30/05/2022
อันตรายเริ่มเข้ามาใกล้แล้วนะครับ ดูแลตัวเองกันด้วยนะครับ
สธ.พบ ป่วย ‘ฝีดาษลิง’ 1 ราย มาต่อเครื่องที่ไทย 2 ชั่วโมงก่อนไปออสเตรเลีย ติดตามผู้โดยสาร-ลูกเรือ 12 คน สัมผัสใกล้ชิด ยังไม่มีใครมีอาการ ไม่ต้องกักตัว
วันที่ 30 พ.ค.65 นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค แถลงรายงานสถานการณ์โรค ‘ฝีดาษวานร’ หรือ ‘ฝีดาษลิง’ (Monkeypox) ในประเทศไทย ว่าโรคฝีดาษลิงทั่วโลก ข้อมูล ณ วันที่ 29 พ.ค.65 พบผู้ป่วยใน 32 ประเทศ มีผู้ป่วยยืนยัน 406 ราย ผู้ป่วยสงสัย 88 ราย เช่น แคนาดา 63 ราย อังกฤษ 101 ราย เยอรมนี 22 ราย สเปน 139 ราย โปรตุเกส 74 ราย
นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า จากการเฝ้าระวัง ‘ฝีดาษลิง’ ในด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ พบผู้ป่วย 1 ราย บินมาจากประเทศยุโรป มาต่อเครื่องในไทย 2 ชั่วโมง เพื่อไปออสเตรเลีย ซึ่งเมื่อไปถึงแล้วพบว่ามีอาการ ตรวจเชื้อแล้วเป็นผู้ป่วยยืนยัน
อย่างไรก็ตาม ระหว่างต่อเครื่องผู้ป่วยรายนี้ยังไม่มีอาการป่วย จึงถือว่าผู้สัมผัสใกล้ชิด ไม่ใช่กลุ่มสัมผัสเสี่ยงสูง เพราะตอนใกล้ชิดยังไม่ได้ป่วย จึงไม่เข้าเกณฑ์ผู้ป่วยสงสัย แต่เรายังต้องติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด คือผู้โดยสารเครื่องบิน ลูกเรือ รวม 12 คน ตอนนี้ผ่านมา 7 วันแล้ว ยังไม่พบผู้ที่มีอาการ จึงต้องติดตามให้ครบ 21 วัน
“การประเมินความเสี่ยงของไทยต่อ ‘ฝีดาษลิง’ ความเสี่ยงสำคัญเป็นกลุ่มผู้เดินทางเข้าประเทศ อาจมีประวัติเข้าร่วมกิจกรรมกับผู้ป่วยยืนยัน หรือเดินทางมาจากประเทศเสี่ยงสูงที่พบการระบาดในประเทศแล้ว ดังนั้นเราต้องเฝ้าระวังในกลุ่มผู้เดินทางเข้าประเทศดังกล่าว”
เมื่อถามว่า การติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดในผู้ป่วยที่มาต่อเครื่องบินในประเทศไทย นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า ผู้ป่วยรายนี้ไม่มีอาการ และมาทรานซิทในไทยไม่นาน โดยระหว่างนั้นไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับใคร มีการสวมหน้ากากอนามัยตลอด ดังนั้น ผู้สัมผัสใกล้ชิดก็จะไม่ใช่กลุ่มสัมผัสเสี่ยงสูง ตอนนี้ไม่มีอาการใดๆ ทั้งนี้ โรคฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง ก็สามารถไปทำงานได้ตามปกติ หากมีอาการให้รีบแจ้ง แต่หากเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจะต้องแยกกัก 21 วันที่บ้าน
“การติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดอยู่บนเครื่องบิน เนื่องจากผู้ป่วยที่เดินทางไปออสเตรเลียอีกหลายวันจึงพบเชื้อ ยังดีที่ผู้ป่วยนั่งในชั้น Business class นั่งห่างกันพอสมควร การติดเชื้อไม่ง่าย ต้องใกล้ชิดจริงๆ ถ้าอยู่ห่างๆ ไม่ค่อยติด เพราะเชื้อไม่ได้ลอยไปเอง อย่างเหตุการณ์ในยุโรป จะมีการใกล้ชิด กอดจูบ ดังนั้น โรคนี้ไม่ได้ติดต่อง่าย ต้องสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยในระยะที่ป่วยด้วย” นพ.จักรรัฐ กล่าว
นพ.จักรรัฐ กล่าวด้วยว่า แนวทางการเฝ้าระวังโรคในประเทศไทย ได้กำหนด “นิยามผู้ป่วยสงสัย” คือ
1.มีไข้มากกว่า 38 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว ปวดหลัง หรือต่อมน้ำเหลืองโต ไม่ว่าจะที่คอ ศอก ขาหนีบ 2.มีผื่นตามลำตัว ใบหน้า แขนขา ลักษณะเริ่มจากผื่น ตุ่มนูน ตุ่มน้ำใส ตุ่มหนอง และตุ่มตกสะเก็ด
ดังนั้น แม้จะไม่มีไข้ แต่มีผื่นเหล่านี้ ก็นับเข้านิยาม โดยทั้งหมดนี้จะร่วมกับประวัติเชื่อมโยงระบาดวิทยา ภายใน 21 วัน หรือก่อนมีอาการ คือ 1.มาจากหรืออาศัยในประเทศที่รายงานการระบาดฝีดาษลิง เช่น แอฟริกา แคนาดา สเปน โปรตุเกส และอังกฤษ 2.ร่วมกิจกรรมในงานที่พบผู้ป่วยฝีดาษ หรือมีอาชีพสัมผัสผู้เดินทางจากต่างประเทศ และ 3.สัมผัสใกล้ชิดสัตว์ป่า
“ต้องย้ำด้วยว่าแม้เป็นฝีดาษลิง แต่สัตว์แพร่โรคยังมีสัตว์ฟันแทะ สัตว์ตัวเล็กๆ เช่น หนู ลิง แต่เป็นสัตว์ที่มีต้นกำเนิดหรือนำเข้ามาจากแอฟริกาเป็นหลัก ดังนั้น ลิงเมืองไทยที่ไม่เคยไปแอฟริกามาก่อน หรือสัตว์เลี้ยงตามบ้านไม่ได้นำเข้าจากแอฟริกา ยังไม่เข้าเกณฑ์ การให้อาหารลิงตามสถานที่ต่างๆ จึงยังทำได้ตามปกติ” นพ.จักรรัฐ กล่าว
ทั้งนี้ นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า โรคฝีดาษลิงในไทยยังไม่ใช่โรคติดต่ออันตราย ยังเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวังเหมือนโรคไข้เลือดออก มาลาเรีย อีสุกอีใส อหิวาตกโรค จึงยังไม่มีการเริ่มกักตัวจนกว่าจะเข้าเกณฑ์เป็นผู้ป่วยก่อน โดยกรมควบคุมโรคเตรียมทีมสอบสวนโรคทุกจังหวัด หากพบผู้ป่วยเข้ามาต้องสอบสวนให้ทันภายใน 24 ชั่วโมงแรก รวมถึงติดตามเตรียมเวชภัณฑ์ ยา และวัคซีนด้วย