15/12/2024
การวางแผนภาษีด้วยการทำประกันชีวิตเป็นวิธีที่ดีในการลดภาระภาษีและเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต ประกันชีวิตที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้มีดังนี้:
1. ประกันชีวิตทั่วไป:
ประเภท: ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life), ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term), และประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment)
สิทธิ์ลดหย่อน: สามารถนำเบี้ยประกันมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปี
เงื่อนไข: กรมธรรม์ต้องมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และต้องทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย
2. ประกันชีวิตแบบบำนาญ:
ประเภท: ประกันชีวิตที่ให้ผลประโยชน์เป็นเงินบำนาญหลังเกษียณอายุ
สิทธิ์ลดหย่อน: สามารถนำเบี้ยประกันมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี
เงื่อนไข: เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
3. ประกันสุขภาพ:
ประเภท: ประกันสุขภาพที่ทำให้ตัวเองและครอบครัว
สิทธิ์ลดหย่อน:
สำหรับตัวเอง: เบี้ยประกันสุขภาพสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 25,000 บาทต่อปี
สำหรับพ่อแม่: เบี้ยประกันสุขภาพที่ทำให้พ่อแม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาทต่อปี
เงื่อนไข: สำหรับพ่อแม่ ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และอาศัยอยู่ในประเทศไทย
สรุป:
ประกันชีวิตทั่วไป: ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปี
ประกันชีวิตแบบบำนาญ: ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาทต่อปี
ประกันสุขภาพ: ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 25,000 บาทต่อปีสำหรับตัวเอง และ 15,000 บาทต่อปีสำหรับพ่อแม่
การเลือกประเภทประกันชีวิตที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดและเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต