Infinity Mindset

Infinity Mindset Mind your Own Business

19/09/2022

1ปี รับกำไร 1 ล้าน 5 แสน ผลิกชีวิตเลยน่ะครับ😍 มันเร็วมาก😍 เป็นกำลังใจให้คนที่ตั่งใจ อยากสู้ อยากเปลี่ยนแปลงชีวิตครับ✌️ ได้มาเพราะบบล้วนๆ เพราะตัวผมเองไม่ได้เก่งเลย ติดตามเรื่องราวของผมได้ตามช่องทางนี้ได้เลยคับ✅Line : (มี@ด้วยจ้า)

จากดีลที่โง่เขลาที่สุด.. สู่การลงทุนที่คุ้มที่สุดของ Mark Zuckerberg !! 🤭🤭ในยุคปัจจุบัน Instagram คือโซเชียลเน็ตเวิร์กที...
29/07/2020

จากดีลที่โง่เขลาที่สุด.. สู่การลงทุนที่คุ้มที่สุดของ Mark Zuckerberg !! 🤭🤭
ในยุคปัจจุบัน Instagram คือโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ได้รับความนิยม และสร้างรายได้ให้กับ Facebook มหาศาล
แต่ทราบกันหรือไม่ ว่าย้อนกลับไปเมื่อราวๆ 8 ปีก่อน
ตอนที่ Facebook ตัดสินใจทุ่มเงินกว่า 30,000 ล้านบาท เข้าซื้อ Instagram แอปที่ยังไม่สามารถทำเงินได้แม้แต่บาทเดียว
ทำให้ Mark Zuckerberg ถูกตั้งข้อสังเกตว่าโง่เขลา ผิดพลาด และทุ่มเงินมหาศาลโดยเปล่าประโยชน์
แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้น.. Instagram กลับกลายเป็นดีลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดครั้งหนึ่งของเขา
เรื่องราวทั้งหมดนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราจะย้อนกลับไปไล่เรียงเหตุการณ์นั้นกันอีกครั้งครับ..
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Kevin Systrom ร่วมมือกับ Mike Krieger สร้างแอปพลิเคชันสำหรับแบ่งปันรูปถ่ายที่ได้แรงบันดาลใจจาก Foursquare
แต่แทนที่จะเป็นแอปเช็คอินอย่างเดียว แอปมาพร้อมกับมีฟิลเตอร์เก๋ๆ สำหรับแต่งภาพ
ผู้ใช้งานสามารถใส่แท็ก และระบุโลเคชั่นของภาพถ่ายนั้น เพื่ออวดให้กับผู้ติดตามของตนบนโลกออนไลน์
ในขณะที่คนอื่นๆ ก็สามารถเลือกดูภาพของคนที่ชื่นชอบ แท็กที่ติดตาม หรือดูภาพจากสถานที่ต่างๆ ได้
ความแปลกใหม่นี้ ทำให้ Instagram ที่ปล่อยออกมา ฮิตมาตั้งแต่ช่วงแรก ภายในเวลา 2 เดือน มีผู้ใช้งานลงทะเบียนมากกว่า 1 ล้านคน
และภายในปีเดียวหลังเปิดตัว ก็มีผู้ใช้งานแตะระดับ 10 ล้านคนแล้ว!!
แต่!! ตรงข้ามกับความโด่งดังและจำนวนผู้ใช้..
Instagram ที่เติบโตเร็วเกินไป กลับเจอปัญหาด้านค่าใช้จ่าย ทั้งดูแลพนักงาน ทั้งดูแลเซิฟเวอร์
เนื่องจากพวกเขายังไม่มีรายได้ใดๆ จากผู้ใช้ แถมยังขาดทุนไปแล้วเกือบ 100 ล้านบาท
เป็นธรรมดาของสตาร์ทอัปที่ขาดทุนอยู่ตลอด และจำเป็นต้องดิ้นรนหาเงินจากนักลงทุน มาทำให้ธุรกิจพัฒนาต่อไปได้
ด้วยความโด่งดังของ Instagram ก็ช่วยดึงดูดนักลงทุนหลายราย
โดยเฉพาะในปี 2011 พวกเขาได้รับการติดต่อจาก Twitter เสนอเงินสูงถึง 16,000 ล้านบาท เพื่อซื้อ Instagram ไปอยู่ด้วย
แต่แทนที่จะขายบริษัทไปเลย Mike กลับมองว่าแอปของพวกเขา น่าจะมีมูลค่ามากกว่านั้น
ในขณะที่ Twitter ไม่พร้อมจะจ่ายเงินที่มากกว่าข้อเสนอเดิม ในที่สุดดีลดังกล่าวก็ล้มเหลว
และก็เป็น Mark Zuckerberg ที่ก้าวเข้ามาในปี 2012 พร้อมกับยอมควักเงิน 31,000 ล้านบาท ดูด Instagram เข้ามาอยู่ภายใต้เงา Facebook
มูลค่าที่ Mark ให้ Instagram นั้นสูงกว่าที่ Twitter ให้ไว้เกือบ 2 เท่า!!
ซึ่งสำหรับนักวิเคราะห์หลายๆ คนแล้ว มันเป็นเงินที่มากเกินไป..
Instagram เพิ่งเปิดมาได้ 2 ปีเท่านั้น มีพนักงานแค่ 13 คน มีคนใช้งานราว 100 ล้านคน และยังไม่มีรายได้อะไรเลย
แต่ Mark ไม่ได้คิดอย่างนั้น สิ่งที่สำคัญมากกว่ารายได้ก็คือ.. การขยายเครือข่ายของ Facebook ให้กว้างขวางขึ้น
และที่สำคัญก็คือ "กำจัดคู่แข่งรายใหม่" ที่กำลังพุ่งแรง
ถ้าปล่อยเอาไว้อีกนาน หรือหากให้บริษัทอื่นได้ไป จะเป็นอุปสรรคต่อ Facebook ในอนาคตแน่ๆ
ที่สำคัญ เขายอมรับในความสามารถของ Mike และ Kevin ถึงขนาดที่ปล่อยให้ Instagram พัฒนาแอปไปได้อย่างค่อนข้างอิสระ
ส่วน Facebook จะคอยเข้ามาจัดการในเรื่องการสร้างเครือข่ายโฆษณา และตั้งเป้าที่จะทำให้ Instagram สร้างรายได้มาลบคำสบประมาท
และการตัดสินใจที่หลายๆ คนมองว่าผิดในเวลานั้น ก็ได้รับการพิสูจน์ว่า นั่นคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง!!
เพราะ นับตั้งแต่ที่ถูก Facebook ซื้อไป Instagram ก็เติบโตขึ้นด้วยอัตราก้าวกระโดด
จากผู้ใช้งาน 100 ล้านคน ในปัจจุบัน Instagram มีผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านคนต่อเดือน
ในขณะที่ทั้ง Facebook มีผู้ใช้งานอยู่ที่ราวๆ 2,600 ล้านคนต่อเดือน
WhatsApp และ Messenger ก็มีผู้ใช้งานรวมอีก 3,000 ล้านคน
เท่ากับว่าตอนนี้กลุ่มบริษัท Facebook ก็ครองโลกโซเชียลโดยสมบูรณ์
ส่วนในด้านรายได้น่ะเหรอ..!?
พวกเขาประสบความสำเร็จในการเพิ่มรายได้จาก 0 ในตอนที่เข้าซื้อ ไปเป็น 8,700 ล้านบาท ในปี 2015
ก่อนที่ตัวเลขนี้จะพุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 110,000 ล้านบาทในปี 2017
และกลายเป็น 440,000 ล้านบาทในปี 2019 ที่ผ่านมา
เมื่อเทียบกับรายได้ของบริษัททั้งหมด 2.2 ล้านล้านบาท เท่ากับว่า Instagram สร้างรายได้ถึง 20%
มันได้กลายเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญอีกอย่างของกลุ่มบริษัท Facebook เป็นที่เรียบร้อย
จะบอกว่าเป็นทั้งวิสัยทัศน์ที่ดี และการมองการณ์ไกลของ Mark Zuckerberg เลยก็ว่าได้
ทำให้จากดีลที่เขาถูกมองว่า "โง่เง่า" ในวันนั้น..
กลายมาเป็นหนึ่งในดีลที่ "ฉลาดที่สุด" ของโลกธุรกิจในวันนี้ได้สำเร็จ!!

23/07/2020
เคยได้ยินเรื่องราวของชายชื่อ Carlos Slim กันมาก่อนไหม?สำหรับคนไทยหลายคน นี่คงจะไม่ใช่ชื่อที่เราคุ้นหูกันสักเท่าไหร่ แถมส...
15/07/2020

เคยได้ยินเรื่องราวของชายชื่อ Carlos Slim กันมาก่อนไหม?
สำหรับคนไทยหลายคน นี่คงจะไม่ใช่ชื่อที่เราคุ้นหูกันสักเท่าไหร่ แถมสินค้าของเขา ก็ไม่ค่อยโด่งดังในไทยซะด้วย
แต่รู้หรือไม่ว่า ชายคนนี้เคยเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ตั้งแต่ปี 2010-2013 ติดต่อกันยาวนานถึง 4 ปี
เริ่มสงสัยกันแล้วใช่ไหม ว่าชายคนนี้เป็นใคร!? ทำกิจการอะไรกันแน่ ถึงได้ร่ำรวยเงินทองได้ขนาดนี้!?
[ชายผู้เกิดมาเป็นนักลงทุน..]
Carlos Slim Helú เกิดที่เมืองเม็กซิโกซิตี้ เมืองหลวงของประเทศในปี 1940
เขาใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่กับครอบครัวที่มีพ่อเป็นนักธุรกิจ และนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์
ลักษณะทางบ้านเช่นนี้ทำให้ Carlos Slim มีความสนใจในโลกธุรกิจมาตั้งแต่เด็ก
ตั้งแต่อายุ 11 ขวบ เขาเรียนรู้การซื้อพันธบัตรรัฐบาล และเข้าใจหลักการของดอกเบี้ยทบต้น
ตอนอายุ 12 ปี เริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกในชีวิต ด้วยการซื้อหุ้นธนาคาร
จากนั้นเขาก็เก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้จากการช่วยพ่อทำงาน มาลงทุนในตลาดหุ้น
และเวลาไปไหนมาไหน ผู้คนก็จะพบว่าเด็กหนุ่ม Carlos มักจะพกสมุดบัญชีส่วนตัว ไว้จดบันทึกรายการต่างๆ อยู่เสมอ
แม้ว่าเขาจะเลือกเรียนต่อในด้านวิศวกรรม แต่สุดท้ายเมื่อเจ้าตัวเรียนจบมา ก็เรียนต่อคอร์สด้านเศรษฐศาสตร์ ก่อนจะผันตัวไปลงทุนกับตลาดหุ้นอย่างเต็มตัว
จนกระทั่งในปี 1965
Carlos ที่อายุเพียง 25 ปี มีเงินทุนเก็บไว้กว่า 12 ล้านบาท (เทียบกับค่าเงินปัจจุบันก็ราวๆ 100 ล้านบาท)
ซึ่งนั่นมากพอที่จะสามารถเปิดบริษัทหลักทรัพย์ของตัวเองได้ เขาจึงเริ่มผันตัวจากนักลงทุนรายใหญ่ ไปเป็นเจ้าของบริษัทค้าหลักทรัพย์
จากนั้น ในตอนที่ประเทศกำลังตกอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ Carlos ก็กว้านซื้อบริษัทจำนวนมากในราคาถูก เข้ามาอยู่ในพอร์ทการลงทุนของเขาเอง
ถึงวัยกลางคน Carlos มีกิจการอยู่ภายใต้การควบคุมนับร้อย
ไม่ว่าจะเป็นบริษัทน้ำดื่ม บริษัทรับเหมาก่อสร้าง บริษัทผลิตยาสูบ บริษัทพลังงาน หรือแม้แต่ห้างสรรพสินค้า
และด้วยความที่เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ตลาดหุ้นพุ่งขึ้นพร้อมกับการเติบโตของประเทศ
ธุรกิจที่เขาคัดเลือกมาก็สามารถทำกำไรได้มากขึ้น แถมยังมีทรัพย์สินเพิ่มจากมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นไปอีก
จะว่าไป เขาก็คือชายที่มีความสามารถในการมองกิจการใกล้เจ๊งออก ว่าธุรกิจไหนจะไปได้ หรือธุรกิจไหนไปไม่รอด
แม้มันจะไม่สำเร็จไปเสียทุกครั้ง แต่ครั้งที่สำเร็จ ก็สามารถสร้างกำไรและเพิ่มทรัพย์สินของเขาได้อย่างมหาศาล
[สู่การเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก]
แม้เขาจะมีธุรกิจจำนวนมาก แต่ธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ให้กับเขามหาศาล ก็คือธุรกิจด้านโทรคมนาคม
ย้อนกลับไปในในช่วงปี 1990 นาย Carlos มีโอกาสได้ซื้อหุ้นบริษัท Telmex ที่ดูแลเรื่องบริการโทรศัพท์พื้นฐานจากทางรัฐบาล
จากนั้นบริษัทก็ถูกนำออกจากตลาดหุ้น กลับมาเป็นบริษัทจำกัดอีกครั้งหนึ่ง
เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาล จึงเรียกได้ว่าบริษัทค่อนข้าง "ผูกขาด" ธุรกิจด้านโทรคมนาคมของประเทศ
ตั้งแต่ยุค 1990 ต่อเนื่องมาถึงยุค 2000 ความต้องการใช้งานเครือข่ายสื่อสารนั้นเติบโตขึ้นมาก
พร้อมกับการขยายตัวของบริษัท ทั้งในเม็กซิโกเอง รวมถึงการจับมือกับพันธมิตรในสหรัฐฯ ขยายบริการให้ครอบคลุมไปมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นบริการโทรศัพท์พื้นฐาน โทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
ซึ่ง Telmex นั้นมีส่วนแบ่งสูงถึง 92% ของบริการในประเทศ
ทำให้ในปี 2010 เขาถูกประเมินว่ามีทรัพย์สินมากถึงราวๆ 2.2 ล้านล้านบาท กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกอย่างเต็มตัว
เหนือกว่าทั้ง Bill Gates, Warren Buffett และ Bernard Arnault อีกด้วย
[เรื่องราวหลังจากปี 2010]
ปัจจัยที่ทำให้ Carlos Slim หล่นลงจากมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก เชื่อกันว่ามาจาก 3 ปัจจัยที่สำคัญ
เรื่องแรก คือการอ่อนค่าอย่างหนักของเงินเปโซ จากเดิม 13 เปโซต่อดอลลาร์ในยุคนั้น มาเป็น 22 เปโซต่อดอลลาร์ในสมัยนี้
เศรษฐีกิจของเม็กซิโกไม่ได้เติบโตไปได้ด้วยดี อย่างที่เคยเกิดขึ้นในยุค 1990 - 2000 อีกแล้ว
ปัจจัยถัดมา คือความพยายามในการลด "การผูกขาด" ของรัฐบาลเม็กซิโก
กฎหมายใหม่เปิดโอกาสให้มีคู่แข่ง โดยเฉพาะธุรกิจโทรคมนาคม ที่ต่างชาติและบริษัทเล็กเข้ามาแข่งขันได้มากขึ้น
อีกปัจจัยก็คือ.. การพุ่งขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด ของเหล่าเศรษฐีด้านธุรกิจไอที ทั้งจากสหรัฐฯ และจีน ยึดตำแหน่งคนรวยที่สุดในโลกไปจนหมด
ทำให้ปัจจุบัน Carlos Slim ถูกประเมินว่ามีทรัพย์สินราวๆ 1.58 ล้านล้านบาท น้อยลงกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนอยู่ 30%
และเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 12 ของโลกในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม โลกของธุรกิจและการเงินก็ให้ข้อคิดที่น่าสนใจกับเรา..
แม้ Carlos จะยังเป็นมหาเศรษฐีเช่นเดิม มีเงินเหลือกินเหลือใช้เช่นเดิม ครองอันดับหนึ่งของประเทศเม็กซิโกได้เช่นเดิม
แต่ธุรกิจหนึ่งๆ ก็ย่อมมีจุดสูงสุดและจุดอิ่มตัวอยู่เสมอ
ยุคแห่งการผูกขาดโทรคมนาคมของเขาอาจจะจบลงแล้ว และตอนนี้ มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก ล้วนแต่มาจากธุรกิจไอทีแทบทั้งสิ้น
แต่สำหรับในอนาคตอีก 10-20 ปีข้างหน้าล่ะ
เราจะยังคงเห็น Jeff Bezos, Bill Gates และ Mark Zuckerberg ครองตำแหน่งนี้ต่อไปได้หรือไม่??
หรือจะมีธุรกิจแบบใด ที่จะขึ้นมาแทนที่ได้อีกในอนาคต
คุณลองจินตนาการดูสิครับ ว่าคำตอบนั้นเป็นอย่างไร...!?

รู้หรือไม่ว่าประเทศต่างๆ เหล่านี้ พึ่งพา "การท่องเที่ยว" มากแค่ไหน!?ข้อมูลน่าสนใจ:- ประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 15.9 ล...
15/07/2020

รู้หรือไม่ว่าประเทศต่างๆ เหล่านี้ พึ่งพา "การท่องเที่ยว" มากแค่ไหน!?

ข้อมูลน่าสนใจ:

- ประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 15.9 ล้านล้านบาท ซึ่งในแต่ละปี จะมีรายได้จากการท่องเที่ยวอยู่ประมาณ 3.0-3.4 ล้านล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 18.8%-21.6% ของขนาดเศรษฐกิจ (GDP)

โดยจะแบ่งออกเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวมากถึง 1.9 ล้านล้านบาท เป็นอันดับ 4 ของโลก

เท่ากับว่ารายได้ท่องเที่ยวไทยเกินครึ่งนั้น มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

- แต่ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน พบว่าประเทศกัมพูชาเป็นประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวมากสุด (ทั้งในและต่างประเทศ)ถึง 32.8% ของ GDP

ขณะที่ประเทศที่การท่องเที่ยวมีสัดส่วนต่อ GDP น้อยสุดในอาเซียนคืออินโดนีเซีย ซึ่งมีสัดส่วนที่ 6% เท่านั้น

- สหรัฐอเมริกา ครองแชมป์ประเทศที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก ด้วยตัวเลขสูงถึง 49 ล้านล้านบาท

โดยแบ่งเป็นตัวเลขจากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 6.5 ล้านล้านบาท

นั่นเท่ากับว่าเฉพาะคนอเมริกันเดินทางท่องเที่ยวในประเทศตัวเอง ก็สามารถก่อให้เกิดรายได้แล้วมากกว่า 42 ล้านล้านบาทแล้วเช่นกัน

- แต่ถ้าถามว่า ประเทศหรือเขตไหนที่มีสัดส่วนรายได้ท่องเที่ยวต่อ GDP สูงที่สุดในโลก

คุณอาจจะไม่เชื่อว่าคือ "เขตบริหารพิเศษมาเก๊า"

มาเก๊ามีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 1.73 ล้านล้านบาท แต่ก็พึ่งพิงรายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึง 1.24 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 72.2% เลยทีเดียว!!

ชายผู้มีทรัพย์สินลดลงไป 600,000 ล้านบาทในปีนี้  #แล้วยังไง!?แต่เขายังคงบริจาคเงินให้การกุศล มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา..ถ้าเ...
15/07/2020

ชายผู้มีทรัพย์สินลดลงไป 600,000 ล้านบาทในปีนี้ #แล้วยังไง!?

แต่เขายังคงบริจาคเงินให้การกุศล มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา..

ถ้าเราย้อนกลับไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา Warren Buffet ถูกประเมินว่ามีทรัพย์สินราว 2.85 ล้านล้านบาท เป็นอันดับ 4 ของโลก

แต่อย่างที่เราทราบกันว่า ตลาดหุ้นที่ตกลงอย่างหนักในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้ทรัพย์สินของปู่ Warren ร่วงลงอย่างหนัก

จากราวๆ 2.85 ล้านล้าน ลดลงมาเหลือ 2.05 ล้านล้านบาท เป็นการตกลงไป 30% ภายในเดือนเดียว

หลังจากนั้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะค่อยๆ ปรับตัวขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

หุ้นของ Warren ค่อยๆ กลับมา ล่าสุดเขาจึงมีทรัพย์สินราว 2.2 ล้านล้านบาท

แต่.. กลุ่มธุรกิจที่กำลังทำราคาพุ่งขึ้นแรงมากนั้น ล้วนแต่เป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเป็นหลัก

ซึ่งนอกจาก Apple แล้ว พอร์ทของ Buffett ก็ไม่ค่อยนิยมหุ้นแนวนี้อยู่แล้ว

จากทรัพย์สินตัวเองที่ลดลง และทรัพย์สินของเศรษฐีเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น

ทั้ง Mark Zuckerberg แซงหน้าเขาขึ้นไป

Steve Baller แห่งไมโครซอฟท์ แซงเขาขึ้นไป

Mukesh Ambani เศรษฐีอินเดีย แซงหน้าเขาขึ้นไป

กระทั่ง Elon Musk ที่หุ้น Tesla พุ่งขึ้น ก็แซงหน้าเขาแล้ว

ทำให้อันดับของ Warren Buffett ตกลงมาอยู่อันดับ 8 ของโลก

[Breaking!!] หลังข่าวร้ายออกมา  #ตลาดหุ้น ปรับตัวลดลงทันที  🤔🤔ตลาดหุ้นไทยเมื่อเช้าวันนี้ เปิดตลาด +11 จุด แล้วก็วิ่งอยู่...
15/07/2020

[Breaking!!] หลังข่าวร้ายออกมา #ตลาดหุ้น ปรับตัวลดลงทันที 🤔🤔
ตลาดหุ้นไทยเมื่อเช้าวันนี้ เปิดตลาด +11 จุด แล้วก็วิ่งอยู่ราวๆ +6 ถึง +12 จุดตลอดช่วงสาย
จนปิดตลาดตอนเช้าที่ประมาณ 1,362 จุด
จากนั้นช่วงประมาณเที่ยง ก็มีข่าวร้ายออกมา..
โดยรายงานข่าวระบุว่าพบการติดเชื้อโรคโควิด-19 ของชาวต่างชาติ 2 ราย ซึ่งประกอบด้วย..
1. ชายอายุ 34 ปี ลูกเรือเครื่องบินทหาร บินมาจากประเทศอียิปต์ พบติดเชื้อในจังหวัดระยอง
2. เด็กหญิงวัย 9 ขวบ ที่เดินทางครอบครัว 5 คน (คณะทูต) พบติดเชื้อในกรุงเทพฯ
ที่สำคัญคือทั้ง 2 รายนั้นไม่ได้กักตัว และออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ทั้งที่พัก ห้างสรรพสินค้า และพื้นที่สาธารณะ ซึ่งตอนนี้ยังไม่ทราบว่าไปที่ใดบ้าง
หลังจากนั้น พอเปิดช่วงบ่าย ตลาดหุ้นก็ปรับตัวลงไป ปิดตลาดที่ 1,342 จุด
คิดเป็นอัตราการลดลง -0.60% ถ้าเทียบกับเมื่อวันศุกร์ และคิดเป็นการลดลง -1.50% ถ้าเทียบกับตอนเช้า
นำมาสู่คำถามที่เราอยากจะให้ผู้อ่านมาร่วมออกความเห็นกันว่า ตลาดหุ้นที่ผันผวนและปรับตัวลดลงทันทีจากตอนเช้านั้น
ความผันผวนดังกล่าว เป็นผลมาจากความกังวลของโควิด-19 ระบาดรอบสองหรือไม่!?
แล้วหลังจากนี้ สถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป!?
ผมลองยกตัวอย่างกรณีศึกษาของ "ตลาดหุ้นไทย" ในเดือนมีนาคม ซึ่งเกิดความตื่นตระหนกจากการแพร่ระบาดของโควิด-19
ตอนนั้นจากตลาดหุ้นที่ประมาณ 1,400 จุด ตกลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 960 จุด
หรือคิดเป็นการปรับตัวลดลง 32% ภายในเวลาเพียงสองสัปดาห์เท่านั้น
การตกลงอย่างรุนแรงของตลาด สร้างความเจ็บช้ำให้แก่นักลงทุนหลายๆ คน
และหลังจากนั้น มาตรการล็อกดาวน์ต่างๆ ก็ถูกนำมาใช้ จนนำมาสู่ความบอบช้ำทางเศรษฐกิจตามมา
ซึ่งแม้ช่วงหลังจะเริ่มคลายล็อกดาวน์ และหลายธุรกิจเริ่มฟื้นตัวได้แล้ว
แต่มีอีกหลายธุรกิจที่รายได้และกำไรยังคงไม่กลับมา
ที่สำคัญ ธุรกิจเหล่านั้นก็ไม่มีทางรู้ว่า รายได้ที่หายไป จะกลับมาเมื่อไรเช่นกัน.

มารู้จัก 10 คนรวยที่สุดของประเทศเกาหลีใต้ ทำธุรกิจอะไรกันบ้าง!?ข้อมูลน่าสนใจ:เราจะพบว่า เศรษฐีที่รวยที่สุดในเกาหลีใต้ จะ...
15/07/2020

มารู้จัก 10 คนรวยที่สุดของประเทศเกาหลีใต้ ทำธุรกิจอะไรกันบ้าง!?

ข้อมูลน่าสนใจ:

เราจะพบว่า เศรษฐีที่รวยที่สุดในเกาหลีใต้ จะมาจากอุตสาหกรรมต่างๆ ดังนี้...

แอปพลิเคชันและเกมออนไลน์ 4 คน

ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ 2 คน (Samsung ทั้งคู่)

เครื่องสำอาง ยา เวชภัณฑ์ 2 คน

ธุรกิจพลังงาน 1 คน

และธุรกิจยานยนต์ 1 คน

มาลองทำความรู้จักเศรษฐีแต่ละคน ไล่จากอันดับ 1 ไปจนถึง 10 เลยครับ..

1. Lee Kun-hee

เขาคือลูกชายคนที่สามของ Lee Byung-Chull ผู้ก่อตั้ง Samsung และรับสืบทอดกิจการมา

ปัจจุบันเขายังดำรงตำแหน่งประธานของ Samsung บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

2. Seo Jung-jin

ผู้ร่วมก่อตั้ง Celltrion บริษัทยาชีวภาพ ที่ผลิตยารักษา โรคมะเร็ง โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคไขข้ออักเสบ

3. Kim Jung-ju

เขาคือผู้ก่อตั้งบริษัทเกมออนไลน์ชื่อดังของเกาหลีใต้อย่าง Nexon ที่เปิดบริการทั้งในเกาหลีใต้ จีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แถมปัจจุบันควบตำแหน่งประธานของบริษัท NXC ที่ประกอบธุรกิจบริหารจัดการเงินลงทุน มุ่งสู่ตลาดคริปโตอีกด้วย

4. Kim Beom-su

ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท Kakao ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันส่งข้อความที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ซึ่งถูกใช้งานในมือถือกว่า 90% ของคนในประเทศ

เขายังเป็นผู้ก่อตั้งร่วมของ NHN Entertainment ซึ่งทำหน้าที่ผลิตเกมให้บริษัทดัง Naver Corporation (เจ้าของแอป LINE)

5. Jay Y. Lee

เขาคือทายาทคนต่อไปของบริษัท Samsung บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลี

ในปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานให้กับบริษัท Samsung Electronics ตำแหน่งที่เขาได้รับมาตั้งแต่ปี 2012

6. Kwon Hyuk-bin

ผู้ก่อตั้งบริษัท Smilegate หนึ่งในบริษัทเกมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเกาหลีใต้

มีผลงานสำคัญอยู่ในปี 2008 เมื่อเขาจับมือกับบริษัทอินเทอร์เน็ตจีนอย่าง Tencent พัฒนาเกมในซีรีส์ CrossFire ซึ่งทำรายได้ไปแล้วมากกว่า 300,000 ล้านบาท

7. Mong-Koo Chung

เขาคือประธานคนสำคัญของบริษัท Hyundai Motor ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของเกาหลีใต้ เขาดำรงตำแหน่งนี้มานานกว่า 20 ปี ก่อนจะวางมือในปีนี้ เพื่อให้ลูกชายเข้ามารับตำแหน่งต่อ

8. Suh Kyung-bae

ประธานคนปัจจุบันของ AmorePacific ผู้ผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ เจ้าของแบรนด์ Etude House และแบรนด์อีกจำนานมากในเครือ

9. Chey Tae-won

เขามีศักดิ์เป็นหลานชายของ Chey Jong-gun ผู้ก่อตั้งของ SK Group อีกที ซึ่งทำธุรกิจพลังงาน ปิโตรเคมี เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานอื่นๆ

ปัจจุบันนั่งตำแหน่งประธานของกลุ่มบริษัท SK Group

10. Kim Taek-jin

ผู้ก่อตั้ง NCSoft บริษัทเกมออนไลน์อันดับ 2 ของเกาหลีใต้ และเปิดบริการเกมไปมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก

เขาก่อตั้งบริษัทแห่งนี้ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อปี 1997 และยังคงดำรงตำแหน่ง CEO เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านทุกคนนะครับ..

ไทม์ไลน์ชีวิต "คุณธนินท์ เจียรวนนท์" จากเด็กย่านเยาวราช สู่เศรษฐีอันดับ 1 ของไทยข้อมูลน่าสนใจ:- คุณธนินท์ เปิดเมื่อปี พ....
15/07/2020

ไทม์ไลน์ชีวิต "คุณธนินท์ เจียรวนนท์" จากเด็กย่านเยาวราช สู่เศรษฐีอันดับ 1 ของไทย

ข้อมูลน่าสนใจ:

- คุณธนินท์ เปิดเมื่อปี พ.ศ. 2482 เป็นลูกชายคนที่ 5 ของคุณเอ็กชอ แซ่เจี๋ย ชาวจีนที่อพยพมาเปิดกิจการร้านขายเมล็ดพันธุ์ผัก "เจียไต๋" ย่านเยาวราช

- หลังจากจบชั้นประถมศึกษาที่ จ.ราชบุรี ได้ไปเรียนต่อมัธยมที่โรงเรียนซัวเถา ประเทศจีน

จากนั้นย้ายไปเรียนต่อในฮ่องกง จนกระทั่งเรียนจบด้านพาณิชยกรรมตอนอายุ 19 ปี

- คุณธนินท์กลับมาทำงานในประเทศไทย โดยเริ่มจากสหพันธ์สหกรณ์ค้าไข่แห่งประเทศไทย ทำได้สักพักก็ย้ายไปบริษัทสหสามัคคีค้าสัตว์

- จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2507 ตอนอายุ 25 คุณธนินท์กลับมาทำงานที่เจียไต๋ (เจริญโภคภัณฑ์) ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป

- ตอนอายุ 31 ปี เริ่มบุกเบิกการเลี้ยงไก่เนื้อเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

- ตอนอายุ 34 ปี มีการขยายกิจการครอบครัว สร้างโรงงานผลิตอาหารสัตว์ที่ใหญ่สุดในอาเซียน ตั้งอยู่ที่ย่านบางนา-ตราด กม.21

- ปี พ.ศ.2519 ตอนคุณธนินท์อายุ 37 ปี ได้มีการจดทะเบียนตั้งบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เพื่อใช้เป็นบริษัทหลักในการขยายกิจการทั้งไทยและต่างประเทศ

- ต่อมาอีก 3 ปี ก็ร่วมลงทุนกับบริษัท คอนติเนนตัล เกรน จากสหรัฐฯ ทำธุรกิจโรงงานผลิตอาหารสัตว์ที่เมืองเซินเจิ้น ในประเทศจีน

- ปี พ.ศ. 2531 คุณธนินท์อายุ 49 ปี ตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven จากบริษัทแม่ในสหรัฐฯ เพื่อมาเปิดในไทย

- แล้วก็เปิด 7-Eleven สาขาแรกที่พัฒน์พงษ์ ในปี พ.ศ. 2533 ซึ่งปีเดียวกันนั้นก็เริ่มขยายไปยังธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งกลายมาเป็นบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น ในปัจจุบัน

- ปี พ.ศ. 2536 ตอนอายุ 54 ปี เครือเจริญโภคภัณฑ์เข้าไปลงทุนในประเทศเวียดนาม โดยเริ่มจากธุรกิจโรงงานอาหารสัตว์เป็นอย่างแรก

- หลังจากนั้นเป็นต้นมา คือช่วงเวลาแห่งการขยายกิจการทั้งในไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น

สร้างโรงงานอาหารสัตว์น้ำในประเทศอินเดีย

ธุรกิจโลตัส ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ในประเทศจีน

ธุรกิจอาหารสัตว์ ฟาร์มหมู และฟาร์มไก่ ในประเทศรัสเซีย

การขยายกิจการนั้น ทำให้บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF มีธุรกิจอยู่กว่า 17 ประเทศทั่วโลก

ในปีล่าสุดมีรายได้ 530,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ในไทย 33% และรายได้ต่างประเทศ 67%

- จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2553 ตอนอายุ 71 ปีคุณธนินท์ เจียรวนนท์ ขึ้นเป็นเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศไทย

และปัจจุบันก็ยังคงตำแหน่งแชมป์เศรษฐีไทย ด้วยทรัพย์สินประมาณ 500,000 ล้านบาท จากการประเมินของฟอร์บส์

สุดท้าย.. บทความนี้เป็นเพียงการสรุปโดยคร่าวๆ เท่านั้น เพราะหากเขียนถึงทุกการลงทุน และทุกธุรกิจตลอดชีวิตของเศรษฐีอันดับ 1 ของไทย คงจะยาวจนเขียนไม่หมดแน่ๆ

อย่างไรก็ตาม ทีมงานจะคัดเลือกเอาข้อมูลในแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจ มานำเสนอทีละเรื่องในอนาคต (อย่างที่เคยทำมานะครับ)

หวังว่าทั้งหมดนี้ จะเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ และมีประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกคน ได้ไม่มากก็น้อยครับ..

สรุปข้อมูล "บัญชีเงินฝากคนไทย" 100 ล้านบัญชี คุณอยู่ตรงไหนของยอดเงินฝากทั้งหมด!?ข้อมูลน่าสนใจ:รายงานจากธนาคารแห่งประเทศไ...
15/07/2020

สรุปข้อมูล "บัญชีเงินฝากคนไทย" 100 ล้านบัญชี คุณอยู่ตรงไหนของยอดเงินฝากทั้งหมด!?

ข้อมูลน่าสนใจ:

รายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย ล่าสุดสิ้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2563 มียอดบัญชีเงินฝากในระบบทั้งหมดประมาณ 102,740,281 บัญชี เป็นเงิน 14.45 ล้านล้านบาท

ทางทีมงานสรุปขนาดบัญชีเงินฝากระดับต่างๆ พร้อมแยกจำนวนเงินทั้งหมด จะทำให้เราได้ข้อมูลว่า..

- จำนวนบัญชีมากที่สุด คือระดับไม่เกิน 100,000 บาท มีทั้งหมดประมาณ 93 ล้านบัญชี รวมเงินประมาณ 730,000 ล้านบาท

(ซึ่งบัญชีเงินฝากระดับนี้ มีเงินรวมกันน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับทุกระดับด้วย)

- ส่วนจำนวนบัญชีน้อยที่สุด พบว่าอยู่ในระดับ 500 ล้านบาทขึ้นไป มีเพียง 1,514 บัญชี รวมเงิน 2.48 ล้านบาท

- ส่วนระดับที่มีเงินรวมกันมากที่สุด พบว่าคือระดับ 500,000 บาท ถึง 10 ล้านบาท แม้จะมีจำนวนบัญชีประมาณ 70,000 บัญชีเท่านั้น แต่ก็ก็มียอดเงินรวมกัน 4.90 ล้านล้านบาท

ทำให้เราได้ทราบอย่างหนึ่งว่า กว่า 90% ของบัญชีเงินฝากทั้งหมด มีเงินฝากรวมกันประมาณ 5% ของเงินในระบบ

ในทางตรงกันข้าม อีก 0.001% นั้น มีจำนวนเงินฝากรวมกัน 17% ของเงินฝากทั้งหมด

แม้บัญชีเงินฝากจะไม่ใช่สิ่งที่การันตีความร่ำรวยทั้งหมด เพราะหลายคนอาจจะเก็บเงินไว้ในรูปแบบอื่นๆ แทน ไม่ว่าจะเป็น อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ หรือกระทั่งหุ้น

แต่หวังว่าข้อมูลนี้ จะช่วยให้เราได้รู้ถึงสถานะทางการเงินของตัวเอง เมื่อเทียบกับข้อมูลที่น่าสนใจของสถานะเงินในบัญชีคนไทยคนอื่นๆ ในประเทศได้มากยิ่งขึ้น

และน่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆ คนไม่มากก็น้อยนะครับ

อ้อ.. สุดท้ายนี้ ใครเป็นเจ้าของ 1,514 บัญชีเหล่านั้นบ้าง สามารถมาแสดงตัว แบ่งปันประสบการณ์ของตัวเองได้เต็มที่เลยนะครับ ^^

ที่อยู่

5/15 อาคารแอทแอเรีย นนทรี5 แขวงนนทรี เขตยานาวา กรุงเทพมหานคร
Bankok
12000

เวลาทำการ

จันทร์ 06:00 - 23:45
อังคาร 06:00 - 22:00
พุธ 06:00 - 22:00
พฤหัสบดี 06:00 - 22:00
ศุกร์ 06:00 - 22:00
เสาร์ 06:00 - 22:00
อาทิตย์ 08:00 - 20:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Infinity Mindsetผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท