06/10/2019
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากับความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี
ก่อนหน้าที่จะมีการยกเลิก มาตรา57 ตรี และ มาตรา57 เบญจ นั้น ประเด็นเรื่องความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาในการยื่นแบบแสดงรายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่หลังจากมีการยกเลิกมาตราดังกล่าวทั้ง 2 มาตราไปแล้วนั้น ประเด็นในการพิจารณาเรื่องความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษีนั้นไม่จำเป็นต้องนำมาพิจารณาแล้ว เนื่องจากมีมาตรา57 ฉ เข้ามาบัญญัติไว้แล้วว่าไม่มีการพิจารณาประเด็นนี้อีกแต่ไป แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้มี มาตรา57 ฉ เข้ามาแล้วนั้น ยังมีบางมาตราที่เดิมได้บัญญัติในเรื่องความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษีก็ยังมีการบัญญัติอยู่มิได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงไปตามแต่อย่างใด ยกตัวอย่างเช่น มาตรา42 ทวิ วรรค2 ที่บัญญัติว่า ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายได้ตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง เหตุใดมีการแก้ไขมาตราบางมาตราซึ่งกระทบต่อมาตราอื่นที่เกี่ยวทางกรมสรรพากร ซึ่งเป็นผู้บังคับประมวลรัษฎากรถึงไม่มีการแก้ไขตาม เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์และความเข้าใจถูกต้องตรงกัน
ความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปี(ปีประดิทิน)ภาษีนั้น ความหมายในกรณีนี้คือ ได้มีการจดทะเบียนสมรสอยู่อยู่กินฉันท์สามีภริยาทั้งปี(ปีประดิทิน) ไม่ได้มีการหย่าร้างกันในระหว่างปีภาษี หรือไม่ได้หย่าแต่แยกชีวิตกันอยู่บ้านใครบ้านมัน อย่างนี้จะถือได้ว่าความเป็นสามีภริยามิได้อยู่ตลอดปีภาษี ซึ่งจะมีผลให้การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่สามารถนำมายื่นแบบรวมกันได้ อันเนื่องมาจากความเป็นสามีภริยามิได้อยู่ตลอดปีภาษีนั้นเอง ตามมาตรา57 ตรี(ยกเลิกไปแล้ว) แต่ทั้งนี้ในเรื่องการหักค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42ทวิ การหักค่าใช้จ่ายเงินได้พึงประเมินในมาตรา 40(1) และ (2) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 50 แต่รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท ในวรรคสอง มีการกล่าวไว้ว่า ในกรณีที่สามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ตามมาตรา 40(1) และ (2) และ ความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 50 แต่รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท จะเห็นได้ว่าในมาตรา 42ทวิ วรรคสอง นั้นหมายถึงในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ตามมาตรา 40 (1) และ (2) จะหักค่าใช้จ่ายเหมาในอัตราร้อยละ 50 แต่รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท นั้นความเป็นสามีภริยานั้นต้องมีอยู่ตลอดปีภาษี จึงจะสามารถหักค่าใช้จ่ายเหมาในอัตราดังกล่าวข้างต้นได้ ในส่วนของการหักลดหย่อนตามมาตรา 47 (1)(ข) สามีภริยาของผู้มีเงินได้ นั้น มีแต่ประเด็นเงื่อนว่าต้องเป็นสามีภริยาโดยถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ไม่มีเงื่อนไขเรื่องความเป็นสามีภริยาต้องอยู่ตลอดปีภาษีเข้ามาพิจารณาด้วยเลย จะเห็นว่าทั้ง 2 มาตรานี้ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามในมาตรา 57ฉ ที่บอกว่าในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้แล้วจะยื่นแบบอย่างไรก็ไม่มีการกล่าวถึงเรื่อง ความเป็นสามีภริยาต้องอยู่ตลอดปีภาษีเลย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ในมาตรา 42ทวิ วรรคสองนั้นถึงแม้มีการกล่าวถึง ความเป็นสามีภริยาต้องอยู่ตลอดปีภาษีนั้น แต่มีมาตรา 57ฉ เข้ามายกเว้นไม่ให้นำความเป็นสามีภริยาตลอดปีภาษีเข้ามาพิจารณาเลย กล่าวโดยสรุปว่า ถึงแม้จะมีการสมรสระหว่างปีภาษีก็สามารถนำเงินได้ของสามีหรือเงินได้ของภริยามารวมกันเพื่อยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีได้ ถ้าไม่นำมาตรา 57ฉ มาใช้บังคับ ในกรณีมีการสมรสระหว่างปีภาษีเงินได้ของสามีหรือภริยาไม่สามารถนำมารวมกันเพื่อยื่นแบบแสดงรายการและภาษีได้เลย ต้องยื่นแบบแสดงรายการแบบแยกยื่นของใครของมัน
จะเห็นได้ถ้าอ่านประมวลรัษฎากรแล้วไปพิจารณา มาตรา42ทวิ วรรคสอง อย่างเดียวจะทำให้เราไม่เข้าใจเลยว่ามีมาตรา 57 ฉ เข้ามาเป็นมาตราที่ยกเว้นการบังคับใช้ของมาตรา 42ทวิ วรรคสอง ดังนั้นการอ่านประมวลรัษฎากรต้องมีความเข้าใจและต้องหาข้อมูล เพื่อจะทำให้เรามีเข้าใจมากขึ้นเป็นลำดับ