19/06/2021
#เคลมสินไหมมรณะกรรมลูกค้า
#ได้ทิ้งเงินประกันให้ครอบครัวทั้งสิ้น 448,752 บาท
เคสนี้ขอเล่าหน่อยละกันเพราะเป็นลูกค้าที่ดูแลกันมาตั้งแต่เริ่มเป็นตัวแทนปี 2553 (11 ปี) พ่อจารึก คนนี้เป็นเรื่องเล่าที่ทุกครั้งได้เล่าความประทับใจในการได้ลูกค้าต้องเล่าเคสนี้เพราะ เจอพ่อที่บูธในโรงพยาบาลแมคคอมิค ที่กำลังมากับภรรยา เจอแค่เวลาสั้นๆที่ได้เบอร์ติดต่อมา หลังจากนั้นก็ตามกระบวนการ โทรนัดหมายเพื่อเข้าพบ!! แต่!! ประเด็นอยู่ตรงนี้ … พ่อจารึกเมื่อรับสายตั้งแต่ครั้งแรก พ่อได้พูดตอบกลับมาในสายว่า “ไอ่เหี้ย!! กูไม่ว่าง@฿฿@&฿ #^€” และกดตัดสายไป ตกใจนะ !! ในฐานะตัวแทนใหม่ ผมด้วยความคิดบวก ก็เว้นระยะแล้วโทรกลับไป “ไอ่สัส!!! กูไม่ว่าง&฿@^ #€€” วางสายใส่ จนรู้สึกอยากท้าทาย เลยโทรไปอีกวัน “กูไม่ว่าง อยากรู้กูว่างวันไหน มึงก็โทรมาทุกวันละกัน@฿฿¥ #%” ได้ๆๆๆๆ ท้าทายพีทสะแล้ว
หลังจากนั้น ผมก็โทรหาพ่อจารึกทุกวัน 11 โมง เว้นให้ 1 วันคือวันอาทิตย์ให้พ่อได้คิดถึง แต่ก็โดนด่ากลับมาทุกครั้งและแทบไม่เคยได้เอ่ยปาก เพราะโดนด่าแล้วถูกตัดสายตลอด … รู้มั้ยโทรแบบนี้ทุกวันเป็นเวลา 1 ปี ย้ำ!! 1 ปี
จนวันหนึ่งโทรไปวันเสาร์แต่แปลกปลายสายเป็นเสียงผู้หญิงรับคือคุณแม่(ภรรยาพ่อจารึก) และเป็นครั้งแรกที่ได้คุยกับแม่ แม่ทักปลายสายว่า “อ่าวพีทว่าไง สบายดีไหม เป็นไงบ้าง” เหมือนรู้จักผมอย่างดีทั้งที่ไม่ได้เคยคุยกัน งง สิครับ!! สรุปคือที่แม่รับเพราะ พ่อจารึกเมา!! และที่ตกใจคือ แม่เข้าใจไปนานแล้วว่าพ่อได้ทำประกันกับผมไปแล้วเพราะ พ่อจารึกเล่าถึงผมให้แม่ฟังตลอด แต่จริงๆแล้วยังไม่ได้เจอกันหลังจากที่บูธวันนั้นเลยสักครั้ง แม่ตกใจมากจึงนัดให้เข้าไปทำประกันให้พ่อทันที….และเราก็ดูแลกันมาตลอดจนมีกรมธรรม์เพิ่มเรื่อยๆ….
ผมในฐานะตัวแทนคนหนึ่งที่นอกจากดูแลกรมธรรม์ ผมกับครอบครัวกัลยาวงศ์ ยังดูแลกันเหมือนครอบครัวที่ทุกครั้ง พ่อต้องบังคับให้ผมเรียกว่า พ่อ แม่ เรียกผมว่าลูก ถามสารทุกข์สุขดิบ จนบางครั้งอยากให้มาเป็นลูกจริงๆ ผมได้รู้ปัญหาหลายอย่างจากพ่อที่คอยปรึกษากัน เราได้แลกเปลี่ยนให้การปรึกษา และเป็น safe zone ให้กันตลอดมา พ่อจารึกเป็นคนเก่ง เป็นคนตรง แต่ปากร้ายมาก แทบจะไม่เคยครั้งไหนที่คุยกันแล้วไม่ได้คำด่า ซึ่งรู้ตอนหลังพ่อเป็นคนแบบนั้นแต่ใจดีมาก ซึ่งถ้าใครใจไม่แข็งพอคงหนีหายกันไปหมด แต่จนบางครั้งผมก็งอลไม่รับสาย และบอกไปว่าถ้าจะพูดไม่ดีก็จะไม่คุย พ่อก็โทรมาขอโทษ ผมก็ขอโทษไป เป็นไม้เบื่อไม้เมากันตลอด ย้อนหลังไป 1 ปี พ่อคงเครียดและเจอภาวะหลายอย่าง จนพ่อได้เลือกทางออกด้วยตัวของพ่อเองแล้ว ผมและครอบครัวพ่อเคารพการตัดสินใจนั้น แม้ว่าจะเสียใจและใจหายมากๆเหมือนกัน
11 ปีที่เห็นกันมาวันหนึ่งก็ต้องจากกันเหลือไว้แต่ความทรงจำจริงๆ มันคงถึงวัยที่ผมคงต้องเจอการจากลาอยู่เรื่อยไป ผมในฐานะตัวแทนคนหนึ่งดีใจที่ได้ดูแลกรมธรรม์จนสิ้นสุดถึงวันที่ต้องบริการกรมธรรม์ครั้งสุดท้ายคือส่งมอบทุนประกันที่พ่อได้ทำไว้ แต่มันคงไม่จบกับคนที่เหลือ เงิน 4 แสนไม่ได้ช่วยให้ใครรวยขึ้นแต่อย่างน้อยก็ช่วยให้คนที่ยังอยู่ได้ตั้งตัวสักพัก และคงได้ดูแลกรมธรรม์ที่แม่จะตัดสินใจทำเหมือนพ่อจารึกต่อไป ….
#กรมธรรม์ที่ทำไว้วันหนึ่งมันจะมีค่าสำหรับบางเรื่องราวที่เกิดขึ้น #มีน้อยดีกว่าไม่มี #พีทนักขายกระดาษ
15 มิถุนายน 2564