26/08/2023
เพื่อนส่งสรุปไอเดียการลงทุนของคุณหมอพงศ์ศักดิ์ VI หมื่นล้าน (ดีมากๆ อยากให้นักลงทุนได้อ่านกัน)
ขออนุญาตคนที่ทำสรุป แชร์ต่อนะครับ
30 แนวคิดการลงทุนของ คุณหมอพงศ์ศักดิ์ นักลงทุน VI ระดับ 2 หมื่นล้าน
1. จะลงทุนบริษัทให้ดู Cycle ของธุรกิจ
Stage 1 : ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ (Startup)
Stage 2 : เริ่มโต แต่ Cashflow ติดลบ
Stage 3 : เริ่มโตขึ้น และ Cashflow เริ่มเป็นบวก
Stage 4 : ช่วงธุรกิจขยายตัว (Scale up)
Stage 5 : ธุรกิจเริ่มอิ่มตัว (Maturity)
Stage 6 : ช่วงธุรกิจเริ่ม Decline
2. นักลงทุนที่เป็น VC จะเลือกลงทุนที่ Stage 1 -2 แต่นักลงทุน VI จะลงทุนช่วง Stage 3 และจะได้ผลตอบแทนดี..ที่ความเสี่ยงไม่เยอะ
3. แต่ส่วนใหญ่ที่เราลงทุนแล้วได้ Returns กลับมาน้อยๆ เพราะ เราดันไปลงทุนธุรกิจ ที่อยู่ใน Stage 4-5 ไปแล้ว
4. ถ้าจะลงทุนบริษัทที่ Stage 1-2 จะวิเคราะห์ 4 อย่าง คือ :
- ตลาดใหญ่มั้ย?
- บริษัทจะแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดได้เท่าไหร่?
- แล้วถ้าแย่งชิงตลาดมาได้ จะได้กำไรเท่าไหร่?
- กำไรเท่านี้ Impact กับบริษัทมั้ย?
5. จะลงทุนบริษัทอะไร ให้ศึกษาผู้บริหาร และวิเคราะห์ว่า เขามีความสามารถ 2 ข้อนี้หรือไม่ คือ
- ความสามารถในการบริหารจัดการธุรกิจ
- ความสามารถในการจัดการเงินลงทุน
6. ผู้บริหารส่วนใหญ่จะเก่งในการบริหารธุรกิจ แต่จะมีจุดอ่อนในเรื่อง การบริหารเงิน
7. เพราะส่วนใหญ่พอได้เงินมา จะเอาไปขยายงาน ที่ได้ Return กลับมาไม่ดี (ถ้า ROE ต่ำๆ จะไม่ค่อยน่าลงทุน)
8. ผู้บริหารที่ดี คือ ผู้บริหารที่ตรงไปตรงมา หมายถึง เป็นคนที่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาด
9. 4 คุณสมบัติผู้บริหาร ที่น่าลงทุนด้วย คือ
- ผู้บริหารคนนี้ เป็นนักกลยุทธ์มั้ย?
- ผู้บริหารคนนี้ หาโอกาสเก่งมั้ย?
- ผู้บริหารคนนี้ เป็นคนที่ค่อยๆสร้างธุรกิจให้โตใช่มั้ย?
- ผู้บริหารคนนี้ เป็นคนที่คิดอะไรใหม่ๆเสมอมั้ย?
10. เพราะผู้บริหารบางคนฉวยโอกาสเก่ง แต่ไม่ยั่งยืน หรือ บางคนก็สร้างอะไรใหม่ๆเสมอ แต่ไม่มีกลยุทธ์ระยะยาว ดังนั้น ถ้าไม่ครบเครื่อง 4 ข้อ ก็ค่อนข้างเสี่ยงที่จะลงทุนด้วย
11. ในมุมของพี่กระทิง (VC) เวลาจะลงทุน Start Up จะดู 7 ข้อ คือ
- มองทีมผู้ก่อตั้ง (Winning founding team)
- มีตลาดที่ใหญ่เพียงพอ
- มีเทคโนโลยีที่ยากจะลอกเลียนแบบ
- มี Unfair Advantage ที่คู่แข่งไม่มี
- มีความสามารถในการดึงดูด Talent
- มีช่องทางในการทำ Profitibility
- The way to exit
12. ในมุมของนักลงทุน VI จะเลือกลงทุนในธุรกิจ กึ่งๆ Monopoly หมายถึง ธุรกิจที่สามารถ Scale จนเป็น เบอร์ 1 ของตลาด
13. จะดูได้อย่างไรว่าธุรกิจนี้ เป็น กึ่งๆ Monopoly - ให้ดูที่ยอดขาย ว่าต่างจากคู่แข่งในตลาดประมาณ 4-5 เท่า
14. แต่ถ้าเราจะลงทุน ให้ลงทุนช่วงที่ยอดขายมากกว่าคู่แข่งในตลาด 2 เท่า ถ้าเราไปรอว่าธุรกิจนี้จะต้องใหญ่กว่า 3 เท่า….แบบนี้ช้าไปแล้ว
15. แต่ไม่ใช่ทุกอุตสาหกรรมจะมีผู้ชนะ จนเป็น Monopoly เช่น ธุรกิจสายการบิน คงไม่สามารถปิดน่านฟ้าและบินได้เจ้าเดียว หรือ อสังหาริมทรัพย์ ที่ไม่ใช่มีเจ้าเดียวที่ก่อสร้างได้
16. ดังนั้น อุตสาหกรรมประเภทนี้เราจะลงทุนก็ได้…แต่ต้องเป็นการลงทุนระยะสั้น หรือ ราคาต้องถูกมากๆ ถึงจะน่าลงทุน และ เมื่อราคาขึ้นมาเหมาะสมก็ค่อยขาย
17. เวลาลงทุนให้เราวิเคราะห์อุตสาหกรรมก่อน ว่าจะมี ผู้ชนะในตลาด เพื่อที่จะมี Monopoly Power หรือไม่ ถ้ามีก็ น่าลงทุนระยะยาวได้
18. การเป็นนักลงทุน VI จะให้ “ความสำคัญกับ ความเสี่ยง มากกว่า Return” เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์ Black Swan เราจะเจ็บหนักมาก แต่ถ้าประเมินความเสี่ยงแล้ว เมื่อเทียบกับ Return พอรับได้ ก็จะค่อยๆลงทุน
19. เวลาลงทุน จะไม่ลงทุนไม้เดียว จะค่อยๆลงทุนและเรียนรู้กับบริษัทนี้ (เฉลี่ยประมาณ 3 ปี) เพื่อเข้าใจความเสี่ยง เข้าใจธุรกิจดีพอ แล้วจะค่อยๆ ลงทุนเพิ่ม
20. 4 เหตุผลที่นักลงทุนส่วนใหญ่ขาดทุน เป็นเพราะ
- ลงทุน โดยที่ไม่เข้าใจธุรกิจ
- มองความเสี่ยงไม่ขาด
- ศึกษาอุตสาหกรรมไม่ดีพอ
- เราเชื่อคำพูดผู้บริหารมากเกินไป (ให้ระวังผู้บริหารที่สร้างภาพมากเกินไป)
21. ถ้าคนอยากซื้อเราต้องไม่ซื้อ - แต่ถ้าคนไม่อยากซื้อ เราต้องรีบเข้าไปวิเคราะห์
22. ให้เรากล้า ในระหว่างที่คนอื่นกลัว - ทุกครั้งที่ทุกคนบอกว่าบริษัทนี้ไม่ดี และเทขายทิ้ง ให้เรารีบเข้าไปวิเคราะห์ทุกครั้ง ว่าเป็นวิกฤติชั่วคราวหรือ วิกฤติถาวร
23. ถ้าเป็นวิกฤติชั่วคราว แล้วเรามีความกล้ามากพอที่จะลงทุน เราจะได้ผลตอบแทนกลับมาสูง
24. ถ้าจะลงทุนธุรกิจสัปทาน ต้องระวังเรื่องการต่อสัมปทานด้วย และ ธุรกิจสัมปทาน ต้องดูเรื่องการเมืองควบคู่ ถ้าเปลี่ยนขั้วการเมือง หรือ ไม่ได้ต่อสัปทาน จะมีความเสี่ยงสูงมาก
25. เหตุผลที่เราต้องเข้าใจธุรกิจที่จะลงทุนให้ลึกซึ้ง เพราะ เราจะสามารถประเมินอนาคตของธุรกิจนี้ได้ และ ประเมิน “มูลค่า” ได้ ยิ่งถ้าเราถนัดและคุ้นชินกับอุตสาหกรรมที่เราจะลงทุนด้วย เรายิ่งจะประเมินธุรกิจออกได้ง่าย
26. เราควรทำ Financial model และใส่ตัวเลข คาดการณ์ล่วงหน้า ของธุรกิจที่เราจะลงทุนในทุกๆไตรมาส ว่า “ผลประกอบการเป็นไปตามที่เราคาดการณ์หรือไม่?” ถ้าใช่ก็ให้ค่อยๆลงทุนเพิ่ม แต่ถ้าไม่ใช่และผิดไปมาก ก็ต้องรีบขายออก ข้อดีของวิธีนี้คือ “เราจะรู้ตัวเร็ว”
27. เมื่อยิ่งราคาหุ้นขึ้นไปสูงเรายิ่งต้องระวัง - ถ้าธุรกิจมี New S Curve ต้องดูว่า มีความเป็นไปได้มั้ย และ ทำกำไรหรือเปล่า สุดท้ายถ้าเราตีมูลค่าได้ เราจะค่อนข้างลดความเสี่ยงไปได้สูง
28. เราควรขายหุ้นที่เราลงทุนเมื่อไหร่? ให้กลับไปดูที่ Life cycle ของธุรกิจ ถ้าธุรกิจมัน Maturity ไม่โตแล้ว ให้ลองหาธุรกิจใหม่ที่กำลังเติบโตเพื่อลงทุน (ไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้นแล้วถือตลอดชีวิต)
29. ถ้าเราลงทุนแล้วขาดทุน เวลาทำใจให้คิดว่า “เราเหลืออะไร มากกว่าเสียอะไร” อย่าไปยึดติดความผิดพลาด แต่ให้เรียนรู้และหาโอกาสในการลงทุนต่อไป
30. สิ่งที่เราควรฝึกฝน คือ ยิ่งหุ้นตก ทุกคนเทขาย ให้ฝึกนิสัยรีบเข้าไปวิเคราะห์ และตีมูลค่า เพราะ “ทุกวิกฤติมักมีโอกาสเสมอ”