เรื่องเงินที่อยากเล่า by TEN

เรื่องเงินที่อยากเล่า by TEN เล่าเรื่องเงินให้เข้าใจง่าย เพื่อชีวิตที่มั่นคง

ภาพลวงตาแสนล้าน: ตัวเลขที่ถูกบิดเบือนของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน จากกระแสที่ AI บดบังไว้หากมองดูตัวเลขเศรษฐกิจผิวเผิ...
03/06/2026

ภาพลวงตาแสนล้าน: ตัวเลขที่ถูกบิดเบือนของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน จากกระแสที่ AI บดบังไว้

หากมองดูตัวเลขเศรษฐกิจผิวเผินในปัจจุบัน (ปี 2026) ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือดูเหมือนกำลังเสวยสุขกับเทศกาลส่งออกครั้งใหญ่ครับ ไต้หวันซึ่งเป็นประเทศร่ำรวยโตระเบิดถึง 14% ยอดส่งออกพุ่งเกิน 40% ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ฟันกำไรจากการดำเนินงานที่โตขึ้นถึง 159% และแม้แต่ญี่ปุ่นที่เคยซบเซาบ่อยๆ ก็ยังทำสถิติกำไรบริษัทพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

แต่ช้าก่อนครับ นี่เป็นเพียงแค่ครึ่งเดียวของความจริงเท่านั้น เพราะวิกฤตที่แท้จริงกำลังถูกซ่อนไว้ใต้พรมสีทองของกระแส Artificial Intelligence (AI)

- ไพ่สองใบที่ไม่เท่ากัน: เทคฯ รุ่งเรือง แต่อุตสาหกรรมอื่นกำลัง "ลงโลง"

ภาคอุตสาหกรรมของ 3 มหาอำนาจเอเชียตอนนี้กำลังแยกออกเป็น 2 ลู่ขนานอย่างชัดเจน:

- ลู่ที่ 1 (AI & Semiconductor): ขี่ม้าขาวโกยรายได้มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ในไต้หวันและเกาหลีใต้ หรือบริษัทผู้ผลิตเครื่องมือและวัสดุทำชิปในญี่ปุ่น

- ลู่ที่ 2 (อุตสาหกรรมดั้งเดิม): กำลังเผชิญหน้ากับภาวะ "สมองตาย" ข้อมูลระบุว่าหากเราหักลบยอดส่งออกชิปและเซิร์ฟเวอร์ AI ออกไป ยอดส่งออกด้านอื่นๆ ของไต้หวันดิ่งลงถึง 40% นับตั้งแต่ปี 2022 ส่วนเกาหลีใต้ทรงกับทรุด และญี่ปุ่นเข้าขั้นหดตัวอย่างรุนแรง

- เมื่อจีนไม่ใช่โรงงานประกอบ แต่กลายเป็นคู่แข่งทางตรง

ในอดีต จีนเปรียบเสมือนโรงงานรับจ้างประกอบ โดยนำเข้าชิ้นส่วนไฮเทคและทุนจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันมาผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูป แต่ในวันนี้จีนกลายร่างเป็นคู่แข่งที่ไล่กวดเจ้าตลาดเดิมจนทัน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ สารเคมี หรือแบตเตอรี่

- ดุลการค้าดิ่งเหว: ดุลการค้าของทั้ง 3 ประเทศกับจีนแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ไต้หวันที่เคยเกินดุลจีนมาอย่างยาวนานพลิกกลับมา "ขาดดุล" เป็นครั้งแรกในปีนี้ ส่วนญี่ปุ่นทำสถิติขาดดุลรายเดือนกับจีนสูงสุดประวัติศาสตร์ที่ 1.1 ล้านล้านเยน ด้านเกาหลีใต้แม้จะรอดมาได้ในไม่กี่เดือนนี้เพราะอานิสงส์ชิป AI พยุงไว้ แต่เซกเตอร์อื่นๆ ขาดดุลจีนยับเยิน

- โรงงานร่อแร่: ผู้ผลิตเครื่องจักรในไต้หวันต้องสั่งพักงานคนงาน, ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นโดนจีนแย่งเค้กในตลาดบ้านตัวเอง, ส่วนบริษัทแบตเตอรี่เกาหลีใต้สู้ยักษ์ใหญ่ CATL ของจีนไม่ได้ จนต้องลดกำลังการผลิตในโรงงานลงเหลือเพียงครึ่งเดียว

ความน่ากลัวคือ มูลค่าผลผลิตอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดของภูมิภาคนี้นับตั้งแต่ปี 2019 มาจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI แบบ 100% เต็ม ส่วนโรงงานที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยพากันหดตัวลงเรื่อยๆ

- ปัญหาใหญ่หลังบ้าน: เศรษฐกิจโต แต่คนในประเทศ "ไม่มีเงินช้อป"

อีกหนึ่งระเบิดเวลาคือ ทั้ง 3 ประเทศพึ่งพาการส่งออกมากเกินไปจนน่ากลัว (สัดส่วนการส่งออกต่อ GDP พุ่งเป็น 73% ในไต้หวัน และ 46% ในเกาหลีใต้) ในขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแออย่างรุนแรง

ทำไมประเทศที่ร่ำรวยเหล่านี้ คนในบ้านกลับไม่ยอมใช้เงิน? เหตุผลมาจากนโยบายรัฐในอดีตที่เน้นอุ้มชูบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เน้นการส่งออก (Corporate Titans) มากกว่าประชาชน:

- แรงงานชนชั้นสูง (Labour Aristocracy): พนักงานในบริษัทแถวหน้าอย่าง TSMC (ซึ่งบริษัทเดียวมีมูลค่าเกือบครึ่งของตลาดหุ้นไต้หวันและสร้าง GDP ถึง 9%), Samsung หรือ SK Hynix ได้รับสิทธิประโยชน์และการจ้างงานตลอดชีพ รวมถึงค่าแรงที่สูงลิ่ว โดยในไต้หวันคนไอทีได้เงินเดือนมากกว่าค่าเฉลี่ยรวมถึง 73%

- ชนชั้นล่างที่ถูกลืม: ในทางกลับกัน แรงงานในบริษัท SME (ซึ่งคิดเป็น 60-80% ของการจ้างงานทั้งหมดในภูมิภาค) กลับได้ค่าแรงเพียงน้อยนิด แรงงานชั่วคราวและพาร์ทไทม์ในเกาหลีใต้ได้เงินน้อยกว่าพนักงานประจำถึงครึ่งหนึ่ง ส่วนญี่ปุ่นมีสัดส่วนแรงงานไม่มั่นคงพุ่งสูงกว่า 1 ใน 3 ของประเทศ

ผลลัพธ์คือ วัยรุ่นจบใหม่ในไต้หวันเผชิญอัตราว่างงานสูงถึง 12% และต้องจำใจอพยพออกไปขุดทองต่างประเทศปีละกว่า 500,000 คน เพราะสู้ค่าครองชีพไม่ไหว

- รัฐสวัสดิการสุดตระหนี่ กับสังคมคนแก่ที่ยากจน

แม้ประชากรจะเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์ คนเกษียณควรจะเป็นผู้ใช้เงินและดันตัวเลขบริโภคให้สูงขึ้น แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เพราะรัฐสวัสดิการของเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือนั้นโหดร้ายกว่าที่คิด

ไต้หวันและเกาหลีใต้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อเป็นบำนาญให้คนชราเพียงแค่ 5% และ 4% ของ GDP ตามลำดับ (น้อยกว่าค่าเฉลี่ยประเทศพัฒนาแล้วหรือ OECD ถึงครึ่งหนึ่ง) ซ้ำร้าย เงินบำนาญยังผูกอยู่กับฐานเงินเดือนในอดีต ทำให้คนที่ไม่ได้อยู่บริษัทใหญ่แทบไม่มีเงินพอยังชีพ ส่งผลให้อัตราความยากจนในกลุ่มผู้สูงอายุพุ่งสูงถึง 40% ในเกาหลีใต้, 30% ในไต้หวัน และ 20% ในญี่ปุ่น

แม้ว่าตอนนี้รัฐบาลของทั้งสามประเทศจะเริ่มรู้ตัวและพยายามอัดฉีดเงินมหาศาล (เช่น เกาหลีใต้เตรียมทุ่ม $530,000 ล้านดอลลาร์ อุ้มภาคชิปในอีก 20 ปีข้างหน้า หรือญี่ปุ่นที่ควักเงินก้อนโตดันโปรเจกต์ชิปเปลี่ยนโลกอย่าง Rapidus) แต่มันก็เป็นเพียงการถมเงินลงไปในหลุมเดิม

นี่คือเกมเดิมพันที่อันตรายที่สุดครับ เพราะพวกเขากำลังเทหมดตัก (All-in) ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับการส่งออกโดยเอาการส่งออกไปผูกไว้กับอุตสาหกรรมชิปและ AI และภาวนาให้สหรัฐฯ และจีนยอมซื้อสินค้าของพวกเขาต่อไปเรื่อยๆ ท่ามกลางสงครามการค้าที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรง หากวันใดที่ฟองสบู่ AI เกิดชะลอตัว หรือวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์เข้าสู่ช่วงขาลง วันนั้นแหละครับที่เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือจะเจอกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ชนิดที่ตั้งตัวไม่ทัน

อ้างอิง
https://www.economist.com/finance-and-economics/2026/05/27/japan-south-korea-and-taiwan-are-suffering-industrial-rot

#เศรษฐกิจโลก #อุตสาหกรรมชิป #วิกฤตเศรษฐกิจ #ข่าวต่างประเทศ

ใจกว้างแต่ไม่ผูกพัน: เจาะลึกกลยุทธ์การทูตแนว "เน้นการเป็นหุ้นส่วนแต่ไม่เน้นการร่วมเป็นร่วมตาย" ของพญามังกรจีนตั้งแต่ปลาย...
02/06/2026

ใจกว้างแต่ไม่ผูกพัน: เจาะลึกกลยุทธ์การทูตแนว "เน้นการเป็นหุ้นส่วนแต่ไม่เน้นการร่วมเป็นร่วมตาย" ของพญามังกรจีน

ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แทบไม่ได้ก้าวเท้าออกจากประเทศจีนแต่กลายเป็นว่า "โลกต่างหากที่ต้องเดินมาหาเขา" มีผู้นำประเทศตบเท้าเข้าพบที่ปักกิ่งเป็นว่าเล่น ฝ่ายพิธีการทูตของจีนทำหน้าที่ได้อย่างไร้ที่ติทั้งการจัดงานต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา กองทหารเกียรติยศ และเด็กๆ ที่มาโบกธงต้อนรับตามถนนสายสำคัญ

สัญลักษณ์เหล่านี้กำลังบอกอะไรเรา? ในยุคที่โลกเริ่มหลุดออกจากสมอเรือของสหรัฐฯ หลายประเทศต่างหันหน้าเข้าหาจีน แม้แต่ โดนัลด์ ทรัมป์ เองก็ยังอยากร่วมงานด้วย ในเดือนพฤษภาคมปี 2026 นี้ จีนแสดงความสามารถอันเหนือชั้นด้วยการเปิดบ้านต้อนรับทั้ง รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน, โดนัลด์ ทรัมป์, วลาดิเมียร์ ปูติน และนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ในเวลาไล่เลี่ยกันอย่างน่าทึ่ง ไม่มีประเทศไหนในโลกอีกแล้วที่สามารถต่อสายตรงถึงผู้นำที่อยู่คนละขั้วขัดแย้งได้อย่างราบรื่นขนาดนี้

- เคล็ดลับคือ "การทูตแบบผิวเผิน" (Thin Diplomacy)

อะไรทำให้จีนเชื่อมต่อกับคนอื่นได้เก่งขนาดนี้? คำตอบไม่ใช่แค่เรื่องอำนาจเศรษฐกิจหรือความวุ่นวายของฝั่งสหรัฐฯ เท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือกลยุทธ์การทูตที่เน้นความสัมพันธ์ในแนวราบอย่างกว้างขวาง แต่ไม่เน้นความลึกซึ้งในแนวดิ่งโดยจีนต้องการแค่การเป็น "หุ้นส่วน" (Partners) แต่ไม่ต้องการ "พันธมิตรร่วมรบ" (Allies)

> สิ่งที่จีนขอจากหุ้นส่วน: ง่ายมากครับ แค่ "อย่าพูด" หรือวิจารณ์เรื่องภายในของจีน (เช่น ไต้หวัน, ซินเจียง, ทิเบต, ฮ่องกง) และ "อย่าขวาง" ผลประโยชน์หลักทางเศรษฐกิจ (เช่น ต้องเปิดประตูต้อนรับสินค้าและการลงทุนจากจีน แม้บริษัทในประเทศนั้นๆ จะเดือดร้อนก็ตาม)

จีนสร้างสิ่งที่เรียกว่า "สโมสรที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกได้ง่ายที่สุดในโลก" ซึ่งปัจจุบันจีนนับประเทศต่างๆ เป็นหุ้นส่วนมากถึง 109 ประเทศ ซึ่งรวมถึงขั้วขัดแย้งที่พร้อมจะซัดกันตลอดเวลาอย่าง ยูเครนกับรัสเซีย, อินเดียกับปากีสถาน, อิสราเอลกับปาเลสไตน์ หรือ อิหร่านกับซาอุดีอาระเบีย ตราบใดที่คุณยอมเออออตามเงื่อนไขข้างต้น ปักกิ่งพร้อมจะจัดพรมแดงต้อนรับคุณอย่างสมเกียรติเสมอ

- การฑูตเชิงนโยบาย และการดัดหลังหลังม่าน

ในภาษาการทูตของจีน มีการแบ่งชนชั้นของหุ้นส่วนอย่างชัดเจน เช่น "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในทุกสภาวะ" (All-weather strategic partner) แบบปากีสถานและเอธิโอเปีย ซึ่งจะดูหรูหรากว่า "หุ้นส่วนความร่วมมือ" (Co-operative partner) แบบเบลเยียมหรือฟินแลนด์

นักการทูตตะวันตกมองว่ามันคือ "การยำคำศัพท์" (Word Salad) ที่สร้างความปลาบปลื้มให้ผู้นำต่างชาติได้ใจฟู โดยที่จีนไม่ต้องควักเนื้อจ่ายอะไรเลย เวลาโกรธกัน จีนก็ไม่เคยลดขั้นความสัมพันธ์ให้เสียหน้า แต่จะใช้วิธีเงียบๆ เช่น เลิกซื้อไวน์ เลิกนำเข้าเนื้อวัวหรือไม้ซุง เพื่อดัดหลังให้ประเทศเหล่านั้นรู้ตัว และบีบให้กลับมาเจรจาแบบ "ทวิภาคีหลังบ้าน" ซึ่งจีนได้เปรียบกว่าเสมอในฐานะพี่ใหญ่

- ข้อจำกัดของ "มิตรภาพไร้ขีดจำกัด": อุ้มเศรษฐกิจ แต่ไม่ร่วมรบ

การฑูตเชิงนโยบายหมายความว่าจีนจะไม่ส่งกองทัพไปช่วยคุณรบเด็ดขาด บทเรียนจากการล่มสลายของ นิโคลัส มาดูโร (เวเนซุเอลา) และ อาลี คาเมเนอี (อิหร่าน) ในปีนี้ คือข้อพิสูจน์ชั้นดีว่า การเป็นหุ้นส่วนที่แนบแน่นกับจีนช่วยพยุงท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจได้จริง แต่ไม่ได้เป็นเกราะกำบังคุณจากแสนยานุภาพของสหรัฐฯ เลย

แม้แต่ในกรณีของรัสเซีย ปูตินพยายามพร่ำบอกสื่อว่าจีนคือ "พันธมิตรร่วมตาย" แต่จีนหลีกเลี่ยงคำนี้อย่างเหนียวแน่น จีนยอมช่วยส่งออกสินค้า Dual-use (ชิ้นส่วนเทคโนโลยี/คอมพิวเตอร์ชิป) และช่วยซื้อน้ำมัน/ก๊าซเพื่อพยุงลมหายใจรัสเซีย แต่จีนไม่เคยทุ่มสุดตัวลงไปในสงครามยูเครน จนปูตินต้องบินมาอ้อนวอนขอความช่วยเหลือเพิ่มอยู่บ่อยๆ

- แม้แต่ "ทรัมป์" ก็ยอมลงนามในเกมของสี จิ้นผิง

ความสำเร็จสูงสุดของการฑูตเชิงนโยบายนี้ คือการที่ สี จิ้นผิง สามารถโน้มน้าวให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ยอมลงนามในกรอบความสัมพันธ์คำศัพท์ใหม่ที่เรียกว่า "ความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์" (Constructive relationship of strategic stability) โดยข้อตกลงนี้ไม่ได้สร้างภาระผูกพันใดๆ ให้กับสหรัฐฯ แต่ในมุมของจีน มันคือกฎเหล็กที่จีนตราหน้าไว้ว่าความขัดแย้งทุกอย่างจัดการได้ และสหรัฐฯ ต้องเลิกเข้ามายุ่งเรื่องภายในของจีน ซึ่งถ้าสหรัฐฯ ยอมเดินตามบทบาทนี้ วันหนึ่งสหรัฐฯ ก็อาจจะกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกสโมสรของจีนได้เช่นกัน และนั่นจะเป็นชัยชนะอันสูงสุดของกลยุทธ์การฑูตเชิงนโยบายนี้

- จีนกำลังเล่นเกมที่ฉลาดและเพลย์เซฟมากๆ ครับ มันเหมือนกับการมี "เพื่อนในเฟซบุ๊ก" เป็นพันคน กดไลก์ให้ตลอด ชวนไปงานปาร์ตี้หรูหราเช็กอินเก๋ๆ ได้ แต่เวลาที่คุณถังแตกหรือโดนนักเลงรุมซ้อม เพื่อนคนนี้จะทำเพียงแค่ส่งข้อความ "ความห่วงใย" และสติกเกอร์มาให้กำลังใจหลังไมค์ แต่จะไม่ยอมเดินมาร่วมวงเจ็บตัวหรือออกเงินช่วยคุณอย่างเด็ดขาด!

อ้างอิง
https://www.economist.com/china/2026/05/25/chinas-diplomatic-successes-are-broad-but-shallow

#การเมืองโลก #จีน #สีจิ้นผิง #การทูตมังกร #ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ #ข่าวต่างประเทศ

ดับไฟ-ปิดเรดาร์: เปิดกลยุทธ์ “การพรางตัวในการเดินเรือ” (Sailing Dark) แอบฝ่าช่องแคบฮอร์มุซเย้ยคมอาวุธผู้พิทักษ์อิหร่านใน...
01/06/2026

ดับไฟ-ปิดเรดาร์: เปิดกลยุทธ์ “การพรางตัวในการเดินเรือ” (Sailing Dark) แอบฝ่าช่องแคบฮอร์มุซเย้ยคมอาวุธผู้พิทักษ์อิหร่าน

ในขณะนี้ (พฤษภาคม 2026) ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญที่สุดในโลกอาจจะไม่ได้เปิดไฟเขียวให้ผ่านได้สะดวกนัก แต่ก็ต้องขอบคุณความใจถึงของบรรดาเจ้าของเรือขนส่งน้ำมันและความร่วมมือแบบลับๆ กับกองทัพสหรัฐฯ ที่ทำให้เส้นทางนี้ไม่ได้ปิดสนิทจนโลกต้องอดอยากพลังงาน

ล่าสุด เกิดปรากฏการณ์ที่กลุ่มเรือบรรทุกน้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติเหลว (LNG) ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่ง ได้เสี่ยงตายแล่นผ่านน่านน้ำอันตรายนี้ด้วยกลยุทธ์ที่คนในวงการเรียกว่า “Sailing Dark” หรือการพรางตัวในการเดินเรือเพื่อต่อลมหายใจเฮือกสุดท้ายให้แก่ระบบเศรษฐกิจโลกครับ

ยุทธวิธี “ปิดไฟ-ปิดระบบ” พรางตัวหลบโดรนอิหร่าน

คำว่าการพรางตัวในการเดินเรือไม่ใช่แค่การปิดไฟส่องสว่างบนเรือให้มืดมิดในตอนกลางคืนเท่านั้นครับ แต่หัวใจสำคัญคือ การปิดระบบ AIS (Automatic Identification System) ซึ่งเป็นระบบสัญญาณระบุตัวตนและพิกัดทิศทางของเรืออัตโนมัติ

- ทำไปเพื่ออะไร
การปิดระบบ AIS จะทำให้เรือหายไปจากหน้าจอเรดาร์ติดตามเรือพาณิชย์ทั่วไปในทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้กองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ล็อกเป้าโจมตีได้ยากขึ้น

ในการฝ่าช่องแคบแบบนี้กัปตันเรือจะใช้วิธีต่อสายตรงสื่อสารลับๆ กับกองทัพสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ จะใช้เรดาร์ทหารโดรนสอดแนมและเทคโนโลยีระดับสูงคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวให้และคอยส่งสัญญาณบอกกัปตันเรือว่าจังหวะนี้ให้ปิดระบบพรางตัวได้เลยหรือตอนนี้มีภัยคุกคามจากอิหร่านเข้ามา ให้หลบหลีกอย่างไร

- เกมวัดพลังบนโต๊ะเจรจากับศึกสกัดทุ่นระเบิดหลังม่าน

การที่เรือสินค้ายังคงเล็ดลอดผ่านไปได้แบบไร้รอยขีดข่วนถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญว่าอิหร่านมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการคุมน่านน้ำนี้จริงไหม และมันยังส่งผลต่อแต้มต่อของอิหร่านบนโต๊ะเจรจากับสหรัฐฯ ที่กำลังคุยกันเครียดเรื่องเสรีภาพในการเดินเรือ

ฝั่งอิหร่านพยายามแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของถึงขั้นตั้งหน่วยงานใหม่ชื่อ Persian Gulf Strait Authority ขึ้นมาเพื่อตรวจตราและเตรียมเรียกเก็บค่าผ่านทางจากเรือสินค้า (ซึ่งตอนนี้โดนสหรัฐฯ สั่งคว่ำบาตรหน่วยงานนี้ไปเรียบร้อย) แถมสัปดาห์ที่ผ่านมา IRGC ยังแอบส่งเรือมาลอบวางทุ่นระเบิดและส่งโดรนพลีชีพ 5 ลำเข้ามาโจมตี แต่ก็โดนกองกำลังส่วนกลางของสหรัฐฯ (Centcom) สวนกลับด้วยการจมเรือวางระเบิดและถล่มฐานยิงขีปนาวุธดับซ่าไปก่อน

นอกจากนี้ เรือบางส่วนยังอาศัยเส้นทางบุญเก่าจาก “Project Freedom” ซึ่งเป็นปฏิบัติการระยะสั้นของสหรัฐฯ ที่เคยส่งเรือรบและเครื่องบินมาเคลียร์ทุ่นระเบิดใต้น้ำไว้ แม้โครงการนั้นจะพับไปเพราะซาอุดีอาระเบียสั่งห้ามสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพและน่านฟ้าแต่ทางน้ำสายนั้นก็ยังถือว่าปลอดภัยที่สุด โดยจะเลาะไปตามชายฝั่งของประเทศโอมาน

- อดทนจนถึงจุดที่ไปต่อไม่ไหว เมื่อทุกอย่างมีต้นทุนจนบีบให้ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย

ทำไมเจ้าของเรือต้องยอมทำเรื่องเสี่ยงตายขนาดนี้

คำตอบง่ายมากครับเพราะการจอดแช่อยู่เฉยๆ มันแพงเกินไป

- ค่าใช้จ่ายเมื่อต้องจอดนิ่ง: เรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่มีค่าเชื้อเพลิงและค่าจ้างลูกเรือเฉลี่ยสูงถึง $10,000 - $15,000 ต่อวัน (ราว 3.5 - 5.2 แสนบาท) โดยเรือบางลำ เช่น เรือซูเปอร์แทงเกอร์ของกรีซ หรือเรือวิตสตาร์ (Vicstar) ของจีน จอดติดแหง็กอยู่ในอ่าวเปอร์เซียมานานตั้งแต่เดือนมีนาคม (เกือบ 3 เดือน) การยอมเสี่ยงซิ่งมืดๆ ออกไปส่งของที่อินเดียและบราซิลจึงคุ้มกว่านอนรอความตาย

- ค่าแรงลูกเรือคูณสอง: เนื่องจากเป็นเขตสงคราม เจ้าของเรือต้องจ่ายค่าแรงให้ลูกเรือเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากเบี้ยความเสี่ยงภัย

- ค่าประกันภัยมหาศาล แต่มีโปรโมชัน "Cashback": ตอนนี้เบี้ยประกันภัยเรือพุ่งสูงถึง 2.5% - 4% ของมูลค่าเรือ (จากเดิมในยามปกติแค่ 0.25%) ตัวอย่างเช่น เรือมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ อาจต้องจ่ายค่าประกันทางผ่านสูงถึง 3 ล้านดอลลาร์ แต่เอเจนซีประกันภัยยื่นข้อเสนอสุดเร้าใจว่าถ้าเรือของคุณแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปได้อย่างปลอดภัย... เอาเงินคืนไปเลย 50% (ได้แคชแบ็กคืน 1.5 ล้านดอลลาร์) ซึ่งนี่คือแรงจูงใจทางการเงินที่ทำให้หลายบริษัทพร้อมเสี่ยงดวง

- เหรียญอีกด้าน: ความเสี่ยงเมื่อเดินเรือแลลปิดระบบหรือ "ตาบอด" แล้วดันชนกันเอง

แม้ประกันจะยอมจ่าย และสหรัฐฯ จะคอยช่วยดู แต่การเดินเรือในโหมด "Sailing Dark" นั้นอันตรายมากในเชิงเทคนิคการเดินเรือ

เพราะเมื่อปิดระบบ AIS เรือทุกลำในบริเวณนั้นจะตาบอด ไม่สามารถมองเห็นชื่อเรือ พิกัด หรือความเร็วของเรือลำอื่นบนแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ได้เลย กัปตันต้องพึ่งพาเพียงแค่ระบบเรดาร์แบบดั้งเดิมและการใช้สายตามอง ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูงมากในการคาดเดาทิศทางของเรือลำอื่นเพื่อไม่ให้พุ่งชนกันเองท่ามกลางความมืด

- นี่คือภาพสะท้อนของระบบทุนนิยมโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่งครับ แม้สงครามจะตึงเครียด ขีปนาวุธจะบินข้ามหัว หรือประเทศมหาอำนาจจะขู่ฟ่อๆ ใส่กันขนาดไหน แต่ตราบใดที่ "โลกยังต้องใช้น้ำมัน" และ "เงินรางวัลคุ้มค่าความตาย" มนุษย์เราก็พร้อมจะปิดไฟ ใส่เกียร์มืด แล้วซิ่งฝ่าดงระเบิดไปหาเงินอยู่ดีครับ!

อ้างอิง
https://www.wsj.com/world/middle-east/ships-are-sailing-dark-to-sneak-out-of-strait-of-hormuz-0db91dcf?st=cjGEe2

#ช่องแคบฮอร์มุซ #เดินเรือมืด #วิกฤตพลังงาน #สงครามตะวันออกกลาง #การเดินเรือ #เศรษฐกิจโลก

ถอดสูตรลับ Navy SEAL: เลี้ยงลูกอย่างไรให้มั่นใจ กล้าเสี่ยง และไม่กลัวโลกความจริงเมื่ออดีตพลซุ่มยิง (Sniper) ระดับพระกาฬจ...
30/05/2026

ถอดสูตรลับ Navy SEAL: เลี้ยงลูกอย่างไรให้มั่นใจ กล้าเสี่ยง และไม่กลัวโลกความจริง

เมื่ออดีตพลซุ่มยิง (Sniper) ระดับพระกาฬจากหน่วย Navy SEAL อย่าง แบรนดอน เว็บบ์ (Brandon Webb) ในวัย 51 ปี หันมาเขียนหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่คู่มือฝึกทหารใหม่แบบฮาร์ดคอร์อย่างที่หลายคนคิดครับ แต่มันคือหนังสือฮีลใจและเรียกสติพ่อแม่ยุคใหม่ได้อย่างเจ็บแสบ

ในหนังสือเล่มที่ 10 ของเขาที่ชื่อว่า “Puddle Jumpers: Powerful Mental Techniques from a Navy SEAL Performance Coach and Father of Three” (ตีพิมพ์เมื่อพฤษภาคม 2026) เว็บบ์ได้แบ่งปันมุมมองการเลี้ยงลูกแบบ "มนุษย์ที่เข้าใจโลก" โดยผสมผสานจิตวิทยาเชิงบวกจากหลักสูตรหน่วยรบพิเศษ เข้ากับประสบการณ์ตรงในการเลี้ยงลูกทั้ง 3 คน

- ฝนตกขี้หมูไหล... ทำไมต้องยอมให้ลูกกระโดดลุยแอ่งโคลน? (Puddle Jumpers)

เว็บบ์เล่าถึงที่มาของชื่อหนังสือจากความทรงจำตอนที่ "ไทเลอร์" ลูกชายคนเล็กอายุประมาณ 5-6 ขวบ เพิ่งเล่นสกีเสร็จแล้วเห็นแอ่งโคลนสกปรกๆ แอ่งหนึ่งแล้วอยากกระโดดใส่ แวบแรกในฐานะพ่อเขาเกือบจะตะโกนห้าม แต่แล้วก็คิดได้ว่า “เราจะกลัวอะไรนักหนา? กะอีแค่ต้องซักผ้าเพิ่มอีกถังงั้นเหรอ?”

นั่นทำให้เขาตระหนักว่าเขาอยากเลี้ยงลูกให้เติบโตมาเป็นคนที่กล้ากระโดดใส่แอ่งโคลน เพราะเด็กที่กล้าลุยโคลน คือเด็กที่มีความสุข มีความมั่นใจ และพร้อมที่จะกระโดดเข้าใส่ทุกโอกาสและความท้าทายในชีวิต (Jump into life)

- จากสูตรฝึกสไนเปอร์ สู่จิตวิทยาการเลี้ยงลูก

ในฐานะอดีตครูฝึกพลซุ่มยิง เว็บบ์ค้นพบความลับข้อหนึ่งที่เปลี่ยนอัตราการสอบตกของนักเรียน SEAL จาก 30% ให้เหลือเพียง 1% นั่นคือ "การห้ามตอกย้ำความผิดพลาดต่อหน้าคนอื่น"

“เวลาฝึกยิงปืน ถ้าผมพูดใส่หน้าเด็กว่า ‘คุณกำลังตื่นตระหนกและเหนี่ยวไกพลาดแล้วนะ’ คำพูดนั้นจะกลายเป็นไวรัสฝังหัวเขาในทันที แต่พอเราเปลี่ยนมาใช้จิตวิทยาเชิงบวก โฟกัสที่การปรับปรุงและเทคนิคที่ถูกต้อง ผลลัพธ์มันต่างกันลิบลับ ซึ่งหลักการนี้ใช้กับการเลี้ยงลูกได้เหมือนกันเป๊ะ”

- ปล่อยให้ลูก "เจ็บ" บ้าง เพื่อสร้างภูมิต้านทาน

หลายคนถามเขาว่า อยากให้ลูกๆ ลองไปผ่านสัปดาห์นรก (Hell Week) ของ Navy SEAL ไหม?

เว็บบ์บอกว่านั่นมันคือความทุกข์ทรมานเฉพาะบุคคลที่ไม่จำเป็นต้องเจอ แต่เขายอมรับว่า แอบอยากให้ลูกๆ เจอความยากลำบากในชีวิตมากกว่านี้ เพราะมันช่วยสร้างตัวตน (Character)

ตัวอย่างเช่น ตอนที่ลูกชายถูกคัดออกจากทีมบาสเกตบอล พ่อแม่ยุคนี้หลายคนคงแล่นไปหาโค้ชแล้วโวยวายว่า “ทำไมทำกับลูกฉันแบบนี้!” แต่ครอบครัวของเว็บบ์เลือกที่จะยอมรับคำวิจารณ์อันโหดร้ายนั้นตรงๆ

“มันเจ็บปวดนะที่ต้องเห็นลูกผิดหวังและทรมาน แต่โลกความจริงมันโหดร้ายและไม่ได้ยุติธรรมเสมอไป เด็กๆ จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีรับมือกับความเฮงซวยของโลกให้ได้ด้วยตัวเอง”

- "บทลงโทษ" VS "วินัย" และกฎเหล็กห้ามขู่เล่นๆ

เว็บบ์จำแนกสองสิ่งนี้ไว้อย่างเฉียบคม:

บทลงโทษ (Punishment): คือการที่พ่อแม่ระเบิดอารมณ์ใส่ลูกเพราะความกลัวหรือความโกรธของตัวเอง
วินัย (Discipline): คือการถอดอารมณ์ออกไป แล้วมองหา "เหตุผลเบื้องหลัง" พฤติกรรมของลูก จากนั้นจึงจัดการอย่างมีสติและเด็ดขาด

- กฎเหล็ก: อย่าขู่ถ้าทำไม่ได้จริง
ครั้งหนึ่งเขาขับรถพาลูกๆ ไปเที่ยว SeaWorld แล้วเด็กๆ ทะเลาะกันเสียงดังไม่หยุดในรถ เว็บบ์เตือนว่า "ถ้ายังไม่หยุด พ่อจะเลี้ยวรถกลับบ้านและอดไป SeaWorld" เมื่อเด็กๆ ยังไม่ฟัง เขาหักเลี้ยวรถกลับทันทีข้ามจังหวัด ผลคืออีกสองสัปดาห์ต่อมาเมื่อได้ไปใหม่ เด็กๆ นั่งอ่านหนังสือเงียบกริบอยู่เบาะหลัง เพราะพวกเขารู้แล้วว่า "พ่อไม่เคยขู่เล่นๆ"

- คำเตือนที่เหมือน "สาดน้ำใส่หน้า" พ่อแม่ไฮโปรไฟล์

เว็บบ์ตั้งใจเขียนหนังสือเล่มนี้ให้พ่อแม่ประเภทที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานสูง (High performing parents) แต่กลับ "ตามใจลูกมากเกินไป" หรือ "จ้างคนอื่นเลี้ยงลูก" เพราะมัวแต่โฟกัสกับความสำเร็จของตัวเอง จนวันหนึ่งหันกลับมาพบว่าลูกกำลังเดินไปในเส้นทางที่มืดมน

และในครอบครัวเว็บบ์ จะมีประโยคหนึ่งที่ลูกๆ คุ้นเคยคือ “Do it for Dad” (ทำเพื่อพ่อหน่อยน่า) มันไม่ใช่การบังคับ แต่เป็นการ "สะกิดเชิงบวก" ให้ลูกกล้าทำในสิ่งที่ตัวเองกำลังกลัวหรือกังวล ไม่ว่าจะเป็นการเล่นสกีในเส้นทางที่ยากขึ้น หรือแม้กระทั่งการลองกินอาหารรสชาติใหม่ๆ

- นิยามของ "พ่อที่ดี" สำหรับแบรนดอน เว็บบ์

พ่อที่ดีคือพ่อที่ "อยู่ตรงนั้นเพื่อลูกจริงๆ" (Present) มอบความรัก และทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ลูกสามารถมองขึ้นมาได้อย่างภาคภูมิใจ ซึ่งรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาในตอนนี้ คือการได้เห็นลูกๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ และสามารถล้อมวงพูดคุยล้อเลียนความผิดพลาดในอดีตร่วมกันได้ในฐานะ "เพื่อนสนิท"

อ้างอิง
https://www.wsj.com/lifestyle/relationships/brandon-webb-navy-seal-book-79e0830c?st=2nbQWm

ผลข้างเคียงสุดเซอร์ไพรส์! ยาลดน้ำหนักฟีเวอร์ (Ozempic-Zepbound) อาจช่วย "ยับยั้ง" เชื้อมะเร็งไม่ให้ลุกลามยาลดน้ำหนักและเ...
29/05/2026

ผลข้างเคียงสุดเซอร์ไพรส์! ยาลดน้ำหนักฟีเวอร์ (Ozempic-Zepbound) อาจช่วย "ยับยั้ง" เชื้อมะเร็งไม่ให้ลุกลาม

ยาลดน้ำหนักและเบาหวานสุดฮิตแห่งยุคอย่าง Ozempic, Mounjaro และ Zepbound ที่นอกจากจะทำให้หุ่นสับ ชะลอวัย และช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจกับอัมพฤกษ์อัมพาตได้แล้ว ล่าสุดวงการแพทย์เพิ่งค้นพบ "ผลพลอยได้" ที่น่าทึ่งยิ่งกว่า นั่นคือความสามารถในการชะลอการเติบโตของเนื้องอกและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับผู้ป่วยมะเร็งครับ

- สถิติที่น่าสนใจจาก 4 งานวิจัยใหญ่ระดับโลก

งานวิจัยล่าสุดที่รวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลทางการแพทย์ของผู้ป่วยนับแสนราย พบสัญญาณเชิงบวกที่ตรงกันอย่างน่าอัศจรรย์ใจ:

- สถาบันมะเร็ง Cleveland Clinic (ศึกษาในผู้ป่วยกว่า 10,000 คน): พบว่าผู้ป่วยมะเร็งระยะเริ่มต้นที่ใช้ยากลุ่ม GLP-1 (ยาลดน้ำหนัก/เบาหวาน) มีอัตราการลุกลามของโรคน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
- มะเร็งปอด: อัตราการลุกลามกลายเป็นระยะรุนแรงลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง (เหลือ 10% เทียบกับกลุ่มทั่วไปที่ 22%)
- มะเร็งเต้านม: อัตราการลุกลามลดลงในสัดส่วนใกล้เคียงกัน (อยู่ที่ 10% เทียบกับกลุ่มทั่วไปที่ 20%)
- มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งตับ: ก็พบตัวเลขการลดลงของโรคอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

- ศูนย์มะเร็ง MD Anderson มหาวิทยาลัยเทกซัส (ศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 137,000 คน): พบว่าผู้ป่วยที่ใช้ยากลุ่ม GLP-1 มีอัตราการรอดชีวิตเกิน 5 ปี สูงถึง 95% ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ใช้ยา มีอัตรารอดชีวิตอยู่ที่ 89.5%
- มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (ศึกษาในผู้หญิงเกือบ 95,000 คน): พบว่าผู้หญิงที่ใช้ยากลุ่มนี้ มีความเสี่ยงในการตรวจเจอมะเร็งเต้านมลดลงถึง 25% แม้จะหักลบปัจจัยส่วนต่างเรื่องอายุและน้ำหนักตัวออกไปแล้วก็ตาม

ยาลดน้ำหนักไป "ยับยั้ง" มะเร็งได้อย่างไร

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ไว้ 2 ทางหลักๆ:

1. กลไกทางอ้อม (Indirect Effect): ตัวยาช่วยลดน้ำหนักตัวอย่างมีประสิทธิภาพและช่วยฟื้นฟูระบบเผาผลาญ (Metabolism) ให้ดีขึ้น ซึ่งภาวะอ้วนและระบบเผาผลาญที่พังเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่กระตุ้นการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง เมื่อร่างกายลีนขึ้น สุขภาพดีขึ้น ความเสี่ยงมะเร็งจึงลดลงตามธรรมชาติ

2. กลไกทางตรง (Direct Effect): นักวิจัยพบว่า "ตัวรับฮอร์โมน GLP-1" (ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ยาตัวนี้เลียนแบบ) ดันไปปรากฏอยู่บนผิวของเซลล์เนื้องอกบางชนิดด้วย จึงเป็นไปได้ว่าตัวยาอาจวิ่งเข้าไปทำปฏิกิริยาบล็อกกลไกชีววิทยาของเซลล์มะเร็งโดยตรง ไม่ให้มันเติบโตขยายพันธุ์

ข้อจำกัดที่คนไข้ต้องรู้

แม้ตัวเลขจะดูสวยหรูจนน่ากรี๊ด แต่วงการแพทย์ยังคงออกโรงเตือนว่า "อย่าเพิ่งวิ่งไปซื้อยากลุ่มนี้มากินเพื่อรักษามะเร็งเด็ดขาด" เนื่องจากงานวิจัยเหล่านี้ยังมีข้อจำกัดสำคัญ:

- เป็นเพียงงานวิจัยเชิงสังเกตย้อนหลัง (Observational Studies): ข้อมูลทั้งหมดมาจากการแกะรอยประวัติและเคลมประกันสุขภาพของผู้ป่วยที่ใช้ยาเพื่อรักษาเบาหวานหรือโรคอ้วนอยู่แล้ว ไม่ใช่การทดลองทางคลินิกแบบแบ่งกลุ่มสุ่ม (Randomized Controlled Trial) เพื่อเปรียบเทียบผลการรักษามะเร็งโดยตรง
- ปัจจัยแฝงเรื่องฐานะ: คนที่สามารถเข้าถึงยากลุ่ม GLP-1 ได้ในปัจจุบัน (ซึ่งราคาแพงมากและขาดตลาดทั่วโลก) มักเป็นกลุ่มคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า มีโอกาสพบแพทย์และตรวจติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอมากกว่า ซึ่งพฤติกรรมการดูแลตัวเองที่ดีนี้ก็อาจเป็นเหตุผลแฝงที่ทำให้พวกเขารอดชีวิตมากกว่า
- บิ๊กบอสยังไม่ขยับ: ปัจจุบันทั้งสองบริษัทผู้ผลิตยักษ์ใหญ่อย่าง Novo Nordisk และ Eli Lilly ยังไม่มีการประกาศตั้งโครงการวิจัยยาลดน้ำหนักเพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษามะเร็งอย่างเป็นทางการ

ถึงอย่างนั้น ดร. ยาโรสลาฟ มาเซียเยฟสกี รองประธานสถาบันมะเร็งแห่งคาร์ดิฟฟ์และคลีฟแลนด์คลินิก ก็ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า "ด้วยตัวเลขสถิติจากผู้ป่วยนับแสนคนขนาดนี้... มันเป็นเรื่องยากมากที่วงการแพทย์จะปฏิเสธหรือมองข้ามผลลัพธ์นี้ได้" และนี่อาจเป็นพรมแดนใหม่ในการปฏิวัติวงการยารักษามะเร็งในอนาคตอันใกล้ครับ

อ้างอิง
https://www.wsj.com/health/pharma/popular-weight-loss-drugs-may-have-surprising-side-effect-stalling-cancer-dec90596?st=zr9PtZ

#ยาลดน้ำหนัก #นวัตกรรมการแพทย์ #รักษามะเร็ง #เทรนด์สุขภาพ #ข่าวสารสาธารณสุข

ยุทธศาสตร์อิหร่าน: ยอมกลืนเลือดด้านเศรษฐกิจตนเองแต่ไม่ยอมให้ "ทรัมป์" เคลมชัยชนะเมื่อทั้ง 2 ประเทศกำลังเล่นเกมชิงไหวชิงพ...
28/05/2026

ยุทธศาสตร์อิหร่าน: ยอมกลืนเลือดด้านเศรษฐกิจตนเองแต่ไม่ยอมให้ "ทรัมป์" เคลมชัยชนะ

เมื่อทั้ง 2 ประเทศกำลังเล่นเกมชิงไหวชิงพริบเสมือนโป๊กเกอร์ระดับโลก

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังดำเนินไปอย่างตื่นเต้นเร้าใจราวกับภาพยนตร์สายลับครับ เมื่ออิหร่านกำลังเดินเกมทางการทูตแบบสองหน้าที่มีเดิมพันสูงลิ่วนั่นคือการพยายามหาทางปลดล็อกวิกฤตเศรษฐกิจขั้นรุนแรงของประเทศแต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาศักดิ์ศรีไม่ยอมอ่อนข้อในโครงการนิวเคลียร์จนทำให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่สามารถเอาไปประกาศชัยชนะทางการเมืองได้

แม้จะเกิดเหตุปะทะกันอย่างรุนแรงเหนือน่านน้ำและน่านฟ้าเมื่อไม่กี่ค่ำคืนที่ผ่านมา แต่นักเจรจาของเตหะรานก็ยังคงนั่งนิ่งติดเก้าอี้ไม่ลุกหนีไปไหน สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นบีบคั้นทางเศรษฐกิจที่อิหร่านปฏิเสธไม่ได้

- เจ็บแต่ต้องเก็บอาการ: ยอมอุบข่าวสูญเสียเพื่อรักษาโต๊ะเจรจา

เกิดเหตุการณ์ปะทะเดือดเมื่อกองกำลังส่วนกลางของสหรัฐฯ (U.S. Central Command) ส่งเครื่องบินเข้าถล่มเรือเร็วของอิหร่านที่พยายามเข้ามาวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้อิหร่านยิงสวนใส่เครื่องบินสหรัฐฯ และจบลงด้วยการที่สหรัฐฯ สวนกลับเข้าใส่ฐานยิงขีปนาวุธในแผ่นดินอิหร่าน ส่งผลให้สมาชิกกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เสียชีวิตไปหลายนาย

- สัญญาณสำคัญ: ปกติแล้วอิหร่านจะต้องโหมกระพือข่าวนี้เพื่อปลุกกระแสชาตินิยม แต่รอบนี้เตหะรานเลือกที่จะชะลอการประกาศข่าวการตายของทหารออกไปก่อน เพื่อปล่อยให้ โมฮัมหมัด-บากิร กาลิบาฟ หัวหน้าทีมเจรจาของอิหร่าน สามารถเดินหน้าเจรจาต่อที่ประเทศกาตาร์ได้อย่างราบรื่น

เป้าหมายสูงสุดของอิหร่านในตอนนี้คือ การขอเข้าถึงเงินทุนราว 24,000 ล้านดอลลาร์ (ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ของทรัพย์สินมูลค่าแสนล้านดอลลาร์ที่ถูกฝั่งตะวันตกอายัดไว้) และขอสิทธิ์ในการกลับเข้าสู่ตลาดน้ำมันโลกอีกครั้ง หลังจากการคว่ำบาตรทำให้อิหร่านต้องจำกัดการใช้น้ำมันในประเทศจนประชาชนลุกฮือประท้วงครั้งใหญ่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

- ทรัมป์เจอมรสุมการเมืองในบ้าน จนต้องผุดไอเดียขายฝันรอบใหม่

ฝั่ง โดนัลด์ ทรัมป์ เองก็เจอตอชิ้นใหญ่ หลังจากที่เขาออกมาคุยโวว่าดีลสันติภาพใกล้จะจบลง สส. และ สว. ปีกขวาจัดของพรรครีพับลิกัน (นำโดย เทด ครูซ) ก็พากันรุมสับเละว่า ทรัมป์กำลังอ่อนข้อให้เตหะราน และดีลนี้กำลังจะกลายร่างเป็นความตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ยุคบารัก โอบามา ที่ทรัมป์เคยตราหน้าว่าเป็นดีลที่ห่วยแตกที่สุด

การปรับกระบวนท่าของทรัมป์:

- ยอมถอยเรื่องยูเรเนียม: ทรัมป์ยอมลดระดับข้อตกลงจากเดิมที่บังคับให้อิหร่านต้องส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมดให้สหรัฐฯ เปลี่ยนเป็นให้ทำลายทิ้ง หรือส่งไปให้ประเทศอื่นที่ยอมรับได้ดูแลแทน (เช่น รัสเซีย) ซึ่งจุดนี้ดันไปใกล้เคียงกับสิ่งที่อิหร่านต้องการพอดี

- โยนไพ่ข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords): เพื่อสยบเสียงวิจารณ์ ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ผุดไอเดียสุดอลังการว่า จะดึงเอา ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, ปากีสถาน, ตุรกี, อียิปต์, จอร์แดน และ (อาจจะ) รวมอิหร่านในอนาคต มาร่วมลงนามขยายข้อตกลงอับราฮัมเพื่อเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล เล่นเอาผู้นำตะวันออกกลางที่กำลังฟังสายประชุมถึงกับเหวอไปตามๆ กัน เพราะไม่มีใครได้รับการบรีฟเรื่องนี้มาก่อนล่วงหน้า

- ศึกภายในของเตหะราน: ใครคือคนกุมบังเหียนที่แท้จริง?

สิ่งที่บรรดาตัวกลางเจรจา (กาตาร์, อียิปต์, ปากีสถาน) กำลังกังวลที่สุดไม่ใช่เรื่องตัวเลขเงิน แต่คือคำถามที่ว่าใครคือคนที่มีอำนาจสั่งการตัวจริงในอิหร่านตอนนี้?

เนื่องจากผู้นำสูงสุดคนใหม่ มุจตาบา คาเมเนอี (ซึ่งขึ้นมาสืบทอดอำนาจต่อจากบิดาที่เสียชีวิตไปตั้งแต่วันแรกของสงคราม) ยังคงเก็บตัวเงียบ ไม่เคยปรากฏตัวหรือส่งเสียงผ่านสื่อสาธารณะเลย ทำให้เกิดความระแวงว่า ข้อเสนอที่ดูประนีประนอมจากฝั่งประธานาธิบดีสายกลางอย่าง มัสอูด เปเซชเคียน จะถูกกลุ่มสายเหยี่ยวในกองทัพ IRGC คว่ำกระดานในภายหลังหรือไม่ เพราะผู้บัญชาการหน่วยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านเพิ่งจะออกมาด่าออกสื่อว่าการเจรจาความเมืองกับศัตรูคือความสูญเสียอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ดี ทางทำเนียบประธานาธิบดีอิหร่านยันยืนว่า การตัดสินใจทั้งหมดผ่านมติเอกฉันท์จากสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายความมั่นคงร่วมนั่งอยู่ด้วย

- สัญญาณบวก: สิ้นสุดม่านดิจิทัลร่วม 3 เดือน

แม้เบื้องหลังจะซัดกันนัวเนีย แต่สัญญาณบวกที่จับต้องได้ที่สุดในสัปดาห์นี้คือ ประธานาธิบดีเปเซชเคียน ได้ประกาศยกเลิกการบล็อกอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศที่ดำเนินมาอย่างยาวนานถึงราว 3 เดือน ซึ่งทางกลุ่ม NetBlocks ระบุว่าเป็นการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ การกลับมาเปิดสัญญาณเน็ตในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นท่าทีที่อิหร่านพยายามแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเริ่มมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศและเตรียมพร้อมที่จะก้าวข้ามผ่านความขัดแย้งนี้เพื่อกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกอีกครั้งครับ

อ้างอิง
https://www.wsj.com/world/middle-east/iran-pursues-deal-that-brings-economic-relief-without-handing-trump-victory-57129289?st=vt8gUi

ตลาดพันธบัตรโลกเดือด! Yield พุ่งเฉียด 4.7% สัญญาณอันตรายเขย่าตลาดหุ้นและต้นทุนการกู้ยืมวิกฤตแรงเทขายในตลาดพันธบัตรรัฐบาล...
27/05/2026

ตลาดพันธบัตรโลกเดือด!

Yield พุ่งเฉียด 4.7% สัญญาณอันตรายเขย่าตลาดหุ้นและต้นทุนการกู้ยืม

วิกฤตแรงเทขายในตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สัญญาณนี้กำลังกลายเป็นฝันร้ายที่กลับมาฉุดรั้งความร้อนแรงของตลาดหุ้น และเตรียมผลักดันให้ต้นทุนการกู้ยืม (รวมถึงดอกเบี้ยบ้าน) ทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น

ล่าสุด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (US 10-Year Treasury Yield) ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงทางการเงินระดับโลก พุ่งทะยานแตะ 4.687% สูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2025 ขณะที่พันธบัตรฯ อายุ 30 ปีพุ่งทุบสถิติใหม่ในรอบ 18 ปี ใกล้ระดับ 5.2% ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ร่วงดิ่งติดต่อกัน 3 วันรวด โดยกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมโดนเทขายหนักที่สุด

สรุปตัวเลขสำคัญในวิกฤต Bond Rout ครั้งนี้

- US 10-Year Yield มีอัตราผลตอบแทนประมาน 4.687% สูงสุดในรอบปีกว่า ผลักดันดอกเบี้ยเงินกู้และดอกเบี้ยบ้านพุ่ง
- US 30-Year Yield มีอัตราผลตอบแทนประมาน ~5.2% และสูงสุดในรอบ 18 ปี กดดันมูลค่าหุ้นเติบโต (Growth Stocks) มากขึ้น
- ราคาน้ำมันดิบโลก มีราคาพุ่งขึ้น +60% ซึ่งชนวนเหตุมาจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุส
- 10-Year TIPS Yield มีอัตราผลตอบแทนประมาน 2.165% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (หลังหักเงินเฟ้อ) มีค่าสูงขึ้น

มาลองวิเคราะห์ 4 ปัจจัยขับเคลื่อนที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฯ สูงขึ้น

1. สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และวิกฤตพลังงาน

ชนวนเหตุหลักมาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อ จนทำให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นอัมพาต ดันให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงกว่าช่วงก่อนสงครามถึง 60% แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะเคยประกาศหยุดยิงไปเมื่อวันที่ 7 เมษายน แต่ความหวังที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซกลับมาริบหรี่ลงอีกครั้ง เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างตอบโต้กันด้วยการคว่ำบาตรและปิดล้อมท่าเรือของกันและกัน เงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ฝังตัวลึก ทำให้เหล่านักลงทุนเปลี่ยนความคิดจากเดิมที่เคยหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะลดดอกเบี้ย ตอนนี้กลับต้องมาลุ้นว่า Fed จะ "ขึ้นดอกเบี้ย" ซ้ำอีกรอบภายในสิ้นปีนี้แทน

2. อาการหลอน (PTSD) จากปี 2022

ประวัติศาสตร์บาดแผลยังคงตามหลอกหลอนวอลล์สตรีท ย้อนกลับไปปี 2021 นักลงทุนเคยชะล่าใจเชื่อว่าเงินเฟ้อเป็นแค่เรื่อง "ชั่วคราว" (Transitory) และคิดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะไม่มีวันเกิน 2.5% ก่อนจะโดน Fed หักปากกาเซียนขึ้นดอกเบี้ยรวดเดียวจากใกล้ 0% สู่ระดับกว่า 4% ในปี 2022 จนตลาดบอนด์พังยับเยิน

รอบนี้ต่อให้ตำราเศรษฐศาสตร์จะบอกว่าราคาน้ำมันผันผวนเดี๋ยวก็ลง แต่นักลงทุนขยาดเกินกว่าจะมองข้ามความเสี่ยง และเลือกที่จะเทขายพันธบัตรล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย

"นักลงทุนกำลังมีอาการหลอนจากปี 2022" — กล่าวโดย Priya Misra, ผู้จัดการพอร์ตตราสารหนี้ของ J.P. Morgan Asset Management

3. รัฐบาลถังแตกและปัญหาการคลังระดับโลก

ไม่ใช่แค่สหรัฐฯ แต่ปัญหานี้ลามไปทั่วโลก:

- ญี่ปุ่น: Bond Yield ระยะยาวพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากตลาดกังวลว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะต้องกู้เงินมหาศาลมาอัดฉีดอุ้มค่าครองชีพและค่าพลังงานที่แพงขึ้น
- อังกฤษ: เผชิญมรสุมการเมืองรอบใหม่จากการท้าทายเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ คีร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) ทำให้นักลงทุนผวาว่าผู้นำคนใหม่อาจใช้นโยบายประชานิยมแจกเงินจนวินัยการคลังพัง
* เมื่อ Yield นอกบ้านพุ่งสูง นักลงทุนก็หันไปซื้อบอนด์ต่างประเทศ ดึงให้ Yield ของสหรัฐฯ ต้องพุ่งตามเพื่อดึงดูดเม็ดเงินกลับมา

4. ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยัง "แกร่งเกินไป"

ข้อดีข้อเดียวในวิกฤตนี้คือ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่พังทลาย ตัวเลขการจ้างงานเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นถึง 115,000 ตำแหน่ง (สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้มาก) ขณะที่อัตราการว่างงานนิ่งสนิทอยู่ที่ 4.3% เมื่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจยังอึดและร้อนแรง Fed จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องรีบลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยอุ้มเศรษฐกิจ

ผลกระทบต่อตลาดหุ้นเมื่อ AI ก็ช่วยพยุงไว้ไม่ได้

ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แทบไม่สะทกสะท้านต่อ Yield ที่เพิ่มขึ้น เพราะได้อานิสงส์จากกระแสการแห่ลงทุนในระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Boom) แต่ในที่สุดฟองสบู่ความอดทนก็แตกลง ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 2% ภายใน 3 วันทำการ

ความน่ากลัวรอบนี้อยู่ที่ Yield ของ TIPS (พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ) พุ่งทะยานจาก 1.917% สู่ 2.165% ซึ่งในทางกระดานการเงินหมายความว่า "ต้นทุนการกู้ยืมที่แท้จริง (Real Borrowing Costs) กำลังพุ่งสูงขึ้น"

ไม่ใช่แค่เพิ่มเพราะตัวเลขเงินเฟ้อขยายตัวแต่มีผลมาจากอัตราดอกเบี้ยแท้จริงเป็นขาขึ้นด้วยเช่นกัน

อย่าลืมว่าอัตราดอกเบี้ยเป็นเสมือนแรงโน้มถ่วง ยิ่งมีค่าสูง ยิ่งทำให้มูลค่าทรัพย์สินมีค่าลดลงครับ

อ้างอิง
https://www.wsj.com/finance/investing/the-global-bond-rout-is-accelerating-heres-what-to-know-b5efb93b?st=sQ4gDy

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เรื่องเงินที่อยากเล่า by TENผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์