KResearch ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มุ่งเน้นพัฒนาผลงานวิจัยเชิงคุณภาพ สร้างสรรค์งานวิจัยที่หลากหลาย มุ่งเน้นพัฒนาผลงานวิจัยเชิงคุณภาพ สร้างสรรค์งานวิจัยที่หลากหลาย

สินเชื่อเดือน ก.ค. 2569 ขยายตัวเป็นเดือนที่ 4 สรุปข้อมูลสินเชื่อและเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ไทย 17 แห่ง ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2...
28/08/2026

สินเชื่อเดือน ก.ค. 2569 ขยายตัวเป็นเดือนที่ 4

สรุปข้อมูลสินเชื่อและเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ไทย 17 แห่ง ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2569

• เงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับสุทธิ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2569 อยู่ที่ระดับ 13.96 ล้านล้านบาท ขยายตัว 2.79% YoY เทียบกับที่เพิ่มขึ้น 1.93% YoY ในเดือน มิ.ย. 2569 ซึ่งนับเป็นการขยายตัวในแดนบวกเป็นเดือนที่สี่ โดยได้รับแรงหนุนหลักๆ จากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนหนึ่งจากความต้องการเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องรองรับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี สินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่อรายย่อยยังคงเผชิญข้อจำกัดในการฟื้นตัวท่ามกลางความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งทำให้สถาบันการเงินยังคงพิจารณาปล่อยสินเชื่อใหม่อย่างระมัดระวังและบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม
• ด้านเงินรับฝาก สิ้นเดือน ก.ค. 2569 อยู่ที่ระดับ 16.73 ล้านล้านบาท ขยายตัวที่ 3.22% YoY เทียบกับระดับ 3.11% YoY ในเดือนมิ.ย. 2569 ซึ่งล้อไปกับภาพการขยายตัวในฝั่งของสินเชื่อ อย่างไรก็ดี เงินฝากที่ขยายตัวหลักๆ น่าจะเป็นเงินฝากในกลุ่มออมทรัพย์ สำหรับการออกแคมเปญเงินฝากประจำพิเศษในเดือน ก.ค. 2569 นั้น พบว่า จำนวนแคมเปญออกใหม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แต่ยังสอดคล้องกับจำนวนแคมเปญที่ครบกำหนด โดยแคมเปญส่วนใหญ่ยังเป็นแคมเปญระยะสั้น

#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #สินเชื่อ #เงินฝาก

🚢 การส่งออกไทยในเดือนก.ค. 2569 ขยายตัวใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ ทั้งปี 69 คงคาดการณ์ที่ 14.0% การส่งออกไทยเดือนก.ค. 2569 ข...
27/08/2026

🚢 การส่งออกไทยในเดือนก.ค. 2569 ขยายตัวใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ ทั้งปี 69 คงคาดการณ์ที่ 14.0%
การส่งออกไทยเดือนก.ค. 2569 ขยายตัวที่ 21.6%YoY ใกล้เคียงกับที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ไว้ โดยการเติบโตเกินกว่า 60% มาจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งยังได้รับอานิสงส์ของความต้องการ AI และ Data Center และส่วนหนึ่งยังได้รับการยกว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกและการนำเข้าไทยในปี 2569 อยู่ที่ 14.0% และ 27.0% ตามลำดับ โดยยังคงมุมมองต่อแนวโน้มการส่งออกและนำเข้าในช่วงที่เหลือของปีจะชะลอลง หลังจากการเร่งตัวของกิจกรรมการค้าในช่วงก่อนหน้า ท่ามกลางความเสี่ยงจากมาตรการการค้าของสหรัฐฯ
ไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราว 50,000 ล้านดอลลาร์ฯ ในปีนี้ โดยการนำเข้าของไทยอาจมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานของภาครัฐและเงื่อนไขการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งยังต้องติดตามรายละเอียดที่จะออกมาในระยะข้างหน้า
อ่านบทวิเคราะห์เพิ่มเติม : https://kresearch.co/4gR9BXz
#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #ส่งออกไทย #การค้าระหว่างประเทศ

เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569 จะไปทางไหน❓และมาตรการปรับภาษีภาครัฐจะส่งผลต่อการผลิตรถยนต์ไทยอย่างไร❓ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ขอเช...
27/08/2026

เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569 จะไปทางไหน❓และมาตรการปรับภาษีภาครัฐจะส่งผลต่อการผลิตรถยนต์ไทยอย่างไร❓
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ขอเชิญร่วมงานแถลงข่าวประจำไตรมาส 3/2569 โดย
ดร.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย
ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ
พร้อมด้วยรองกรรมการผู้จัดการ
คุณณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล, คุณเกวลิน หวังพิชญสุข และคุณธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล
⏰ วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 10.00 – 11.30 น.
ณ ห้องสุขสามัคคี ชั้น 8 ธนาคารกสิกรไทย สำนักพหลโยธิน
📍ลงทะเบียนร่วมงานได้ที่ https://kresearch.co/4x7gedU
#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #เศรษฐกิจไทย #เศรษฐกิจโลก #มาตรการรัฐ #อุตสาหกรรมรถยนต์

กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์คงดอกเบี้ย ที่ 1.00% ในการประชุม 26 ส.ค. ตามคาด...มองกนง. คงดอกเบี้ยที่ 1.00% ไปตลอดทั้งปีนี้🏦 กนง...
26/08/2026

กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์คงดอกเบี้ย ที่ 1.00% ในการประชุม 26 ส.ค. ตามคาด...มองกนง. คงดอกเบี้ยที่ 1.00% ไปตลอดทั้งปีนี้

🏦 กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์คงดอกเบี้ยที่ 1.00% ในการประชุม 26 ส.ค. ตามคาด โดยมองระดับดอกเบี้ยปัจจุบันยังเหมาะสมกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าคาดแม้มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราว

💰นอกจากนี้ คุณภาพสินเชื่อ SMEs ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา โดยคาดว่าจะมีการออกมาตรการเฉพาะจุดเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบ

📍ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองกนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ตลอดปี 2569 เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ลดลงและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบางท่ามกลางความเสี่ยงจากมาตรการการค้าสหรัฐฯ และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #กนง #ดอกเบี้ยนโยบาย #เศรษฐกิจไทย

เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือน 🪙 ตอกย้ำโจทย์การบริหารความเสี่ยงค่าเงินของภาคธุรกิจ...การค้าไทยเชื่อมโยงกับจีนและ ASEAN ม...
24/08/2026

เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือน 🪙 ตอกย้ำโจทย์การบริหารความเสี่ยงค่าเงินของภาคธุรกิจ...การค้าไทยเชื่อมโยงกับจีนและ ASEAN มากขึ้น แต่การชำระค่าสินค้าส่วนใหญ่ยังพึ่งพาเงินดอลลาร์ฯ 💰
.
โครงสร้างการค้าระหว่างประเทศของไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะบทบาทของจีนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากสัดส่วนเพียง 8.9% ของมูลค่าการค้ารวมของไทยในปี 2548 มาอยู่ที่ 21.5% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขณะที่ ASEAN ยังคงเป็นคู่ค้าสำคัญ แม้มีสัดส่วนลดลงมาที่ 17.6% ทั้งนี้ เมื่อรวมสัดส่วนมูลค่าการค้ากับจีนและ ASEAN รวมกัน ก็จะมีสัดส่วนสูงถึง 39.1% ของการค้ารวมของไทย เพิ่มขึ้นจาก 29.0% ในปี 2548 สะท้อนว่าการค้าของไทยมีความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
.
อย่างไรก็ดี โครงสร้างสกุลเงินที่ใช้ชำระค่าสินค้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยสกุลเงิน USD ยังคงมีสัดส่วนสูงถึง 79% ของการค้ากับต่างประเทศ ขณะที่การใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) อยู่ที่ประมาณ 17% เท่านั้น และหากพิจารณาเฉพาะการค้าภายในภูมิภาค ภาพก็ยังคล้ายกัน เช่น การค้าไทย-ASEAN ใช้ USD ประมาณ 77% เทียบกับ Local Currency ได้แก่ THB, SGD และ MYR รวมกันที่ 21% ส่วนการค้าไทย–จีนมีการใช้ทั้ง THB และ CNY รวมกันประมาณ 18% เท่านั้น สะท้อนว่า แม้โครงสร้างการค้าของไทยจะเชื่อมโยงกับภูมิภาคมากขึ้น แต่สกุลเงินที่ใช้ในการชำระค่าสินค้ายังคงพึ่งพา USD เป็นหลัก
.
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การพึ่งพา USD ในการรับ-จ่ายค่าสินค้ากับประเทศคู่ค้าเป็นสัดส่วนสูงมีข้อดี เนื่องจาก USD เป็นสกุลเงินที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางและมีสภาพคล่องสูง แต่ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจอาจต้องเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของเงินดอลลาร์ฯ โดยล่าสุด 24 ส.ค. 2569 เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือนที่ 32.58 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่หากมองในมุมของความผันผวน พบว่า USD/THB มีความผันผวนประมาณ 8.0% สูงกว่า CNY/THB ที่ 7.0% และ SGD/THB ที่ 5.1% ทำให้ในมุมนี้ การใช้ Local Currency จึงอาจเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะธุรกิจที่มีรายรับและรายจ่ายในสกุลเดียวกัน ซึ่งสามารถนำเงินที่ได้รับมาใช้ชำระภาระในสกุลนั้นต่อได้ ช่วยลดความจำเป็นในการแลกเปลี่ยนเงินระหว่างสกุล นอกจากนี้ บริการทางการเงินที่รองรับ Local Currency ก็มีมากขึ้น โดยล่าสุดหลายธนาคารในจีนเพิ่มเงินบาทเข้าสู่ระบบ เพื่อรองรับการชำระเงินระหว่าง THB-CNY โดยตรง ทำให้ภาคธุรกิจมีทางเลือกในการทำธุรกรรมเพิ่มขึ้น
.
อย่างไรก็ตาม การมีบริการรองรับมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าภาคธุรกิจจะหันมาใช้ Local Currency โดยอัตโนมัติ เพราะการตัดสินใจเลือกใช้สกุลเงินยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งความผันผวนของค่าเงิน สภาพคล่อง ต้นทุนและค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยนเงิน ความพร้อมของคู่ค้า รวมถึงความสอดคล้องกับโครงสร้างรายรับ-รายจ่ายของแต่ละธุรกิจ ดังนั้น การส่งเสริม Local Currency จึงควรมองว่าเป็น การเพิ่มทางเลือกในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน มากกว่าการลดบทบาทของเงินดอลลาร์ฯ หรือ De-dollarization ขณะที่ความเชื่อมโยงทางการค้าของไทยกับจีนและ ASEAN ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่ายังมีพื้นที่ให้ Local Currency เข้ามามีบทบาทมากขึ้น หากสามารถตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจและสร้างประโยชน์ให้กับภาคธุรกิจได้จริง
.
#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #การค้าระหว่างประเทศ #ค่าเงินบาท #ธุรกิจไทย #อัตราแลกเปลี่ยนเงิน

ค่าเงินบาท และตลาดหุ้นไทย•   สัปดาห์ที่ 17 - 21 ส.ค. 2569 เเงินบาททำสถิติแข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือนที่ 32.64 บาทต่อดอลลาร์ฯ...
22/08/2026

ค่าเงินบาท และตลาดหุ้นไทย

• สัปดาห์ที่ 17 - 21 ส.ค. 2569 เเงินบาททำสถิติแข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือนที่ 32.64 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ ดัชนีหุ้นไทยปิดบวกเล็กน้อยจากสัปดาห์ก่อน โดยเคลื่อนไหวผันผวน ก่อนจะพลิกกลับมาปิดบวกช่วงท้ายสัปดาห์

• สัปดาห์ที่ 24 - 28 ส.ค. 2569 คาดกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 32.30 - 33.00 บาท/ดอลลาร์ฯ ส่วนดัชนีหุ้นไทย แนวรับที่ 1,600 และ 1,585 จุด แนวต้านที่ 1,630 และ 1,655 จุด

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://kresearch.co/4glGpGH
#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #เงินบาท #ตลาดหุ้นไทย

🇺🇸 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง 💰ในปี 2569 ยีลด์...
21/08/2026

🇺🇸 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง 💰
ในปี 2569 ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเพิ่มต่อเนื่อง โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาว โดยยีลด์พันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับเพิ่มไปแตะระดับ 5.34% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี ส่งผลให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ (US Treasury) ได้ประกาศเพิ่มวงเงินการทำธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล (Buyback) สำหรับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี จาก 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อธุรกรรม สำหรับธุรกรรมระหว่างวันที่ 9 กันยายน ถึง 4 พฤศจิกายน 2569 เพื่อรักษาเสถียรภาพในตลาดพันธบัตร
โดยปกติ ธุรกรรม Buyback มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรรัฐบาลที่มีสภาพคล่องต่ำ รักษาเสถียรภาพในตลาดพันธบัตร และการบริหารการชำระหนี้ โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะเปิดประมูลเพื่อรับซื้อพันธบัตรรัฐบาลจำแนกประเภทตามอายุคงเหลือ ซึ่งธุรกรรม Buyback เป็นธุรกรรมปกติที่ทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง
โดยการเพิ่มวงเงินทำธุรกรรม Buyback ในครั้งนี้ คาดว่ามีวัตถุประสงค์เพิ่มเติมเพื่อดูแลเสถียรภาพของยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานและเงินเฟ้อให้เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งแรงกดดันจากการกู้เงินของรัฐบาลอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการขาดดุลของรัฐบาล โดยหลังการประกาศปรับเพิ่มวงเงิน Buyback ส่งผลให้ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ปรับลดลง 2 – 9 bps. จากวันก่อนหน้า อย่างไรก็ดีในวันถัดมาบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ กลับมาเพิ่มสูงขึ้นไประดับเดิมอีกครั้ง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียด
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าการเพิ่มวงเงินทำธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล ส่งผลต่อยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ได้แค่ระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากปัจจัยที่ทำให้ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเพิ่มสูงขึ้นไปปีนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะความกังวลที่มีต่อสถานการณ์การคลัง ซึ่งธุรกรรม Buyback ไม่ใช่มาตรการเพื่อลดขนาดหนี้สาธารณะ เนื่องจากรัฐบาลยังมีการกู้ยืมเพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าหนี้สาธารณะยังเพิ่มสูงขึ้น
แม้ Treasury Buyback จะช่วยสนับสนุนสภาพคล่องของตลาดได้ในระยะสั้น แต่วงเงิน Buyback จำนวน 32,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ยังถือว่ามีขนาดค่อนข้างเล็ก เมื่อเทียบกับมูลค่าคงค้างของพันธบัตรรัฐบาลเป้าหมาย ที่ประมาณ 5.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงอาจช่วยบรรเทาข้อจำกัดด้านสภาพคล่องได้เพียงบางส่วน ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานสำคัญ อาทิ การขาดดุลงบประมาณในระดับสูง ความจำเป็นในการออกพันธบัตรใหม่อย่างต่อเนื่อง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ยังคงเป็นแรงกดดันต่อทิศทางตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า ขณะที่ผลต่อยีลด์พันธบัตรรัฐบาลไทยมีจำกัด เนื่องจากเป็นปัจจัยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ
#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #บอนด์ยีลด์ #พันธบัตรรัฐบาล

การประชุม กนง. 26 ส.ค. 2569 คาดคงดอกเบี้ยที่ 1.00% และมีแนวโน้มคงระดับนี้ตลอดปี 2569 📍 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด กนง. คงดอก...
21/08/2026

การประชุม กนง. 26 ส.ค. 2569 คาดคงดอกเบี้ยที่ 1.00% และมีแนวโน้มคงระดับนี้ตลอดปี 2569

📍 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในการประชุมวันที่ 26 ส.ค. 69 หลังแรงกดดันเงินเฟ้อต่ำลดลง ขณะที่เศรษฐกิจยังเปราะบางและต้องการแรงสนับสนุนต่อเนื่อง

🏦 กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ตลอดปี 2569 เนื่องจากเป็นระดับที่เหมาะสมต่อการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ลดลง โดยคาดเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปี 2569 อยู่ที่ 1.8% ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธปท.

🇹🇭 ขณะที่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงมีลักษณะไม่ทั่วถึง (K-shaped) และมีความเปราะบางต่อความเสี่ยงภายนอกประเทศ ดังนั้น กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจพร้อมกับการใช้มาตรการเฉพาะจุด
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://kresearch.co/4xfU9Kq
#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #กนง #ธปท #ดอกเบี้ยนโยบาย

🏦 IMF - World Bank Group Annual Meetings 2026  จับตาภูมิทัศน์การเงินใหม่รับมือสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง 🌏[[ IMF–World Ban...
20/08/2026

🏦 IMF - World Bank Group Annual Meetings 2026 จับตาภูมิทัศน์การเงินใหม่รับมือสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง 🌏

[[ IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 คืออะไร และสำคัญอย่างไร? ]]

การประชุมประจำปีของ IMF และ World Bank Group เป็นเวทีที่ผู้กำหนดนโยบายและผู้นำด้านเศรษฐกิจการเงินจากประเทศต่าง ๆ มาหารือแนวทางรับมือกับความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก
สำหรับปี 2026 ไทยกำหนดวาระสำคัญ 4 เสาหลัก ครอบคลุม Digital & AI Transformation, บทบาทของไทยในโลกที่แตกแยก, Climate Adaptation และ Longevity Economy
โดยหนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาสำหรับภาคธุรกิจและภาคการเงิน คือ Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation ซึ่งสะท้อนว่า Climate Change กำลังขยับจากประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้าสู่โจทย์ด้านเศรษฐกิจและการเงินมากขึ้น
[[ Climate Change กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของการประชุมปี 2026 ]]

วาระ Climate Adaptation ให้ความสำคัญกับ 3 เรื่อง ได้แก่
1. การสร้างสถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อรองรับ Climate Adaptation
2. การสนับสนุนการปรับตัวและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างสมดุล
3. การบริหารจัดการ ปกป้อง และฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
ความสำคัญของวาระนี้เพิ่มขึ้นตามผลกระทบจาก Climate Change ที่เริ่มมีมูลค่าทางเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น โดย World Bank ประเมินว่าหากไทยเผชิญสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งมากขึ้น ผลผลิตพืชที่ใช้น้ำฝนอาจลดลงสูงสุด 12.4% ภายในปี 2040 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีผลกระทบจาก Climate Change เพิ่มขึ้นจากระดับปี 2025 ขณะที่หากไม่มีมาตรการปรับตัว การสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งเพิ่มเติมอาจทำให้ไทยสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวราว 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีในช่วงกลางทศวรรษ 2040 จึงเกิดคำถามสำคัญว่า ระบบการเงินจะช่วยให้ธุรกิจและเศรษฐกิจลงทุนเพื่อ “ลดความเสียหายในอนาคต” ได้อย่างไร
[[ Climate Change เริ่มเชื่อมโยงกับภาคธนาคาร ]]

💰 ระบบการเงินเริ่มพัฒนาเครื่องมือเพื่อระบุ Climate Risk และประเมินว่าการลงทุนใดช่วยลดความเสียหายได้จริง

💰 ในไทย Thailand Taxonomy ระยะ 2 ครอบคลุมแนวทาง Climate Risk and Vulnerability Assessment หรือ CRVA ซึ่งช่วยให้ภาคธุรกิจระบุประเภทความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ประเมินโอกาสเกิดและผลกระทบ รวมถึงประเมินและจัดลำดับความสำคัญของมาตรการปรับตัวได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

💰ขณะที่ฝั่งยุโรป ECB ได้ประกาศขยาย Climate Factor ไปยังสินเชื่อธุรกิจบางประเภทที่ใช้เป็นหลักประกันใน Eurosystem โดยพิจารณา Climate-related Transition Risk ของลูกหนี้ และสามารถปรับลดมูลค่าหลักประกันเพิ่มเติมได้สูงสุด 5% โดยคาดว่าจะเริ่มใช้ได้เร็วที่สุดช่วงปลายปี 2027 สะท้อนว่า Climate Data เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการประเมินและบริหารความเสี่ยงทางการเงิน
[[ มุมมองและปัจจัยที่ต้องติดตามจากการประชุม ]]

ประเด็นที่ควรจับตา คือ...
1. เครื่องมือทางการเงินเพื่อรองรับ Climate Adaptation ว่าจะมีการต่อยอดไปสู่เงินให้เปล่า Guarantee หรือ Blended Finance ในรูปแบบใด

2. กติกาและข้อมูลที่ภาคธุรกิจต้องใช้ในการระดมทุน ผลจากการประชุมจะนำไปสู่การใช้ Climate Risk, Taxonomy หรือข้อมูลด้านความเปราะบางในการประเมินสินเชื่อมากขึ้นเพียงใด

3. อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงมีแนวโน้มเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะข้อเสนอจากเวทีโลกยังต้องถูกถ่ายทอดต่อไปเป็นกฎเกณฑ์ นโยบาย และแนวปฏิบัติของสถาบันการเงินในแต่ละประเทศก่อน ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามคือ Climate Change จะถูกแปลงจาก “วาระเชิงนโยบาย” ไปสู่ “ปัจจัยที่ใช้จริงในระบบการเงิน” ได้เร็วเพียงใด
#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #ภูมิอากาศ

🇨🇳 จีนเปิดเส้นทาง China-Europe Arctic Express (CAX) จากเที่ยวทดลองสู่บริการประจำรายสัปดาห์ในเส้น Arctic 🛳️ภาวะโลกร้อนเริ...
20/08/2026

🇨🇳 จีนเปิดเส้นทาง China-Europe Arctic Express (CAX) จากเที่ยวทดลองสู่บริการประจำรายสัปดาห์ในเส้น Arctic 🛳️
ภาวะโลกร้อนเริ่มมีผลต่อภาคเศรษฐกิจจริง ไม่ได้จำกัดแค่ประเด็นสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป หลังจากที่การลดลงของน้ำแข็งในแถบ Arctic ทำให้มีเส้นทางเดินเรือใหม่ทางเหนือที่ใช้งานได้จริงมากขึ้น
โดยล่าสุดในปี 2026 เส้นทาง China–Europe Arctic Express (CAX) มีการยกระดับจากการทดลองเดินเรือไปสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์แบบรายสัปดาห์รวม 8 เที่ยวในช่วงฤดูเดินเรือปีนี้ (เดือนสิงหาคม - ตุลาคม) นับเป็นสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มมีผลกับภูมิศาสตร์การค้าและการตัดสินใจของภาคธุรกิจ
ประเด็นดังกล่าวถือเป็นโอกาสทางการค้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน ซึ่งถือเป็นโอกาสที่มาพร้อมความย้อนแย้ง (Climate Paradox) ให้ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องชั่งน้ำหนักควบคู่กันระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ดี แม้ Arctic Route จะมีศักยภาพ โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยต่อปี 3.5% (CAGR) โดยเฉพาะกลุ่ม Oil & Gas Tanker และ Cargo แต่ CAX ยังอยู่ในช่วงพิสูจน์โมเดลและยังมีขนาดเล็กมาก โดยมี Capacity เฉลี่ยราว 2,207 TEU ต่อสัปดาห์ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.8% ของเส้นทางหลัก Asia–Europe จึงยังไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงของเส้นทางที่ผ่าน Suez ในระยะสั้น
🇹🇭 สำหรับไทย ผลกระทบในปัจจุบันยังจำกัด แต่ควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของเครือข่ายการเดินเรือในระยะยาว หาก Arctic Route ขยาย Capacity และช่วงเวลาเดินเรือได้มากขึ้น การค้าจีน–ยุโรปบางส่วนอาจลดการพึ่งพาเส้นทาง Malacca–Suez ซึ่งอาจจะเปลี่ยนบทบาทและความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของ Regional Hub ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย
#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #การเดินเรือ #การขนส่ง

ที่อยู่

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เลขที่ 400/22 อาคารธนาคารกสิกรไทย ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท
Bangkok
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:00
อังคาร 08:30 - 17:00
พุธ 08:30 - 17:00
พฤหัสบดี 08:30 - 17:00
ศุกร์ 08:30 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6622731144

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ KResearchผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง KResearch:

ทางลัด

แชร์