29/05/2026
🌍⚖️ สรุปการบรรยาย “Blu Green Token (BLU) — โทเคนดิจิทัลเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นคาร์บอนเครดิตจากป่าชายเลน” แบบโคตรละเอียด (รวมทุกหัวข้อ ไม่ตกหล่นแม้แต่จุดเดียว) รอบวันที่ 26/05/2026
🌍⚖️โครงการโทเคนดิจิทัลนี้คืออะไร?
บริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด (“STCT”) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บริษัท Ditto Thailand ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (“Ditto”) เป็นผู้ออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัล โดยโครงการโทเคนดิจิทัลนี้มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่ป่าชายเลนจำนวน 17,531.04 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ป่าชายเลนใน 15 จังหวัดทั่วประเทศ
โดย STCT มีเป้าหมายในการพัฒนาและอนุรักษ์ป่าชายเลน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ และนำปริมาณคาร์บอนเครดิตที่กักเก็บได้มาจำหน่ายและจัดสรรผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือโทเคนดิจิทัล
ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไปสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมในการลงทุนได้สะดวกยิ่งขึ้น ผู้ออกโทเคนดิจิทัลได้นำป่าชายเลนดังกล่าวพื้นที่รวม 17,531.04 ไร่ มาเป็นสินทรัพย์อ้างอิงในการออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัลภายใต้ชื่อ “BLU” โดยเสนอขายในราคา 1.20 บาท ต่อโทเคน ระดมทุนไม่เกิน 480 ล้านบาท และโครงการมีอายุ 7 ปี
📈🍃 ที่มาโครงการโทเคนดิจิทัล
STCT ได้รับสิทธิในพื้นที่จำนวน 175,196.05 ไร่ ในการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต เป็นระยะเวลา 30 ปี โดย STCT ได้แบ่งพื้นที่จำนวน 17,531.04 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ใน 15 จังหวัด เพื่อนำมาเป็นโครงการอ้างอิงสำหรับการออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัล โดยคาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิตจำนวน 1,079,391 ตัน โดยจะนำคาร์บอนเครดิตจำนวน 4 แสนตัน (tCO₂eq) มาเป็นสินทรัพย์อ้างอิง
ในการออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัลในครั้งนี้ STCT ในฐานะผู้ออกโทเคนดิจิทัลจะระดมทุนไม่เกิน 480 ล้านบาท จำนวน 400 ล้านโทเคน ราคา 1.20 บาทต่อโทเคน อายุโครงการ 7 ปี บน TKX Chain โดยในการระดมทุนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินที่ได้จากการระดมทุนมาใช้ชำระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการอ้างอิงที่ได้มีการชำระไปแล้วบางส่วน ใช้สำหรับชำระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการอ้างอิงตั้งแต่เริ่มโครงการจนจบโครงการโทเคนดิจิทัล และใช้สำหรับชำระค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมโทเคนดิจิทัล
นอกจากนี้ โครงการโทเคนดิจิทัลนี้มีกลไกในการคุ้มครองผู้ถือโทเคนดิจิทัล โดยผู้ถือโทเคนดิจิทัลมีสิทธิในการได้รับชำระผลตอบแทนทบต้นสะสมและเงินลงทุนเริ่มต้น ณ วันสิ้นสุดโครงการโทเคนดิจิทัลในอัตราผลตอบแทน 3% ต่อปี
📊 ถ้าลงทุนแล้วได้อะไร?
✅ กรณีตลาดเอื้ออำนวย (Best Case): ได้รับผลตอบแทนทั้งโครงการเฉลี่ยประมาณ 20.04% ต่อปี
↕️ กรณีฐาน (Base Case): ได้รับผลตอบแทนทั้งโครงการเฉลี่ยประมาณ 10.35% ต่อปี
❎ กรณีแย่ที่สุด: ได้รับผลตอบแทนทั้งโครงการเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี
มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?
ราคาของ “คาร์บอนเครดิต” อาจมีความผันผวน หรือไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์
ป่าชายเลนอาจได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาทิ อุทกภัย พายุ หรือสภาพอากาศที่แย่
สภาวะตลาดคาร์บอนเครดิตที่อาจส่งผลต่อการขายคาร์บอนเครดิตอ้างอิง
ตลาดซื้อขายโทเคนดิจิทัลอาจมีสภาพคล่องในการซื้อขายต่ำ
การเปลี่ยนแปลงของนโยบายและกฎหมายของภาครัฐ
⚠️ คำเตือนสั้น ๆ
การลงทุนในโทเคนดิจิทัลดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการการช่วยโลก แต่ยังได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน แต่อย่างไรก็ดี การลงทุนในโทเคนดิจิทัลดังกล่าวยังมีความเสี่ยงเหมือนการลงทุนอื่น ๆ ดังนั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดและตัดสินใจก่อนการลงทุน
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน โทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง โปรดศึกษา และลงทุนให้เหมาะสมกับ ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
---
🌍⚖️ สรุปการบรรยาย “Blu Green Token” แบบโครตละเอียด (Minute Meeting Style)
1. บริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด หรือ Siam TC Technology Co., Ltd. (“STCT”)คือใคร และ #ที่มาของโครงการโทเคนดิจิทัลเป็นอย่างไร (คุณฐกร รัตนภมลพร — CEO Ditto & Siam TC Technology)
คุณฐกรเริ่มด้วยการอธิบายชัดเจนว่า:
> “STCT เป็นบริษัทย่อยของ Ditto โดยมีสัดส่วนการถือหุ้น 99.99 % ครับ STCT ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยี และการบริการด้านวิศวกรรมเป็นหลักครับ เราทำเกี่ยวกับพวกท้องฟ้าจำลอง พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การจัดแสดง และการก่อสร้างชายฝั่ง ส่งผลให้มีความเกี่ยวเนื่องกับการปลูกป่าชายเลน นอกจากนี้ การปลูกป่าชายเลนยังช่วยลดการก่อสร้างชายฝั่งครับ ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้น”
จากนั้นคุณ ฐกร อธิบายต่อว่า Ditto ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเป็นหลัก โดยในปัจจุบันโลกธุรกิจกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และรุนแรง อย่างไรก็ตาม “สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือเรื่องของธรรมชาติ” ในขณะที่ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
> “ด้วยประสบการณ์ของ STCT ในการดำเนินงานด้านการจัดการปัญหาชายฝั่งและการฟื้นฟูป่าชายเลน บริษัทเล็งเห็นว่าการอนุรักษ์ธรรมชาติไม่เพียงช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังสามารถต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจได้อีกด้วย นอกจากนี้เรามองว่านอกเหนือจากการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ด้านการปลูกป่า บริษัทยังมองเห็นศักยภาพของคาร์บอนเครดิต ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาโครงการนี้ครับ”
คุณฐกรเล่าต่อว่า หลังจากดำเนินธุรกิจด้านคาร์บอนเครดิตมาเป็นระยะเวลา3–4 ปี และเริ่มเห็นว่ากระแสการแปลงสินทรัพย์ต่าง ๆ ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล (Tokenization) กำลังมา จึงได้หารือร่วมกับ Token X ถึงความเป็นไปได้ในการนำคาร์บอนเครดิตมาทำให้อยู่ในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ภายหลังได้รับการยืนยันว่าแนวทางดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ บริษัทจึงพัฒนาโครงการในลักษณะ “ภาพซ้อนสองมิติ” กล่าวคือ เป็นการสร้างคาร์บอนเครดิตจากโครงการป่าชายเลนจริงมาทำให้อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัลบนระบบบล็อกเชน
***
2. รายละเอียดพื้นที่ และเหตุผลในการทำ (คุณฐกร)
คุณฐกรอธิบายรายละเอียดพื้นที่แบบละเอียดมาก:
> “STCT ได้รับสิทธิในการปลูกและดูแลรักษาพื้นที่ป่าชายเลนรวมกว่า 170,000 ไร่ ครับ แต่เราตัดสินใจแบ่งเอามาทำโครงการโทเคนดิจิทัล 17,531.04 ไร่ หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของพื้นที่ทั้งหมด ต้องฉายให้เห็นภาพหน่อยว่าเราได้สิทธิ์ ต้องย้ำว่าได้สิทธิ์ไม่ได้สัมปทาน สิทธิ์ในการปลูกเนี่ยเราได้ 30 ปี ก็คือ 170,000 คูณ 30 ปีครับ แต่เราแบ่งพื้นที่จากพื้นที่ทั้งหมดมาทำโครงการโทเคนดิจิทัล ซึ่งคือ 17,531.04 ไร่ คูณ 7 ปีครับ”
เหตุผลในการทำโครงการโทเคนดิจิทัล (คุณฐกรพูดชัด):
> “ปัจจุบันมีนักลงทุนจำนวนมากให้ความสนใจการลงทุนในคาร์บอนเครดิตตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทดังกล่าวยังมีข้อจำกัดและไม่สามารถเข้าถึงได้โดยง่ายสำหรับนักลงทุนทั่วไป ตามที่ดร.พิรุณได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่าหากมีเงินจำนวน 10,000–20,000 บาท และอยากซื้อคาร์บอนเครดิตอาจจะไม่สามารถซื้อได้โดยง่าย แต่การทำคาร์บอนเครดิตให้อยู่ในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงการลงทุนคาร์บอนเครดิต โดยเปรียบเสมือนการแบ่งสิทธิการลงทุนออกเป็นหน่วยย่อยในลักษณะคล้ายหลักทรัพย์ ทำให้นักลงทุนทั่วไปสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนได้สะดวกและเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น ”
จากนั้นเล่าถึงกระบวนการที่ยาวนาน:
> “การทำโครงการโทเคนดิจิทัลดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่สามารถดำเนินการได้โดยง่าย แต่เป็นโครงการที่ดำเนินงานมาแล้ว 3-4 ปี เพื่อให้โครงการมีความสมบูรณ์แบบที่สุด เนื่องจากมีความซับซ้อนเนื่องจากเป็นการผลสานของ 2 องค์ประกอบเข้าด้วยกัน คือ การทำโครงสร้างโทเคนดิจิทัลิ และกระบวนการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต ซึ่งต่างมีข้อกำหนดและขั้นตอนที่ซับซ้อนในตัวเอง นอกจากนี้ กระบวนการขึ้นทะเบียนโครงการคาร์บอนเครดิตกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ค่อนข้างใช้เวลา โดยเฉพาะในส่วนของพื้นที่โครงการซึ่งมีขนาดรวมกว่า 170,000 ไร่ บริษัทจำเป็นต้องดำเนินการสำรวจและตรวจสอบข้อมูลจุดปลูกในพื้นที่อย่างละเอียดในแต่ละจุดผ่านระบบ GPS วันนี้ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ทาง อบก. ที่มาให้ความรู้ให้กับพวกเราด้วยครับ”
โมเดล Profit Sharing (คุณฐกร):
> “การได้รับสิทธิในการใช้พื้นที่ดำเนินโครงการดังกล่าวไม่ได้อยู่ในรูปแบบการเช่าพื้นที่ แต่มีลักษณะการแบ่งปันผลประโยชน์ (Profit Sharing Model) กล่าวคือ เมื่อโครงการสามารถพัฒนาและรับรองคาร์บอนเครดิต (Verified Carbon Credit) ได้แล้ว บริษัทจะจัดสรรผลประโยชน์ส่วนหนึ่งคืนให้แก่เจ้าของพื้นที่ ซึ่งก็คือกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในสัดส่วน 5% ขณะที่บริษัทจะได้รับสิทธิในคาร์บอนเครดิตส่วนที่เหลือประมาณ 95% นอกจากนี้ เนื่องจากพื้นที่ที่บริษัทได้รับในระยะแรกยังไม่เพียงพอต่อการพัฒนาโครงการ บริษัทจึงได้เปิดโอกาสให้พันธมิตรหรือผู้ร่วมลงทุนมาเข้าร่วมลงทุนกับเราเพิ่ม โดยบริษัทจะจัดสรรคาร์บอนเครดิตบางส่วนเพิ่มเติมให้แก่ผู้ร่วมโครงการดังกล่าวในสัดส่วนประมาณ 5% บริษัทคาดว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์สุทธิจากคาร์บอนเครดิตโดยรวมประมาณ 85–90% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและลักษณะของแต่ละโครงการ”
***
“คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน โทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้”
3. #ข้อมูลโทเคนดิจิทัล และ #กลไกการคุ้มครองผู้ถือโทเคนดิจิทัล (คุณชัยทัด — CFO Ditto & Siam TC Technology)
คุณชัยทัดรับช่วงต่อและลงรายละเอียดตัวเลข:
> “บริษัทตั้งเป้าหมายในการออกโทเคนดิจิทัลโดยมีคาร์บอนเครดิตรองรับจำนวน 400,000 ตัน อย่างไรก็ตาม บริษัทอธิบายว่า หากอ้างอิงตามหลักการคำนวณทั่วไป ปริมาณคาร์บอนเครดิตดังกล่าวอาจใช้พื้นที่ป่าชายเลนเพียงประมาณ 6,000–7,000 ไร่ก็เพียงพอ แต่บริษัทเลือกใช้พื้นที่โครงการถึง 17,531.04 ไร่ เพื่อสร้างความมั่นใจและรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยทางธรรมชาติ ทั้งนี้ บริษัทมองว่าการเติบโตของป่าชายเลนและปริมาณการกักเก็บคาร์บอนเป็นกระบวนการที่ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจอุตสาหกรรมที่สามารถควบคุมกำลังการผลิตได้อย่างชัดเจน ดังนั้น บริษัทจึงกำหนดพื้นที่โครงการมากกว่าความต้องการขั้นต่ำเพื่อเป็นส่วนเผื่อรองรับความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนว่าโครงการจะสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้เพียงพอตามเป้าหมายที่กำหนด บริษัทระบุเพิ่มเติมว่า จากการคำนวณตามศักยภาพของพื้นที่ 17,531 ไร่ คาดว่าจะสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้รวมประมาณ 1 ล้านตัน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 400,000 ตันอย่างมีนัยสำคัญ โดยส่วนต่างดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นปริมาณสำรอง (Buffer) เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของโครงการในระยะยาว”
จำนวนโทเคนและราคา:
> “คาร์บอนเครดิตจำนวน 400,000 ตันเรานำมาแบ่งเป็นหน่วยย่อยจำนวน 400 ล้านโทเคน ราคาเสนอขาย 1.20 บาท ต่อโทเคน ดังนั้น มูลค่าการเสนอขายรวมไม่เกิน 480 ล้านบาท โดยโครงการมีอายุ 7 ปี”
ทำไมต้อง 7 ปี (คุณชัยทัดพูดชัดและย้ำ):
> “บริษัทอธิบายเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่กำหนดอายุโครงการของโทเคนดิจิทัลไว้ที่ 7 ปี ซึ่งยาวนานกว่าตราสารทางการเงินทั่วไป เช่น หุ้นกู้ หรือเครื่องมือการลงทุนอื่นที่มักมีอายุประมาณ 3–5 ปี เนื่องจากลักษณะของโครงการคาร์บอนเครดิตและการปลูกป่าชายเลนจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาในการเติบโตของธรรมชาติ”
กลไกการคุ้มครองผู้ถือโทเคนดิจิทัล (คุณชัยทัดอธิบายปรัชญา):
> “บริษัทอธิบายเพิ่มเติมว่า เพื่อรองรับความเสี่ยงในกรณีที่ราคาคาร์บอนเครดิตหรือผลตอบแทนของโครงการไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ บริษัทได้ออกแบบโครงสร้างโทเคนดิจิทัลที่มีกลไกการคุ้มครองผู้ถือโทเคนดิจิทัลในการให้สิทธิในการได้รับชำระเงินลงทุนเริ่มต้นพร้อมผลตอบแทนทบต้นสะสม 3% ต่อปี เนื่องจากผมอยากได้ผู้ลงทุนที่จริงจังกับเรื่องราคาคาร์บอนเครดิตมากกว่าการคาดหวังผลตอบแทน 3% ต่อปี”
***
“คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน โทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้”
4. Q & P + (คุณวันรบ — )
คุณวันรบรับช่วงและอธิบายแบบละเอียดด้วยภาพจากสไลด์:
> “โทเคนดิจิทัลดังกล่าวมีลักษณะเป็น “Investment Token” ซึ่งตามนิยามถือเป็นเครื่องมือสำหรับการระดมทุนจากผู้ลงทุน โดยเงินที่ได้รับจากการเสนอขายโทเคนดิจิทัลจะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาโครงการปลูกและฟื้นฟูป่าชายเลน โดยบริษัทคาดว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้ประมาณ 400,000 ตัน และจะนำคาร์บอนเครดิตดังกล่าวมาจำหน่าย เพื่อนำรายได้ที่ได้จากการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตดังกล่าวมาคืนผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือโทเคนดิจิทัล”
ภาพสองวงกลม (คุณวันรบอธิบาย):
> “สำหรับตัว Q (Quantity) หรือ จำนวนเครดิตที่มาจากพื้นที่ป่าชายเลนจำนวน 17,531.04 ไร่ โดยขอเริ่มจากวงกลมสีน้ำเงินคือพื้นที่ป่าชายเลนจำนวน 175,196.05 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับสิทธิในการดูแลพื้นที่ป่าชายเลน สำหรับวงกลมสีเขียวเข้มคือพื้นที่ที่แบ่งมาสำหรับทำโครงการโทเคนดิจิทัลจำนวน 17,531.04 ไร่ โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้ประมาณ 400,000 ตัน”
First Right + Buffer หลายชั้น:
> “สำหรับคาร์บอนเครดิตจำนวน 400,000 ตันที่เรานำมาเป็นสินทรัพย์อ้างอิงของโครงการโทเคนดิจิทัลนั้นถือว่ามีปริมาณสำรองกว่า 2 เท่า เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุนในกรณีที่ผลการดำเนินงานจริงอาจไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ ในกรณีที่พื้นที่โครงการดังกล่าวสามารถผลิตคาร์บอนเครดิตได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ บริษัทยังคงมีคาร์บอนเครดิตสำรองจากพื้นที่ป่าชายเลนอื่นที่เหลือมาทดแทนให้กับโครงการโทเคนดิจิทัลได้””
P (ราคา) ยาก (คุณวันรบยอมรับตรง ๆ):
> “ในส่วนของตัว P (Price) หรือ ราคาคาร์บอนเครดิตเป็นองค์ประกอบที่มีความซับซ้อนและประเมินมูลค่าได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากราคาคาร์บอนเครดิตยังไม่มีมาตรฐานอ้างอิงที่แน่นอนและมีความผันผวนตามกลไกตลาด รวมถึงปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานในแต่ละช่วงเวลา ทั้งนี้ ตัวเลขประมาณการที่นำเสนอในหนังสือชี้ชวนเป็นการประเมินตามสมมติฐานและข้อมูลที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น”
จากนั้นอธิบาย Scenario ผลตอบแทน 10.35% (Base Case) และ 20.04% (Best Case)
“คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน โทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้”
***
สาระสำคัญ…สั้นสุด
🌍⚖️ Blu Green Token คือโทเคนดิจิทัลจำนวน 400 ล้านเหรียญ ราคา 1.20 บาท ต่อโทเคน (รวมมูลค่าเสนอขายไม่เกิน 480 ล้านบาท) อายุโครงการ 7 ปี โดยมีคาร์บอนเครดิตจำนวน 400,000 ตันจากป่าชายเลนเป็นสินทรัพย์อ้างอิง จากพื้นที่ป่าชายเลนจำนวน 17,531.04 ไร่ (จากพื้นที่่ป่าชายเลนจำนวน 175,196.05 ไร่)
มีกลไกการคุ้มครองผู้ลงทุนในการได้รับเงินลงทุนเริ่มต้นและผลตอบแทนทบต้นสะสม 3% ต่อปี ณ วันสิ้นสุดโครงการ โดย Ditto หากผู้ออกโทเคนดิจิทัลไม่สามารถจำหน่ายคาร์บอนเครดิตได้
Upside สำหรับกรณีตลาดเอื้ออำนวย (Best Case) ผลตอบแทนทั้งโครงการเฉลี่ยประมาณ 20.04% ต่อปี
โดยโทเคนดิจิทัลนี้พัฒนาด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนที่มีความโปร่งใส
EarthDeFIRE รายงาน 28/05/2026