รอบรู้เรื่องประกัน By P’Ann

รอบรู้เรื่องประกัน By P’Ann ที่ปรึกษาประจำชีวิต … วางแผนมรดก วางแผนสุขภาพ วางแผนเกษียณ วางแผนเพื่อคนที่เรารัก❤️

ตัวแทนประกันชีวิต บริษัท เอไอเอ จำกัด
ที่ปรึกษาทางด้านการเงิน
วางแผนทางด้านการเงินให้กับคุณลูกค้าเพื่อให้ถึงเป้าหมายในทุกช่วงชีวิตตามที่ลูกค้าต้องการ

28/08/2026
49 ปี…ชีวิตยังไม่ทันได้ใช้หมดเลยเราไม่มีทางรู้ว่า …วันไหนจะเป็น “วันสุดท้าย”แต่เราวางแผนได้ว่าถ้าวันนั้นมาถึง…คนที่เรารั...
19/08/2026

49 ปี…ชีวิตยังไม่ทันได้ใช้หมดเลย

เราไม่มีทางรู้ว่า …
วันไหนจะเป็น “วันสุดท้าย”

แต่เราวางแผนได้ว่า
ถ้าวันนั้นมาถึง…คนที่เรารักจะไม่ลำบาก

นี่แหละ…เหตุผลของการมีประกันชีวิต ❤️
#ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวนะคะ

 #เมื่อแม่ป่วยลูกใจแทบขาด‼️ในวันที่การเจ็บป่วยไม่มีสัญญาณบอกล่วงหน้า คุณแม่อยู่สุพรรณบุรี คุณลูกอยู่ชลบุรี การปวดท้องอย่...
19/08/2026

#เมื่อแม่ป่วยลูกใจแทบขาด
‼️ในวันที่การเจ็บป่วยไม่มีสัญญาณบอกล่วงหน้า คุณแม่อยู่สุพรรณบุรี คุณลูกอยู่ชลบุรี การปวดท้องอย่างหนักของคุณแม่ทำให้ลูกสาวกังวลใจ แต่โชคดีที่มีประกัน สามารถเข้าโรงพยาบาลเอกชนรับการรักษาได้อย่างทันท่วงที
#ประกันไม่จำเป็นต้องชอบแต่จำเป็นต้องมี
❤️

 #มีประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายอุ่นใจ #ผ่าตัดริดสีดวง #นอนคืนเดียวกลับบ้านได้ #ค่ารักษาหลักแสน #เหมาจ่าย5ล้าน ❤️
18/08/2026

#มีประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายอุ่นใจ
#ผ่าตัดริดสีดวง
#นอนคืนเดียวกลับบ้านได้
#ค่ารักษาหลักแสน
#เหมาจ่าย5ล้าน
❤️

 #ลูกค้าเด็กน้อยป่วยเฮอร์แปงไจนา (herpangina) เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนหรือช่วงที่โรคติ...
17/08/2026

#ลูกค้าเด็กน้อยป่วย
เฮอร์แปงไจนา (herpangina) เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนหรือช่วงที่โรคติดเชื้อไวรัสแพร่ระบาด แม้ว่าอาการจะดูคล้ายโรคมือ เท้า ปาก แต่โรคนี้มีลักษณะเฉพาะที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรใส่ใจและระมัดระวัง บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจโรคเฮอร์แปงไจนาในแง่มุมต่าง ๆ ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การป้องกัน และการรักษา

โรคเฮอร์แปงไจนา (herpangina) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก เกิดจากไวรัสกลุ่มเอ็นเทอโรไวรัส (enterovirus) ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในสถานที่ที่มีเด็กอยู่ร่วมกัน เช่น โรงเรียน ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก หรือสนามเด็กเล่น

📍ลักษณะเด่นของโรคเฮอร์แปงไจนาคือการเกิดแผลพุพองในบริเวณช่องปากและลำคอ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บคอรุนแรงและกลืนอาหารได้ลำบาก โรคเฮอร์แปงไจนามีความคล้ายคลึงกับโรคมือ เท้า ปาก เนื่องจากทั้งสองโรคเกิดจากไวรัสในกลุ่มเดียวกัน แต่มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน เช่น โรคเฮอร์แปงไจนามีแผลพุพองเฉพาะในลำคอ ขณะที่โรคมือ เท้า ปาก จะมีตุ่มน้ำใสบนมือ เท้า และรอบปากร่วมด้วย

โรคนี้ไม่ได้ร้ายแรงสำหรับเด็กส่วนใหญ่ แต่หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้

📍สาเหตุของ โรคเฮอร์แปงไจนา

ไวรัสกลุ่มเอ็นเทอโรไวรัส เป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ
การติดต่อทางการสัมผัส ผ่านทางละอองฝอยจากการไอหรือจาม รวมถึงการสัมผัสของเล่นหรือพื้นผิวที่มีเชื้อไวรัส
สุขอนามัยที่ไม่เหมาะสม เช่น การล้างมือไม่สะอาด หรือการใช้ภาชนะร่วมกับผู้ติดเชื้อ

📍อาการของโรคเฮอร์แปงไจนา เป็นอย่างไร

แผลพุพองขนาดเล็กในลำคอและเพดานปาก เจ็บคออย่างรุนแรง ทำให้กลืนอาหารและน้ำได้ลำบาก เบื่ออาหาร ร้องไห้งอแง (ในเด็กเล็ก) อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วยในบางกรณี หากพบว่าลูกมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที

📍โรคเฮอร์แปงไจนา ติดต่อได้อย่างไร ?

โรคเฮอร์แปงไจนาสามารถติดต่อได้ง่ายผ่าน: ละอองฝอย การไอหรือจามของผู้ติดเชื้อ การสัมผัสโดยตรง กับน้ำลาย น้ำมูก หรือของเล่นที่มีเชื้อไวรัส
การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม เช่น พื้นผิวหรือของใช้ส่วนตัว
การติดต่อรวดเร็วและง่ายดาย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันเพียงพอ

📍โรคมือ เท้า ปาก VS เฮอร์แปงไจนา แตกต่างกันอย่างไร ?

โรคมือ เท้า ปาก และโรคเฮอร์แปงไจนา เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอ็นเทอโรไวรัส (enterovirus) และพบได้บ่อยในเด็กเล็ก ทั้งสองโรคมีลักษณะอาการที่ใกล้เคียงกัน แต่ยังมีความแตกต่างสำคัญที่ช่วยให้สามารถแยกแยะได้ ดังนี้

📍อาการเด่นของโรค

โรคมือ เท้า ปาก
ผื่นหรือตุ่มน้ำใสเกิดขึ้นที่ มือ เท้า และรอบปาก
อาจมีแผลในปากที่ทำให้เจ็บและกลืนลำบากร่วมด้วย

โรคเฮอร์แปงไจนา
มีแผลพุพองขนาดเล็กใน ลำคอและเพดานปาก
อาการเจ็บคอรุนแรงจนทำให้กลืนอาหารหรือน้ำลำบาก
บริเวณที่เกิดผื่นและแผล

โรคมือ เท้า ปาก ผื่นจะเกิดในบริเวณผิวหนัง เช่น มือ ฝ่าเท้า และรอบปาก รวมถึงภายในช่องปาก
โรคเฮอร์แปงไจนา แผลพุพองจะจำกัดอยู่ในบริเวณลำคอและช่องปากเท่านั้น
การป้องกันโรคเฮอร์แปงไจนา
โรคเฮอร์แปงไจนาเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายในเด็กเล็ก โดยเฉพาะในสถานที่ที่เด็กอยู่รวมกัน การป้องกันโรคนี้เน้นการรักษาสุขอนามัยและหลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อไวรัส วิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่

1. ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ

สอนเด็กให้ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ หรือหลังเล่นของเล่น
ใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือในกรณีที่ไม่มีน้ำและสบู่ อย่างไรก็ตาม แอลกอฮอล์ไม่สามารถทำลายเชื้อไวรัสที่ก่อโรคมือเท้าปากหรือเฮอร์แปงไจนาได้

2. รักษาความสะอาดของของใช้ส่วนตัว

หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะ อุปกรณ์รับประทานอาหาร หรือของเล่นร่วมกับผู้อื่น
ซักล้างเสื้อผ้าและเครื่องนอนของเด็กเป็นประจำ

3. ทำความสะอาดสิ่งแวดล้อม

เช็ดทำความสะอาดพื้นผิวที่เด็กสัมผัสบ่อย เช่น ของเล่น โต๊ะ หรือที่จับประตู ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
หมั่นระบายอากาศในห้องเรียนหรือห้องเด็กเล่นเพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค

4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย

หากพบว่ามีเด็กหรือคนในครอบครัวติดเชื้อ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด เช่น การกอด หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน
ควรให้ผู้ป่วยหยุดเรียนหรือพักผ่อนที่บ้านจนกว่าจะหายสนิท

5. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

ให้เด็กได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่
ส่งเสริมการออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

6. ติดตามข่าวสารการระบาด

ผู้ปกครองควรติดตามข้อมูลเกี่ยวกับการระบาดของโรคในพื้นที่และหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูง

โรคเฮอร์แปงไจนาเป็นโรคที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรใส่ใจ เนื่องจากสามารถแพร่กระจายได้ง่ายในเด็ก โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลที่ไวรัสระบาด การป้องกันและการดูแลสุขภาพของเด็กอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้ได้ หากสงสัยว่าลูกติดเชื้อ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมทันที

Cr : Rama channel
#อุ่นใจมีประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย
❤️

😅
16/08/2026

😅

ทำประกันปุ๊บคุ้มครองปั๊บ อีนั่นคือ ประกันรถครับแม่

ถ้าจะประกันกี ต้องพ้นระยะรอคอยก่อน จึงจะแคมได้

”ครบ 7วัน หรือ 100วัน อันนี้แล้วแต่พระ“

ทำประกันปุ๊บ เดินสับสับ ไปตรวจสุขภาพปั๊บ

นางกรี๊ดลั่น เพราะเจอเนื้องอกฉ่ำ

แล้วจะมา เบิกประกันทันทีให้ได้ … ใครบอกพวกแก

ตรวจสุขภาพต้องดูสิ่งนี้ด้วยนะคะ🫶
16/08/2026

ตรวจสุขภาพต้องดูสิ่งนี้ด้วยนะคะ🫶

อย่าตรวจแค่น้ำตาลกับไขมัน! วัย 40+ ต้องตรวจอะไรบ้าง เช็กเลย!

พออายุเข้า 40 หลายคนเริ่มมีแพ็กเกจตรวจสุขภาพประจำปีแล้วครับ แต่สิ่งที่ผมเจอบ่อยมากคือ ดูอยู่ไม่กี่ตัว
น้ำตาลปกติ
ไขมันไม่แดง
ค่าตับไม่สูง
แล้วก็สรุปว่า
“โอเค สุขภาพดี”
จริง ๆ ยังเร็วไปครับ
เพราะโรคหลายอย่างในวัย 40+ ไม่ได้เริ่มด้วยอาการ และบางเรื่องก็ไม่ได้โผล่มาในค่าน้ำตาลกับคอเลสเตอรอลด้วย การตรวจสุขภาพจึงไม่ใช่แข่งกันว่าใครเจาะเลือดได้เยอะที่สุด แต่คือ ตรวจให้ตรงกับอายุ เพศ ประวัติครอบครัว และความเสี่ยงของเรา เพื่อจับสิ่งที่ยังไม่แสดงอาการให้ทันครับ
ถ้าเป็นวัย 40+ ผมอยากให้เช็กอย่างน้อยเรื่องพวกนี้ครับ

1️⃣ ความดันโลหิต — อย่ารอให้ปวดหัวแล้วค่อยวัด
ความดันสูงเป็นตัวที่เงียบมากครับ
บางคนเดินทำงานปกติ
กินข้าวอร่อย
ไม่มีเวียนหัว
แต่ความดัน 150–160 มาหลายปีแล้วก็มี
ปัญหาคือความดันสูงเรื้อรังค่อย ๆ เพิ่มภาระให้ทั้ง หัวใจ สมอง ไต และหลอดเลือด
ดังนั้นเวลาตรวจสุขภาพ อย่าเดินมาจากลานจอดรถแล้ววัดปุ๊บครั้งเดียวแล้วจบครับ
ถ้าค่าสูง ควรนั่งพักให้สงบ วัดซ้ำ และในบางคนการวัดที่บ้านหลายวันจะช่วยให้เห็นค่าจริงมากกว่า
ผมมองความดันเป็นเหมือน ไฟเตือนหน้าปัดรถ
ไม่ได้เจ็บ ไม่ได้แปลว่าเครื่องข้างในไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ

2️⃣ น้ำตาลต้องดูมากกว่าค่า Fasting — HbA1c ช่วยเห็นย้อนหลัง
ตรวจน้ำตาลตอนเช้าได้ 95 แล้วโล่งใจได้ระดับหนึ่งครับ
แต่ยังอยากดู HbA1c ร่วมด้วย โดยเฉพาะคนที่มีพุง น้ำหนักเกิน มีประวัติเบาหวานในครอบครัว หรือเคยมีน้ำตาลก้ำกึ่ง
เพราะ Fasting glucose เป็นแค่ภาพช่วงท้องว่าง
บางคนตอนเช้า 95
แต่หลังข้าวกลางวัน 160
หลังมื้อเย็น 170
ทำแบบนี้ทุกวัน HbA1c ก็ขึ้นได้ครับ
ดังนั้นวัย 40+ อย่าถามแค่ว่า
“น้ำตาลเช้าเท่าไหร่?”
ลองดูด้วยว่า
“ภาพรวมน้ำตาลช่วงหลายเดือนเป็นยังไง?”
ถ้าค่าไม่เข้ากัน เช่น Fasting สวยมากแต่ HbA1c สูงผิดคาด ก็อาจต้องดูน้ำตาลหลังอาหารหรือปัจจัยที่ทำให้ HbA1c คลาดเคลื่อนเพิ่มครับ

3️⃣ ไขมันอย่าดูแค่ Total Cholesterol — เปิดดู LDL, HDL และ Triglyceride ด้วย
เวลาผมดูผลไขมัน ผมไม่ค่อยพอใจกับคำว่า
“คอเลสเตอรอลรวมปกติครับ”
ผมอยากเปิดข้างในดูด้วยว่า
LDL เท่าไหร่
HDL เท่าไหร่
Triglyceride เท่าไหร่
เพราะแต่ละตัวบอกคนละเรื่องครับ
โดยเฉพาะ LDL ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือด ส่วน Triglyceride มักไปด้วยกันกับพุง น้ำตาลสูง การดื้ออินซูลิน และไขมันพอกตับ
ปัจจุบันการประเมินความเสี่ยงหัวใจในวัยกลางคนก็ไม่ได้ดู LDL ตัวเดียว แต่เอาอายุ ความดัน เบาหวาน การสูบบุหรี่ และปัจจัยอื่นมารวมกันด้วยครับ
ส่วนคนที่มีประวัติครอบครัวหัวใจขาดเลือดหรือ Stroke ตั้งแต่อายุน้อย หรือ LDL สูงผิดปกติ อาจมีเหตุให้ประเมินเพิ่ม เช่น Lp(a) หรือ ApoB ตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกคนทุกปีครับ

4️⃣ ค่าไต — อย่าดูแค่ Creatinine ตัวเดียว
ไตเป็นอีกอวัยวะที่ผมห่วง เพราะช่วงแรกสามารถมีปัญหาได้โดยที่ยังไม่มีอาการ
ผลตรวจทั่วไปมักมี
Creatinine
และ eGFR
eGFR ช่วยประเมินคร่าว ๆ ว่าไตกรองเลือดได้ดีแค่ไหน
แต่โดยเฉพาะคนที่เป็น เบาหวานหรือความดันสูง ผมอยากนึกถึงปัสสาวะด้วย เช่นการตรวจ อัลบูมินรั่วในปัสสาวะ
เพราะบางคน Creatinine ยังดูดี
eGFR ยังไม่ได้ตกชัด
แต่เริ่มมีโปรตีนรั่วออกมาก่อนแล้ว
ไตนี่เหมือนเครื่องกรองน้ำครับ
เราอย่ารอให้น้ำไม่ไหลแล้วค่อยตรวจว่าไส้กรองพังหรือยัง

5️⃣ ตับ — AST/ALT ปกติ ยังไม่ได้แปลว่าไม่มีไขมันพอกตับ
อันนี้เป็นเรื่องที่คนวัย 40+ เจอเยอะขึ้นครับ
ตรวจ AST, ALT แล้วไม่แดง
ก็คิดว่าตับสะอาด
แต่คนที่มี
พุง
เบาหวาน
Triglyceride สูง
น้ำหนักเกิน
หรือ metabolic syndrome
สามารถมี ไขมันพอกตับทั้งที่ค่าตับยังอยู่ในช่วงปกติ ได้
ดังนั้นอย่าดูค่าตับแยกจากรูปร่างและเมตาบอลิกครับ
ถ้ามีความเสี่ยง อาจต้องประเมินเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น อัลตราซาวนด์ หรือประเมินความเสี่ยงพังผืด
เป้าหมายไม่ใช่แค่
“AST ไม่แดง”
แต่คือรู้ว่า ตับกำลังเก็บไขมันหรือเริ่มมีพังผืดหรือยัง

6️⃣ CBC หรือความสมบูรณ์ของเลือด — เลือดจางก็ไม่ได้มีแค่หน้าซีด
CBC เป็นการตรวจพื้นฐานที่ให้ข้อมูลหลายอย่างครับ เช่น
ฮีโมโกลบิน
เม็ดเลือดแดง
เม็ดเลือดขาว
เกล็ดเลือด
บางคนบอกว่าเหนื่อยง่าย ใจสั่น ขึ้นบันไดแล้วหมดแรง ก็อาจมีภาวะเลือดจางอยู่
และถ้าพบเลือดจางในวัย 40+ ผมไม่อยากให้จบแค่ว่า
“กินธาตุเหล็กไปก่อน”
ต้องดูว่าขาดจริงไหม และเสียเลือดจากไหนหรือเปล่า
โดยเฉพาะถ้ามีประจำเดือนมาก อุจจาระดำ ถ่ายเป็นเลือด หรือมีอาการทางลำไส้ร่วมด้วย ต้องหาสาเหตุครับ

7️⃣ ไทรอยด์ — ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกคน แต่ถ้ามีอาการควรนึกถึง
คนวัย 40+ โดยเฉพาะผู้หญิงบางคนเริ่มมีอาการ
น้ำหนักขึ้น
หนาวง่าย
ท้องผูก
ผิวแห้ง
เหนื่อย
ใจสั่น
นอนไม่ดี
ประจำเดือนเปลี่ยน
แล้วโยนทุกอย่างให้คำว่า
“แก่ขึ้นแล้ว”
บางครั้งมีเรื่องไทรอยด์อยู่ด้วยครับ
การตรวจ TSH และอาจดู Free T4 ตามสถานการณ์ช่วยประเมินได้
แต่ไม่ได้หมายความว่าคน 40+ ทุกคนต้องตรวจไทรอยด์ทุกปีนะครับ
ผมจะให้น้ำหนักมากขึ้นถ้ามีอาการ มีคอพอก มีประวัติไทรอยด์ หรือมีเหตุให้สงสัย

8️⃣ มะเร็งลำไส้ — อายุเข้า 40 กว่าแล้วต้องเริ่มคิดเรื่อง Screening
เรื่องนี้ผมอยากให้คนวัยกลางคนเริ่มคุยกันครับ
มะเร็งลำไส้ระยะแรกสามารถไม่มีอาการเลย
ไม่ปวดท้อง
ไม่ถ่ายเป็นเลือด
กินได้ปกติ
แต่มีติ่งเนื้ออยู่ในลำไส้แล้วก็ได้
การคัดกรองจึงมีประโยชน์ตรงที่ไม่ได้รอให้มีอาการก่อน และติ่งเนื้อบางชนิดสามารถตรวจพบและเอาออกก่อนพัฒนาไปเป็นมะเร็งได้ การคัดกรองมะเร็งลำไส้เป็นหนึ่งใน preventive screening ที่แนะนำในวัยกลางคนตามช่วงอายุและระดับความเสี่ยงครับ
วิธีตรวจมีหลายแบบ ตั้งแต่ตรวจเลือดแฝงในอุจจาระ ไปจนถึงการส่องกล้อง
คนที่มีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นมะเร็งลำไส้ โดยเฉพาะเป็นตั้งแต่อายุน้อย ยิ่งต้องบอกแพทย์ เพราะอาจต้องเริ่มตรวจเร็วกว่าคนทั่วไปครับ

9️⃣ ผู้หญิงอย่าลืมเต้านมและปากมดลูก
วัย 40+ ของผู้หญิงไม่ได้มีแค่ตรวจเลือดครับ
เรื่อง มะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก ต้องอยู่ในรายการด้วย เพราะเป็นโรคที่การคัดกรองมีบทบาทสำคัญ และรูปแบบการตรวจจะขึ้นกับอายุ ประวัติ และผลตรวจครั้งก่อนครับ
เต้านมอาจมีการใช้ mammogram ตามช่วงอายุและความเสี่ยง
ส่วนปากมดลูก ปัจจุบันมีทั้ง Pap test และการตรวจ HPV ขึ้นกับวิธีที่ใช้
ตรงนี้อย่ารอว่า
“ไม่มีก้อน ไม่ตกเลือด ก็ยังไม่ตรวจ”
เพราะคำว่า screening หมายถึงตรวจตอนยังไม่มีอาการนี่แหละครับ

แล้ววัย 40+ ต้องตรวจทุกอย่างนี้ทุกปีไหม?
ไม่ครับ
อันนี้สำคัญมาก
ตรวจสุขภาพไม่ได้แปลว่า
“เอาทุกเมนูในห้องแล็บมาติ๊กให้หมด”
บางอย่างควรติดตามบ่อย เช่น ความดันในคนที่ค่าสูง
บางอย่างอาจตรวจเป็นช่วงตามความเสี่ยง เช่น ไขมัน ซึ่งในผู้ใหญ่สุขภาพดีและความเสี่ยงต่ำไม่จำเป็นต้องตรวจถี่ทุกปีเสมอไป
และบางอย่างตรวจเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงหรืออาการ
ผมชอบให้ใช้สูตรนี้มากกว่า
• อายุเท่าไหร่
• เพศอะไร
• รอบเอวและน้ำหนักเป็นอย่างไร
• สูบบุหรี่ไหม
• มีเบาหวานหรือความดันหรือยัง
• ครอบครัวมีใครเป็นหัวใจ Stroke หรือมะเร็งตั้งแต่อายุน้อยหรือไม่
• ผลตรวจปีที่แล้วมีอะไรเริ่มผิดปกติ
แล้วค่อยจัดว่า ปีนี้อะไรควรตรวจ
แบบนี้มีประโยชน์กว่าซื้อแพ็กเกจใหญ่ที่สุดเพราะเห็นว่าตรวจ 47 รายการครับ

พอวัย 40+ ผมไม่อยากให้เปิดผลตรวจแล้วดูแค่
ค่าน้ำตาล คอเลสเตอรอล แล้วจบ
ลองมองให้ครบทั้ง ความดัน น้ำตาลระยะยาว ไขมัน ไต ตับ เม็ดเลือด และเมื่อถึงวัยหรือมีความเสี่ยง ก็ต้องคิดถึง การคัดกรองมะเร็งที่เหมาะกับตัวเอง ด้วย
เพราะสุขภาพวัยนี้เหมือนรถที่เริ่มวิ่งมาหลายหมื่นกิโลครับ
เราไม่ต้องรื้อเครื่องทุกปี
แต่ก็ไม่ควรเช็กแค่น้ำมันเครื่องแล้วบอกว่า
“ทุกอย่างปกติดี”
ตรวจให้ถูกเรื่อง
ตรวจในเวลาที่เหมาะ
แล้วเอาผลไปใช้ปรับชีวิตจริง
แบบนี้การตรวจสุขภาพถึงจะคุ้มครับ
ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ

ที่อยู่

Chon Buri
20000

เบอร์โทรศัพท์

+66863200523

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ รอบรู้เรื่องประกัน By P’Annผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง รอบรู้เรื่องประกัน By P’Ann:

ทางลัด

แชร์