msgconsultant ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก msgconsultant, บริการทางการเงิน, 149, 151 ถนนกาญจนาภิเษก แขวงหลักสอง เขตบางแค, Bangkok.

จ่ายปันผลเกินสำรองกฎหมายได้ไหม?ไขข้อข้องใจกับ "บอสสายเปย์" 💲💸💰อาจารย์ครับ! หลังจากที่อาจารย์สอนผมดูงบการเงินคราวที่แล้ว ...
29/05/2026

จ่ายปันผลเกินสำรองกฎหมายได้ไหม?
ไขข้อข้องใจกับ "บอสสายเปย์" 💲💸💰
อาจารย์ครับ! หลังจากที่อาจารย์สอนผมดูงบการเงินคราวที่แล้ว ตอนนี้ผมเข้าใจทะลุปรุโปร่งแล้วครับว่า "กำไรสะสมยังไม่จัดสรร" คือเงินอิสระที่เอามาปันผลได้ ปีนี้บริษัทผมมีกำไรสะสมตั้ง 40 ล้านบาท ผมเลยเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเตรียมจะประกาศจ่ายปันผลซะหน่อย
แต่ฝ่ายบัญชีของผมเขาเบรกหัวทิ่มเลยครับอาจารย์ เขาบอกว่า"บอสคะทุนจดทะเบียนเรามีแค่ 20 ล้านบาทตามกฎหมายเรากันเงินสำรองไว้ครบ 10% คือ 2 ล้านบาทเรียบร้อย แล้วถ้าบอสจะจ่ายปันผล 2.3 ล้านบาท มันจะจ่ายเกินยอดเงินสำรองตามกฎหมายนะคะ ทำแบบนี้ได้เหรอคะ?"
อ้าว! เจอคำถามนี้เข้าไป ผมนี่ถึงกับไปไม่เป็นเลยครับอาจารย์ สรุปว่ายอดปันผลที่เราจะแจกผู้ถือหุ้นเนี่ยมันห้ามจ่ายเกินยอดเงินสำรอง 10% แบบนี้จริงเหรอครับ คุณสรรพ์จะเอาอย่างนั้นเหรอครับ? เสียงโทรศัพท์สายด่วนจากบอสหนุ่มไฟแรงที่เพิ่งตาสว่างเรื่องกำไรสะสมมาหมาดๆ แต่ดันมาตกม้าตายเพราะความสับสนของฝ่ายบัญชีตัวเอง
💵💴
เงินสำรองตามกฎหมาย
คือ "ขั้นต่ำ" ไม่ใช่ "เพดาน"
ได้ยินแล้วก็ได้แต่หัวเราะร่วนลงไปในสายอธิบายอย่างสบายใจว่าบอสไปบอกฝ่ายบัญชีให้ไปชงกาแฟมากินแก้ง่วงด่วนๆเลยครับ ฟังผมแล้วเอาไปบอกให้ครบถ้วนและอย่าเติมแต่งเลยนะ การจ่ายเงินปันผล 2.3 ล้านบาทของบอส จ่ายได้สบายมาก! แถมถูกต้องตามกฎหมาย 100% ไม่มีใครมาเพิกถอนสิทธิยกเลิกการจ่ายเงินปันผล เรียกเงินคืนจากผู้ถือหุ้นแน่นอน!"
เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือว่า สิ่งที่จะเล่าให้ฟังไม่ได้โม้ ขอยกเมฆ เอ๊ย..ยกหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาเล่าให้ฟังว่า สิ่งที่กฎหมายบังคับคือ ทุกครั้งที่มีการประกาศจ่ายปันผลบริษัทจะต้องกันเงินกำไรอย่างน้อย 5% ไปเป็น "ทุนสำรองตามกฎหมาย" จนกว่ายอดเงินสำรองนี้จะไปแตะที่ 10% ของทุนจดทะเบียน ประเด็นมันอยู่ตรงนี้แหละ ถ้าทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท 10% ของมันก็คือ 2 ล้านบาท ซึ่งคุณบอสกันสำรองไว้ครบเป๊ะๆ เรียบร้อยแล้ว แปลว่าตอนนี้ หน้าที่ตามกฎหมายของเราจบลงอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว!"
กฎหมายเขาให้เราเก็บเงินสำรองเป็น 'กันชน' ขั้นต่ำไว้ เผื่อบริษัทล้มเหลวหรือมีความจำเป็นต้องใช้เงินจะได้นำมาแก้ไขสถานการณ์ได้ แต่ในความเป็นจริงกำไรสะสมก็ไม่ใช่เงินทั้งหมด มีปัญหาก็หยิบมาใช้ไม่ได้เป็นเสียงในหัวที่ไม่ได้พูดออกไป สิ่งที่บอกต่อคือ กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าให้เอายอด 2 ล้านบาทนั้นมาเป็นเพดานกำหนดว่า ห้ามจ่ายปันผลเกินยอดนี้ ตราบใดที่คุณมีกำไรสะสมยังไม่จัดสรรเหลืออยู่ (ซึ่งคุณมีตั้ง 40 ล้าน) จะจ่ายปันผล 2 ล้าน 5 ล้าน หรือ 30 ล้าน ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครับ!"
🍄🍀
ข่าวดีซ้อนข่าวดี!
จ่ายรอบนี้ ไม่ต้องหัก 5% !
ฟังแล้วโล่งอก "โอโหเกือบอดถอยรถสปอร์ตแล้วไหมล่ะ! แปลว่าผมประกาศแจก 2.3 ล้านได้เลยใช่ไหมครับอาจารย์"
ใช่ครับ!ผมมีข่าวดีให้อีกเด้งนะ ในเมื่อทุนสำรองของคุณมันเต็มโควตา 10% (คือ 2 ล้านบาท) ไปเรียบร้อยแล้ว การจ่ายปันผล 2.3 ล้านบาทในรอบนี้ เราก็ไม่ต้อง หักกำไร 5% ไปสมทบทุนสำรองอีกแล้วนะจ่ายได้จนหมดเลย จนกว่าวันไหนกิจการใหญ่โตต้องจดทะเบียนเพิ่มทุนบริษัทนู่นแหละ ถึงจะกลับมานั่งหักกันใหม่
พูดจบปุ๊บ คุณลูกศิษย์ก็ร้องเสียงหลงขึ้นมาทันที "เฮ้ยอาจารย์นี่แหละปัญหา! วันที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติปันผลน่ะ ทุนเรา 20 ล้านสำรอง 2 ล้านเป๊ะ แต่ปัญหาคือก่อนที่เราจะโอนเงินปันผล 2.3 ล้านบาทให้ผู้ถือหุ้นบริษัทผมเพิ่งไปจดทะเบียนเพิ่มทุนเป็น 55 ล้านบาทมาหมาดๆ เลย แบบนี้ผมต้องประกาศกันสำรองเพิ่มเป็น 5.5 ล้านบาท (10% ของ 55 ล้าน) ก่อนถึงจะจ่ายปันผลก้อนนี้ได้ไหมครับอาจารย์?
555 ผมเผลอส่งเสียงหัวเราะลั่นสายใจเย็นๆบอส กฎหมายเขาดูที่ 'วันที่เคาะระฆังมติที่ประชุม' ในวันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้น 'มีมติอนุมัติ' ให้จ่ายปันผล สิทธิของผู้ถือหุ้นที่จะได้รับเงินมันเกิดขึ้นแล้ว และบริษัทก็ได้บันทึกตั้งเป็น 'เจ้าหนี้เงินปันผลค้างจ่าย' ไปเรียบร้อยแล้ว ณ วันนั้น โครงสร้างทุนของคุณคือ 20 ล้าน และสำรองครบ 2 ล้าน ทุกอย่างจึงสมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมาย 100%
การเพิ่มทุนเป็น 55 ล้านบาทเกิดหลังจากที่มีมติปันผลไปแล้ว (แม้จะยังไม่ได้โอนเงินสดก็ตาม) ไม่ส่งผลย้อนหลังให้มติเดิมเป็นโมฆะ บอสสามารถโอนเงินปันผล 2.3 ล้านบาทให้ผู้ถือหุ้นได้เลย โดยไม่ต้องกลับไปกันสำรองเพิ่มสำหรับดีลนี้แม้แต่บาทเดียว แต่อย่าลืมนะ 'รอบหน้าถ้าจะประกาศปันผลอีกฐานทุนบอสคือ 55 ล้านแล้ว เราจะต้องกลับมาหักกำไร 5% ไปสมทบทุนสำรองใหม่เรื่อยๆ จนกว่าจะแตะ 5.5 ล้านบาทนะ

ก่อนโอนเงิน
อย่าลืม 2 ด่านสุดท้าย
ก่อนวางสาย ขอทิ้งท้ายด้วยความห่วงใยสไตล์อาจารย์ว่า "มติปันผลน่ะผ่านฉลุย แต่ก่อนกดโอนเงิน 2.3 ล้านบาท อย่าลืมเช็ก 2 เรื่องนี้นะ

1. เช็กกระแสเงินสด เพราะกำไรสะสม 40 ล้านคือ ตัวเลขทางบัญชีเราต้องไปดูหน้าสมุดบัญชีธนาคารด้วยนะว่ามีเงินสด 2.3 ล้านบาทให้นอนกอดจริงๆ ไม่ใช่เงินไปจมกับสต็อกหมดแล้ว ถ้าเงินสดไม่พอแล้วไปกู้แบงก์มาจ่ายปันผล ดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้นั้นเอามาหักภาษีไม่ได้นา

2. หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% วันที่โอนเงินปันผล 2.3 ล้านให้ผู้ถือหุ้น บริษัทมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% (คือ 230,000 บาท) นำส่งสรรพากรด้วยนะจ้ะ โอนให้ผู้ถือหุ้นแค่ 2,070,000 บาทพอ อย่าเปย์เพลินจนลืมหักล่ะ
การเข้าใจกฎหมายธุรกิจและภาษีอย่างถ่องแท้ จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดและเพิ่มโอกาสให้คุณบริหารความมั่งคั่งได้อย่างอิสระ ถ้าฝ่ายบัญชียังเถียงอีกให้เอาบทความนี้ไปเปิดให้เขาอ่านเลยนะ! ฟังจบแล้วแม้ปราบจะรับเงินปันผลไม่ได้เพราะไม่ใช่ผู้ถือหุ้นแต่ถ้าจ่ายเป็นค่าที่ปรึกษาจะนำไปหักเป็นรายจ่ายลดภาษีได้ด้วยนา 💲💸💰
#เงินปันผล #กำไรสะสมยังไม่จัดสรร #ทุนสำรองตามกฎหมาย #ภาษีหักณที่จ่าย #ภาษีนิติบุคคล #วางแผนภาษี #อ่านงบการเงิน ้ถูก

28/05/2026

โครงการหยุดแต่ดอกเบี้ยวิ่งทุกวัน
บันทึกเป็นรายจ่ายหรือต้นทุน 🏡🌵
.
อาจารย์ครับโครงการบ้านจัดสรรผมหยุดก่อสร้างมาปีกว่าแล้วเพราะเศรษฐกิจแย่ขายไม่ออกเลย ผู้สอบบัญชีบอกว่ากฎหมายบัญชีบังคับให้ผมต้องเอาดอกเบี้ยแบงก์ที่จ่ายทุกเดือนในตอนนี้มาลงเป็น 'ค่าใช้จ่าย' ของปีนี้ทั้งหมด ห้ามเอาไปบวกเป็นต้นทุนบ้านแล้ว
🟩
ไอ้ผมก็ไม่ติดอะไร แต่ผมกลัวคุณสรรพ์ครับอาจารย์ ถ้าผมเอาดอกเบี้ยมาหักเป็นค่าใช้จ่ายตูมเดียว คุณสรรพ์มาเห็นมีเคืองและต้องมาบวกกลับเหมือนคดีเก่าที่เคยโดนมาแน่ เพราะเขาเคยตอบชาวโลก เอ๊ย..มีข้อหารือว่าดอกเบี้ยต้องรวมเป็นต้นทุนจนกว่าจะสร้างเสร็จ แต่ตึกผมก็ยังสร้างไม่เสร็จ ผมจะเดินหน้าทางบัญชีหรือจะยอมถอยให้ภาษีดีครับ
🧩
ใจเย็นๆ ก่อนบอส นี่คือจุดวัดใจของนักพัฒนาอสังหาฯ เลยครับ การที่เราต้องแบกดอกเบี้ยในช่วงที่โครงการหยุดนิ่งมันก็เจ็บปวดพอแล้ว อย่าปล่อยให้ความกลัวว่าคุณสรรพ์จะมาบีบให้คุณต้องทำบัญชีผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงเลยครับ เรามาติดอาวุธทางกฎหมายให้บอสเอาไปใช้จัดการกับเรื่องนี้โดยกางเกราะป้องกันด้วย "รายงานการประชุม" ที่จะทำให้ดอกเบี้ยช่วงหยุดสร้างของคุณกลายเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีที่ถูกต้อง 100% ครับ
🟤
มุมมองทางบัญชีของผู้สอบบัญชี "ถูกต้อง 100%" ซึ่งต้องขอชื่นชมปรบมือให้ผู้สอบบัญชีของผม เอ๊ย..ของบอสก่อนครับ เพราะท่านทำถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 23 (TAS 23) เรื่อง ต้นทุนการกู้ยืมเป๊ะเลย มาตรฐานบัญชีกำหนดไว้ชัดเจนว่าในช่วงเวลาปกติที่เรากำลังตอกเสาเข็ม เทปูน ดอกเบี้ยเงินกู้จะต้องถูกนำไปรวมเป็น "ต้นทุนของโครงการ" (Capitalization) แต่ที่เป็นจุดเปลี่ยนคือมาตรฐานบัญชีฉบับเดียวกันระบุเงื่อนไขการ "การระงับการรวมต้นทุนการกู้ยืม" ไว้ว่ากิจการต้องระงับการรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ในระหว่างที่การดำเนินการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หยุดชะงักลงเป็นเวลานาน
🟩
แปลภาษาของชาวโลกก็คือเมื่อบอสสั่งหยุดคนงานไม่มีการก่อสร้าง ดอกเบี้ยที่จ่ายให้แบงก์ในช่วงเวลานั้นมันไม่ได้ไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวบ้าน มันจึงต้องกลายเป็น "ค่าใช้จ่ายทางการเงิน" ในงบกำไรขาดทุนของปีนั้นทันที บัญชีบังคับให้ทำแบบเลือกไม่ได้!
🟫.
มุมมองทางภาษีของคุณสรรพ์ที่สร้างความกังวลให้กับบอส ที่กลัวว่าสรรพากรจะบอกให้ "บวกกลับ" เพราะจำฝังใจว่าดอกเบี้ยอสังหาฯ ต้องเป็นต้นทุนจนกว่าจะพร้อมขาย (อ้างอิงประกาศ ป.61/2539 หรือ ป.148 ที่บอสกังวล)
🟢
กฎเหล็กของภาษีคือ มาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากรระบุว่า การคำนวณกำไรสุทธิให้ใช้ "เกณฑ์สิทธิ" (Accrual Basis) และให้เป็นไปตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป เว้นแต่จะมีกฎหมายมาตรา 65 บิส หรือ 65 ตรี สั่งห้ามไว้เป็นอย่างอื่น คราวนี้มาดูต่อว่าในมาตรา 65 ตรีมีข้อไหนห้ามนำดอกเบี้ยช่วงหยุดโครงการมาเป็นรายจ่ายไหม ตอบแบบชัดเจนว่าไม่มีครับ!" เพราะดอกเบี้ยที่จ่ายในช่วงหยุดการก่อสร้างมันไม่ใช่รายจ่ายส่วนตัวและไม่ใช่รายจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จ มันคือต้นทุนทางการเงินที่เกิดขึ้นจริงในการประคองธุรกิจ
🟢
หากจะอ้างถึงข้อหารือ กค0811/00218 เรื่องดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างที่หยุดการสร้างอาคารสำนักงานให้รวมเป็นต้นทุนต่อไปจนกว่าอาคารจะสร้างเสร็จ เราต้องแยกให้ออกครับ เพราะอาคารสำนักงานคือสินทรัพย์ถาวร (ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ - TAS 16) แต่โครงการบ้านจัดสรรของบอสคือสินค้าคงเหลือ (Inventory - TAS 2) บริบทการตีความมันต่างกัน การดึงดันเอาดอกเบี้ยไปยัดใส่ต้นทุนบ้านทั้งที่หยุดสร้างมาเป็นปี จะทำให้ต้นทุนสินค้าสูงเกินกว่ามูลค่าที่จะขายได้จริง (NRV) ซึ่งขัดกับหลักภาษีและการบัญชีอย่างร้ายแรง
🧩🎪
ทางออกและวิธีชี้แจง
เปลี่ยนจุดอ่อนเป็นจุดแข็ง
🟫🧩
ถ้าวันหนึ่งวันใดคุณสรรพ์แวะมาเยี่ยมและตรวจพบ แนะนำให้บอสตั้งรับด้วย 3 ขั้นตอนนี้
🟫
1. อ้างอิงความเชื่อมโยงโดยยืนยันว่าบริษัทปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชี TAS 23 อย่างเคร่งครัด และประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ก็ยอมรับหลักการบัญชีนี้ เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติใดในประมวลรัษฎากรที่บังคับให้ต้องรวมดอกเบี้ยเป็นต้นทุนในช่วงที่ "หยุดพักการพัฒนาอย่างสิ้นเชิง"
🟫
2. ใช้ข้อหารือที่เข้าข้างเรา อ้างอิงข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0702/10044 ที่ผ่านมาเนิ่นนานแล้ว ซึ่งยอมรับหลักการระงับการรวมต้นทุนการกู้ยืม เมื่อการก่อสร้างหยุดชะงักนำมาเป็นรายจ่ายได้เพื่อเป็นบรรทัดฐาน
🟫
3. หัวใจสำคัญที่สุด "ต้องมีหลักฐานการหยุดสร้าง" คุณสรรพ์ไม่ใช่คนดื้อ แต่ท่านจะยอมรับก็ต่อเมื่อบอสพิสูจน์ได้ว่า "หยุดสร้างจริงๆ" ไม่ใช่หยุดหลอกๆ เพื่อแต่งงบ ดังนั้นบอสต้องมี "รายงานการประชุมคณะกรรมการ" เพื่ออนุมัติการหยุดโครงการอย่างเป็นทางการครับ
🎪
การทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เมื่อถึงคราวต้องพักก็ต้องกล้าที่จะพักให้ถูกระเบียบ การมีเอกสารภายในเช่น รายงานการประชุม, หนังสือแจ้งหยุดงานผู้รับเหมา, ภาพถ่ายโครงการที่หยุดนิ่ง คือ "พยานปากเอก" ที่จะช่วยยืนยันเจตนาทางธุรกิจของเรา หากคุณสรรพ์ท่านดึงดันจะบวกกลับด้วยข้อหารือที่ไม่ตรงบริบท ให้บอสยืดอกชี้แจงตามหลักเกณฑ์นี้ได้เลย ต้นทุนที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มย่อมไม่ใช่ต้นทุนสินค้าแต่คือรายจ่ายในการประคองธุรกิจ แต่ถ้าไม่อยากเสี่ยงไม่อยากเสียวไปวัดดวงกับอนาคตที่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจจะบวกกลับรายจ่ายไปก่อนก็ไม่ว่ากัน วันหน้าวันหลังกลับมาพัฒนาต่อ ก็ให้นำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมค่าก่อสร้างอาคารที่บวกกลับรายจ่ายต้องห้ามทางภาษีไว้ มาหักเป็นต้นทุนของบ้านในการคำนวณภาษี
#อสังหาริมทรัพย์ #ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม #มาตรฐานการบัญชี #รายจ่ายนิติบุคคล #หยุดก่อสร้าง #สรรพากร #ที่ปรึกษาบัญชี #มือปราบภาษี ี้ยบ้านที่สร้างไม่เสร็จ

25/05/2026

เข้าใจผิดชีวิตเปลี่ยน!
กำไรสะสมยังไม่จัดสรร
คือเงินที่กฎหมายห้ามแตะจริงหรือ? 💲💴💵
อาจารย์ครับปีนี้บริษัทผมกำไรดีมากเลย แต่พอผมดูในงบฐานะการเงินตรงบรรทัดที่เขียนว่า "กำไรสะสมยังไม่จัดสรร" มันมีตัวเลขตั้ง 5 ล้านบาท คำว่า ยังไม่จัดสรรเนี่ยมันหมายถึง เงินที่กฎหมายบังคับให้กันไว้เป็นทุนสำรองห้ามเอามาปันผลใช่ไหมครับ? แหม เสียดายจัง ผมกะจะเอามาถอยรถสปอร์ตสักคัน!
เสียงจากคุณเอกบอสใจใหญ่ แต่เงินบางเฉียบยิ่งกว่ากระดาษ ทำให้ผมต้องเบรกแทบหัวทิ่ม เอ่ยปากบอกว่าเดี๋ยวก่อนคุณเอกไปเอาความเข้าใจผิดระดับจักรวาลนี้มาจากไหนเนี่ย ถ้าเข้าใจแบบนี้แปลว่าเรากำลังจะปล่อยให้เงินปันผล 5 ล้านบาทนอนเป็นหม้ายอยู่ในกระดาษโดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยนะ
🧸
ผ่าตัดกระปุกออมสิน
ที่ชื่อ "กำไรสะสม"
เข้าใจเลยครับว่าภาษาบัญชีบางคำ ก็เหมือนภาษาต่างดาวสำหรับคนทำธุรกิจคำว่า "จัดสรรแล้ว" กับ "ยังไม่จัดสรร" แค่สลับคำกันนิดเดียวความหมายและสิทธิในการใช้เงินก้อนนั้นก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว เพื่อให้หายข้ออักเสบ เอ๊ย..หมดข้อข้องใจผมหยิบกระดาษขึ้นมาวาดรูปกระปุกออมสินให้คุณเอกดู พร้อมอธิบายว่า "กำไรสะสม (Retained Earnings) ก็เหมือนกระปุกออมสินใบใหญ่ของบริษัทซึ่งเราจะนำกำไรสุทธิที่หามาได้ทุกปี หลังจากส่งส่วย เอ๊ย..นำกำไรที่หาได้มาหักภาษีเรียบร้อยให้นำส่วนที่เหลือมาหยอดรวมกันอยู่ในกระปุกใบนี้ แต่ในกระปุกใบนี้กฎหมายบัญชีเขาบังคับ ให้เราตีเส้นแบ่งออกเป็น 2 ช่องชัดเจน ซึ่งคุณเอกกำลังจำสลับช่องกันอย่างแรง!

ช่องที่ 1 กำไรสะสมที่ "จัดสรรแล้ว" (นี่แหละที่ห้ามแตะ!) คำว่า 'จัดสรรแล้ว' (Appropriated) หมายถึงการเอาเงินกำไรไป 'กันไว้' เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง ซึ่งตัวที่ฮิตที่สุดก็คือทุนสำรองตามกฎหมาย (Legal Reserve)นั่นเอง เรื่องนี้พี่แพ่ง"กฎหมายแพ่งและพาณิชย์บังคับไว้เลยว่า ทุกครั้งที่บริษัทจะจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นบริษัทจะต้องหักกำไรอย่างน้อย 5% ของกำไรสุทธิไปเก็บกักตุนไว้ในช่อง 'จัดสรรแล้ว' นี้จนกว่ายอดเงินสำรองก้อนนี้จะถึง 10% ของทุนจดทะเบียนบริษัท เงินในช่องนี้แหละที่กฎหมาย 'ห้ามแตะต้อง' เอามาจ่ายปันผลไม่ได้เด็ดขาด! เขาให้เก็บไว้เป็นกันชน เผื่อวันไหนบริษัทเจ๊งหรือขาดทุนหนักๆ จะได้มีเงินก้อนนี้ไว้พยุงบริษัท"

ช่องที่ 2 กำไรสะสม "ยังไม่จัดสรร" (สวรรค์ของนักลงทุน!) พอมาถึงตรงนี้คุณเอกเริ่มตาโต "อ้าวถ้าช่องแรกคือเงินที่ห้ามแตะ แล้วช่องที่เขียนว่า 'ยังไม่จัดสรร' ในงบผมล่ะครับอาจารย์ แตะต้องได้หมดเลย?"
เฮ้อ..มือไวใจร้อน ปากไวใจเร็ว แต่เรื่องจ่ายค่าที่ปรึกษานี่ควักช้าตลอด บ่นไปก็ไม่ได้อะไรได้แต่ยิ้มกว้างแล้วพูดเบาๆ ว่า "ก็ตรงกันข้ามไงครับ! คำว่า 'ยังไม่จัดสรร' (Unappropriated) แปลว่าเงินก้อนนี้ ยัง อิสระปลอดโปร่งโล่งสบาย ไม่ได้ถูกกฎหมายล็อกไว้ และไม่ได้ถูกกันไว้เพื่อลงทุนอะไรเลย
ไอ้ตัวเลข 5 ล้านที่อยู่ในช่อง 'กำไรสะสมยังไม่จัดสรร' ของเรานี่แหละคือกระสุนดินดำที่คุณเอกและผู้ถือหุ้นมีสิทธิลงมติสั่งจ่ายเงินปันผล เอาเข้ากระเป๋าตัวเองไปซื้อรถสปอร์ตได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย 100% เลยครับ!
💴💵💰
กำไรสะสม
ระวังกำไรทิพย์
คุณเอกดีใจจนเนื้อเต้น เตรียมจะกดโอนเงิน 5 ล้าน เข้าบัญชีตัวเองทันที แต่ผมรีบยกมือเบรกหัวทิ่มช้าก่อนบอส! อย่าเพิ่งรีบกดโอนการที่ในงบฐานะการเงินมีคำว่ากำไรสะสมยังไม่จัดสรร 5 ล้านบาท มันเป็นแค่ตัวเลขทางบัญชีก่อนจะประกาศจ่ายปันผล เราต้องหันไปถามฝ่ายการเงินก่อนว่าในบัญชีเงินฝากธนาคารจริงๆ ของบริษัทน่ะมีเงินสดนอนอยู่ 5 ล้านจริงๆ หรือเปล่า
💲
หลายบริษัทมีกำไรสะสมเป็นสิบล้าน แต่เงินสดในแบงก์เหลือแค่หลักหมื่น เพราะเอาเงินไปจมกับสต็อกสินค้าบ้าง จมกับลูกหนี้การค้าบ้าง หรือหนักสุดคือเป็นกำไรทิพย์ที่เกิดจากการไม่มีบิลค่าใช้จ่าย จนกรรมการกลายเป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะน้องชีไม่รู้จะบันทึกเงินที่หายไปอย่างไร ก็เลยบันทึกเป็นลูกหนี้กรรมการ
ถ้าเงินสดไม่มี แต่ฝืนประกาศจ่ายปันผลบริษัท คุณจะขาดสภาพคล่องทันที แถมตอนจ่ายปันผลยังต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% นำส่งสรรพากรด้วยนะ งานนี้มีแต่พังกับพัง
💸💱
งบการเงินคือเข็มทิศ
อ่านผิดชีวิตเปลี่ยน
เรื่องของคุณเอกสอนให้รู้ว่า การทำธุรกิจไม่ใช่แค่เก่งหาเงินแต่ต้อง "เก่งอ่านงบ" ด้วย จำสูตรท่องจำง่ายๆ จาก อ.ปราบ ไว้นะครับ จัดสรรแล้ว = ถูกล็อกไว้ (สำรองตามกฎหมาย) ยังไม่จัดสรร = ฟรีสไตล์ (เอามาปันผลได้) แต่การจะนำเงินออกจากบริษัทได้อย่างสวยงามและประหยัดภาษีที่สุด ไม่ใช่เรื่องที่ควรตัดสินใจด้วยความรู้สึก การมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยวิเคราะห์สุขภาพการเงินจะช่วยให้คุณตักตวงผลกำไรได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล โลกของตัวเลขบัญชีและภาษีมีรายละเอียดซ่อนอยู่เสมอ ลองหา "ที่ปรึกษาบัญชีและภาษีมืออาชีพ" มาช่วยแปลภาษาต่างดาวในงบการเงินให้กลายเป็นแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจเถอะครับ ให้มืออาชีพช่วยดูแลหลังบ้าน แล้วคุณเอาสมองไปโฟกัสกับการปั้นกำไรสะสมให้บวมเป่ง เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนดีกว่าครับ!
#กำไรสะสมยังไม่จัดสรร #ทุนสำรองตามกฎหมาย #เงินปันผล #งบการเงิน #อ่านงบการเงิน #ภาษีเงินได้นิติบุคคล #วางแผนภาษี #ที่ปรึกษาบัญชี ัดสรร

25/05/2026

จัดโปรสายเปย์
แจกแหลกระวังแหกโค้ง! 💸🫟💵💴
ณ ร้านกาแฟใต้ตึกสำนักงานแห่งหนึ่ง บรรยากาศกำลังชิลๆ จู่ๆ "เฮียซ้ง" เจ้าของแบรนด์สกินแคร์ชื่อดังและเป็นลูกศิษย์ตัวแสบ ก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาพร้อมกับแผ่นพับแคมเปญใหม่ล่าสุด "อาจารย์ปราบ! ดูโปรใหม่ผมสิ ซื้อครีม 1 กระปุก 5,000 บาทแถมทองคำ 1 สลึง! งานนี้ผมเปย์แหลก ดึงยอดขายสิ้นปีทะลุเป้าแน่นอน FC ทั้งหลายต้องภูมิใจในตัวผมแน่นอน ผมรับรองด้วยเกียรติของลูกเสือว่า ครีมไม่ตกฉลากแน่
ผมได้แต่จิบกาแฟแล้วยิ้มมุมปาก ยอดพุ่งน่ะดีเฮีย แต่ระวังภาษีจะพุ่งปรี๊ดตามนะ ภาษีจากของแถม น่ะแพงกว่าของที่ขายอีก แบบนี้คุณสรรพ์เขาไม่ขำด้วยนะบอกเลย ลูกค้าอาจจะมีความสุขแต่น้องชีแกไม่ได้ภูมิใจไปหรอก แกกำลังจะร้องไห้ต่างหาก ใจเย็นนั่งจิบกาแฟร้อนด้วยกันสักแก้ว เพราะน่าจะใช้เวลานานอยู่เรื่องแบบนี้เป็นกันทั่วฟ้าเมืองไทย หลายธุรกิจมักคิดว่าการจัดโปรโมชั่น "ลด แลก แจก แถม" คือเคล็ดลับดึงดูดใจลูกค้า แต่ในมุมของคุณสรรพ์กิจกรรมเหล่านี้มี "เส้นยาแดง" ที่แบ่งระหว่างการส่งเสริมการขายตามปกติกับการให้โดยเสน่หา วันนี้ได้ฤกษ์งามยามดีได้กาแฟร้อนฟรี สักสองสามแก้วสบายใจแล้วสรุปให้ฟังกันแบบเคลียร์ๆ
🎀🔖
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
จากของแถม... ใครจ่าย?
เฮียซ้งไม่รอให้กาแฟได้ตกถึงท้อง ชิงถามต่อว่าแล้วเวลาผมแถมของไปเนี่ย ผมต้องควักเนื้อจ่าย VAT 7% สำหรับของแถมด้วยไหมอาจารย์? ยิงเข้าเป้าตรงประเด็นแบบไม่ยอมให้เสียเวลาหรือกลัวว่าจะต้องจ่ายค่ากาแฟและขนมของพี่Buckหลายแก้ว ผมได้แต่ยิ้มอีกครั้งวางแก้วกาแฟลงพร้อมกับอธิบายให้หายข้องใจว่า ตามหลักแล้วการให้ของแถมพร้อมสินค้าหลัก "ไม่ถือเป็นการขายสินค้าใหม่" ดังนั้นเฮียไม่ต้องไปคิด VAT เพิ่มจากของแถมเลยส่วนลดหรือของรางวัลที่ให้ก็ไม่ถือเป็นรายได้ที่ต้องนำมาคิด VAT เช่นกัน
กฎกติกามารยาทมีอยู่ในทุกวงการ คุณสรรพ์ก็กฎเหล็กเหมือนกัน ซึ่งระบุไว้ทั้งในคัมภีร์เล่มใหญ่หนาหนักที่เรียกกันว่าประมวลรัษฏากร! มูลค่าของแถม "ต้องไม่เกิน" มูลค่าสินค้าหลักที่ขายถ้าขายของ 5,000 บาท แต่แถมทองหลักหลายหมื่น แบบนี้คุณสรรพ์มองว่าไม่ใช่การแถมตามปกติแต่เป็นการ "แจกฟรี" ซึ่งเฮียจะต้องเสีย VAT จากทองคำนั้นด้วย แอบเห็นเฮียซ้งปาดเหงื่อท่ามกลางแอร์เย็นเฉียบ ทำให้เดาได้ว่าน่าจะทำเรื่องบกพร่องโดยสุจริตไปแล้ว ..ไม่มากก็น้อย
🧧
สายเปย์ตัวแทน
อย่าลืมหัก ณ ที่จ่าย 3% 🎁🧸
เฮียซ้ง: เคลียร์ครับเคลียร์ แถมได้ถ้ามูลค่าของแถมน้อยกว่าสินค้าที่ขาย แบบนี้ถ้าผมฉีกแคมเปญนี้เปลี่ยนแคมเปญใหม่ จัดโปรส่งเสริมการขายให้ตัวแทน โดยแจกแพ็กเกจทัวร์ให้ 'ตัวแทนจำหน่าย' ที่ทำยอดทะลุเป้าแทน ส่วนตัวแทนจะไปจัดแคมเปญแจกทองหรือทำอะไร เพื่อกระตุ้นลูกค้าก็เป็นเรื่องของตัวแทนผมไม่เกี่ยวไม่ข้องแบบนี้ได้ไหม มีอะไรน่าห่วงไหมอาจารย์?"
รอดจากการโดนปรับแน่ ถ้าเฮียทำถูกกติกา มาว่ากันเรื่องแรกก่อนเลย การแจกรางวัลหรือให้ส่วนลดพิเศษแก่ตัวแทนจำหน่ายที่เป็นนิติบุคคลบุคหรือบุคลธรรมดา เฮียในฐานะผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% เพราะถือเป็นรางวัลหรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายไม่ใช่เปย์ให้เขาเต็มๆ แล้วลืมหักแบบนั้น บริษัทเฮียต้องมารับผิดชอบภาษีแทนเขานะ!"
ส่วนเรื่องที่สองภาษีมูลค่าเพิ่มการที่เรามอบแพคเกจทัวร์ให้ตัวแทนจำหน่ายที่ทำยอดขายได้ทะลุเป้า ถือเป็นการจำหน่าย จ่าย โอนโดยไม่มีค่าตอบแทน ซึ่งเข้าข่ายนิยามการ "ขาย" ตามกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เฮียในฐานะคนจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและคนแจกต้องคำนวณภาษีขาย 7% จากมูลค่าของแพ็กเกจทัวร์นั้น คำถามว่าแล้วใครต้องจ่ายภาษี ตอบได้เลยว่าตัวแทนที่ได้รับแพ็คเกจทัวร์นี่ละที่ต้องจ่าย แต่อยู่ที่ว่าเฮียจะเรียกเก็บหรือไม่ ถ้าเรียกเก็บแล้วตัวแทนจ่ายก็จบ ถ้าไม่จ่ายเฮียก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายเองนา ไม่อย่างนั้นเบี้ยปรับเงินเพิ่มจะมาเยือน คราวนี้หากเฮียต้องควักจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่าย แทนตัวแทนคุณสรรพ์ไม่ว่าอะไรแต่บอกให้ฟังกันลืมว่า นำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีไม่ได้นา ทางบัญชีจะบันทึกเป็นรายจ่ายภาษีออกแทนก็ว่ากัน แต่ทางภาษีบวกกลับหมด
🔖
ข่าวดี! ภาษีซื้อจากการจัดโปรฯ
หักเป็นค่าใช้จ่ายได้
เห็นเฮียซ้งเริ่มหน้าซีด เลยรีบปลอบใจ ไม่ต้องกลัวไปเฮียฟังเรื่องเสียเงินมาก็เยอะ มาฟังข่าวดีกันบ้าง พวกของแถม ของรางวัล หรือของชิงโชคที่เฮียไปซื้อมา เพื่อจัดกิจกรรมเนี่ย ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นสามารถนำมาขอคืนหรือหักภาษีขายได้ตามปกตินะ แถมมูลค่าของพวกนั้นก็นำมาหักเป็นรายจ่ายของบริษัทได้เต็มๆ เพราะถือเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง"
3️⃣3 กฎเหล็กของที่อยากฝากให้เฮียนำไปจัดโปรได้อย่างสบายใจ จัดอย่างไรคุณสรรพ์ก็ไฟเขียวผ่านตลอด 1️⃣เรื่องแรกต้องมีกติกาชัดเจนแคมเปญแลกคะแนน ชิงโชค หรือแจกของแถม ต้องประกาศเงื่อนไขและระยะเวลาที่แน่นอนให้บุคคลทั่วไปทราบไม่ใช่แจกสะเปะสะปะให้แค่ลูกค้าคนสนิท 2️⃣ข้อสองหลักฐานต้องเป๊ะ การมอบของรางวัลหรือของแถมต้องมีร่องรอยเอกสาร เช่น บิลใบเสร็จที่มีรายการของแถมหรือใบเซ็นรับของรางวัลจากลูกค้าเพื่อให้บัญชีมีหลักฐานในที่เกิดเหตุให้ครบ 3️⃣สุดท้ายต้องสอดคล้องกับธุรกิจขนาดและมูลค่าของกิจกรรมต้องสมเหตุสมผลเป็นไปเพื่อส่งเสริมการขายตามวิสัยธุรกิจปกติ ไม่ใช่การโอนย้ายทรัพย์สิน ให้กันฟรีๆ ภายใต้หน้ากากการส่งเสริมการขาย 🆓
การทำการตลาดและการส่งเสริมการขาย เป็นเรื่องที่ดีและจำเป็นสำหรับธุรกิจ แต่อย่าลืมว่าทุกครั้งที่มีการขยับตัวเรื่องเงินๆ ทองๆ กฎหมายภาษีจะยืนมองอยู่เสมอ การวางแผนร่วมกับทีมบัญชีก่อนยิงแคมเปญ จะช่วยให้คุณโกยยอดขายได้อย่างสบายใจไม่ต้องมานั่งน้ำตาตก ตอนคุณสรรพ์มาเคาะประตูบ้านครับ "เปย์ลูกค้าให้สุดแต่อย่าหยุดทำบัญชีให้เป๊ะนะครับเฮียซ้ง!"
#ส่งเสริมการขาย #ลดแลกแจกแถม #ภาษีมูลค่าเพิ่ม #หักณที่จ่าย #ภาษีนิติบุคคล #วางแผนภาษี ัดโปรให้สายเปย์

21/05/2026

ขายที่ดินจ่ายภาษีไปเป็นแสน
ขอคืนได้เกือบ 2 แสน
ทำไมคนส่วนใหญ่ไม่กล้าขอ
ไขปมลับอ้อยในปากช้างที่คุณต้องรู้ 🌳🌵
พี่ครับผมคำนวณดูแล้วน่าจะได้ภาษีคืนเกือบ 2 แสนแต่เพื่อนบอกว่าอย่าไปยุ่งอย่าไปเสี่ยงขอคืนเเลยเดี๋ยวโดนรื้อเละไม่คุ้มกันได้อ่านข่าวดาราอินฟลูกันบ้างหรือเปล่าไม่เสียวสันหลังเหรอเป็นข้อความสอบถามที่ว่อนอยู่ทั่ว Net แสดงความกังวลของคนขายที่ดินที่ยืนอยู่บนทางแยกวัดใจฝั่งหนึ่งคือเงินคืนก้อนโตที่เป็นสิทธิของเราถูกต้องตามกฎหมาย อีกฝั่งคือความกลัวจากคำเชื่อที่พูดต่อกันมาว่าการขอคืนภาษีคือการไปง้างปากช้างเอาอ้อยคืน
อ่านจบก็อดนึกไม่ได้ว่า ถ้าเป็นเราจะกล้าขอหรือยอมทิ้ง ถามคนนี้บอกขอคืนถามอีกคนบอกไม่ขอคืนพอเอนเอียงไปในทางที่จะไม่ขอคืน เพราะไม่อยากเสี่ยงอยากเสียวก็อดเสียดาย 1.9 แสนบาทที่จะเสียไปฟรีๆ สุดท้ายจะไปพึ่งพระท่านก็บอกว่าเรื่องภาษีเป็นเรื่องทางโลกพระไม่ยุ่งด้วย แต่ถ้าได้รู้เทคนิคการคำนวณภาษีแบบละเอียดอาจจะวิ่งไปยื่นหน้ายื่นแบบขอคืนภาษีแทบจะทันที
เปลี่ยนความกลัวให้เป็นเงินในกระเป๋า หลังจากแวบเข้าไปอ่านเนื้อหาที่ไม่ค่อยมีเนื้อหา เพราะหนักทางพร่ำรำพรรณมากว่า แต่พอเดาได้ว่า จขกท. เพิ่งขายที่ดินแปลงหนึ่งไปในราคา 10 ล้านบาท วันโอนที่กรมที่ดินแกจ่ายค่าธรรมเนียมและภาษีไปตามระเบียบ โดยมีรายการสำคัญคือภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จำนวน 245,912 บาท แม้จะเสียดายแต่ก็ปลอบใจตัวเองว่า ได้เงินมาตั้งเยอะก็เลยยอมจ่ายไปแบบงงๆ คิดว่าจบแล้ว แยกย้าย
พอกลับมาบ้าน แกมานั่งดีดลูกคิดดูตามประสาคนพอมีความรู้ เลยเอะใจว่า เอ๊ะ!เราซื้อที่ดินมาแพงนะต้นทุนเกือบ 8 ล้าน แถมตอนขายก็โดนภาษีธุรกิจเฉพาะไปอีกเกือบ 5 แสน ถ้าเอาต้นทุนพวกนี้มาหักจริงๆ ภาษีที่เราต้องจ่ายมันน่าจะน้อยกว่า 2.4 แสนที่กรมที่ดินเก็บไปหรือเปล่าหนอ พอแกไปปรึกษาเพื่อนเพื่อนก็เบรกตัวโก่ง บอกว่าอย่าหาทำนะเว้ย ไปขอคืนเดี๋ยวคุณสรรพ์ท่านเรียกตรวจ จะลามปามไปใหญ่ตัดใจทิ้งมันไปเหอะถือว่าฟาดเคราะห์ เหมือนที่แกนำมาพร่ำรำพันเขียนบ่นในกระทู้
🏡
สูตรคำนวณภาษีที่
คนขายที่ต้องรู้
เคสนี้แม้จะไม่มีข้อมูล แต่จากการที่เข้าไปยุ่งกับปัญหาของชาวบ้าน ที่มีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์มามากพอสมควร ทำให้พอจะเดาได้ว่าการขอคืนมีสิทธิได้เงินภาษีคืน แต่เนื่องจาก จขกท.ได้แต่บ่นไม่ให้เนื้อหา เลยต้องเขียนปักหมุดไว้ เผื่อใครมาอ่านจะได้นำไปแกะรอยเอาว่า ควรขอคืนหรือไม่มีจุดตัดสินใจสำคัญคือ
รายได้ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ใช้ราคาประเมินไม่ใช่ราคาขายจริง นี่คือจุดที่หลายคนไม่รู้คุณสรรพ์ท่านกำหนดไว้ทุกหนทุกแห่งโดยไม่ลำเอียงว่า ในการคำนวณภาษีบุคคลธรรมดาจากการขายอสังหาริมทรัพย์กฎหมายให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เป็นฐานรายได้ แม้คุณจะขายอสังหาริมทรัพย์ได้จริง 10,000,000 บาท แต่หากไปสอดส่องราคาประเมินทุนทรัพย์จากกรมที่ดิน หรือกรมธนารักษ์ได้ราคาเท่ากับ 9,350,000 บาท โชคก้อนแรกฐานภาษีลดลงทันที 6.5 แสนบาท เพราะเงินได้ที่จะนำไปเสียภาษีคือ 9.35 ล้านบาท
ต้นทุนในการซื้อที่ดินซื้อมาเท่าไหร่ นำมาหักในการคำนวณภาษีได้ทั้งหมด ซึ่งเราต้องแยกกันระหว่างการเสียภาษีตอนโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดิน กับตอนยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะตอนจ่ายที่กรมที่ดิน เจ้าหน้าที่จะคำนวณหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาตามปีที่ถือครอง ซึ่งอาจจะมากหรือน้อยกว่าต้นทุนที่ซื้อมาจริง ตอนจะไปโอนเค้าให้ทำอะไรก็ต้องทำตามนั้น แต่หากเราเลือกที่จะนำมาคำนวณภาษีเงินได้ ตอนสิ้นปีเราจะเลือกว่าหักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือตามความจำเป็นและสมควร หากเลือกหักรายจ่ายเป็นการเหมา ก็จะไม่ต่างจากที่กรมที่ดินเค้าคำนวณไว้ แต่ถ้าหักรายจ่ายตามความจำเป็นและสมควรจะครอบคลุมไปถึง
🛤️⛺️
- ต้นทุนค่าซื้อที่ดิน (7,990,000 บาท)
- ภาษีธุรกิจเฉพาะที่จ่ายไป (495,000 บาท)
- ค่าธรรมเนียมโอนส่วนท้องถิ่น (45,000 + 186,626 บาท)
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
แท่นแท้นแท๊น..มาถึงจุดไคลแม็กซ์แล้ว จุดตัดสินใจของเราหากเลือกที่จะคืนภาษีเงินได้ที่ถูกหักไว้เราต้องนำรายได้หักต้นทุนและคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากนั้นให้นำภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้ามากกว่าค่อยคิดขอคืน ถ้าน้อยกว่าก็ปิดคดีจบเรื่องไป โดยในการคำนวณก็บวกลบกันตามปกติ โดยนำรายได้ (ราคาประเมิน): 9,350,000 บาท หักต้นทุนจริงทั้งหมด: (7,990,000 + 495,000) = 8,671,626 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 678,374 บาท
ผลลัพธ์ที่น่าตกใจเมื่อนำเงินได้สุทธิ 6 แสนกว่าบาท มาคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า ภาษีที่ควรต้องจ่ายจริงแค่ 54,255.95 บาท แต่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว 245,912 บาท เท่ากับจ่ายภาษีเกินไปและมีสิทธิขอคืนได้ 191,656.05 บาท เกือบ 2 แสนบาทเชียว เงินจำนวนนี้จะทิ้งไปฟรีๆ เพราะกลัวคำขู่เรื่องช้างกับอ้อยหรือจะเป็นควาญช้างมุ่งหน้าไปตัดอ้อยเลือกเอา
💰💲
มุ่งค้าหากำไร
ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้
หาก จขกท. หรือใครบังเอิญมาอ่านพบ และกำลังคิดว่าเลือกยื่นหรือเลือกไม่ยื่นก็ได้ ต้องบอกว่าเรามีสิทธิเลือกได้ถ้าเข้าเงื่อนไข เพราะสิ่งสำคัญที่เราต้องรู้คือ หากเราไม่มุ่งค้าหากำไรก็ไม่ต้องยื่น แต่ถ้าเป็นการมุ่งค้าหากำไรก็ต้องยื่น นอกจากนี้ มุ่งค้าก็ยังมีประเด็นที่สำคัญที่ยังมีการยกเว้นคือ หากเราขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถือกรรมสิทธิ์ไม่เกิน 5 ปี โดยไม่มีการพัฒนาในเชิงภาษี แม้จะเป็นการขายแบบมุ่งค้าหากำไร แต่หากเราเสียภาษีธุรกิจเฉพาะครบถ้วน คุณสรรพ์ท่านให้สิทธิเลือกยื่นหรือไม่ยื่นก็ได้
ถ้าเราไม่ได้ทำบาปทำกรรมอะไรไว้ เอ๊ย..ไม่ได้มีรายได้อื่นซุกซ่อน แฮ่..ไม่ได้มีรายได้อื่น มีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อย่างเดียว หากผลการคำนวณออกมาแบบนี้ เลือกยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ถูกต้อง แถมยังถูกใจเพราะยื่นแล้วได้เงินคืนอีกต่างหาก
ความกลัวเกิดจากความไม่รู้ ถ้าเอกสารเราครบ ต้นทุนเราจริงเราไม่ได้เมคตัวเลข ไม่มีอะไรต้องกลัวการขอคืนภาษีเป็นสิทธิที่พึงมี แต่ถ้าคุณยังกังวลไม่มั่นใจว่าเอกสารจะผ่านไหม หรือคำนวณถูกหรือเปล่าการมีที่ปรึกษาบัญชีและภาษีมืออาชีพคือทางออกยอมจ่ายค่าบริการให้มืออาชีพช่วยทำเรื่องขอคืนดีกว่าทิ้งเงิน 2 แสนไปฟรีๆ หรือไปยื่นเองแล้วตอบคำถามเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ให้มืออาชีพช่วยดูแลหลังบ้านแล้วคุณเอาสมองไปโฟกัสกับการหาที่ดินแปลงสวยๆ มาทำกำไรต่อเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนดีกว่าครับ
#ขอคืนภาษี #ขายที่ดิน #ภาษีธุรกิจเฉพาะ #ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา #ราคาประเมิน #วางแผนภาษี #อสังหาริมทรัพย์ ้าขอไหม

18/05/2026

ผลิตตามสั่งคือขายของหรือบริการ
ระวังจำผิดชีวิตเปลี่ยน
อาจารย์ครับ! ผมค้นพบช่องโหว่สวรรค์ที่จะทำให้บริษัทผมมีกระแสเงินสดหมุนเวียนแบบล้นทะลักแล้วครับ ต่อไปนี้ผมจะไม่ยอมจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มให้สรรพากรก่อนได้รับเงินจากลูกค้าเด็ดขาด ต้องชื่นชมว่าผมนี่มันอัจฉริยะจริงๆ!
เดี๋ยวก่อนเฮีย! ไอ้ความมั่นใจระดับสิบ แต่ความรู้ระดับติดลบนี่ มันน่ากลัวนะไปฟังใครเขาเป่าหูมาอีกล่ะ อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองบรรลุธรรมวิชาบริหารภาษีมูลค่าเพิ่มมาหมาดๆ เลยจะนำมาปฏิบัติระวังช่องโหว่สวรรค์ที่เฮียว่ามันจะกลายเป็นประตูสู่ทางตุยทางภาษีแทนนะ! วันนี้เดินยืดอกมั่นหน้าพกความมั่นใจเข้ามาในสำนักงานมาหาผมแบบเต็มร้อยแต่จะกลับไปแบบห่อเหี่ยวเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาไหม มาดูกัน
เฮียสายชลรีบวางแฟ้มเอกสารปังใหญ่ลงบนโต๊ะ แล้วเริ่มเล่าแผนการสุดล้ำให้ฟังว่าโรงงานผมเนี่ยผลิตสายไฟทุกชนิดเลยครับอาจารย์ ช่วงหลังมีลูกค้าสั่งทำพิเศษเยอะมาก ผมก็ไปจ้างโรงงานอื่น ช่วยรีดทองแดงบ้าง ชุบตะกั่วบ้าง จากนั้นก็เอามาประกอบให้เรียบร้อย นำไปขายให้ลูกค้าโปรเจกต์ใหญ่ ปกติพอผมส่งมอบสายไฟปุ๊บ ผมก็ออกใบกำกับภาษีปั๊บ แล้วก็ต้องเอา VAT ไปส่งสรรพากรเดือนถัดไป ทั้งที่ลูกค้ายังไม่จ่ายตังค์ ผมเลยเครดิตตั้ง 90 วันผมก็ต้องควักเนื้อจ่าย VAT ไปก่อนตั้งหลายล้าน!
เฮียสายชลยิ้มกริ่มแล้วพูดต่อว่า เมื่อวานผมไปอ่านเจอมาว่า ถ้าเป็นการรับจ้างหรือให้บริการกฎหมายบอกว่าจุดเกิด VAT คือตอนรับชำระเงินเท่านั้น งานผมเป็นงานสั่งทำพิเศษลูกค้ากำหนดสเปกเองหมด มันก็คืองานรับจ้างทำของชัดๆ ผมเลยสั่งฝ่ายบัญชีระงับการออกใบกำกับภาษีตอนส่งของทั้งหมดเลยครับ รอรับเงินเมื่อไหร่ค่อยออก ตอนนี้มียอดรอเก็บเงินอยู่ 70 ล้านบาท ผมประหยัด VAT ไปได้ตั้งหลายล้าน..แจ๋วไหมล่ะอาจารย์!"
ขายของหรือรับจ้าง
วัดกันที่กรรมสิทธิ์
ไม่ใช่ความแปลกใหม่
อ.ปราบฟังจบก็แทบจะพ่นกาแฟออกมา ได้แต่ยกมือขึ้นกุมขมับ แล้วสวนกลับไปทันที "เจ็บตั้งแต่คิด เสียเงินเพิ่มตั้งแต่ลงมือ รีบโทรสั่งฝ่ายบัญชีให้กลับไปออกใบกำกับภาษีด่วนเลย ก่อนที่คุณสรรพ์จะมาเคาะประตูโรงงาน!
พูดจบก็ต้องเริ่มอธิบายหลักกฎหมายให้เฮียสายชลฟังทีละสเต็ปว่า การที่เฮียซื้อวัตถุดิบอย่างเส้นลวดทองแดงหรือเม็ดพลาสติกเข้ามาผ่านกระบวนการในโรงงาน เพื่อผลิตเป็นสายไฟฟ้าแล้วจำหน่ายออกไปกฎหมายเขาถือว่าเฮียเป็น "ผู้ผลิตสินค้าเพื่อขาย" เป็นปกติธุระครับ
ต่อให้ลูกค้าจะมาสั่งทำสายไฟสีชมพูสะท้อนแสงหรือกำหนดสเปกแปลกประหลาดแค่ไหนก็ตาม ตราบใดที่เฮียยังใช้สัมภาระและวัตถุดิบของตัวเองในการผลิตและจุดมุ่งหมายหลักคือการ โอนกรรมสิทธิ์ในสายไฟเส้นนั้นให้ลูกค้า กฎหมายเขาก็มองว่า นี่คือการขายสินค้าไม่ใช่การรับจ้างทำของนะเฮีย
ระเบิดเวลา 70 ล้านกับ
จุดเกิดภาษีที่พลาดไม่ได้
หางตาเห็นเฮียสายชลเริ่มหน้าเสียยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อเฮียสายชลยกมือประท้วงว่า อ้าวถ้าคุณสรรพ์มองว่าผมขายสินค้าไม่ใช่ให้บริการ แล้วผลมันจะเป็นยังไงล่ะครับอาจารย์? เหมือนฉลามได้กลิ่นคาวเลยต้องตามขยี้ประเด็นสำคัญต่อทันที ผลก็คือจุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ Tax Point ของการขายสินค้ามันเกิดขึ้นทันที เมื่อมีการส่งมอบสินค้าไม่ใช่ตอนรับชำระเงิน
แปลว่ายอด 70 ล้านที่เฮียส่งของไปแล้ว แต่กะหมกเม็ดรอรับเงินค่อยออกใบกำกับภาษีน่ะ มันคือการออกใบกำกับภาษีล่าช้านำส่งภาษีไม่ตรงกำหนดเวลาเต็มๆ งานนี้เฮียเตรียมตัวรับของแถมเป็นเบี้ยปรับ 2 เท่าและเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนได้เลย จากที่คิดว่าจะกำไรกระแสเงินสดจะกลายเป็นขาดทุนยับเยินเพราะค่าปรับแทน
การบริหารกระแสเงินสดเป็นเรื่องที่เจ้าของธุรกิจทุกคนต้องทำครับ แต่การตีความกฎหมายเข้าข้างตัวเองโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญคือการเดินหมากที่อันตรายที่สุด กรณีของเฮียสายชลเป็นภาพสะท้อนชั้นดีของผู้ประกอบการโรงงานหรือธุรกิจสั่งผลิต ที่มักสับสนระหว่างคำว่าขายสินค้ากับให้บริการ จำไว้ง่ายๆ ว่าถ้าเราออกวัตถุดิบหลักเองและมุ่งโอนกรรมสิทธิ์สิ่งนั้นให้ลูกค้ามันคือการขายสินค้าที่ต้องเสียภาษีทันทีที่ส่งมอบ แต่ถ้าลูกค้าเอาของมาให้เราทำ เราลงแค่แรงแบบนี้ถึงจะเป็นการรับจ้างทำ ของที่รอเสียภาษีตอนรับเงินได้
#ภาษีมูลค่าเพิ่ม #จุดความรับผิดทางภาษี #ขายสินค้า #จ้างทำของ #ภาษีนิติบุคคล #วางแผนภาษี ิการจำผิดชีวิตเปลี่ยน

ข้ามปีข้ามชาติ! ทำงานปีนี้แต่เก็บเงินปีหน้า สรุปต้องเสียภาษีปีไหน? อาจารย์ครับ! ผมเพิ่งออกใบแจ้งหนี้ค่าบริหารโครงการไปล้...
15/05/2026

ข้ามปีข้ามชาติ!
ทำงานปีนี้แต่เก็บเงินปีหน้า
สรุปต้องเสียภาษีปีไหน?
อาจารย์ครับ! ผมเพิ่งออกใบแจ้งหนี้ค่าบริหารโครงการไปล้านกว่าบาท เป็นค่าจ้างบริหารโครงการให้กับลูกค้าเดือนมิถุนายนถึงธันวาคมปีนี้ จะเรียกว่าเป็นผลมาจากการที่ผมบริหารโครงการก่อสร้างของผมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปิดงานเก็บเงินได้ตามกำหนดก็ว่าได้ ผมตกลงกับลูกค้าไว้ว่าให้เขาไปโอนจ่ายเอาเดือนมกราคมปีหน้าเลย ผมฉลาดไหมครับ! แบบนี้ผมก็เลื่อนเวลาเสียภาษีของปีนี้ออกไปได้ตั้งปีนึงเต็มๆ ยอดขายปีนี้จะได้ไม่บวมไง เรียกว่าบริหารกำไรให้สม่ำเสมอมี backlog เอาไว้อวดว่า มีงานสม่ำเสมอเพื่อปั่นราคาหุ้นตามที่อาจารย์แนะนำครับ!
เดี๋ยวก่อนบอสเอก! มาเคลียร์เรื่องแรกก่อนเรื่องการสร้าง backlog บริหารกำไรเพื่อปั่นราคาหุ้น อันนี้ผมมั่นใจว่าเรื่องผิดธรรมภิบาล แบบนี้กรรมการตรวจสอบอย่างผมไม่แนะนำให้ทำแน่นอน เรื่องต่อมาเรื่องการรับรู้รายได้ปีหน้า บอกเลยว่าความมั่นใจระดับนี้ มันน่ากลัวนะไปเอาสูตรลับนี้มาจากไหนเนี่ย? การเลื่อนรับเงินมันช่วยให้กระเป๋าตังค์บอสเบาลงน่ะใช่แต่ในสายตาคุณสรรพ์ภาระภาษีมันไม่ได้เลื่อนตามปฏิทินของบอสนะ ระวังจะโดนภาษีย้อนหลังข้ามปีข้ามชาติ!
บอสรู้ไหมว่าในโลกของธุรกิจบริการคำว่าทำงานเสร็จกับได้รับเงินมันมักจะเดินไม่พร้อมกันเสมอ และความไม่พร้อมกันนี้แหละที่สร้างความสับสนให้กับคนทำธุรกิจมานักต่อนักว่า ตกลงแล้วเราต้องยื่นภาษีในจุดไหนกันแน่?💸💵
รายได้เกิดตอนไหน?
ความลับของเกณฑ์สิทธิ
เอางี้บอสเอก วางใบแจ้งหนี้ค่าบริหารโครงการ 2 ใบลงบนโต๊ะใบแรกเป็นค่างานของเดือน มิ.ย. - ธ.ค. ปีนี้ยอด 1 ล้านบาท ใบที่สองของเดือน ม.ค. ปีหน้ายอดแสนห้าแกย้ำว่าทั้งสองใบนี้ลูกค้าจะจ่ายเงินให้ในปี 69 ทั้งหมด อ.ปราบจะให้รับรู้ปีไหนว่ามาให้เคลียร์อย่าให้โดนภาษีย้อนหลังเป็นพอเสียอะไรได้เสียค่าปรับทีไรเจ็บจี๊ด
อ.ปราบหยิบใบแจ้งหนี้ใบแรกขึ้นมาดูแล้ว อธิบายว่า บอสเอกครับในทางภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อจ่ายภาษีจากกำไรสิ้นปีกฎหมายเขาใช้สิ่งที่เรียกว่าเกณฑ์สิทธิหรือเกณฑ์คงค้าง เกณฑ์นี้แปลภาษามนุษย์ง่ายๆ ว่างานเสร็จเมื่อไหร่รายได้เกิดเมื่อนั้น ไม่สนว่าลูกค้าจะจ่ายเงินช้าแค่ไหนในเมื่อบอสทำงานของเดือน มิ.ย. ถึง ธ.ค. ปีนี้ เสร็จแล้วสิทธิในการรับเงินมันเกิดขึ้นแล้ว บอสก็ต้องรับรู้ยอด 1.5 ล้านบาทนี้ เป็นรายได้ของปีนี้ทันทีครับ! จะมาหมกเม็ดข้ามไปปีหน้าไม่ได้เด็ดขาด
🧧🎏
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
คนละโลกกับภาษีเงินได้
บอสเอกเริ่มเหงื่อตก อ้าวอาจารย์! ถ้าผมต้องบันทึกรายได้ปีนี้ แปลว่าผมก็ต้องควักเนื้อจ่าย VAT 7% ของยอดล้านกว่าบาทให้คุณสรรพ์ ทั้งที่ยังไม่ได้เงินจากลูกค้าเลยเหรอครับ แบบนี้ผมขาดสภาพคล่องตายพอดี! อ.ปราบรีบเบรกความตื่นตระหนกใจเย็นๆ บอส! นี่คือข้อดีของธุรกิจบริการสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กฎหมายให้ใช้เกณฑ์รับชำระเงิน เป็นจุดเกิดความรับผิดทางภาษีหมายความว่าถ้าบอสยังไม่ออกใบกำกับภาษีและยังไม่ได้รับชำระเงินบอสก็ยังไม่ต้องนำส่ง VAT 7% ให้คุณสรรพ์ รอให้ลูกค้าโอนเงินมาตอนปีหน้าค่อยออกใบกำกับภาษีและยื่น VAT ในเดือนนั้นได้เลย เห็นไหมว่าภาษีเงินได้นิติบุคคลกับภาษีมูลค่าเพิ่มมันเดินคนละไทม์ไลน์กัน!
💴
ปริศนากำไรพุ่ง!
รายได้โต 10%
แต่ต้นทุนโตแค่ 1%
💶
พอเคลียร์เรื่องบิลเสร็จ บอสเอกก็กางงบกำไรขาดทุนเปรียบเทียบปีที่แล้วกับปีนี้ให้ดูพร้อมบ่นว่าอาจารย์ครับมีอีกเรื่องที่ผมงงมากปีนี้รายได้ผมโตขึ้น 10% แต่ทำไมต้นทุนมันเพิ่มขึ้นแค่ 1% เองล่ะครับ กลายเป็นว่ากำไรขั้นต้นผมกระโดดจาก 16% เป็น 20% เลยตัวเลขมันสวยไปจนผมเริ่มกลัวแล้วเนี่ย!
💷
อ.ปราบชี้ไปที่รายการรับบริหารโครงการทันที นี่ไงต้นตอของปัญหาบอสเอกรับรู้รายได้ค่าบริหารโครงการเข้ามาเป็นล้านแต่ไม่มีต้นทุนสักบาท บอสได้เอาเงินเดือนพนักงานที่เข้าไปดูแลโครงการนี้มาแบ่งสัดส่วนบันทึกเป็นต้นทุนบริการของโครงการนี้หรือเปล่า หลักการบัญชีที่ถูกต้องคือกฎการจับคู่รายได้และค่าใช้จ่าย (Matching Principle) ถ้ารายได้เกิดต้นทุนก็ต้องเกิดตาม! ถ้าบอสมัวแต่รับรู้รายได้แต่ลืมตัดเงินเดือนลูกน้อง ค่าเดินทางหรือค่าดำเนินการต่างๆ มาเป็นต้นทุนโครงการ กำไรของบอสก็จะกลายเป็นกำไรทิพย์ทันที
จุดต่อมาบอสต้องย้อนกลับไปดูว่า ตอนทำประมาณการต้นทุนที่เค้าเรียกว่า B.O.Q. เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดกำไรขั้นต้นและเสนอราคาลูกค้ามีกำไรขนาดนี้ไหมถ้าใช่และตรงกันเท่ากับเราก็รู้อยู่แล้วและการทำกำไรได้ตามประมาณการคือเรื่องน่ายินดี แต่หากไม่ใช่และกลายเป็นว่ากำไรเกินบอสต้องกลับไปดูว่าเอกสารต้นทุนโครงการต่างๆ ได้นำมาบันทึกบัญชีคำนวณเป็นต้นทุนโครงการครบถ้วนไหมหรือจุดสำคัญที่มักเป็นปัญหาลามไปสู่การประเมินของผู้รับเหมาคือการรับรู้รายได้ตามความสำเร็จของงาน บอสและทีมบัญชีของบอสรับรู้รายได้ตามหลักเกณฑ์ไหม เผลอไผลผิดพลาดไปรับรู้ต้นทุนเฉพาะที่จ่ายเงินหรือไปนำเงินที่รับมาก่อน โดยยังไม่ได้ทำงานมาเป็นรายได้งานนี้ก็ต้องรับปรับปรุงจะได้ไม่เสียภาษีเกินเหตุ
ผลของการมีกำไรทิพย์คืออะไรรู้ไหมครับ? คือบอสจะต้องเสียภาษีนิติบุคคล 20% จากกำไรที่ไม่ได้มีอยู่จริงไงถ้าบอสเอกอยากให้ตัวเลขสะท้อนความจริง ต้องรีบกลับไปจัดการ 2 เรื่องด่วนๆ ครับ หนึ่งคือจัดทำรายละเอียดว่ามีพนักงานกี่คนทำงานในโปรเจกต์นี้ ใช้เวลากี่เดือนแล้วดึงสัดส่วนเงินเดือนมาบันทึกเป็นต้นทุนบริการซะ สองคือตรวจสอบต้นทุนโครงการว่ามีบิลตกค้างหรือลงผิดโปรเจกต์บ้างไหม และรับรู้รายได้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์บัญชีภาษีไหม
การทำธุรกิจรับเหมาและบริการมีความซับซ้อน เรื่องจุดตัดเวลาทางภาษีและการปันส่วนต้นทุนสูงมาก การมองแค่เงินเข้าเงินออกในสมุดธนาคารไม่อาจบอกสุขภาพที่แท้จริงของบริษัทได้ การมีกุนซือบัญชีที่เข้าใจบริบทของธุรกิจ จะช่วยปรับปรุงต้นทุนให้สอดคล้องกับรายได้ป้องกันการเสียภาษีจากกำไรที่สูงเกินจริงได้ อย่าปล่อยให้ความดีใจจากตัวเลขสวยๆ มาทำให้คุณต้องเสียเงินค่าภาษีโดยไม่จำเป็นนะครับบอสเอก!
#รายได้ค้างรับ #เกณฑ์คงค้าง #เกณฑ์สิทธิ #ภาษีมูลค่าเพิ่ม #ต้นทุนบริการ #รับเหมาก่อสร้าง #วางแผนภาษี ีนี้เก็บปีหน้า

ที่อยู่

149, 151 ถนนกาญจนาภิเษก แขวงหลักสอง เขตบางแค
Bangkok
10160

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ msgconsultantผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง msgconsultant:

แชร์