03/06/2026
ภาพลวงตาแสนล้าน: ตัวเลขที่ถูกบิดเบือนของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน จากกระแสที่ AI บดบังไว้
หากมองดูตัวเลขเศรษฐกิจผิวเผินในปัจจุบัน (ปี 2026) ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือดูเหมือนกำลังเสวยสุขกับเทศกาลส่งออกครั้งใหญ่ครับ ไต้หวันซึ่งเป็นประเทศร่ำรวยโตระเบิดถึง 14% ยอดส่งออกพุ่งเกิน 40% ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ฟันกำไรจากการดำเนินงานที่โตขึ้นถึง 159% และแม้แต่ญี่ปุ่นที่เคยซบเซาบ่อยๆ ก็ยังทำสถิติกำไรบริษัทพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์
แต่ช้าก่อนครับ นี่เป็นเพียงแค่ครึ่งเดียวของความจริงเท่านั้น เพราะวิกฤตที่แท้จริงกำลังถูกซ่อนไว้ใต้พรมสีทองของกระแส Artificial Intelligence (AI)
- ไพ่สองใบที่ไม่เท่ากัน: เทคฯ รุ่งเรือง แต่อุตสาหกรรมอื่นกำลัง "ลงโลง"
ภาคอุตสาหกรรมของ 3 มหาอำนาจเอเชียตอนนี้กำลังแยกออกเป็น 2 ลู่ขนานอย่างชัดเจน:
- ลู่ที่ 1 (AI & Semiconductor): ขี่ม้าขาวโกยรายได้มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ในไต้หวันและเกาหลีใต้ หรือบริษัทผู้ผลิตเครื่องมือและวัสดุทำชิปในญี่ปุ่น
- ลู่ที่ 2 (อุตสาหกรรมดั้งเดิม): กำลังเผชิญหน้ากับภาวะ "สมองตาย" ข้อมูลระบุว่าหากเราหักลบยอดส่งออกชิปและเซิร์ฟเวอร์ AI ออกไป ยอดส่งออกด้านอื่นๆ ของไต้หวันดิ่งลงถึง 40% นับตั้งแต่ปี 2022 ส่วนเกาหลีใต้ทรงกับทรุด และญี่ปุ่นเข้าขั้นหดตัวอย่างรุนแรง
- เมื่อจีนไม่ใช่โรงงานประกอบ แต่กลายเป็นคู่แข่งทางตรง
ในอดีต จีนเปรียบเสมือนโรงงานรับจ้างประกอบ โดยนำเข้าชิ้นส่วนไฮเทคและทุนจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันมาผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูป แต่ในวันนี้จีนกลายร่างเป็นคู่แข่งที่ไล่กวดเจ้าตลาดเดิมจนทัน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ สารเคมี หรือแบตเตอรี่
- ดุลการค้าดิ่งเหว: ดุลการค้าของทั้ง 3 ประเทศกับจีนแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ไต้หวันที่เคยเกินดุลจีนมาอย่างยาวนานพลิกกลับมา "ขาดดุล" เป็นครั้งแรกในปีนี้ ส่วนญี่ปุ่นทำสถิติขาดดุลรายเดือนกับจีนสูงสุดประวัติศาสตร์ที่ 1.1 ล้านล้านเยน ด้านเกาหลีใต้แม้จะรอดมาได้ในไม่กี่เดือนนี้เพราะอานิสงส์ชิป AI พยุงไว้ แต่เซกเตอร์อื่นๆ ขาดดุลจีนยับเยิน
- โรงงานร่อแร่: ผู้ผลิตเครื่องจักรในไต้หวันต้องสั่งพักงานคนงาน, ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นโดนจีนแย่งเค้กในตลาดบ้านตัวเอง, ส่วนบริษัทแบตเตอรี่เกาหลีใต้สู้ยักษ์ใหญ่ CATL ของจีนไม่ได้ จนต้องลดกำลังการผลิตในโรงงานลงเหลือเพียงครึ่งเดียว
ความน่ากลัวคือ มูลค่าผลผลิตอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดของภูมิภาคนี้นับตั้งแต่ปี 2019 มาจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI แบบ 100% เต็ม ส่วนโรงงานที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยพากันหดตัวลงเรื่อยๆ
- ปัญหาใหญ่หลังบ้าน: เศรษฐกิจโต แต่คนในประเทศ "ไม่มีเงินช้อป"
อีกหนึ่งระเบิดเวลาคือ ทั้ง 3 ประเทศพึ่งพาการส่งออกมากเกินไปจนน่ากลัว (สัดส่วนการส่งออกต่อ GDP พุ่งเป็น 73% ในไต้หวัน และ 46% ในเกาหลีใต้) ในขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแออย่างรุนแรง
ทำไมประเทศที่ร่ำรวยเหล่านี้ คนในบ้านกลับไม่ยอมใช้เงิน? เหตุผลมาจากนโยบายรัฐในอดีตที่เน้นอุ้มชูบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เน้นการส่งออก (Corporate Titans) มากกว่าประชาชน:
- แรงงานชนชั้นสูง (Labour Aristocracy): พนักงานในบริษัทแถวหน้าอย่าง TSMC (ซึ่งบริษัทเดียวมีมูลค่าเกือบครึ่งของตลาดหุ้นไต้หวันและสร้าง GDP ถึง 9%), Samsung หรือ SK Hynix ได้รับสิทธิประโยชน์และการจ้างงานตลอดชีพ รวมถึงค่าแรงที่สูงลิ่ว โดยในไต้หวันคนไอทีได้เงินเดือนมากกว่าค่าเฉลี่ยรวมถึง 73%
- ชนชั้นล่างที่ถูกลืม: ในทางกลับกัน แรงงานในบริษัท SME (ซึ่งคิดเป็น 60-80% ของการจ้างงานทั้งหมดในภูมิภาค) กลับได้ค่าแรงเพียงน้อยนิด แรงงานชั่วคราวและพาร์ทไทม์ในเกาหลีใต้ได้เงินน้อยกว่าพนักงานประจำถึงครึ่งหนึ่ง ส่วนญี่ปุ่นมีสัดส่วนแรงงานไม่มั่นคงพุ่งสูงกว่า 1 ใน 3 ของประเทศ
ผลลัพธ์คือ วัยรุ่นจบใหม่ในไต้หวันเผชิญอัตราว่างงานสูงถึง 12% และต้องจำใจอพยพออกไปขุดทองต่างประเทศปีละกว่า 500,000 คน เพราะสู้ค่าครองชีพไม่ไหว
- รัฐสวัสดิการสุดตระหนี่ กับสังคมคนแก่ที่ยากจน
แม้ประชากรจะเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์ คนเกษียณควรจะเป็นผู้ใช้เงินและดันตัวเลขบริโภคให้สูงขึ้น แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เพราะรัฐสวัสดิการของเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือนั้นโหดร้ายกว่าที่คิด
ไต้หวันและเกาหลีใต้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อเป็นบำนาญให้คนชราเพียงแค่ 5% และ 4% ของ GDP ตามลำดับ (น้อยกว่าค่าเฉลี่ยประเทศพัฒนาแล้วหรือ OECD ถึงครึ่งหนึ่ง) ซ้ำร้าย เงินบำนาญยังผูกอยู่กับฐานเงินเดือนในอดีต ทำให้คนที่ไม่ได้อยู่บริษัทใหญ่แทบไม่มีเงินพอยังชีพ ส่งผลให้อัตราความยากจนในกลุ่มผู้สูงอายุพุ่งสูงถึง 40% ในเกาหลีใต้, 30% ในไต้หวัน และ 20% ในญี่ปุ่น
แม้ว่าตอนนี้รัฐบาลของทั้งสามประเทศจะเริ่มรู้ตัวและพยายามอัดฉีดเงินมหาศาล (เช่น เกาหลีใต้เตรียมทุ่ม $530,000 ล้านดอลลาร์ อุ้มภาคชิปในอีก 20 ปีข้างหน้า หรือญี่ปุ่นที่ควักเงินก้อนโตดันโปรเจกต์ชิปเปลี่ยนโลกอย่าง Rapidus) แต่มันก็เป็นเพียงการถมเงินลงไปในหลุมเดิม
นี่คือเกมเดิมพันที่อันตรายที่สุดครับ เพราะพวกเขากำลังเทหมดตัก (All-in) ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับการส่งออกโดยเอาการส่งออกไปผูกไว้กับอุตสาหกรรมชิปและ AI และภาวนาให้สหรัฐฯ และจีนยอมซื้อสินค้าของพวกเขาต่อไปเรื่อยๆ ท่ามกลางสงครามการค้าที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรง หากวันใดที่ฟองสบู่ AI เกิดชะลอตัว หรือวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์เข้าสู่ช่วงขาลง วันนั้นแหละครับที่เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือจะเจอกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ชนิดที่ตั้งตัวไม่ทัน
อ้างอิง
https://www.economist.com/finance-and-economics/2026/05/27/japan-south-korea-and-taiwan-are-suffering-industrial-rot
#เศรษฐกิจโลก #อุตสาหกรรมชิป #วิกฤตเศรษฐกิจ #ข่าวต่างประเทศ