โทร เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ ธุรกิจของเรา

The Money Trends The Money Trends by aomMONEY สื่อด้านการเงินและการลงทุนที่เปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็น “โอกาส”

http://aomMONEY.com ทีมงานคนหน้าตาดี ที่มีความใฝ่ฝันอยากเห็นคนไทยใช้เงินเป็น มีการบริหารเงินที่ดี และร่ำรวยไปด้วยกัน

aomMONEY มีจุดประสงค์เพื่อสร้าง community เล็กๆในการให้ความรู้เรื่องการเงินที่ถูกต้อง จากนักเขียนผู้ที่มีความรู้ทางการเงินเป็นอย่างดีมาช่วยแชร์ประสบการณ์และให้คำแนะนำ โดยนำเสนอออกมาในรูปแบบบทความ และอินโฟกราฟฟิกที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ รวมถึงการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางการเงิน เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของทุกคนได้

aomMoney ขอเป็นหนึ่งในแรงผลักดันที่ให้คุณได้ทำตามความฝัน ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินไปเที่ยว ซื้อบ้าน ซื้อรถ เก็บเงินเพื่อแต่งงาน หรือความฝันอื่นๆ ที่จะต้องใช้เงินเป็นทุน หากใครยังไม่รู้ว่าควรวางแผนและเตรียมตัวอย่างไร เรามี Guideline จากที่ปรึกษาทางการเงินมาแนะนำด้วยเช่นกัน และรวมถึงการวางแผนการเกษียณอายุในอนาคต และการมีอิสรภาพการเงินอย่างเต็มตัว ขอให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาสุขภาพทางการเงินของทุกคนให้ดีขึ้น เมื่อสุขภาพทางการเงินของคุณดี ก็จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคุณให้ดียิ่งๆขึ้นไปอีก

[ รวมความเข้าใจผิด เกี่ยวกับ Passive Incomeที่ทำให้ "เสือนอนกิน" กลายเป็น "เสือนอนตาย" ] 💰 เมื่อพูดคำว่า “Passive Income...
01/10/2026

[ รวมความเข้าใจผิด เกี่ยวกับ Passive Income
ที่ทำให้ "เสือนอนกิน" กลายเป็น "เสือนอนตาย" ]
💰 เมื่อพูดคำว่า “Passive Income” ปุ๊บ หลายคนตาลุกวาว
ความฝันจะ “รวยแบบไม่ต้องทำอะไร” มักขายดีเพราะมันเร็ว ง่าย และฟังดูไม่เจ็บตัว
แต่สำหรับคนที่อยู่ในโลกการเงินหรือกำลังมุ่งมั่นปั้น Passive Income ของตัวเองจะรู้ว่ารายได้แบบ Passive ไม่มีทาง “ง่าย” และไม่เคย “นิ่ง”
ดอกเบี้ยเงินฝากเคยให้ผลตอบแทนสองหลัก วันนี้แทบไม่พอซื้อน้ำดื่มจากร้านสะดวกซื้อ ค่าเช่าจากอสังหาฯ เคยถูกเปรียบเทียบเป็นเสือนอนกิน แต่วิกฤตโควิด‑19 ทำเจ้าของคอนโดกลายเป็นเสือนอนตายเพราะปรับตัวไม่ทัน หรือแม้แต่หุ้นปันผลหรือค่าลิขสิทธิ์ก็ต้องดูแลต่อเนื่อง และอีกอย่างหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ การมี Passive Income จะพังทันทีถ้าคุณควบคุมรายจ่ายไม่ได้
พี่หนุ่ม ‘Money Coach’ เขียนเอาไว้ในหนังสือ “Passive Income” ว่า "รวยเร็วเป็นไปได้ รวยง่าย ๆ... ไม่มีจริง" เรื่อง Passive Income ก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นมาแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้กันดีกว่า
[ 1. “สร้าง Passive Income ง่ายนิดเดียว” ❌ ]
ดอกเบี้ยเงินฝากเป็นตัวอย่างรายได้ที่ดูง่ายที่สุด
ย้อนกลับไปยุคก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง แค่ฝากเงินก็มีรายได้กลับมาแบบสบายๆ แล้ว เงินฝากประจำในไทยให้ดอกเบี้ย 10‑12 % ต่อปี ขณะที่ปัจจุบันอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์อยู่ราว 0.2-1.75 % ต่อปีเท่านั้น ! ถ้าอยากอยู่ได้จากดอกเบี้ยธนาคาร เราต้องมีเงินต้นมากกว่ารุ่นพ่อแม่เราไม่รู้กี่สิบเท่า
รายได้อื่นยิ่งซับซ้อน—เงินปันผลต้องวิเคราะห์งบการเงิน ค่าเช่าอสังหาฯ ต้องรู้ทำเลย่อย ค่าลิขสิทธิ์ต้องอาศัยทั้งความคิดสร้างสรรค์และฐานผู้ติดตาม Investopedia จึงสรุปไว้ว่ารายได้ passive “ต้องใช้เวลา ทุน หรือทักษะก่อนเสมอ”
พี่หนุ่มบอกว่า “ ถ้าอยากมีรายได้จากทรัพย์สิน สิ่งแรกที่ต้องคิดไว้ก่อนเลยก็คือ มันต้องลงทุนเวลาในการศึกษาหาความรู้ให้มาก อีกทั้งยังต้องลงมือทำลงมือปฏิบัติให้มากด้วย มันถึงจะเกิดผลและเป็น Passive Income ขึ้นมาได้”
เพราะฉะนั้น ขั้นแรกของการหา Passive Income ไม่ใช่การหา “สูตรลัด” แต่คืออุทิศเวลาเรียนรู้
สื่อเศรษฐกิจและการเงินระดับโลกอย่าง Forbes ถึงกับพาดหัวบทความหนึ่งในปี 2024 เอาว่า “ไม่มีอะไร Passive เกี่ยวกับ Passive Income เลย” เพราะเราต้องทำงานหนักเสมอเพื่อสร้างรายได้เหล่านี้
[ 2. “มี Passive Income แล้ว ไม่ต้องทำงาน” ❌]
แม้รายได้จากทรัพย์สินจะลดภาระเรื่องการหาเงินได้บ้าง แต่ไม่ได้แปลว่าเจ้าของทรัพย์สินไม่ต้องทำอะไรเลย
เจ้าของกิจการที่ยังต้องพบลูกค้า แก้ปัญหา และบริหารคน ใช้เวลาในการตรวจสอบและบำรุงรักษาแหล่งรายได้เหล่านี้อยู่เสมอ ยกตัวอย่าง
- บ้านเช่า – ช่วงโควิด อัตราครอบครองคอนโดในกรุงเทพฯ ดิ่งลงจนผู้ปล่อยเช่าต้องลดราคา แขวนป้าย “ให้เช่า” กันทั้งตึก
- สำนักงาน‑โกดัง – สัญญาเช่าออฟฟิศปี 2020 ถูกยกเลิกเพราะบริษัทเกือบทุกแห่งเลือกให้พนักงานทำงานแบบรีโมต ทำให้ค่าเช่าหดเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ
- หุ้นปันผล - บริษัทที่เคยแจกเงินสดงาม ๆ อาจลดหรือยกเลิกปันผลทันทีที่กำไรหาย ผู้ถือหุ้นจึงต้องติดตามงบและรีบาลานซ์พอร์ตเสมอ หรือถ้าเข้าผิดจังหวะ อาจได้ปันผลไม่คุ้มกับราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาทำพอร์ตของเราเจ็บหนัก
ถ้าคุณไม่ลงแรง “ดูแล” ทรัพย์สิน สุดท้ายสินทรัพย์จะเรียกร้องให้คุณกลับมาลงแรงกับมันอยู่ดี ชนิดที่อาจเหนื่อยกว่าเดิมเพราะต้อง “กู้วิกฤต” ที่ปล่อยไว้นานเกินไป
ทรัพย์สินช่วยผ่อนแรงทำงานแทน แต่การมี Passive Income แล้วไม่ต้องทำงานเลย คือความเข้าใจที่ผิดมาก
[ 3. “ทรัพย์สินทำเงินให้เราได้ตลอดชาติ” ❌]
ทุกสินทรัพย์มีวัฏจักร
อย่างที่ยกตัวอย่างไปตอนต้น ยุคดอกเบี้ยเงินฝากสูง ๆ นั้นผ่านไปแล้ว คนที่เคยฝากเงิน ‘กินดอก’ สบายๆ ก็ทำไม่ได้อีกต่อไป
หรือแม้แต่สินทรัพย์ที่ถูกยกว่าเป็น “เสือนอนกิน” อย่างอสังหาฯ ก็ไม่ต่างกัน บางทำเลรุ่งช่วงหนึ่งแล้วร้างอีกช่วงหนึ่ง บางช่วงพฤติกรรมคนเปลี่ยน บางทีกลุ่มผู้อยู่อาศัยขยับ มหาวิทยาลัยย้ายวิทยาเขต หรือมีการซ่อมแซมถนนบริเวณอสังหาฯ ให้เช่าของเราการหาลูกค้าก็ยากขึ้นตามไปด้วย เหตุการณ์วิกฤตโควิดที่จู่ๆ เกิดขึ้นแบบไม่ได้วางแผนยิ่งตอกย้ำว่า “เสือนอนกิน” กลายเป็น “เสือนอนตาย” ได้เร็วแค่ไหน
แม้แต่ค่าลิขสิทธิ์ หนังสือ เพลง หรือช่องยูทูบ ยอดวิวอาจพุ่งปีนี้แต่อาจจะหายและร้างในอีกไม่กี่ปี อัลกอริทึมหรือรสนิยมผู้ชมปรับตัวเร็วกว่าที่เราคาดเสมอ
เว็บไซต์ลงทุน Investopedia เตือนว่าแม้รายได้ส่วนนี้จะ “ดูเหมือนอัตโนมัติ” แต่ก็สามารถ “ลดลงได้ทันทีถ้าไม่อัปเดตหรือสร้างผลงานใหม่”
“ไม่มีอะไรที่ทำครั้งเดียวแล้วสบายไปตลอดชาติหรอก มันมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเสมอ ดังนั้นอย่าเผลอติดกับดักโง่ ๆ แบบนี้ การรู้เท่าทันในทรัพย์สินที่เราลงทุนและมีความรู้ทางการเงินต่างหาก คือสิ่งที่ช่วยให้เรามั่งคั่งและมั่นคงได้จริง” พี่หนุ่มอธิบายเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ
[ 4. “แค่มี Passive Income ก็ได้อิสรภาพทางการเงิน” ❌ ]
มอร์แกน เฮาเซิล (Morgan Housel) ผู้เขียน ‘The Psychology of Money’ บอกว่า “ความมั่งคั่งคือเงินที่คุณ ไม่ได้ใช้จ่าย”
เพราะฉะนั้น สูตรสำคัญของอิสรภาพทางการเงินจึงไม่ใช่รายรับ แต่คือ “ช่องว่าง” ระหว่างรายรับกับรายจ่ายต่างหาก
หากคุณยอมให้ค่าใช้จ่ายโตเร็วเท่าหรือเร็วกว่า Passive Income — ซื้อรถคันใหม่ คว้าบ้านหลังใหญ่ เมื่อดอกเบี้ยต่ำ — คุณกำลังสร้างสิ่งที่เรียกว่า “Passive Expense” ให้ตัวเอง
พี่หนุ่มเสริมประเด็นนี้ว่า “ถ้าอยากมีอิสรภาพทางการเงิน อย่าหลงติดกับดักสร้างค่าใช้จ่ายของตัวเองให้สูงเกินไป หรือสูงเกินที่ชีวิตจริงต้องการ คนที่ใช้จ่ายอย่างเหมาะสม เข้าใจความสุขในชีวิต จะมีอิสรภาพทางการเงินได้ง่ายกว่าเพราะตั้งโจทย์เป็น”
ที่แย่กว่านั้นคือคนที่หวังทางลัด ลงทุนในอะไรก็ตามที่มัน “ดูดีเกินจริง” โดยหวังว่าไม่ต้องทำอะไรก็มีเงินมาใช้ไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย คุณจะกลายเป็นเหยื่อทันที
อิสรภาพทางการเงินเริ่มจาก “วินัยใช้เงิน” ก่อน “วิธีหาเงิน” เสมอ—ลดภาระหนี้ คุมค่าใช้จ่ายคงที่ แล้วค่อยขยาย Passive Income ให้แซงรายจ่ายแบบยั่งยืน
[ “หนทางสู่ความร่ำรวย” กับ “ร่ำรวยอย่างยั่งยืน” ✅ ]
เฮาเซิลแยกชัดเจนระหว่าง “Getting rich” (“หนทางสู่ความร่ำรวย”)​ กับ “Staying rich” (“ร่ำรวยอย่างยั่งยืน”)​ นั้นอาจจะฟังดูคล้ายกัน แต่แตกต่างกันมาก
เราอาจจะมีโอกาสไปสู่ความร่ำรวยได้หลากหลายแบบ บางคนอาจจะ “รวยเร็ว” ทำธุรกิจแล้วสำเร็จ หรือมีรายได้เยอะเป็นกอบเป็นกำก็เป็นไปได้ แต่ถ้าจะ “อยู่รอด” และร่ำรวยอย่างยั่งยืนต้องยอมรับว่าสิ่งง่าย ๆ อย่างออมสม่ำเสมอ กระจายพอร์ต และรู้ตัวว่ารอบตลาดเปลี่ยนตลอด—เป็นงานหนักที่ไม่มีวันจบ
โลกจะยังมีโฆษณาหลอกลวงชวนเชื่อผุดขึ้นไม่รู้จบ (เราเห็นข่าวกันอยู่ตลอดเวลา) วิธีเดียวที่จะเอาชนะเกมนี้ไม่ใช่มองหา ‘สูตรสำเร็จ’ หรือ ‘ทางลัด’ ที่ไม่มีอยู่จริง แต่คือการใช้ “ความรู้ + การลงมือทำ + วินัยการใช้เงิน”
เหมือนอย่างที่พี่หนุ่มบอกนั่นแหละครับ "รวยเร็วเป็นไปได้ รวยง่าย ๆ... ไม่มีจริง"

“ดอกเบี้ยทบต้นคือสิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลกผู้ที่เข้าใจมันจะได้รับผลตอบแทนจากมันส่วนผู้ที่ไม่เข้าใจ จะต้องจ่ายมันแทน”-...
01/10/2026

“ดอกเบี้ยทบต้นคือสิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก
ผู้ที่เข้าใจมันจะได้รับผลตอบแทนจากมัน
ส่วนผู้ที่ไม่เข้าใจ จะต้องจ่ายมันแทน”
- อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, หนึ่งในนักฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล
#อัลเบิร์ตไอน์สไตน์

อายุเกิน 55 ปี "ซื้อ RMF" ลดหย่อนภาษีได้ไหม?คำถามที่หลายคนในวัยใกล้เกษียณ หรือผู้ที่มีอายุเกิน 55 ปีสงสัยกันมากคือถ้าเรา...
01/10/2026

อายุเกิน 55 ปี "ซื้อ RMF" ลดหย่อนภาษีได้ไหม?
คำถามที่หลายคนในวัยใกล้เกษียณ หรือผู้ที่มีอายุเกิน 55 ปีสงสัยกันมากคือถ้าเรามีอายุเกิน 55 ปีแล้ว สามารถซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF มาลดหย่อนภาษีได้ไหม?
คำตอบคือ "ซื้อได้" แต่ต้องอยู่ในหลักเกณฑ์การซื้อ RMF สำหรับผู้ที่มีอายุเกิน 55 ปี
แม้ว่าผู้มีเงินได้จะมีอายุเกิน 55 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่กฎหมายก็ยังเปิดโอกาสให้นำเงินค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF มาใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามปกติ โดยมีหลักเกณฑ์อยู่ 2 ข้อ
1. วงเงินสิทธิลดหย่อนภาษี: สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีในปีนั้น และเมื่อรวมกับกลุ่มกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ เช่น PVD, กบข., ประกันบำนาญ รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
2. ความยืดหยุ่นเรื่องการซื้อต่อเนื่อง: ถ้าถือหน่วยลงทุน RMF มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันซื้อครั้งแรก และอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกปีอีกต่อไป จะเว้นกี่ปีก็ได้ หรือจะซื้อปีละเท่าไรก็ได้ โดยไม่ผิดเงื่อนไขทางภาษี
ตัวอย่างเช่น
อายุ 57 ปี - ลงทุน RMF มาแล้วเกิน 5 ปี
คุณสมชายอายุ 57 ปี เริ่มซื้อ RMF ตั้งแต่อายุ 50 และซื้อต่อเนื่องทุกปีจนถึง 55 ปี รวมถือมาครบ 5 ปีเต็มแล้ว ปีนี้เขายังมีเงินได้ที่ต้องเสียภาษี เลยซื้อ RMF เพิ่มอีก 100,000 บาท
ผลคือคุณสมชายนำ 100,000 บาทนั้นไปหักลดหย่อนภาษีของปีนี้ได้ตามปกติ และถ้าปีหน้าไม่อยากซื้อ ก็เว้นได้เลยไม่ผิดเงื่อนไข และไม่มีบทลงโทษ เพราะเข้าเงื่อนไข "ถือครบ 5 ปี และอายุครบ 55 ปี" แล้วเรียบร้อย
อายุ 56 ปี - เริ่มซื้อ RMF ครั้งแรก
คุณวิภาอายุ 56 ปี ไม่เคยลงทุนใน RMF มาก่อน ปีนี้เธอซื้อครั้งแรกจำนวน 50,000 บาท และนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีปีนี้ได้ทันที แม้จะอายุเกิน 55 แล้ว
แต่คุณวิภายังต้องนับระยะเวลาถือครองไม่ครบ 5 ปี ถ้าอยากได้ยกเว้นภาษีจากผลประโยชน์ตอนขายคืนในอนาคต ก็ต้องถือก้อนนี้ให้ครบอย่างน้อย 5 ปีเต็ม นับวันชนวันจากวันซื้อครั้งแรก และต้องซื้อต่อเนื่องโดยไม่เว้นเกิน 1 ปีติดต่อกัน จนกว่าจะครบ 5 ปี
สำหรับผู้ที่มีอายุเกิน 55 ปีขึ้นไป RMF ยังคงเป็นตัวช่วยลดหย่อนภาษีที่คุ้มค่า และให้ประโยชน์ทางภาษีได้ตามปกติ แต่มีจุดสำคัญที่ต้องตรวจสอบคือ "นับอายุการซื้อ RMF ครบ 5 ปี นับจากวันซื้อครั้งแรก" เพื่อที่จะได้บริหารกองทุน RMF ได้อย่างสบายใจ

[ ถ้า “ทองคำ” เป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย”แต่ทำไม? ไม่แนะนำให้เก็บเป็น “เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน” และ “ให้มีในพอร์ตไม่เกิน 10%” ...
30/09/2026

[ ถ้า “ทองคำ” เป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย”
แต่ทำไม? ไม่แนะนำให้เก็บเป็น “เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน” และ “ให้มีในพอร์ตไม่เกิน 10%” ]
1-2 วันนี้ #ทองคำ เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ขึ้นลงผันผวนอย่างมาก จนถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยอีกครั้งบนหน้าสื่อและบทสนทนาของนักลงทุนชาวไทยว่า "ถึงเวลาหรือยังที่จะซื้อทองคำ" สินทรัพย์ที่เป็นเหมือน “หลุมหลบภัย หรือ Safe Haven” กล่าวคือ เป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง และสามารถรักษามูลค่าในตัวเองในยามที่เกิดวิกฤติได้
แต่แล้วทำไมทองคำถึงไม่ควรเก็บเป็น “เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน”
และ “ให้มีในพอร์ตไม่เกิน 10%”
[ “ทองคำ ใช้เก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉินได้หรือไม่” ]
ก่อนจะตอบคำถามนี้ได้ ต้องรู้ก่อนว่า “แหล่งเก็บเงินสำรองฉุกเฉินที่ดี” ต้องมีลักษณะอย่างไร?
แหล่งเก็บเงินสำรองฉุกเฉินที่ดี ต้องมีลักษณะสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ
1) ต้องมีสภาพคล่องสูง: หมายถึง ความไวในการเปลี่ยนสินทรัพย์นั้นๆ ให้กลายเป็นเงินสด ยิ่งสินทรัพย์ไหน สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ไว สินทรัพย์นั้นจะถือว่ามีสภาพคล่องสูง เช่น เงินฝากออมทรัพย์ ที่สามารถถอนออกมาใช้จ่ายได้ทันที
เหตุผลที่เงินสำรองฉุกเฉินต้องเก็บไว้ในที่ที่มีสภาพคล่องสูง เนื่องจากเมื่อถึงเวลาที่เกิดเหตุฉุกเฉิน และต้องการใช้เงินด่วนจริงๆ ก็จะสามารถนำเงินสดออกมาใช้ได้ทันที
2) ต้องมีความเสี่ยงต่ำ: หมายถึง เมื่อนำเงินไปเก็บไว้แล้วจะไม่ทำให้เงินต้นหายไป ดังนั้น เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เราตั้งใจเก็บเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น 3 เดือน 6 เดือน หรือ 12 เดือน เงินต้นต้องอยู่ครบเพื่อให้เราพอใช้
เมื่อพิจารณา 2 ลักษณะสำคัญของแหล่งเก็บเงินสำรองฉุกเฉินแล้วจะพบว่า เรื่องของ “สภาพคล่องสูง” ทองคำถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงแน่นอน เพราะแค่เราเดินไปร้านทอง ก็สามารถขายทอง มีเงินสดกลับบ้านได้ทันที หรือใครที่มีการออมทองอยู่ในแอปพลิเคชันก็สามารถขายคืนและเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ในระยะเวลาไม่นาน เช่นกัน
ส่วนข้อที่ 2 เรื่องของ “ความเสี่ยง” ที่ผ่านมาทองคำถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ หรือสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Heaven) ประเภทหนึ่ง เพราะในยามสงครามหรือวิกฤติต่างๆ ทองคำยังคงมีมูลค่าในตัวเอง แต่ปัจจุบัน พบว่า สถานการณ์ปกติ ราคาทองคำมีความผันผวนสูงขึ้น ทำให้อาจพูดได้ไม่เต็มปากว่า “ทองคำ คือ สินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ” เหมือนอย่างที่เราเคยได้ยินมา
ดังนั้น การเก็บเงินสำรองฉุกเฉินไว้ในทองคำ ทำได้หรือไม่ จริงๆ แล้วก็อาจ “ทำได้ แต่ไม่แนะนำ และไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด”
เพราะจากการที่ทองคำมีความผันผวนของราคาอยู่ หากเกิดเหตุการณ์ที่ราคาทองคำร่วงลงพอดีกับเรากำลังเจอเหตุการณ์ฉุกเฉินพอดี ทำให้มูลค่าของทองคำที่เราเก็บไว้ลดลง เช่น จากเตรียมไว้ที่ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน อาจจะลดลงมาอยู่ที่ 4 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน ก็อาจทำให้ขาดทุนและเงินไม่พอใช้ได้ ดังนั้น ทางเลือกที่เหมาะสมในการเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน อาจพิจารณาเป็นการฝากออมทรัพย์ หรือฝากประจำเป็นหลัก จะเหมาะสมกว่า
[ ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
ทำไมให้มีในพอร์ต แค่ 5-10% ]
อย่างที่บอกไปว่า ทองคำถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Heaven) ประเภทหนึ่ง เพราะคนมองว่า ทองคำสามารถรักษามูลค่าของตัวเองไว้ได้ดี และในยามวิกฤติก็สามารถเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุนได้สมกับชื่อ “หลุมหลบภัย”
แต่ส่วนใหญ่ เรามักจะได้ยินนักวิเคราะห์หรือผู้แนะนำการลงทุน แนะนำให้มีทองคำติดพอร์ตไว้สัก 5-10% ทั้งนี้เป็นเพราะต้องการให้ทองคำเป็นตัวช่วยในการ “กระจายความเสี่ยง” จากการลงทุน เช่น แนะนำให้ลงทุนหุ้น 70% เพื่อแสวงหาผลตอบแทน ลงทุนตราสารหนี้ 20% เพื่อความมั่นคง และอีก 10% ให้ลงทุนทองคำเพื่อความปลอดภัยและกระจายความเสี่ยง เป็นต้น
แต่ถามว่า มีคนที่ลงทุนทองคำแบบ "All-in" เป็นทองคำทั้งหมดของพอร์ตบ้างหรือไม่? ต้องบอกว่าอาจจะมี แต่ส่วนมากจะเป็นผู้ที่อยู่ในวงการซื้อขายทองคำ หรือคลุกคลีกับการลงทุนในทองคำอยู่แล้ว อย่างคนที่ทำธุรกิจร้านทอง หรือผู้ที่ชื่นชอบการสะสมทองคำจริงๆ
แต่สำหรับนักลงทุนทั่วไป การแนะนำให้เก็บทองคำเพียง 5-10% ของพอร์ตลงทุน เพราะวัตถุประสง คือ 1. เพื่อให้นักลงทุนได้กระจายความเสี่ยง และ 2. เพื่อให้สามารถแสวงหาผลตอบแทนตามวัตถุประสงค์ของการลงทุนได้ยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะหากลงทุนในทองคำเพียงอย่างเดียว จะถือว่าเรากระจายความเสี่ยงได้ไม่ดี และส่งผลต่อผลตอบแทนที่คาดหวังได้ด้วยเช่นเดียวกัน
สุดท้าย สำหรับผู้อยากลงทุน/ออมเงินในทองคำ ต้องพิจารณาถึงวัตถุประสงค์การลงทุนให้ดี
“อยากเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน”
เก็บในทองคำได้ แต่ไม่แนะนำ
“อยากลงทุนให้เงินเติบโต”
ทองคำเป็นสินทรัพย์หนึ่งที่ควรมีติดพอร์ต เพื่อใช้ในการกระจายความเสี่ยง

30/09/2026

"ถ้ามีเงิน 1 ล้านบาท จะลงทุนอย่างไรดี ?"
ชวนมาดูไอเดียการลงทุนในแบบฉบับของ
คุณเอิร์ท-ศรารัญย์ คาน เจ้าของเพจ Earthh Evans
คลิปนี้ The Money Trends ขอพาไปดูไอเดียและหลักการเบื้องหลังการลงทุน ว่าถ้าเรามีเงินก้อนในช่วงปลายปี เราควรมีหลักการหรือแนวทางการลงทุนอย่างไรให้เงินของเรางอกเงยที่สุด
เพราะเงินอยู่ต่างที่ ย่อมมีหน้าที่ต่างกัน เช่นเดียวกับเงินทุกก้อนที่ใช้ในการลงทุน
#การลงทุน #หุ้นต่างประเทศ #สาระ

จาก “อกไก่” 🐔 สู่ Protein Snack 🥜 ที่กำลังไปไกลกว่าตลาดไทยเมื่อผู้บริโภคมองหาของกินที่ทั้งอร่อย สะดวก และได้โปรตีนมากขึ้...
30/09/2026

จาก “อกไก่” 🐔 สู่ Protein Snack 🥜 ที่กำลังไปไกลกว่าตลาดไทย
เมื่อผู้บริโภคมองหาของกินที่ทั้งอร่อย สะดวก และได้โปรตีนมากขึ้น
“อกไก่” ที่คุ้นเคยจึงถูกนำมาต่อยอดเป็น Snack รูปแบบใหม่อย่าง FRANGO ที่วางตัวเองเป็นขนมที่กินง่ายและได้โปรตีนไปพร้อมกัน 🍿
ล่าสุด FRANGO นำสินค้าไปจัดแสดงที่ฮ่องกง พร้อมพบทั้ง Buyer, Importer และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อรับฟัง Feedback จากตลาดจริง ทั้งเรื่องสินค้า ราคา บรรจุภัณฑ์ มาตรฐาน อายุสินค้า และ Logistics ก่อนนำข้อมูลกลับมาพัฒนาสินค้าให้พร้อมสำหรับการขยายตลาด 🌎
เพราะการพาสินค้าไทยออกสู่ตลาดโลก ไม่ใช่แค่เรื่องของการส่งออก แต่คือการทำความเข้าใจตลาด และค่อย ๆ สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในแต่ละประเทศ
👉🏻 สามารถอ่านต่อได้ที่

ในวันที่ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงอาหารที่ “ดีต่อสุขภาพ” แต่ต้องการทั้งความอร่อย ความสะดวก และคุณค่าทาง.....

จ่ายเงินซื้อ “ลดหย่อน” หรือ “ยอมจ่ายภาษี” แบบไหนดีกว่ากัน? “รายได้สูง” จนต้อง “เสียภาษี” เรื่องน่ายินดี ที่ต้องจัดการให้...
30/09/2026

จ่ายเงินซื้อ “ลดหย่อน” หรือ “ยอมจ่ายภาษี” แบบไหนดีกว่ากัน? “รายได้สูง” จนต้อง “เสียภาษี” เรื่องน่ายินดี ที่ต้องจัดการให้เหมาะสม
สำหรับมนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของกิจการที่รายได้เริ่มเข้าสู่เกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี (ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจ เพราะแสดงว่าเรามีรายได้ที่สูงขึ้น)
การลังเลว่าจะ "ซื้อลดหย่อน" หรือ "ยอมจ่ายภาษี" นั้นไม่ใช่เรื่องผิด เพราะทุกคนล้วนต้องการทางเลือกที่เหมาะสม และคุ้มค่ากับตัวเองทั้งนั้น
แต่ต้องบอกว่า การตัดสินใจว่าจะใช้เงินซื้อตัวช่วยลดหย่อนภาษีเพิ่มหรือไม่นั้น อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ "ความรู้สึกเสียดายเงิน" แต่ต้องคิดและคำนวณให้รอบด้าน ซึ่งเบื้องต้นสามารถเช็กได้จาก 4 คำถาม ดังนี้
1. "ปีนี้เราเสียภาษี” เยอะแค่ไหน?
สิ่งแรกที่เราต้องทำคือการประเมินสถานการณ์รายได้ของตัวเองให้ชัดเจน อย่าดูแค่ "ภาษีที่เราต้องจ่ายเพิ่ม" เท่านั้น แต่ให้ดู "ภาษีทั้งหมด" ที่ได้จากการคำนวณภาษี ซึ่งรวมถึงภาษีที่เราโดนหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วตลอดทั้งปีด้วย
หากคำนวณออกมาแล้วพบว่า ภาษีที่ต้องจ่ายทั้งปีเพียงหลักพันบาท การไม่ซื้อตัวช่วยลดหย่อนภาษีเพิ่มก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร แต่ถ้าตัวเลขที่เราต้องจ่ายนั้นสูงจนน่าเสียดาย นั่นคือสัญญาณว่าเราอาจจะต้องไปต่อในข้อที่ 2
2. ใช้ลดหย่อนภาษีที่ “ไม่ต้องเสียเงิน” หมดแล้วหรือยัง?
ก่อนจะควักกระเป๋าจ่ายเงิน ให้ถามตัวเองก่อนว่าเราได้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีที่ควรจะได้แบบฟรีๆ ครบถ้วนแล้วหรือยัง? เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าลดหย่อนคู่สมรส ค่าลดหย่อนบุตร ค่าลดหย่อนพ่อแม่ หรือค่าลดหย่อนผู้พิการที่อยู่ในอุปการะ เป็นต้น
ค่าลดหย่อนเหล่านี้เป็นสิทธิ์ที่เราได้มาโดยไม่ต้องใช้เงินซื้อเพิ่ม ดังนั้น หากมีสิทธิ์และเข้าเงื่อนไข ให้เลือกใช้สิทธิ์เหล่านี้ก่อนเป็นอันดับแรก
3. “ลดหย่อนภาษี” ที่จะเสียเงินซื้อเพิ่ม ลดภาษีได้เท่าไหร่?
ข้อนี้เป็นจุดที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดมากที่สุด เช่น การที่เราจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 20,000 บาท ไม่ได้หมายความว่าเราลดภาษีที่ต้องจ่ายได้ 20,000 บาทเท่ากับเงินที่จ่ายไป
แต่การลดภาษีได้มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับ "ฐานภาษี" ที่เงินได้สุทธิของเราขึ้นไปแตะ เช่น ถ้าเงินได้สุทธิของเราแตะ ฐานภาษี 20% ภาษีที่จะลดได้จากการซื้อประกัน 20,000 บาท คือ 20% ของ 20,000 บาท นั่นเท่ากับว่า จะประหยัดภาษีได้จริงๆ 4,000 บาท เท่านั้น
เชื่อว่า เมื่อรู้ตัวเลขอย่างนี้แล้ว เราจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าเงิน 20,000 บาทที่จ่ายออกไปนั้น แลกกับเงินคืนภาษี 4,000 บาท คุ้มค่าพอที่จะซื้อหรือไม่ (หากไม่นับรวมผลประโยชน์หลักของสินค้านั้น)
4. “ควรใช้ประกัน” และ/หรือ “กองทุนรวม” เป็นเครื่องมือ?
เมื่อคำนวณตัวเลขและใช้สิทธิ์ฟรีๆ จนหมดแล้ว แต่ยังเสียดายภาษีที่ต้องจ่ายในอัตราที่สูง คราวนี้ก็ถึงเวลาพิจารณาตัวช่วย เช่น ประกัน หรือ RMF, Thai ESG
ซึ่งคำถามสำคัญที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจข้อนี้ได้คือ…
(1) เรามี "รูรั่ว" ที่เป็นความเสี่ยงในชีวิตที่ต้องการจะปิดหรือไม่?
เช่น หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ใครจะดูแลครอบครัว? เรามีค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉินพอหรือไม่? ถ้ามีความกังวลเรื่องเหล่านี้ แสดงว่าคุณ “ควรมีประกัน” (ยังไม่พูดถึงเรื่องลดหย่อนภาษี เพราะแม้จะไม่ได้ใช้ลดหย่อนภาษี ก็ควรมีสิ่งนี้)
(2) เราต้องการให้เงินเติบโตเพื่อเป้าหมายระยะกลาง-ยาวหรือไม่? เช่น ต้องเงินเกษียณ เงินดาวน์บ้านในอีก 10 ปีข้างหน้า ถ้าใช่ การลงทุนผ่านกองทุนรวมลดหย่อนภาษีจะเป็น "คำตอบ"
และที่สำคัญที่สุด The Money Trends ขอเน้นย้ำว่า “ให้ผลประโยชน์ของการได้ลดหย่อนภาษีเป็นเรื่องรอง เป็นเพียงผลพลอยได้” จงเลือกซื้อเครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์ชีวิตก่อนเสมอ
สุดท้ายแล้ว คำตอบที่ดีที่สุดว่า "ควรจ่ายเงินซื้อลดหย่อนภาษี" หรือ "ยอมจ่ายภาษีไป" นั้น ไม่มีสูตรลับตายตัวสำหรับทุกคน แต่จะขึ้นอยู่กับการวางแผนของแต่ละบุคคล
หากคุณเป็นคนที่ต้องเสียภาษีในอัตราสูง (เช่น 20% ขึ้นไป) และกำลังมองหาเครื่องมือทางการเงินที่ช่วย ปิดความเสี่ยงชีวิต หรือ สร้างความมั่งคั่งในระยะยาว อยู่แล้ว การใช้เงินซื้อผลิตภัณฑ์ลดหย่อนภาษีก็เหมือนการ "ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว" เพราะเราได้ทั้งการวางแผนชีวิตและการลดภาระภาษีไปพร้อม ๆ กัน
แต่ถ้าเราเสียภาษีเพียงเล็กน้อย หรือยังไม่พร้อมที่จะผูกพันกับตัวช่วยทางการเงินเหล่านั้น การยอมจ่ายภาษีไปตามจริงอาจเป็นทางเลือกที่สะดวกและเหมาะสมกว่า
#ลดหย่อนภาษี

29/09/2026

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีทางเลือกและโอกาสอื่น ๆ ซ่อนอยู่นอกเหนือจาก S&P500 หรือไม่ ? คลิปไฮไลท์นี้จากรายการ Trends Hunter มีคำตอบ
#ลงทุน #หุ้นเมกา

[ 📍 สรุป 26 เรื่องต้องรู้ เมื่อกระเป๋าเดินทางไม่มาตามนั้นไฟลต์บินดีเลย์ ประกันช่วยอะไรได้บ้าง ]ภาพของกระเป๋าเดินทางนับพั...
29/09/2026

[ 📍 สรุป 26 เรื่องต้องรู้ เมื่อกระเป๋าเดินทางไม่มาตามนั้น
ไฟลต์บินดีเลย์ ประกันช่วยอะไรได้บ้าง ]
ภาพของกระเป๋าเดินทางนับพันใบที่สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ไม่อาจพบเห็นได้บ่อย ๆ ในประเทศไทย สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้โดยสารจำนวนมากติดค้างในสนามบินและไม่อาจเดินทางต่อได้เพราะสัมภาระสำคัญยังคงมาไม่ถึง
เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดนี้แน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เราในฐานะผู้โดยสารจะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์แบบนี้ในอนาคต หนึ่งในคำตอบของเรื่องนี้คือ ‘ประกันการเดินทาง’ และนี่คือทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับประกันการเดินทางที่เรารวบรวมข้อมูลและสรุปมาให้
เรื่องต้องรู้ #ก่อนเดินทาง
1. อ่านเงื่อนไขกระเป๋าล่าช้าในกรมธรรม์ก่อนซื้อ ประกันเดินทางส่วนใหญ่เริ่มจ่ายเมื่อกระเป๋าล่าช้าเกิน 6 ชั่วโมงนับจากถึงจุดรับกระเป๋า และจ่ายเป็นช่วงทุก 6 ชั่วโมง ไม่เกินวงเงินในกรมธรรม์
2. เช็กว่าคุ้มครองตอนบินกลับถึงไทยไหม เพราะประกันเดินทางต่างประเทศบางแผนไม่คุ้มครองกระเป๋าล่าช้าขากลับ โดยยกเว้นเหตุที่เกิดในประเทศต้นทางหรือประเทศที่พำนักถาวร แต่บางบริษัทก็คุ้มครองกรณีนี้ ต้องดูเป็นรายกรมธรรม์
3. ความคุ้มครองเที่ยวบินล่าช้ามักจำกัดสาเหตุ เช่น กรมธรรม์แผนหนึ่งคุ้มครองเฉพาะความล่าช้าเกิน 6 ชั่วโมงที่เกิดจากสภาพอากาศไม่อำนวย อุปกรณ์การบินของเครื่องบินขัดข้อง หรือการนัดหยุดงานของพนักงานสายการบินหรือท่าอากาศยาน ถ้าล่าช้าด้วยสาเหตุอื่นอาจเคลมไม่ได้
4. บินในประเทศก็ซื้อประกันเดินทางได้ บางแผนคุ้มครองกระเป๋าล่าช้าด้วย
5. ประกันที่แถมกับบัตรเครดิตมีเงื่อนไขเฉพาะ เช่น บางบัตรคุ้มครองกระเป๋าล่าช้าเฉพาะที่จุดหมายปลายทางต่างประเทศ และต้องใช้หลักฐานว่าชำระค่าใช้จ่ายผ่านบัตรนั้น
6. ตอนเช็กอิน ถ่ายรูปกระเป๋าที่ติดแท็กสายการบินแล้ว และเก็บต้นขั้วแท็กไว้เป็นหลักฐานด้วย
7. แบ่งของจำเป็น เช่น ยาประจำตัว ชุดเปลี่ยน 1 ชุด และที่ชาร์จ ไว้ในกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง ถ้ากระเป๋าโหลดมาช้าจะได้ไม่ลำบาก (ทริกเล็ก ๆ)
เรื่องต้องรู้เมื่อ #กระเป๋าเราไม่มาตามนัด…
8 แจ้งเคาน์เตอร์ Baggage Service หรือ Lost & Found ของสายการบินทันที ก่อนออกจากพื้นที่รับกระเป๋า และขอหมายเลขอ้างอิงการติดตาม
9. ขอเอกสาร PIR (Property Irregularity Report) ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดในการเคลม ตรวจชื่อ เที่ยวบิน รายละเอียดกระเป๋า และหมายเลขอ้างอิงให้ถูกต้องก่อนออกจากเคาน์เตอร์
10. เก็บ Boarding Pass และ Baggage Tag ไว้ให้ดี ห้ามทิ้งเด็ดขาด
11. ถ้าต้องซื้อเสื้อผ้าหรือของใช้ระหว่างรอ ให้เก็บใบเสร็จซื้อของจำเป็นทุกใบไว้ก่อน
12. เพราะประกันบางแผนจะจ่ายชดเชยตามค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น (ต้องมีใบเสร็จ) ในขณะที่บางแผนอาจจ่ายเป็นเงินก้อนเหมาจ่ายตามชั่วโมงที่ล่าช้าโดยไม่ต้องใช้ใบเสร็จ การเก็บใบเสร็จเผื่อไว้จึงปลอดภัยที่สุด
13. เมื่อได้กระเป๋าคืน จดวันเวลาที่ได้รับจริงและขอเอกสารยืนยันการส่งมอบ แล้วตรวจสภาพทันที ถ้าเสียหายจากเที่ยวบินระหว่างประเทศ ต้องแจ้งสายการบินเป็นลายลักษณ์อักษรช้าที่สุดภายใน 7 วันนับจากวันที่ได้รับ ส่วนกรณีล่าช้า ให้ยื่นคำร้องเรียกค่าใช้จ่ายภายใน 21 วันนับจากวันที่ได้กระเป๋าคืน
เรื่องต้องรู้เมื่อ #เที่ยวบินเกิดเหตุล่าช้าหรือยกเลิก (สิทธิ์ที่ได้แม้ไม่มีประกัน)
14. ข้อบังคับคณะกรรมการการบินพลเรือน ฉบับที่ 101 (มีผล 20 พ.ค. 2568) คุ้มครองผู้โดยสารเที่ยวบินในประเทศ และเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ออกจากสนามบินในไทยทุกสายการบิน
15. ล่าช้าเกิน 2 ชั่วโมง: ได้อาหารและเครื่องดื่ม ที่พักพร้อมรถรับส่งหากจำเป็น และถ้าไม่อยากเดินทางต่อ ขอคืนค่าโดยสารได้
16. เที่ยวบินในประเทศล่าช้าเกิน 5 ชั่วโมง: ได้ค่าชดเชยเงินสด 1,200 บาท หรือเครดิตเชลล์ บัตรกำนัล หรือไมล์สะสม ตามที่ตกลง
17. เที่ยวบินระหว่างประเทศล่าช้าเกิน 5 ชั่วโมง: ได้ 1,500 บาทภายใน 14 วัน และถ้าเกิน 10 ชั่วโมง ได้เงินสดตามระยะทาง 2,000 / 3,500 / 4,500 บาท
18. เที่ยวบินถูกยกเลิก: มีสิทธิ์เปลี่ยนเส้นทาง ได้รับการดูแล คืนเงิน และค่าชดเชย เว้นแต่ได้รับแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน (ในประเทศ) หรือ 7 วัน (ระหว่างประเทศ)
19. ข้อยกเว้นที่ต้องรู้: สายการบินไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ถ้าเกิดจากพฤติการณ์พิเศษที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ภัยธรรมชาติ สภาพอากาศเลวร้าย หรือการปิดสนามบิน
20. ถ้าสายการบินไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ สามารถร้องเรียนสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)
ประกันจะช่วยเราอย่างไร #เมื่อยื่นเคลม
21. ประกันไม่ได้มาแทนสิทธิ์จากสายการบิน แต่เป็นอีกชั้นหนึ่ง สำหรับความคุ้มครองที่ชดเชยตามค่าใช้จ่ายจริง
22. ขอหนังสือยืนยันจากสายการบินที่ระบุสาเหตุของความล่าช้าเสมอ (ถ้าสามารถทำได้) เพราะถ้าหนังสือไม่ระบุสาเหตุ อาจเคลมไม่ได้
23. เอกสารเคลมกระเป๋าล่าช้าหรือชำรุด ได้แก่ แบบฟอร์มเรียกร้องค่าสินไหมของบริษัท สำเนาหนังสือเดินทาง หนังสือยืนยันการล่าช้าหรือชำรุดจากสายการบิน และเอกสารอื่นที่บริษัทร้องขอ
24. เอกสารเคลมเที่ยวบินล่าช้า ได้แก่ แบบฟอร์มเรียกร้องค่าสินไหม หนังสือยืนยันจากสายการบินที่ระบุสาเหตุ สำเนาหนังสือเดินทาง และสำเนาตั๋วเครื่องบิน
25. ถ้ากระเป๋าชำรุดจากการขนส่งของสายการบิน บางแผนคุ้มครองด้วย ลองเช็กกรมธรรม์ก่อนจ่ายค่าซ่อมเอง
26. มีข้อสงสัยเรื่องความคุ้มครองหรือถูกปฏิเสธเคลมไม่เป็นธรรม สอบถามสายด่วน คปภ. 1186

[ ทางออกเรื่องเงิน เมื่อน้ำท่วมกิจการหนี้เดิม เงินหมุน และประกัน 3 เรื่องที่ต้องจัดการเมื่อรายได้หยุด ]เมื่อน้ำท่วมโรงงา...
29/09/2026

[ ทางออกเรื่องเงิน เมื่อน้ำท่วมกิจการ
หนี้เดิม เงินหมุน และประกัน 3 เรื่องที่ต้องจัดการเมื่อรายได้หยุด ]
เมื่อน้ำท่วมโรงงาน โกดัง หรือหน้าร้าน รายได้อาจหยุดทันที ขณะที่ค่าเช่า เงินเดือน และค่างวดยังเดินต่อ เจ้าของยังต้องเตรียมค่าซ่อมและเงินซื้อสินค้าเพื่อกลับมาเปิดกิจการอีกครั้ง
ก่อนเลือกทางออก อาจใช้ 30–90 วันแรกเป็นกรอบตั้งต้น โดยเทียบ เงินสดพร้อมใช้และเงินรับที่ยืนยันได้ กับ ค่าใช้จ่ายจำเป็นและเงินฟื้นฟู แล้วเรียงตามวันที่เงินเข้าและต้องจ่าย เพื่อดูว่ากิจการประคองตัวได้อีกนานเท่าไร และจะขาดเงินช่วงไหน
เมื่อรู้ว่าเงินยังขาดเท่าไร ให้จัดการ 3 เรื่องควบคู่กัน อันได้แก่
[ 1. #จัดการหนี้ เพื่อลดเงินออกระหว่างฟื้นตัว ]
เริ่มจากทำรายการเจ้าหนี้ ยอดหนี้ และวันครบกำหนด โดยรวมทั้งธนาคาร เจ้าหนี้การค้า ค่าเช่าซื้อเครื่องจักร และค่าเช่าพื้นที่ เพื่อให้เห็นว่าช่วงที่กิจการยังเปิดไม่ได้ มีภาระใดต้องจ่ายบ้าง
จากนั้นติดต่อเจ้าหนี้พร้อมอธิบายผลกระทบ แผนกลับมาเปิดกิจการ และจำนวนเงินที่ยังจ่ายไหว เพื่อเจรจาพักชำระ ลดค่างวด หรือขยายเวลาผ่อน ส่วนคู่ค้าและผู้ให้เช่า อาจขอแบ่งจ่ายหรือเลื่อนกำหนดตามที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน
หากได้รับข้อเสนอให้ “พักหนี้” ต้องดูว่าพักส่วนใด การพักเงินต้น อาจยังต้องจ่ายดอกเบี้ย ส่วน การเลื่อนชำระดอกเบี้ย ต้องตรวจว่ายังมีการคิดดอกเบี้ยระหว่างช่วงพักและนำไปจ่ายภายหลังหรือไม่ ต่างจาก การไม่คิดดอกเบี้ยหรือยกเว้นดอกเบี้ย ซึ่งไม่มีภาระดอกเบี้ยในช่วงที่เจ้าหนี้กำหนด
ตัวอย่างหนึ่งคือมาตรการของธนาคารออมสินที่ประกาศวันที่ 26 กันยายน 2569 ให้ลูกหนี้ที่เข้าเงื่อนไขพื้นที่ภัยพิบัติพักเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย 3 เดือน ดอกเบี้ยช่วงพักไม่ต้องจ่ายคืนภายหลัง ส่วนเงินต้นที่พัก 3 งวดจะไปรวมชำระในงวดสุดท้าย
มาตรการนี้ไม่ครอบคลุมสินเชื่อทุกประเภท ลูกหนี้จึงต้องตรวจว่าบัญชีของตัวเองได้รับสิทธิหรือไม่ และเริ่มเมื่อไร ก่อนเปลี่ยนการชำระหนี้
เมื่อได้ข้อสรุป ควรขอตารางชำระใหม่ให้เห็นว่าช่วงฟื้นตัวลดเงินที่ต้องจ่ายได้เท่าไร หลังหมดมาตรการต้องจ่ายเท่าไร และมีเงินต้นก้อนใดไปรวมอยู่ปลายสัญญาหรือไม่ เพื่อเตรียมรับภาระเมื่อรายได้ยังกลับมาไม่เต็มที่
[ 2. #เพิ่มสภาพคล่อง ให้กลับมาเปิดกิจการได้ ]
แหล่งเงินที่ควรเริ่มดูคือเงินสดของกิจการและลูกหนี้ที่ถึงกำหนดชำระ โดยติดต่อลูกค้าเพื่อยืนยันวันจ่าย เพราะบางรายอาจประสบภัยเช่นกัน ส่วนสต็อกที่ไม่เสียหายและยังขายได้ หรือทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้งาน อาจนำมาขายเพิ่มเงินหมุน โดยประเมินว่าจะกระทบการกลับมาเปิดกิจการหรือไม่
เงินที่ต้องเตรียมมีทั้งส่วนประคองกิจการระหว่างหยุด เช่น เงินเดือนและค่าเช่า กับส่วนฟื้นฟู เช่น ค่าซ่อมเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า และเติมสินค้า
การแยกสองส่วนนี้ช่วยให้เห็นว่าอะไรต้องจ่ายทันที และอะไรทยอยจ่ายได้
หลังเปิดขาย ยอดขายอาจกลับมาก่อนเงินสด หากลูกค้ามีเครดิตเทอม 30 หรือ 60 วัน กิจการต้องจ่ายค่าวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าขนส่งไปก่อน เงินที่เตรียมจึงต้องพอไปถึงวันที่เก็บเงินจากลูกค้าได้จริง
หากยังไม่พอ อาจพิจารณาเงินจากเจ้าของหรือหุ้นส่วนควบคู่กับสินเชื่อ โดยตกลงว่าแต่ละฝ่ายพร้อมเติมเท่าไร เป็นเงินลงทุนหรือเงินให้กิจการยืม และยังเหลือเงินรองรับภาระส่วนตัวหรือไม่
สำหรับสินเชื่อ ให้ตรวจวงเงินเดิมที่ยังเบิกได้ แล้วเทียบกับวงเงินเพิ่มเติมหรือมาตรการฟื้นฟูของแต่ละธนาคาร ดูทั้งคุณสมบัติผู้กู้ หลักประกันหรือผู้ค้ำ ระยะเวลาอนุมัติ ดอกเบี้ยหลังหมดช่วงพิเศษ ค่าธรรมเนียม และวันเริ่มผ่อน เพื่อเลือกแหล่งเงินที่สอดคล้องกับเวลาที่ต้องใช้ และมีภาระชำระที่กิจการรับไหวเมื่อรายได้กลับมา
ก่อนตัดสินใจ ให้นำค่างวดใหม่มารวมกับหนี้เดิม แล้วลองเผื่อว่ากิจการเปิดหรือเก็บเงินจากลูกค้าช้ากว่าแผนอีกหนึ่งเดือน หากเงินไม่พอ อาจต้องทยอยฟื้นฟูเฉพาะส่วนที่กลับมาสร้างรายได้ก่อน
[ 3. #เรียกค่าสินไหม ตามความคุ้มครองที่มี ]
สิ่งที่เจ้าของกิจการควรทำคือแจ้งบริษัทประกันโดยเร็ว เพื่อสอบถามขั้นตอนเรียกร้องสินไหมและหลักฐานที่ต้องเตรียม พร้อมนำกรมธรรม์มาตรวจว่าความเสียหายครั้งนี้อยู่ในความคุ้มครองส่วนใดบ้าง
เริ่มจากดูว่ากรมธรรม์คุ้มครองน้ำท่วมหรือไม่ อาคาร เครื่องจักร และสต็อกที่เสียหายตรงกับรายการทรัพย์และสถานที่เอาประกันหรือเปล่า รวมถึงตรวจวงเงิน วงเงินย่อย ความเสียหายส่วนแรกที่เจ้าของต้องรับเอง และข้อยกเว้นที่เกี่ยวข้อง
ส่วนรายได้ที่หายไประหว่างหยุดกิจการต้องตรวจแยกจากค่าซ่อมทรัพย์สิน หากมีความคุ้มครองธุรกิจหยุดชะงัก หรือ Business Interruption ต้องดูว่าการหยุดกิจการเกิดจากความเสียหายต่อทรัพย์จากภัยที่กรมธรรม์รองรับหรือไม่ ใช้ข้อมูลใดคำนวณความสูญเสีย และมีระยะเวลาชดใช้เท่าไร การมีประกันทรัพย์สินจึงไม่ได้ทำให้รายได้ที่หายไปได้รับชดเชยโดยอัตโนมัติ
สำหรับหลักฐานความเสียหาย เมื่อเข้าพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย ให้ถ่ายภาพและทำรายการทรัพย์ที่เสียหาย พร้อมรวบรวมทะเบียนทรัพย์สิน รายการสต็อกก่อนเกิดเหตุ และใบซื้อเครื่องจักร ส่วนการเรียกร้องความคุ้มครองธุรกิจหยุดชะงัก ต้องเตรียมข้อมูลยอดขายและต้นทุนประกอบตามที่บริษัทประกันขอ
หากจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายทรัพย์หรือซ่อมเร่งด่วน ควรประสานบริษัทประกันเรื่องวิธีเก็บหลักฐาน พร้อมเก็บใบประเมินค่าซ่อมและใบเสร็จไว้ประกอบการเรียกร้องสินไหม
ระหว่างที่บริษัทประกันตรวจสอบความเสียหาย กิจการยังต้องมีเงินจ่ายค่าใช้จ่ายต่อไป สินไหมที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาจึงไม่ควรถูกนับเป็นเงินพร้อมใช้วันนี้
เมื่อรู้แล้วว่าเจ้าหนี้ยอมลดภาระให้เท่าไร วงเงินใดเบิกใช้ได้จริง และประกันอยู่ในขั้นตอนไหน ให้กลับมาปรับตารางเงินสดอีกครั้ง โดยใช้รายจ่ายตามเงื่อนไขหนี้ใหม่ รวมค่างวดของสินเชื่อที่กู้เพิ่ม และแยกสินไหมเป็นประมาณการ พร้อมเผื่อกรณีเงินเข้าช้า
สมมติว่าใน 90 วัน กิจการต้องใช้เงิน 3 ล้านบาท มีเงินสดและรายรับที่ยืนยันได้ 1 ล้านบาท หากเจรจาเลื่อนชำระหนี้จนลดเงินที่ต้องจ่ายช่วงนี้ได้ 300,000 บาท และมีวงเงินพร้อมเบิกอีก 1 ล้านบาท กิจการยังขาดอีก 700,000 บาท หากสินไหมยังไม่ยืนยัน ก็ต้องเตรียมเงินรองรับส่วนนี้ไว้
หากเจ้าของจะเติมเงินส่วนตัว ควรกำหนดว่าเติมได้สูงสุดเท่าไร โดยยังเหลือเงินสำหรับภาระครอบครัว พร้อมกำหนดว่าจะทบทวนแผนเมื่อใด เช่น ค่าฟื้นฟูเกินงบ เปิดช้ากว่ากำหนด หรือยอดขายไม่พอจ่ายต้นทุนและหนี้ เพื่อพิจารณาลดขนาด ทยอยลงทุน หรือหยุดเติมเงินก่อนกระทบทรัพย์ส่วนอื่น
แผนฟื้นกิจการควรบอกได้ว่าต้องใช้เงินเท่าไร เงินแต่ละก้อนจะมาถึงเมื่อไร และเจ้าของพร้อมเติมได้ถึงระดับไหน หากธุรกิจฟื้นช้ากว่าที่คาด
#ผู้ประกอบการ #น้ำท่วม #สภาพคล่องธุรกิจ

ที่อยู่

อาคารไทยศรี ถนนกรุงธนบุรี
Bangkok
10600

เบอร์โทรศัพท์

+66652421544

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ The Money Trends โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง The Money Trends:

ทางลัด

แชร์