เส้นทาง ติดต่อ ธุรกิจของเรา

Billionaire VI The page where we share the value investment idea to promote Thai People to invest locally and globally

หุ้นตัวที่เราถือ อยู่แถวไหนกันครับผมมี 2 ตัวอยู่แถวหน้า แถวหลังมี 1 ตัวครับ 😁
30/09/2026

หุ้นตัวที่เราถือ อยู่แถวไหนกันครับ

ผมมี 2 ตัวอยู่แถวหน้า แถวหลังมี 1 ตัวครับ 😁

28/09/2026

Nvidia อนุมัติซื้อหุ้นคืนอีก $150B เป็นทั้งหมด $235B เป็นการเพิ่มขึ้นของจำนวนเงินซื้อหุ้นคืนที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ คาดว่าจะทำเสร็จภายในสิ้นปี 2028 Nvidia รวยจัง

ขอแชร์บทความประจำสัปดาห์ของ ดร นิเวศน์ครับ
28/09/2026

ขอแชร์บทความประจำสัปดาห์ของ ดร นิเวศน์ครับ

Old Buffett Never Die, He Just Fade Away/ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร : สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
วันที่ 19 เมษายน 1951 ดักลาส แม็คอาเธอร์ นายพล 5 ดาวและวีรบุรุษสงครามโลกครั้งที่ 2 ของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวสุนทรพจน์อำลาชีวิตทหารในสภาคองเกรสของสหรัฐและได้พูดวลีที่กลายเป็น “ตำนานอมตะ” ว่า Old soldier never die, they just fade away หรือแปลว่า “ทหารเก่าไม่เคยตาย พวกเขาก็แค่เลือนหายไป”
ที่จริงแม็คอาเธอร์ไม่ได้เกษียณหรือลาออกไปเอง เขาถูก “ปลด” โดยประธานาธิบดี แฮรี่ ทรูแมน เพราะเขาในฐานะผู้บัญชาการกองทัพอเมริกันในสงครามเกาหลีเกิดความขัดแย้งกับประธานาธิบดีในการทำศึกที่เขาเสนอให้รุกรบเข้าไปในจีนที่เข้าร่วมรบกับกองทัพเกาหลีเหนือและสนับสนุนให้ใช้ระเบิดนิวเคลียร์กับจีน ซึ่งอาจจะทำให้กลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3
และนั่นทำให้ทรูแมนปฏิเสธและยืนยันหลักการว่าอำนาจการทำสงครามอยู่ในมือของรัฐบาลพลเรือนคือประธานาธิบดี และเขาไม่ต้องการขยายสงครามออกไป
ที่จริงถ้าแม็คอาเธอร์จะ “สู้ต่อ” ก็ทำได้ เพราะในปี 1952 ก็จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ และในฐานะวีรบุรุษสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของอเมริกัน การที่จะได้รับเลือกน่าจะมีความเป็นไปได้สูง และว่าที่จริงในปี 1952 คนที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีก็คือ นายพล 5 ดาว วีรบุรุษสงครามอีกคนหนึ่งคือ ไอเซนฮาวร์ ซึ่งคุมการรบของกองทัพอเมริกันในยุโรป
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของภาพพจน์การเป็น “แม่ทัพ” หรือการเป็น “นักรบ” แล้ว แม็คอาเธอร์ โดดเด่นกว่าไอเซนฮาวร์มาก แต่เขาเลือกที่จะไม่ลงเล่นการเมือง ทั้งชีวิตของเขานั้นอุทิศให้กับการเป็นทหาร
ดังนั้น คำพูดของเขาในสภาจึงถูกตีความว่า เขาในฐานะที่เป็น “ทหารแก่ที่ทำงานมาถึง 52 ปี และวันนี้เป็นวันที่อาชีพทหารของเขาสิ้นสุดลงแล้วอย่างเป็นทางการ แต่การทำงาน ผลงานและ “ตำนาน” ของเขาจะยังคงอยู่ตลอดไป ตราบนานเท่านาน” หรือพูดง่าย ๆ เขาจะไม่ต่อต้านหรือต่อสู้กับรัฐบาลเพราะเขาไม่ติดยึดกับอำนาจหรือตำแหน่ง เขายอมลาออกอย่างสมเกียรติและมีศักดิ์ศรี และเกษียณไปอย่างเงียบ ๆ เมื่อได้ทำหน้าที่สมบูรณ์แล้ว
อ่านบทความต่อได้ที่ https://board.thaivi.org/viewtopic.php?t=67752
เว็บบอร์ด Thai VI เปิดให้สมัครสมาชิกและทดลองใช้ได้ฟรี 30 วัน! เข้าไปสมัครกันได้เลยครับที่ www.ThaiVI.org

27/09/2026

ตอน Walmart IPO ในปี 1971 ตระกูล Walton ถือหุ้นทั้งหมด 44% หลังจากผ่านไป 55 ปี ตระกูล Walton ถือ 46% ไม่เคยขายหุ้น สัดส่วนเพิ่มจากการซื้อคืนหุ้น ได้เงินปันผลมาตลอด ผลตอบแทนประมาณ 40,000 เท่าจาก IPO หุ้นดีให้ถือยาว ไม่ต้องขาย - Mohnish Pabrai

26/09/2026

ผมไม่ได้คิดมากนักว่าตอนเกษียณจะมีเงินใช้เดือนละเท่าไหร่ แต่ผมคิดว่าจะมีอะไรทำไหมมากกว่า กลัวสมองเสื่อม กลัวขาดสังคม กลัวขาดเป้าหมาย สรุปทำงานกันต่อไปเรื่อยๆ แบบวอร์เรน บัฟเฟตต์ครับ

ผมนั่งฟังรายการ Money Chat ระหว่างขับรถแล้วชอบในแนวคิดของ ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ผมขอสรุป 10 บทเรียนจาก ดร ที่เป็นนัก...
26/09/2026

ผมนั่งฟังรายการ Money Chat ระหว่างขับรถแล้วชอบในแนวคิดของ ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ผมขอสรุป 10 บทเรียนจาก ดร ที่เป็นนักลงทุนที่อยู่ในตลาดมากว่า 42 ปีดังนี้

📌 1. เสริมจุดแข็ง ดีกว่าเสียเวลาซ่อมจุดอ่อน

หนึ่งในแนวคิดที่ผมชอบมากคือ คนเราไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่าง เพราะต่อให้เราใช้เวลาอย่างมากในการแก้จุดอ่อน สุดท้ายอาจทำได้เพียงเท่ากับค่าเฉลี่ยของคนอื่น

แต่ถ้าเราเอาเวลาเดียวกันไปพัฒนาสิ่งที่เราเก่งอยู่แล้ว จากเก่ง 8 ให้กลายเป็น 10 จุดแข็งนั้นอาจกลายเป็น Competitive Advantage ของเราไปตลอดชีวิต หลักการนี้ใช้ได้ทั้งกับชีวิต การทำงาน และการลงทุน

📌 2. นักลงทุนที่ผ่านวิกฤตมาเยอะ จะเข้าใจว่าวิกฤตแต่ละแบบไม่เหมือนกัน

ข่าวใหญ่ เช่น สงคราม หรือเหตุการณ์ Geopolitics มักทำให้ตลาด Shock อย่างรุนแรงในช่วงแรก

แต่เมื่อเวลาผ่านไป นักลงทุนและธุรกิจจะเริ่มปรับตัว ตลาดก็เริ่มเรียนรู้ที่จะอยู่กับเหตุการณ์นั้น

สิ่งที่ต้องกลัวมากกว่าคือ วิกฤตเชิงโครงสร้าง เช่น วิกฤตต้มยำกุ้ง เพราะปัญหาอยู่ในระบบเศรษฐกิจ การเงิน หรือ Balance Sheet และอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นตัว

📌 3. ต้องรู้จักสัญญาณเตือนภัยก่อนวิกฤตจะเกิด

นักลงทุนไม่ควรรอให้ตลาดลง 30–40% แล้วค่อยถามว่าเกิดอะไรขึ้น

บางครั้งความผิดปกติทางเศรษฐกิจจะเริ่มปรากฏก่อน เช่ ดอกเบี้ยสูงผิดปกติ ค่าเงินถูกโจมตี บริษัทเริ่มกู้เงินแพงขึ้น สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณให้เราเริ่มคิดเรื่องการบริหารความเสี่ยงก่อนที่ปัญหาจะกลายเป็นวิกฤตเต็มรูปแบบ

📌 4. กฎเหล็กที่นักลงทุนต้องมีคือต้องกล้า Cut Loss

ธรรมชาติของคนคือ เวลาหุ้นกำไร 10–20% เราอยากรีบขาย เพราะกลัวกำไรหาย เวลาหุ้นขาดทุน 30–50% กลับไม่อยากขาย เพราะหวังว่าสักวันมันจะกลับมา ปัญหาคือ หุ้นบางตัวอาจไม่กลับมาอีกเลย การยอมรับว่าตัวเองคิดผิด และตัดสินใจลดความเสียหาย จึงเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่สุดของนักลงทุน

📌 5. อย่าให้ข่าวรายวันมาควบคุมการลงทุนระยะยาว

ทุกวันตลาดจะมีเหตุผลใหม่ให้เรากลัวหรือโลภ ทั้งเรื่อง สงคราม
การขึ้นดอกเบี้ย เงินเฟ้อ เศรษฐกิจถดถอย ถ้าเราเปลี่ยนพอร์ตทุกครั้งที่มีข่าวใหม่ สุดท้ายเราจะกลายเป็นคนที่ลงทุนตามอารมณ์ของตลาด สิ่งสำคัญกว่าคือเราต้องรู้ว่า เราซื้อธุรกิจอะไร เพราะอะไร และอีก 5–10 ปีทฤษฎีการลงทุนของเรายังอยู่หรือไม่

📌 6. ถ้าจะลงทุนใน Megatrend ให้หาบริษัทที่เป็นคอขวด (Bottleneck)

นี่เป็นแนวคิดที่น่าสนใจมาก เวลาอุตสาหกรรมใหม่กำลังเติบโต คนจำนวนมากมักไปลงทุนในบริษัทปลายน้ำที่ทุกคนมองเห็นแต่ผลตอบแทนที่ดีกว่าอาจอยู่กับบริษัทที่เป็นคอขวดของระบบ เช่น ASML ที่ผลิตเครื่องจักรสำคัญสำหรับการผลิตชิปขั้นสูง
TSMC ที่ผลิตชิประดับโลก ที่ความต้องการใช้ชิปสูงกว่าความสามารถในการผลิตมากจนเกิดคอขวด ทำให้บริษัทเหล่านี้สามารถขึ้นราคาสินค้า มาร์จิ้นเพิ่ม กำไรเพิ่ม แต่มันก็เป็นหุ้นวัฎจักรที่นักลงทุนต้องระวังเช่นกัน

📌 7. AI ยังเป็น Megatrend ใหญ่ แต่ราคาเริ่มสำคัญมากขึ้น

AI อาจเปลี่ยนเศรษฐกิจโลกได้จริง แต่ปัญหาคือนักลงทุนจำนวนมากรู้เรื่องนี้แล้ว เมื่อหุ้น AI หลายตัวขึ้นมาแรง กองทุนและสถาบันระดับโลกถือหุ้นเหล่านี้จำนวนมาก Upside จากการ Re-rate Valuation จึงอาจไม่ง่ายเหมือนช่วงแรก เมื่อ Valuation สูงมาก ความคาดหวังก็สูงตามไปด้วย ถ้าผลประกอบการณ์ผิดคลาดไปหน่อย หุ้นลงหนักแน่นอน

📌 8. หุ้นแพงไม่จำเป็นต้องลง แต่หุ้นแพงห้ามผิดพลาด

นี่เป็นความเสี่ยงสำคัญของหุ้นเติบโตสูง ถ้าตลาดคาดว่าบริษัทจะโต 30% แล้วบริษัทโต 35% หุ้นอาจขึ้นต่อ

แต่ถ้าตลาดคาด 30% แล้วบริษัทโตเพียง 20% แม้ธุรกิจยังเติบโตดี หุ้นก็อาจถูกขายอย่างรุนแรง เพราะสิ่งที่กำหนดราคาหุ้นระยะสั้นไม่ใช่แค่บริษัทดีไหม แต่คือผลประกอบการดีกว่าหรือแย่กว่าสิ่งที่ตลาดคาดไว้

📌 9. พอร์ตที่ยั่งยืนไม่ควรมีแต่หุ้นเติบโต

โครงสร้างพอร์ตควรมีหลายเครื่องยนต์ ส่วนหนึ่งอาจเป็นหุ้นเติบโตที่ยังมี Runway การเติบโตสูง

อีกส่วนเป็นบริษัทที่มี Recurring Revenue กระแสเงินสดแข็งแรง งบการเงินดี และเป็นธุรกิจที่คาดการณ์ได้ไม่ยาก

รวมถึงนักลงทุนอาจมีสินทรัพย์ที่ลดความผันผวน เช่น พันธบัตรหรือตราสารหนี้ เป้าหมายไม่ใช่การสร้างผลตอบแทนสูงที่สุดทุกปีแต่คือสร้างผลตอบแทนที่ดี และอยู่รอดผ่านทุกวิกฤต

📌 10. สำหรับคนทั่วไป DCA ธุรกิจดี ๆ ผ่านดัชนีอาจเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด

ไม่ใช่ทุกคนต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันวิเคราะห์หุ้นรายตัวสำหรับคนที่มีงานประจำ การทยอยลงทุนทุกเดือนในดัชนีอย่าง S&P 500 และปล่อยให้เวลาทำงานพร้อมดอกเบี้ยแบบทบต้น อาจเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก

สุดท้าย ดร.ก้องเกียรติยังพูดถึงประเทศไทยไว้น่าสนใจว่า เราไม่จำเป็นต้องสร้างทุกอย่างใหม่หมด แต่ควรเร่งสร้างจุดแข็งเดิมทีเรามีไม่ว่าจะเป็น อาหาร Healthcare โรงพยาบาล และการท่องเที่ยว

พร้อมกับเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีและเอไอเพื่อไม่ให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน

โดยสรุปผมชอบมุมมองของ ดร ก้องเกียรติในการกระจายความเสี่ยงการลงทุนไปต่างประเทศ พร้อมแนวคิดการถือครองหุ้นแบบเจ้าของธุรกิจที่ไม่หวั่นไหวไปกับนายตลาดที่เข้ามาชักชวนให้เราซื้อหรือขายหุ้นรายวัน ชอบการแนะนำที่ท่านก็ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี เพราะผมเชื่อว่าพอร์ตลงทุนควรจะมีหุ้นเทคฯติดไว้บ้างไม่มากก็น้อย ถ้ามองไป 10-20 ปีข้างหน้า โลกเราเปลี่ยนไปด้วยเทคฯแน่นอน จริงๆมันก็เปลี่ยนด้วยเทคฯมาตลอดครับ

ขอขอบคุณรายการ Money Chat ที่มอบเนื้อหาดีๆต่อนักลงทุนมาโดยตลอด ติดตามเนื้อหาเต็มๆในช่องยูทูปในคอมเม้นท์กันครับ

Chuck Akre ผู้ก่อตั้ง Akre Capital Management ทำให้เราเข้าใจถึงแก่นปรัชญาการลงทุนที่แตกต่างและเรียบง่าย แต่ทรงพลังอย่างย...
24/09/2026

Chuck Akre ผู้ก่อตั้ง Akre Capital Management ทำให้เราเข้าใจถึงแก่นปรัชญาการลงทุนที่แตกต่างและเรียบง่าย แต่ทรงพลังอย่างยิ่ง

Akre ย้ำถีงความสำคัญของการมีหุ้น 100 เด้ง เขาบอกว่าคุณไม่จำเป็นต้องหาหุ้นเด่นมากมายตลอดชีวิตการลงทุน เพียงตัวเดียวที่สามารถสร้างผลตอบแทน 100 เท่าก็เพียงพอแล้วที่จะเปลี่ยนชีวิตทางการเงินได้

ตัวอย่างจริงจากประสบการณ์ของเขาคือ Berkshire Hathaway ที่เริ่มซื้อเพียงร้อยกว่าดอลลาร์ต่อหุ้นในช่วงปลายยุค 70 และวันนี้มีมูลค่าหลายแสนดอลลาร์ รวมถึง American Tower ที่เขากล้าซื้อในช่วงวิกฤตดอทคอมแตกที่ราคาเพียง 80 เซนต์ต่อหุ้น ทั้งสองตัวนี้กลายเป็น 100-Bagger ที่เขายังถือมาจนถึงทุกวันนี้

หัวใจของปรัชญาการลงทุนของ Akre ถูกอธิบายผ่านโมเดลเก้าอี้สามขา (Three-Legged Stool)

ขาแรกคือธุรกิจที่มี อัตราผลตอบแทนสูง (High Return Business) ซึ่งหมายถึงธุรกิจที่มีลักษณะพิเศษ สามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มสูงอย่างสม่ำเสมอ

ขาที่สองคือ การบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม เพราะแม้ธุรกิจจะดี แต่หากผู้บริหารไม่ซื่อสัตย์หรือไม่เก่งพอ ก็ไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งระยะยาวได้

ขาที่สามคือ การนำเงินสดกลับมาลงทุนซ้ำ (Reinvestment) ในอัตราผลตอบแทนสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตทบต้น

Akre ยังเล่าว่าเขามองหาธุรกิจที่อยู่บนจุดตัดของการเติบโต คล้ายกับที่ Microsoft อยู่ในยุค PC boom หรือ American Tower ที่ทำหน้าที่เป็น ด่านเก็บค่าผ่านทางของอุตสาหกรรมสื่อสารไร้สาย ตั้งแต่ 1G จนถึง 5G ธุรกิจเหล่านี้มีคุณสมบัติที่ชัดเจนคือ ผลตอบแทนส่วนเพิ่มสูงมาก เช่น American Tower ที่ได้ผลตอบแทนเกิน 90% เมื่อมีการเพิ่มผู้เช่าเสาเกินจุดคุ้มทุน

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในมุมมองของ Akre คือ วินัยทางจิตใจสำคัญกว่าการประเมินมูลค่า เขาบอกว่าการลงทุนที่ประสบความสำเร็จนั้น 90% มาจากวินัย และมีเพียง 10% เท่านั้นที่เป็นเรื่องของการประเมินราคาเพราะความจริงในตลาดคือ หุ้นที่ยอดเยี่ยมมักไม่เคลื่อนไหวเป็นเวลาหลายปี (Berkshire เคยนิ่งถึง 7 ปี หรือ Microsoft เคยนิ่งถึง 16 ปี) และบางครั้งก็เผชิญการร่วงลงอย่างหนัก นักลงทุนที่ขาดวินัยจะหมดความอดทนไปก่อน แต่ผู้ที่มีความเชื่อมั่นในพื้นฐานธุรกิจและอดทนต่อความผันผวนกลับเป็นผู้ที่ได้รับผลตอบแทนอย่างมหาศาลในที่สุด

เรื่องราวของ American Tower ในช่วงฟองสบู่ดอทคอมแตกเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน งบดุลที่แย่และหนี้สินมหาศาลบดบังศักยภาพธุรกิจ จนหุ้นร่วงลงต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ต่อหุ้น แต่ Akre เลือกที่จะมองข้ามตัวเลขระยะสั้นและเห็นโครงสร้างธุรกิจที่แท้จริง เขากล้าซื้อและถือครองหุ้นท่ามกลางความกลัวของตลาด ซึ่งภายหลังพิสูจน์แล้วว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่ง

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ปรัชญาการลงทุนของ Chuck Akre ไม่ได้ซับซ้อน แต่เน้นการมองหาธุรกิจที่ยอดเยี่ยมจริงๆ การมีวินัยที่จะถือครอง และความเชื่อมั่นที่จะลงทุนซ้ำในสิ่งที่เข้าใจ หากทำได้เพียงครั้งเดียวในชีวิตด้วยหุ้น 100 เด้งก็เพียงพอที่จะสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนได้แล้วครับ #100เด้ง

Muse AI agent ของ Meta ขึ้นอันดับที่ 1 ในชาร์ต Top Free Apps ของ App Store ในอเมริกา โดยมันเป็น Agent ที่ช่วยเรื่องการจั...
22/09/2026

Muse AI agent ของ Meta ขึ้นอันดับที่ 1 ในชาร์ต Top Free Apps ของ App Store ในอเมริกา โดยมันเป็น Agent ที่ช่วยเรื่องการจัดการอีเมล การเติมข้อมูลในฟอร์ม และการซื้อสินค้าแบบอัตโนมัติ สิ่งที่ต้องระวังคือมันอาจเป็นแค่กระแสชั่วคราวที่มีผลต่อราคาหุ้นในระยะสั้น นักลงทุนต้องติดตามกันต่อไปถึงผลตอบรับของการนำไปใช้ว่าดีไหมครับ

21/09/2026

วันนี้ฟัง FPT มาเล่าโซลูชั่นด้านเอไอกับธุรกิจค้าปลีกให้ฟัง บริษัทในไทยต้องรีบปรับตัวเลย เพราะเขาครบเครื่องมาก ทั้งโซลูชั่นและทีมงาน

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Billionaire VI โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Billionaire VI:

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่