06/01/2023
แนวคิดการลงทุนในปี 2566
ผลตอบแทนในปี 2565 สำหรับในตปท.ติดลบเล็กน้อย(เลขตัวเดียวไม่มาก) โดยไม่รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน
เป้าหมายผลตอบแทน 2566 -> มองระยะ 3-4 ปีหรือ 2566-2568 ที่ 15 - 20% ต่อปี สูงกว่าปกติที่ระดับ 12-15%
การจัดสัดส่วนเงินลงทุนในแต่ภูมิภาค -> th 10-15%, us 5-10%, vn 10%, hk 50%
กลุ่มหุ้นที่จะลงทุน -> เป็นหุ้นฐานะการเงินดีมี moat มีโอกาสเลือกเพราะตลาดเป็นใจ
แนวคิดแต่ละตลาดดังนี้
-TH-
ยังไม่มีโอกาสที่จะซื้อหุ้นดีๆในราคาเหมาะสม เชื่อว่าเงินทุนต้องไหลมาไทยในระยะ 2-3 ปีเป็นจำนวนมีนัย สนใจธุรกิจ OEM และ กลุ่ม IT แต่โดยภาพรวมของตลาดแล้วราคาหุ้นยังไม่เหมาะสมแก่การลงทุนแบบจริงจัง
-US-
จะเน้นไปที่การลงทุนระยะยาวหุ้น tech โดยจะลงใน SaaS ที่เติบโตไว 2.5% , ส่วนที่ลงไปแล้วน้อยมาก ปีนี้จะหาจังหวะเพิ่ม , 2.5% จะลงใน google, apple ซึ่งเป็นหุ้นที่มี Moat แข็งแกร่งฐานะการเงินดีมาก ส่วนอื่นๆที่เป็น tech สนใจหุ้นที่เป็นผู้รับจ้างผลิตด้าน hardware/service มากกว่าเจ้าของ brand ที่ต้องแข่งขันกันสูง
ผมไม่เชื่อเรื่อง the winner take all ในอนาคตย่อมมีวันที่จะถูกท้าทาย อย่าง windows ซึ่งเป็น os ของฝั่ง MS ซึ่งตัวมันเองถูกท้าทายจากคู่แข่งมาตลอด 10ปี แต่สิ่งที่ ms ทำไว้มีมากกว่า os ทำให้เป็นบริษัทที่อยู่ยาวนานและแข็งแกร่ง ผมเชื่อว่า apple/google จะทำได้ดีในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยธรรมชาติของทุนนิยมการมี the winner take all เป็นไปได้ยาก(แต่ก็ยังเป็นไปได้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ) บางทีเราแค่เห็น first mover แค่นั้น ซึ่งมีตัวอย่างจำนวนมากที่ มาก่อนพังก่อน และมาก่อนกำไรก่อนแต่สุดท้ายก็เริ่มได้เห็นคู่แข่งที่แท้จริง อย่าง ecommerce แสดงให้เห็นว่า barrier ที่แข็งแกร่งจนเข้าลักษณะ the winner take all ไม่มีอยู่จริง บางบริษัทแค่มาก่อนและทำได้ดีในช่วงเวลาที่ยาวนานพอแต่เมื่อ infrastructure ของห่วงโซ่อุตสาหรรมมันแข็งแกร่งจึงทำให้การเกิดคู่แข่งง่ายขึ้น
เรายังไม่เห็นคู่แข่งที่แท้จริงใน SaaS มากพอที่จะสรุปได้ว่าใครคือผู้นำในด้านๆต่าง แต่ก็มีบางอุตฯที่บางบริษัททำได้ดีมากเช่น VEEV ที่ทำกำไรได้อย่างรวดเร็วเมื่อนับจากเวลาการเริ่มกิจการ
ผมมอง us น่าสนใจแต่ต้องรอโอกาส ในส่วนความรู้ของผมยังไม่พร้อมที่จะเริ่มซื้อหุ้นนอกเหนือจากที่ผมเข้าใจและมีฐานะการเงินที่ดี ปีนี้อาจจะเป็นโอกาสที่ผมจะได้เจาะลึกตลาด US เหมือนกับที่เคยทำกับตลาดหุ้น HK ซึ่งผมจำเป็นต้องสร้างเครื่องมือการคัดกรองหุ้นขึ้นมาและไม่รู้ว่าจะเริ่มทำเมื่อไหร่
-VN-
เน้นไปที่การซื้อผ่านกองทุน ถือคติว่าหากไม่ชำนาญในกิจการอย่าลงทุนแบบ active เลือกที่จะ passive มากกว่าเพราะเหนื่อยเกินไปที่จะศึกษาหลายตลาด เน้นซื้อผ่าน ETF VN ผ่านตลาดหุ้นไทย และกอง VOF ผ่านตลาด London คาดหวังผลตอบแทน 10% ต่อปี
-HK-
นี่คือพื้นที่ที่ผมคุ้นเคยมากที่สุด มีหุ้นทุกประเภทให้เลือก value/growth ผมยังชอบ HK เป็นอันดับ 1
ภาพใหญ่แนวการลงทุน => ลงในกิจการ light-asset มากขึ้น / ฐานะการเงินดี / มีการเติบโตได้บ้าง
เชื่อว่า => การทำกำไรในตลาดหุ้นในระดับดีไม่จำเป็นต้องเป็น growth stock เท่านั้น value ก็ทำกำไรได้ดีเช่นกัน
bio-tech/ยา/เครื่องมือการแพทย์
มองว่าหุ้นที่จะเติบโตดีกว่าค่าเฉลี่ยนได้นับจากนี้ไปอีก 2-3 ปีคือ แม้ว่าทางการจีนจะเข้ามาควบคุมราคา ทำให้สินค้าบางประเภทในกลุ่มนี้มี margin ลดลง ซึ่งในบางบริษัทมี margin ลดลงจาก 80% เหลือ 70-60% นั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะราคาหุ้นก็ลดลงมาอย่างรุนแรงทำให้ฐานกำไรเพื่อคำนวณการเติบโตครั้งใหม่ลดลงด้วย การเติบโตของหุ้นกลุ่มนี้จากนวัตกรรมและการแทนที่ผลิตภัณฑ์ที่มาจากต่างประเทศ นอกจากนี้บางบริษัทยังมีการขยายกิจการไปยังต่างประเทศ การพิจารณาในการลงทุนจะเลือกบริษัทที่มีการเติบโตในอดีตที่ดี/ gross margin อยู่ในระดับสูง/ฐานะการเงินดี
บริษัทที่ให้บริการ R&D มีการเติบโตไวมาก(ระดับ >50% ต่อปี) เช่น 6821/2269/01521/3759 ผมเองไม่มั่นใจว่าจะเติบโตได้แค่ไหนในอนาคต และถ้าอุตสาหกรรมชะลอตัวลงจะกระทบ margin แค่ไหนในอนาคตซึ่งผมเองได้ซื้อไปเล็กน้อย กลัวเรื่องความเสี่ยงของหุ้นร้อนในอุตสาหกรรมที่ร้อนแรง เรายังไม่เห็นคู่แข่งที่น่ากลัว(จาก india เริ่มมาแล้ว)
IT services มีโอกาสที่จะเติบโตสูงจากการมาของ SaaS
Property management มองว่าเป็น fragmented และเป็นกิจการที่ทำเงินได้ดี / low-barrier ยกเว้นการบริหารด้านการค้า shopping mall /ปันผลในระดับสูง /เติบโตได้ในระดับหนึ่ง / แม้จะดูว่าถูกผมเชื่อว่าจะไม่เป็นกับดักหุ้น value
หุ้นการศึกษา น่าลงทุนยังถือหุ้น 382 ไว้อยู่ / ทางการจีนส่งเสริมและสนับสนุน การศึกษาที่ดีจะต้องใช้เงินจ่ายมา ไม่สามารถสร้างความเท่าเทียบกันอย่างแท้จริงได้ หุ้นเหล่านี้กระแสเงินสดดีเติบโตได้โดยธรรมชาติมากกว่า gdp/ค่าแรง/เงินเฟ้อ
หุ้นบริการทางการแพทย์ บริการที่ดีจะต้องใช้เงินจ่ายมา ไม่สามารถสร้างความเท่าเทียบกันอย่างแท้จริงได้ หุ้นเหล่านี้กระแสเงินสดดีเติบโตได้โดยธรรมชาติมากกว่า gdp/ค่าแรง/เงินเฟ้อ
Capital - intensive
ยังคงน่าสนใจ แม้ว่าธุรกิจเหล่านี้จะลงทุนสูงในภาวะดอกเบี้ยสูงขึ้น(ในจีนไม่สูงขึ้น) ผมจะเลือกกิจการที่มีความแน่นอนในเชิงรายได้ ธุรกิจที่มีสัมปทานกับรัฐบาล ได้แก่ ธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม/โรงไฟฟ้า/สนามบิน อย่างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจะมีการติดตั้งกำลังการผลิตอีกเป็นจำนวนมหาศาลมีเพียงคำถามที่สำคัญก็คือจะเอาเงินลงทุนจำนวนมากมาจากไหนผมคิดว่าการเพิ่มทุนคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงยาก
หุ้นเหล่านี้เป็นการซื้อแบบ passive แล้วได้ผลตอบแทนระดับ active
ผมขอยกตัวอย่างหุ้นที่ผมซื้อล่าสุด china tower โดยหลักๆแล้วบริษัททำธุรกิจให้เช่าเสาหรือพื้นที่กระจายสัญญาณ ผมมองกิจการเหล่านี้ว่าเป็นลักษณะของอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า (ผมจะตัดธุรกิจอื่นที่มีรายได้เป็นส่วนน้อยออกไปก่อนซึ่งมองว่าเป็นของแถม)
Chian tower มีผู้ถือหุ้นใหญ่ก็คือลูกค้าหลักทั้ง 3 รายได้แก่ China mobile, China Telecom, China Unicom สัญญาเกี่ยวกับรายได้ระหว่าง china tower กับผู้เช่า มีความชัดเจนมากจนบอกถึงการควบคุมระดับกำไรของ China Tower ไม่ให้สูงเกินไป/หรือต่ำเกินควร
หากเราได้ดูสัญญาเราจะพบว่าถ้า China Tower ให้เช่าเสาแก่ผู้เช่ารายเดียวอัตราการทำกำไรของบริษัทจะอยู่ในระดับต่ําซึ่งผมกะไว้ว่าที่ประมาณ 5-6 %ต่อเงินลงทุน แต่ถ้าการเช่าเสาเกิดจากผู้เช่าจำนวน 3 รายจะทำให้กำไรของ china tower อยู่ในระดับที่ดีมาก ผมคาดการณ์ว่าอยู่ในระดับ 15-17%
มุมมองที่ผมได้ลงทุนใน China Tower ก็คือ
มีลูกค้าที่แน่นอน/มีกระแสเงินสดที่แน่นอน
กระแสเงินสดที่บริษัทผลิตได้มากกว่ากำไรที่รายงาน เนื่องจาก TOWER มีอายุใช้งานที่มากว่าในทางบัญชี
เงินลงทุนจะลดลงในปี 2567 ทำให้กระแสเงินสดอิสระเพิ่มสูงขึ้น
หุ้น Tower ซื้อขายกันในระดับ premium ราคา china tower ไม่แพง
มองให้เป็นแบบ REITs ที่มีความมั่นคงเป็นพิเศษ
ซึ่งได้ในราคา 0.6BV ย่อมได้กำไรที่ดีกว่าผลตอบแทนที่บริษัททำ
-ก่อน-หลัง covid-
หลัง covid จะมีบางกิจการที่ทำรายได้/กำไรที่ดี เช่น ร้านอาหาร โรงแรมและการท่องเที่ยว
และจะตรงข้ามกับธุรกิจที่ได้ประโยชน์ช่วง covid ก็จะมียอดขายลดลงไป เห็นได้ชัดเช่น มือถือ notebook
เราก็สามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ได้ เนื่องจากการ panic เมื่อเห็นกำไรเพิ่มหรือลดผิดปกติของนักลงทุน ก็ถือว่าใช้ประโยชน์จาก ”นายตลาด” รอผลประกอบการกลุ่ม semiconductor ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร? ผมเองสนใจ intel มองว่าเป็นการเดิมพันการฟื้นตัวของธุรกิจ
-รถยนต์ EV-
รอตลาดมอง over supply และ รอเจ้าตลาดรถ ice เพิ่มกำลังการผลิต ผมชอบบริษัทที่ทำเงินได้เลยเมื่อเริ่มผลิต EV และความเสี่ยงต่ำอย่าง 1114 แต่ผิดหวังกับการควบคุมภายในกิจการในช่วง2ปี ที่ผ่านมา ทำให้บริษัทเสียหายเกือบหมื่นล้านหยวน ยังมองผู้ผลิตชิ้นส่วนดีกว่าเจ้าของ brand เพราะความเสี่ยงต่ำกว่า
Send a message to learn more