15/05/2026
ตับ นับว่าเป็นอวัยวะภายในที่ใหญ่ที่สุดภายในร่างกายทำหน้าที่สารพัดอย่างเพื่อให้ร่างกายอยู่ในระบบภาวะปกติ ไม่ว่าจะเป็นการสะสมอาหารและแปรสภาพสารอาหารที่ดูดซึมมาจากลำไส้ ให้กลายเป็นพลังงานเพื่อ ซ่อมแซมอวัยวะส่วนต่าง ๆ
หรือจะเป็นการหลั่งน้ำดีไป ยังลำไส้เพื่อช่วยย่อยสารอาหารประเภทไขมัน และขจัดของเสียที่เป็นพิษผ่านทางปัสสาวะหรืออุจจาระนั้นเองจากความสามารถการทำงานของตับจึงทำให้ถูกขนานนามว่าเป็นอวัยวะที่อึด ถึก ทน มากที่สุด แม้ว่าจะเหลือเนื้อตับดีเพียงเล็กน้อย
แต่ก็สามารถทำงานได้อย่างปกติ นี่เองจึงเป็นสาเหตุสำคัญว่าทำไม มะเร็งตับ ใน ช่วงระยะแรกจึงเงียบสนิทไม่มีอาการ ไม่มีแม้แต่สัญญาณที่จะมาแจ้งเตือนตัวเราเลย
มะเร็งตับ เกิดจากเซลล์ภายในตับที่มีการเจริญแบบ ผิดปกติที่มีการแบ่งตัวมากเกินไปจนกลายเป็นเนื้องอกร้าย
ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคดังกล่าวมาได้จากหลาย ปัจจัย เช่น ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ติดเชื้อไวรัส ตับอักเสบบีและซี หรือผู้ที่มีไขมันพอกตับ เป็นต้น
โดยอาการเริ่มต้นของมะเร็งตับในระยะแรกมักจะไม่แสดงอาการออกมาที่ชัดเจน เพราะตับเป็นอวัยวะที่ทนทานกว่าที่จะส่งสัญญาณก็มักจะมีอาการที่ลุกลามไปมากแล้ว การสังเกตความแตกต่างของอาการในแต่ละระยะ จึงเป็นเรื่องสำคัญ
ระยะเริ่มแรก - ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่หลายคนมักมองข้ามอาการที่เกิดขึ้นจะเป็นเหมือนกับปัญหาสุขภาพทั่วไปทำให้หลายคนไม่ทันระวังตัว ชะล่าใจไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นโรคร้ายแรง โดยอาการที่มักจะพบในช่วงแรกได้แก่มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายแม้จะพักผ่อนเพียงพอเบื่ออาหารทานได้น้อยลงและน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือแน่นท้องรู้สึกอึดอัดบริเวณใต้ชายโครงขวาเป็นต้น
ระยะลุกลาม - เมื่อมะเร็งทำลายหน้าที่ของตับมากขึ้นหรือลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ อาการจะเริ่มแสดงให้เห็น ชัดมากยิ่งขึ้น เช่น ปวดเจ็บบริเวณชายโครงขวาร้าวไปถึงหลังหรือไหล่ , ตัวเหลือง ตาเหลือง , มีอาการบวมที่ขาทั้งสองข้าง และเมื่อคลำจะพบก้อนแข็งที่บริเวณใต้ชายโครงขวา เป็นต้น
ในปัจจุบัน หลายคนยังคงมีความคิดที่เชื่อว่าแค่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็ปลอดภัยจากมะเร็งตับแล้ว แต่ที่จริงแล้วความเชื่อเหล่านั้นไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะผู้ที่ตรวจพบมะเร็งตับจำนวนมากไม่ดื่มแอลกอฮอล์
ซึ่งสาเหตุแท้จริงเกิดจากการที่ตับถูกทำร้ายซ้ำๆ เป็นเวลานานมากเกินไปจาก 4 ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่
1. การดื่มแอลกอฮอล์ที่มากเกินไป - ทำให้เกิดภาวะตับ อักเสบ ซึ่งนำไปสู่โรคตับแข็งที่ทำให้เป็นโรคมะเร็งใน ที่สุด
2. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี - เชื้อไวรัสนี้จะเข้าไปทำลายเซลล์ตับ และมักไม่แสดงอาการจนกว่าโรคจะรุนแรง
3. ภาวะไขมันพอกตับ - อีกหนึ่งภัยเงียบแม้ว่าจะไม่ดื่มแอลกอฮอล์แต่การกินแป้ง น้ำตาล ไขมันสูง ก็ทำให้ไข มันสะสมในตับ ที่นำไปสู่ตับแข็งและมะเร็งตับได้
4. สารพิษอะฟลาทอกซิน - เป็นเชื้อราที่ปนเปื้อนในถั่ว ลิสง พริกแห้ง กระเทียม หรือธัญพืชที่เก็บรักษาไม่ดี
แม้ว่ามะเร็งตับจะเป็นโรคร้ายแรงที่น่ากลัว แต่ข่าวดีคือมะเร็งตับสามารถป้องกันได้ด้วยการตรวจสุขภาพคัดกรองและเฝ้าระวังอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบหรือผู้ที่มีภาวะ ตับแข็ง สามารถตรวจคัดกรองสุขภาพผ่านการตรวจ อัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน หรือการตรวจเลือดเพื่อ วัดระดับอัลฟาฟีโตโปรตีน (AFP) ยิ่งตรวจเจอไวเท่าไร ยิ่งรักษาได้ทันท่วงที
นอกจากที่จะวางแผนสุขภาพให้ดีแล้ว การวางแผนรับมือกับความไม่แน่นอนทางการเงินจากค่ารักษาพยาบาลก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน