24/10/2016
เปลี่ยนความคิด...ชีวิตไม่เปลี่ยน!!!
โลกสอนให้เราเปลี่ยนความคิด
บอกว่า เปลี่ยนความคิดแล้วชีวิตจะเปลี่ยน
แต่ในความเป็นจริงพบว่า
หลายครั้งที่เราเปลี่ยนความคิดแล้ว
แต่ชีวิตของเราก็ยังย่ำอยู่กับที่เหมือนเดิม
เรารู้แล้วว่าเราควรทำอะไร
แต่เราก็ยังควบคุมตัวเองให้ทำสิ่งที่ควรทำไม่ได้
เหมือนคนคิดดีแต่ทำดีไม่ได้
พูดง่ายๆ ว่า "คิดอย่างทำอีกอย่าง"
คล้ายๆ เวลาที่เราอ่านหนังสือ แล้วเข้าใจว่าต้องทำอย่างไร
ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำได้ตามที่หนังสือบอก
เช่นเรารู้ว่าโกรธไม่ดี แต่เราก็ยังโกรธ
เรารู้ว่าควรจะเงียบแต่เราก็ยังพูด
รู้ว่าไม่ควรรักแต่ก็ยังรัก รู้ว่าไม่ควรเสียใจแต่ก็ยังเสียใจ
รู้ว่าควรปล่อยวางแต่ก็ยังยึดติดอย่างนี้เป็นต้น
เห็นได้ว่า กระบวนการของความคิด
มีอย่างอื่นแทรกแซงอยู่เสมอ
ความคิดไม่ได้เป็นอิสระ
ไม่ได้มีอานุภาพอยู่เหนือทุกสิ่งเหมือนที่หลายคนเข้าใจกัน
เมื่อเปลี่ยนความคิดชีวิตไม่เปลี่ยน
แล้วเราต้องเปลี่ยนที่อะไร...
โลกสอนให้เราเปลี่ยนความคิด
แต่พระพุทธเจ้าสอนให้เราเปลี่ยนที่จิต
เปลี่ยนโดยอาศัยกระบวนการของจิตที่เข้าไปรู้ทันความคิด
การรู้ทันความคิดในที่นี้หมายถึง
รู้ตัวอยู่เสมอว่าเรากำลังคิดอะไร
ชอบก็รู้ว่าชอบ ไม่ชอบก็รู้ว่าไม่ชอบ
ความคิดไหลไปก็รู้
ความคิดสงบนิ่งก็รู้
รู้ไปตามสภาพความเป็นจริงของความคิดโดดยไม่มีการบังคับ
นี่เรียกว่า รู้ความคิด
แน่นอนว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธอำนาจของความคิด
เพียงแต่พระองค์ตระหนักดีว่า
การเปลี่ยนความคิดนั้นเป็นทางอ้อม ทำได้ช้า
แต่การเปลี่ยนเข้าไปที่จิตนั้นเป็นทางตรง
และทำได้เร็วกว่า
ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงย้ำอยู่เสมอว่า
ความรู้ของพระองค์
จะอาศัยความคิดเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้
ทุกสิ่งจำเป็นต้องฝึกฝนลงไปในขั้นจิต
ไม่สามารถใช้สุตมยปัญญา หรือปัญญาเกิดจากการฟัง
ไม่สามารถใช้จินตามยปัญญา หรือปัญญาเกิดจากการคิด
แต่ต้องใช้ภาวนามยปัญญา
หรือปัญญาเกิดจากฝึกฝนทางจิต
จึงสามารถเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ได้
จิตเป็นนาย ความคิดเป็นบ่าว ส่วนร่างกายเป็นทาส
ถ้าเราควบคุมเจ้านายใหญ่ได้
ถึงตอนนั้นเราจะเป็นผู้ใช้ความคิดโดยไม่ถูกความคิดเล่นงาน
“ใช้ความคิด แต่ไม่ถูกความคิดใช้”
คือเคล็ดลับของความสำเร็จ
และยังเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า
ทำไมเราจึงสมควรพาตนเองเข้าสู่วิถีแห่งการพัฒนาจิต
"เปลี่ยนที่ความคิดเหมือนขี่เต่า
แต่เปลี่ยนที่จิตเราเหมือนขี่มังกร"