล้วว่าความเสี่ยงของบริษัทนี้อยู่ตรงไหน…
⚠️ คือเป็น ..สัญญาณให้ตรวจต่อ.. ยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์เด็ดขาด.. เพราะบางบริษัทแบ่งบทบาทโดย CFO เป็นผู้ตอบตัวเลขเชิงลึก.. การหันไปให้ CFO ตอบไม่ใช่ red flag ในตัวมันเอง.. แต่ถ้า founder ตอบไม่ได้แม้แต่ economics พื้นฐานของธุรกิจตัวเองนั่นคือสัญญาณว่า oversight อาจไม่ได้อยู่กับคนที่กำหนดทิศทางบริษัท⚠️
ฝันใหญ่เข้าไว้เป็นหน้าที่ของ founder.. แต่ตอนที่ความฝันนั้นใช้เงินของบริษัท.. ใช้แรงของพนักงาน.. รับเงินจากผู้ถือหุ้น.. หรือสร้างภาระต่อเจ้าหนี้.. การเข้าใจตัวเลขก็เป็นหน้าที่ๆ ผู้นำจะผลักให้คนอื่นรับแทนทั้งหมดไม่ได้..
อย่างที่บอก CEO ไม่จำเป็นต้องเป็น CFO และไม่จำเป็นต้องทำบัญชีเอง.. แต่ต้องรู้ว่าบริษัทหาเงินจากตรงไหน เสียเงินตรงไหน.. เหลือเงินสดพออีกนานแค่ไหน.. และตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจสมเหตุสมผลหรือเปล่า…
งานการเงิน delegate ได้… แต่ oversight และ accountability จะ abdicate ละทิ้งมันไปไม่ได้…
เพราะสุดท้าย ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ทางการเงินของบริษัทอยู่ที่ผู้นำ ไม่สามารถโอนให้ใครแทนได้…
‼️ ผมไม่ได้เอาคำสัมภาษณ์นี้เพื่อตัดสินว่าใครเป็นต้นเหตุของปัญหา.. เพราะคนนอกไม่มีข้อมูลภายในมากพอ.. แต่ใช้มันเป็นจุดตั้งต้นของคำถามที่เจ้าของธุรกิจทุกคนควรถามตัวเอง…