KResearch ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มุ่งเน้นพัฒนาผลงานวิจัยเชิงคุณภาพ สร้างสรรค์งานวิจัยที่หลากหลาย มุ่งเน้นพัฒนาผลงานวิจัยเชิงคุณภาพ สร้างสรรค์งานวิจัยที่หลากหลาย

ค่าเงินบาท และตลาดหุ้นไทย•   สัปดาห์ที่ 25 - 29 พ.ค. 2569 เงินบาทแข็งค่าเล็กน้อยช่วงปลายสัปดาห์ รับข่าวบวกเกี่ยวกับดีลข้...
30/05/2026

ค่าเงินบาท และตลาดหุ้นไทย

• สัปดาห์ที่ 25 - 29 พ.ค. 2569 เงินบาทแข็งค่าเล็กน้อยช่วงปลายสัปดาห์ รับข่าวบวกเกี่ยวกับดีลข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ขณะที่ ดัชนีหุ้นไทยปิดบวกเป็นสัปดาห์ที่ 5 โดยแตะจุดสูงสุดในรอบกว่า 3 ปีช่วงกลางสัปดาห์ ก่อนจะลดช่วงบวกลงบางส่วนช่วงท้ายสัปดาห์

• สัปดาห์ที่ 1 - 5 มิ.ย. 2569 คาดกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.80 - 32.80 บาท/ดอลลาร์ฯ ส่วนดัชนีหุ้นไทย แนวรับที่ 1,550 และ 1,540 จุด แนวต้านที่ 1,580 และ 1,600 จุด

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://kresearch.co/4nTlZIm
#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #เงินบาท #ตลาดหุ้นไทย

สินเชื่อพลิกบวกในเดือนเม.ย. 2569ศูนย์วิจัยกสิกรไทยสรุปข้อมูลสินเชื่อและเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ไทย 17 แห่ง ณ สิ้นเดือนเม....
29/05/2026

สินเชื่อพลิกบวกในเดือนเม.ย. 2569

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยสรุปข้อมูลสินเชื่อและเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ไทย 17 แห่ง ณ สิ้นเดือนเม.ย. 2569
• เงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับสุทธิ ณ สิ้นเดือนเม.ย. 2569 อยู่ที่ระดับ 13.82 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.04% YoY ซึ่งนับเป็นการกลับมาเติบโตในแดนบวกได้ครั้งแรกหลังจากที่หดตัวติดต่อกัน 22 เดือน (นับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2567) อย่างไรก็ดี สถาบันการเงินยังคงดำเนินนโยบายการปล่อยสินเชื่อใหม่ด้วยความระมัดระวัง โดยมีปัจจัยสำคัญจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่มีความเปราะบางอยู่เดิม ภายใต้บริบทดังกล่าว สถาบันการเงินจึงให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ควบคู่กับการดูแลและช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีความเปราะบางอย่างใกล้ชิด
• ด้านเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนเม.ย. 2569 อยู่ที่ระดับ 16.88 ล้านล้านบาท ขยายตัว 3.76% YoY หลัก ๆ เป็นการเพิ่มขึ้นของเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากกระแสรายวัน ขณะที่เงินฝากประจำปรับตัวลงตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง สำหรับการออกแคมเปญเงินฝากประจำพิเศษในเดือนเม.ย. 2569 นั้น พบว่า สถาบันการเงินชะลอการออกแคมเปญใหม่ เนื่องจากสภาพคล่องโดยรวมยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับสถาบันการเงินอาจต้องการลดสัดส่วนเงินฝากต้นทุนสูงในช่วงภาวะดอกเบี้ยขาลง เพื่อบริหารต้นทุนเงินฝากให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #สินเชื่อและเงินฝาก #ธนาคารพาณิชย์ไทย

29/05/2026

ตลาดอสังหาริมทรัพย์เปราะบาง กดดันสินเชื่อเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยปี 2569 หดตัว
[[ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังมีสัญญาณเปราะบาง ]]

แม้ข้อมูลไตรมาส 1/2569 จะสะท้อนว่ากิจกรรมการก่อสร้างที่อยู่อาศัยของภาคเอกชนยังขยายตัวได้ 2.0% YoY เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่เป็นการชะลอลงจาก 4.0% YoY ในไตรมาส 4/2568 สะท้อนว่าแรงส่งของกิจกรรมในภาคอสังหาริมทรัพย์เริ่มอ่อนลง
ขณะที่ ในช่วงที่เหลือของปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังอาจเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตชะลอลง กำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และอุปทานคงค้างที่อยู่ในระดับสูง ภาวะดังกล่าวอาจเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะทางการเงินของผู้พัฒนาโครงการ โดยเฉพาะหากยอดขายและยอดโอนกลับมาชะลอลง ซึ่งจะกระทบต่อกระแสเงินสดรับของผู้ประกอบการโดยตรง ในขณะที่ภาระต้นทุนทางการเงินและภาระหนี้เดิมยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ความสามารถในการบริหารสภาพคล่องและการขยายโครงการใหม่มีข้อจำกัดมากขึ้น
[[ ความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้พัฒนาโครงการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ]]

ท่ามกลางโจทย์ด้านสภาพคล่องและภาวะการระดมทุนที่ยากขึ้น สะท้อนจากอัตราส่วนทางการเงินของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ทยอยอ่อนแอลงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) ที่ยังอยู่ในระดับสูงประมาณ 1.3–1.4 เท่า (1.38 เท่าในไตรมาส 1/2569)
ขณะที่ อัตราส่วนความสามารถในการชำระภาระผูกพัน (Debt Service Coverage Ratio: DSCR) อยู่ที่ประมาณ 0.27-0.37 เท่า (0.31 เท่าในไตรมาส 1/2569) สะท้อนว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานอาจไม่เพียงพอรองรับภาระหนี้ที่จะครบกำหนดภายใน 1 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการที่มีสต็อกคงค้างสูง มีภาระหนี้เดิมมาก และพึ่งพาแหล่งเงินทุนภายนอกเป็นหลัก
[[ แรงกดดันดังกล่าวเริ่มสะท้อนผ่านการปรับลดอันดับเครดิตของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บางราย ]]

รวมถึงปริมาณการออกตราสารหนี้ระยะยาวในช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 ที่ลดลง -27.6% YoY ขณะที่ ยอดคงค้างสินเชื่อ Pre-financing ในระบบธนาคารพาณิชย์ หดตัว -6.5% YoY ในไตรมาส 1/2569 โดยเป็นการลดลงสำหรับสินเชื่อเพื่อผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบและคอนโดที่ -7.9% YoY และ -4.0% YoY ตามลำดับ สะท้อนสัญญาณระมัดระวังทั้งในฝั่งสถาบันการเงินและผู้ประกอบการ สอดคล้องกับแนวโน้มการชะลอการเปิดโครงการใหม่ เน้นระบายสต็อกและรักษาสภาพคล่องมากกว่าการขยายการลงทุน ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ภาพดังกล่าวมีโอกาสลากยาวเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี คาดว่า สินเชื่อ Pre-Financing เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยของระบบแบงก์มีแนวโน้มหดตัวลงประมาณ -3.0% ถึง -2.0% ในปี 2569 เทียบกับที่ขยายตัว 2.2% ในปี 2568
#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #อสังหาริมทรัพย์ #สินเชื่อ #ที่อยู่อาศัย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มุ่งเน้นพัฒนาผลงานวิจัยเชิงคุณภาพ สร้างสรรค์งานวิจัยที่หลากหลาย

มาตรการวีซ่าใหม่ สะท้อนการมุ่งเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ ✈️ การปรับปรุงมาตรการวีซ่าใหม่ ตามมติคณะรัฐมนตรี 19 พ.ค. 2569 มีวั...
26/05/2026

มาตรการวีซ่าใหม่ สะท้อนการมุ่งเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ

✈️ การปรับปรุงมาตรการวีซ่าใหม่ ตามมติคณะรัฐมนตรี 19 พ.ค. 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อความมั่นคง และจัดระเบียบคนเข้าเมือง ซึ่งครอบคลุม 4 เรื่อง ดังนี้

1. ปรับใช้ "1 ประเทศ 1 สิทธิ" ลดความซ้ำซ้อน จากเดิม 1 ประเทศได้สิทธิการยกเว้นการตรวจลงตราหลายสิทธิ
2. ปรับลดวันพำนักเหลือ 30 วัน จากเดิมไม่เกิน 60 วัน และปรับให้เหลือ 54 ประเทศ จากเดิมให้สิทธิ 93 ประเทศ
3. จัดทำสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว ไม่เกิน 15 วัน 3 ประเทศ/ดินแดน ได้แก่ มัลดีฟส์ มอริเชียส และเซเชลส์
4. ปรับปรุงรายชื่อประเทศ/ดินแดน ได้รับสิทธิการตรวจลงตราหน้าด่าน (Visa on Arrival: VoA) 4 ประเทศ/ดินแดน ได้แก่ อาเซอร์ไบจาน เบลารุส อินเดีย และเซอร์เบีย (เดิมให้สิทธิ VoA 31 ประเทศ)

รายละเอียดของมาตรการฯ ใหม่นี้ จะมีผลบังคับใช้ 15 วันนับจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

🟢 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า มาตรการวีซ่าใหม่ มีผลจำกัดต่อตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื่องจากแม้หลายประเทศไม่ได้มีรายชื่อใน 54 ประเทศ/ดินแดน หรือการได้รับสิทธิ VoA แต่ได้มีการทำความตกลงทวิภาคีร่วมกัน อาทิ จีน มาเก๊า ฮ่องกง เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดนักท่องเที่ยวสำคัญของไทย และเมื่อพิจารณานักท่องเที่ยวจากประเทศที่ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขตามมาตรการวีซ่าใหม่ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.7% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งหมด (4 เดือนแรกปี 2569)

📉 อย่างไรก็ดี ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังเปราะบาง จากข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ในช่วงวันที่ 1 ม.ค.- 24 พ.ค. 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยหดตัว 2.8% (YoY) หรือมีจำนวน 13.4 ล้านคน นำโดยการหดตัว 28% (YoY) ของจำนวนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง และการหดตัว 16% YoY ของจำนวนนักท่องเที่ยวจากอาเซียน

👉 ในช่วงที่เหลือของปี 2569 ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยมีปัจจัยลบมากขึ้น ได้แก่
• ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเปราะบาง ขณะที่สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนยังไม่มีแนวโน้มยุติ
• วิกฤตพลังงาน ราคาพลังงานทรงตัวสูงส่งผลให้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น รวมถึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดการขาดแคลนน้ำมันในบางประเทศ
• การแข่งขันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวเลือกสถานที่ท่องเที่ยวที่คุ้มค่าและปลอดภัย
• การแพร่ระบาดของโรคติดต่อ อย่างการระบาดของไวรัสอีโบลา กระทบกลุ่มนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคแอฟริกา รวมถึง โควิด และฮันตา

📍จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ทั้งปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยอาจลดลงมาอยู่ที่ 30 ล้านคน เทียบกับ 33 ล้านคนในปีก่อน

#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #วีซ่าใหม่ #นักท่องเที่ยว #เที่ยวไทย

พัฒนาการของหุ้นกู้ดิจิทัลกับการขยายการเข้าถึงของนักลงทุนรายย่อย 💰 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านสัดส่วนมูลค่าหุ้นกู้ที่จำหน่ายให้นั...
26/05/2026

พัฒนาการของหุ้นกู้ดิจิทัลกับการขยายการเข้าถึงของนักลงทุนรายย่อย

💰 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านสัดส่วนมูลค่าหุ้นกู้ที่จำหน่ายให้นักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า
จาก 13% ของมูลค่าหุ้นกู้ที่จำหน่ายในปี 2559 เพิ่มเป็นเกือบ 50% ของมูลค่าหุ้นกู้ที่จำหน่ายในปี 2568 สะท้อนว่านักลงทุนรายย่อยหันมาให้ความสนใจการลงทุนในหุ้นกู้มากขึ้น ขณะเดียวกันตลาดหุ้นกู้ก็มีการพัฒนาช่องทางและรูปแบบการเสนอขายในรูปแบบหุ้นกู้ในรูปแบบดิจิทัลหรือหุ้นกู้ไร้ใบหลักทรัพย์ (Scripless) ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่ภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลสำหรับตลาดการเงิน (DIF) ตั้งแต่ปี 2562 เพื่อเพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนของนักลงทุนรายย่อย โดยอาศัยเทคโนโลยี Distributed Ledger Technology (DLT) โดยระบบออกแบบให้รองรับการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนประเภทหุ้นกู้ สำหรับนักลงทุนหลายกลุ่ม ได้แก่ ประชาชนทั่วไป นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายใหญ่ ซึ่งครอบคลุมสกุลเงินบาทและสกุลเงินต่างประเทศ 6 สกุลเงิน ได้แก่ EUR, GBP, HKD, JPY, THB และ USD

📈 นับตั้งแต่ปี 2564 - 2568 มีหุ้นกู้ดิจิทัลที่ในรูปแบบ Scripless มีมูลค่าการจำหน่ายคิดเป็น 50,075 ล้านบาท ครอบคลุม 6 อุตสาหกรรม ได้แก่ พลังงานและสาธารณูปโภค อสังหาริมทรัพย์ พาณิชย์ บรรจุภัณฑ์ ท่องเที่ยว และธุรกิจการเกษตร โดยเป็นการเสนอขายหุ้นกู้ดิจิทัลสกุลในรูปเงินบาทให้แก่ประชาชนทั่วไปผ่านช่องทางแอปพลิเคชันของหลายธนาคาร ซึ่งลดจำนวนซื้อขั้นต่ำเหลือเพียง 1 หน่วย ลดราคาต่อหน่วยเป็น 1,000 บาท ลดขั้นตอนเอกสาร ลดเวลาการได้รับหุ้นกู้ ทำให้กระบวนการตั้งแต่จองซื้อจนถือครองมีความคล่องตัวขึ้น อีกทั้งยังเอื้อต่อการทำธุรกรรมในตลาดรองผ่านแอปพลิเคชันได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงเครื่องมือการลงทุนที่หลายหลายมากขึ้น โดยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาการเสนอขายหุ้นกู้จึงอยู่ในรูปแบบผสมระหว่างหุ้นกู้มีใบหุ้นและหุ้นกู้ดิจิทัล เพื่อรองรับพฤติกรรมของนักลงทุนที่เปลี่ยนไป

💵 ในปี 2569 หุ้นกู้ดิจิทัลกำลังต่อยอดการเสนอขายสู่หุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเงิน USD ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก โดยบริษัทในอุตสาหกรรมพลังงานที่มีความต้องการใช้เงินสกุล USD ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งโดยปกติหุ้นกู้สกุลเงินต่างประเทศจะเสนอขายให้เฉพาะนักลงทุนสถาบันและนักลุงทุนรายใหญ่เท่านั้น จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณว่าบทบาทของนักลงทุนรายย่อยต่อตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และในอนาคตอาจเห็นผลิตภัณฑ์การลงทุนของนักลงทุนรายย่อยมีความหลากหลายมากขึ้นทั้งสกุลเงิน รูปแบบตราสาร และช่องทางการเข้าถึง โดยมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นตัวเร่งสำคัญ

📍สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่สนใจการลงทุนในหุ้นกู้ดิจิทัล ควรพิจารณาเงื่อนไขของหุ้นกู้ อันดับความน่าเชื่อถือ และฐานะการเงินของบริษัทดังเช่นหุ้นกู้ปกติ โดยสามารถเน้นการประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตและสภาพคล่องเพิ่มเติมจากหุ้นกู้ปกติ นอกจากนี้ ในกรณีหุ้นกู้ที่ระดมเงินในสกุลเงินต่างประเทศ ควรคำนึงถึงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX risk) ซึ่งอาจทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับจริงเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท ผันผวนและแตกต่างจากผลตอบแทนในสกุลเงิน USD ด้วย

#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #หุ้นกู้ดิจิทัล #นักลงทุน

การส่งออกไทยในเดือนเม.ย. 2569 ยังเติบโตแข็งแกร่งจากแรงหนุน AI แต่การนำเข้าที่เร่งตัวแรงกว่าอาจกดดันดุลการค้าในระยะต่อไป ...
25/05/2026

การส่งออกไทยในเดือนเม.ย. 2569 ยังเติบโตแข็งแกร่งจากแรงหนุน AI แต่การนำเข้าที่เร่งตัวแรงกว่าอาจกดดันดุลการค้าในระยะต่อไป
การส่งออกไทยเดือนเม.ย. 2569 ขยายตัวสูงที่ 23.1%YoY เร่งขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 สะท้อนแรงส่งจากวัฏจักรการลงทุนใน AI/Data Center และการเร่งส่งออกสินค้าในบางกลุ่มยังคงมีบทบาทสำคัญต่อภาคการค้าของไทย แม้ปัจจัยสนับสนุนบางส่วนอาจเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว
อย่างไรก็ดี ภาพการค้าไทยไม่ได้สะท้อนเพียงการส่งออกที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังเห็นการนำเข้าที่เร่งตัวแรงกว่ามาก โดยการนำเข้าในเดือนเม.ย. 2569 ขยายตัวสูงสุดในรอบกว่า 4 ปีที่ 45.0%YoY สะท้อนทั้งผลของราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น และการลงทุนในกลุ่ม AI/Data Center
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยในปี 2569 ที่ 8.2% จากแรงหนุนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ขณะที่ด้านการนำเข้า ยังคงประมาณการที่ 13.9% ตามแรงหนุนจากส่งออกและลงทุนในประเทศ ซึ่งการเร่งตัวของการนำเข้าที่สูงกว่า มีแนวโน้มทำให้ดุลการค้า (ฺBOP Basis) ชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะต่อไป
อ่านเพิ่มเติมและดาวน์โหลดบทวิเคราะห์ได้ที่ : https://kresearch.co/3S0pBfN
#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #ส่งออกไทย #การส่งออก #เศรษฐกิจไทย

ปี 2026 คาดสหรัฐฯ นำเข้ายางรถยนต์จากไทยลด 14% ยุโรปกลายเป็นตลาดทดแทนหลัก🚘 การนำเข้ายางรถยนต์ไทยจากสหรัฐฯ คาดหดตัว 14% (Y...
25/05/2026

ปี 2026 คาดสหรัฐฯ นำเข้ายางรถยนต์จากไทยลด 14% ยุโรปกลายเป็นตลาดทดแทนหลัก

🚘 การนำเข้ายางรถยนต์ไทยจากสหรัฐฯ คาดหดตัว 14% (YoY) จากผลของภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ในอัตราสูง และการลงทุนเพิ่มในประเทศคู่แข่งที่ดำเนินต่อเนื่องมาระยะหนึ่ง อย่างไรก็ดี ไทยยังสามารถส่งออกไปยุโรปทดแทนได้มากขึ้นจากปัจจัยบวกต่างๆ

📍ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อไปยังมีอีกหลายเรื่อง ได้แก่ ผลการพิจารณามาตรา 301 ของสหรัฐฯ ความเสี่ยงที่กัมพูชาอาจโดนมาตรการ AD/CVD การทบทวนภาษีประจำปีจะทำให้ภาษี AD ไทยลดลงหรือไม่ และความคืบหน้า FTA ไทย-อียู

อ่านและดาวน์โหลดบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม : https://kresearch.co/4dHrbKV

#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #ยางรถยนต์ #ส่งออก

ค่าเงินบาท และตลาดหุ้นไทย•   สัปดาห์ที่ 18 - 22 พ.ค. 2569 เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ตลาดรอติดตามดีลสันติภาพสหรัฐฯ - อ...
23/05/2026

ค่าเงินบาท และตลาดหุ้นไทย

• สัปดาห์ที่ 18 - 22 พ.ค. 2569 เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ตลาดรอติดตามดีลสันติภาพสหรัฐฯ - อิหร่าน ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปิดบวกเป็นสัปดาห์ที่ 4 โดยแกว่งตัวในกรอบแคบช่วงแรก ก่อนจะขยับขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์

• สัปดาห์ที่ 25 - 29 พ.ค. 2569 คาดกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 32.20 - 33.00 บาท/ดอลลาร์ฯ ส่วนดัชนีหุ้นไทย แนวรับที่ 1,510 และ 1,480 จุด แนวต้านที่ 1,545 และ 1,555 จุด

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://kresearch.co/3PA64lK
#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #เงินบาท #ตลาดหุ้นไทย

ปริมาณส่งออกผงชูรส (MSG) ของไทยในปี 2026 คาดว่าจะลดลง 6.2% จากแรงกดดันด้านการแข่งขันกับจีน โดยเฉพาะในตลาดประเทศเพื่อนบ้า...
22/05/2026

ปริมาณส่งออกผงชูรส (MSG) ของไทยในปี 2026 คาดว่าจะลดลง 6.2% จากแรงกดดันด้านการแข่งขันกับจีน โดยเฉพาะในตลาดประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นฐานส่งออกสำคัญของไทย
🇨🇳 จีนเป็นผู้นำในตลาด MSG โลกอย่างชัดเจน

โดยในปี 2025 จีนส่งออก MSG มูลค่ากว่า 966 ล้านดอลลาร์ฯ ปริมาณราว 1.11 ล้านตัน ในขณะที่ไทยส่งออก MSG มูลค่า 189 ล้านดอลลาร์ฯ ปริมาณราว 1.01 แสนตัน สะท้อนถึงขนาดการผลิตและการส่งออกของจีนที่ใหญ่กว่าไทยหลายเท่า ส่งผลให้จีนมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคาสูงกว่า
📍ทั้งนี้ โครงสร้างการส่งออก MSG ของไทยพึ่งพาตลาดหลักค่อนข้างสูง

โดยไทยส่งออก MSG ไป 5 ประเทศหลัก คิดเป็นสัดส่วนรวมราว 79% ของการส่งออกทั้งหมด และมีเมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชาเป็น 3 ตลาดสำคัญ จึงทำให้ทิศทางการนำเข้าของประเทศเหล่านี้มีผลอย่างมากต่อภาพรวมการส่งออก MSG ของไทย
🇹🇭 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การส่งออก MSG ของไทยเติบโตต่ำกว่าจีน

โดยเฉพาะในเมียนมาและกัมพูชา ซึ่งเริ่มนำเข้า MSG จากจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากช่วงปี 2022–2025 ที่ปริมาณส่งออก MSG จากไทยไปเมียนมาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปี ในขณะที่จีนขยายตัวสูงถึง 18% ต่อปี ส่วนตลาดกัมพูชา ปริมาณส่งออกจากไทยหดตัวเฉลี่ย 12% ต่อปี ขณะที่จีนเติบโต 19% ต่อปี แนวโน้มดังกล่าวชี้ว่าจีนกำลังรุกตลาดประเทศเพื่อนบ้านของไทยมากขึ้น
📉 แรงกดดันสำคัญมาจากราคาส่งออก MSG ของจีนที่ต่ำกว่าไทยมากราว 53%

โดยราคา MSG ของจีนอยู่ที่ 871 ดอลลาร์ฯ/ตัน เทียบกับราคาของไทยที่ราว 1,860 ดอลลาร์ฯ/ตัน ส่วนต่างราคานี้ทำให้ผู้นำเข้าในตลาดที่อ่อนไหวต่อราคา มีแรงจูงใจหันไปซื้อสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้น

#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #ผงชูรส #ส่งออก

สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ปี 2569 : ฟื้นตัวจำกัดท่ามกลางแรงกดดันทั้งฝั่งผู้พัฒนาโครงการและผู้ซื้อบ้าน 🏢 แม้ข้อมูลไตรมาส 1/2...
21/05/2026

สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ปี 2569 : ฟื้นตัวจำกัดท่ามกลางแรงกดดันทั้งฝั่งผู้พัฒนาโครงการและผู้ซื้อบ้าน

🏢 แม้ข้อมูลไตรมาส 1/2569 จะสะท้อนว่ากิจกรรมการก่อสร้างที่อยู่อาศัยของภาคเอกชนจะยังขยายตัวได้ 2.0% YoY แต่ก็เป็นอัตราที่ชะลอลงจากที่เร่งตัวสูงในช่วงปลายปี 2568 ขณะที่ แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่เหลือของปี 2569 อาจเผชิญโจทย์ท้าทายในการฟื้นตัวสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอลง กำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และอุปทานคงค้างที่อยู่ในระดับสูง

🏘️ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังเปราะบางอาจเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะทางการเงินของผู้พัฒนาโครงการ ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สินเชื่อเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย (Pre-Financing) ในระบบแบงก์มีแนวโน้มหดตัวลงประมาณ -3.0% ถึง -2.0% ในปี 2569 เทียบกับที่ขยายตัว 2.2% ในปี 2568 ส่วนสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (Post-Financing) อาจยังถูกกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ภาระหนี้ครัวเรือนสูง และความสามารถในการชำระหนี้ที่อ่อนแอลง ทำให้คาดว่าสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยในปี 2569 อาจไม่ขยายตัว โดยคาดการณ์ในกรอบ -0.5% ถึง 0.0%

📍สำหรับการขยายระยะเวลาผ่อนคลายเกณฑ์ LTV นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยสนับสนุนการระบายสต็อกที่อยู่อาศัยของผู้ประกอบการและช่วยประคองการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ได้บางส่วน แต่ผลเชิงบวกต่อสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยในปี 2569 อาจยังจำกัด เนื่องจากมาตรการดังกล่าวช่วยลดข้อจำกัดด้านเงินดาวน์ และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ซื้อบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้มั่นคงและยังมีความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ ขณะที่ ความคาดหวังหลักต่อการฟื้นกิจกรรมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในช่วงที่เหลือของปี จะยังอยู่ที่สภาพเศรษฐกิจและสถานการณ์รายได้ของภาคครัวเรือน

อ่านและดาวน์โหลดบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม : https://kresearch.co/4upI4B2

#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #สินเชื่อ #อสังหาริมทรัพย์

ธนาคารกลางอินโดนีเซียปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ 50 basis points สู่ระดับ 5.25% จากค่าเงินเปราะบาง🇮🇩  ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI)...
21/05/2026

ธนาคารกลางอินโดนีเซียปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ 50 basis points สู่ระดับ 5.25% จากค่าเงินเปราะบาง

🇮🇩 ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 50 bps สู่ระดับ 5.25% นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 2 ปี และเป็นประเทศที่ 2 ในอาเซียนที่กลับเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นตามหลังฟิลิปปินส์ สะท้อนว่า BI ให้น้ำหนักกับเสถียรภาพค่าเงินมากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินทุนไหลออกและความเสี่ยงด้านการคลังที่เพิ่มขึ้น

📉 สาเหตุสำคัญมาจากค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง โดยค่าเงินระหว่างวันที่ 20 พ.ค.2569 แตะระดับต่ำสุดใหม่ที่ 17,745 รูเปียห์/ดอลลาร์ฯ และอ่อนค่าเป็นอันดับ 2 ในเอเชียรองจากรูปีอินเดีย สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างและแรงกดดันเงินทุนไหลออกต่อเนื่อง รวมถึงความกังวลของนักลงทุนต่อเสถียรภาพนโยบายเศรษฐกิจ ฐานะการคลังและความเชื่อมั่นต่อตลาดการเงินอินโดนีเซีย นอกจากนี้ ราคาน้ำมันโลกที่ยังอยู่ในระดับสูงยังเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อและภาระการอุดหนุนพลังงานของภาครัฐ

📍 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า BI มีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดต่อในระยะข้างหน้า หากค่าเงินรูเปียห์ยังอ่อนค่าและแรงกดดันเงินเฟ้อยังเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานโลก โดยค่าเงินที่อ่อนค่าจะยิ่งเพิ่มต้นทุนการนำเข้าและภาระการคลังจากการอุดหนุนพลังงาน ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องทยอยลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน และส่งผ่านไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อในวงกว้างมากขึ้น

อ่านและดาวน์โหลดบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม : https://kresearch.co/4fA7IOF

#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #ธนาคารกลางอินโดนีเซีย #ดอกเบี้ยนโยบาย

ที่อยู่

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เลขที่ 400/22 อาคารธนาคารกสิกรไทย ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท
Bangkok
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:00
อังคาร 08:30 - 17:00
พุธ 08:30 - 17:00
พฤหัสบดี 08:30 - 17:00
ศุกร์ 08:30 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6622731144

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ KResearchผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง KResearch:

แชร์