World Stock Alert

เส้นทาง เว็บไซต์

World Stock Alert วิเคราะห์ข่าวสารเศรษฐกิจและภาวะการลงทุนทั่วโลกแบบเจาะลึกและฉับไว

16/09/2026

ทองคำจะเป็นอย่างไรหลังจากคืนนี้

จากโพสต์ก่อน (ลิงค์ในคอมเมนต์) แอดมองไปที่ scenario 2 และ 3 ว่าน่าจะเกิดขึ้นมากที่สุด

โพสต์นี้จึงขอมุ่งไปที่ scenario 3 เนื่องจากดูจะมีผลต่อทองคำมากที่สุด

จะเกิดอะไรขึ้น หาก FED ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% และประกาศยกเลิกแผนลดดอกเบี้ยที่ตั้งไว้เมื่อ 2025

📈 ราคาทองคำจะร่วงแรงจาก Scenario 3 จริงไหม? แล้วยังน่าทยอยซื้ออยู่หรือเปล่า?
ถ้ามองว่ามีโอกาสเกิดภาวะเงินเฟ้อพร้อมเศรษฐกิจซบเซา (Stagflation) จังหวะที่ราคาทองปรับตัวลงแรงก็น่าสนใจที่จะทยอยสะสมครับ แต่ต้องแยกแยะประเภทความดุเดือดของธนาคารกลาง (Hawkish) ให้ดี เพราะไม่ใช่ทุกจังหวะราคาตกที่จะน่าซื้อเหมือนกัน!

🔍 ทำไม Scenario 3 ถึงไม่ทำให้ทองคำหมดอนาคต?
ประวัติศาสตร์เคยพิสูจน์แล้วว่า ช่วงเวลาที่ทองคำขาขึ้นรุนแรงที่สุด (ปี 1979-1980) เกิดขึ้นพร้อมกับช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขึ้นดอกเบี้ยดุที่สุด ใต้ภาวะที่ตลาดกังวลว่าธนาคารกลางอาจคุมเงินเฟ้อไม่ได้จริง (Credibility Crisis) ทำให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น

คำถามสำคัญคือ การขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ เป็นแบบ "นักลงทุนเชื่อมั่นว่าเอาอยู่" หรือ "ทำตามหลังปัญหาเพราะแก้ไม่ทัน"?
• 🟢 ถ้าตลาดเชื่อว่าเอาอยู่: ทองคำอาจจะร่วงลงลึกจริง เพราะเงินเฟ้อคาดการณ์จะลดลง
• 🟡 ถ้าตลาดมองว่าทำตามหลังปัญหา (เช่น ปัญหาต้นทุนพลังงานจากสงคราม): อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงแทบไม่ขยับ ความต้องการถือทองเพื่อป้องกันความเสี่ยงจะกลับมาเร็วมาก

เมื่อมองจากต้นตอของปัญหาที่เป็นเรื่องต้นทุนสงคราม การปรับตัวลดลงรอบนี้น่าจะเป็นแค่ช่วงสั้นๆ และซื้อขายทำกำไรได้มากกว่าการเข้าสู่ตลาดหมีรอบใหม่ครับ

💡 คำแนะนำเบื้องต้น: อย่าเพิ่งรีบซื้อใน 24-48 ชั่วโมงแรกหลังการประชุม เพราะเป็นช่วงอารมณ์ตลาดระยะสั้น ให้รอดูตัวเลข 5Y Breakeven Inflation หลังประกาศ หากตัวเลขร่วงตามอัตราผลตอบแทน แปลว่าธนาคารกลางชนะ (ลบต่อทอง) แต่ถ้ายืนนิ่งหรือปรับขึ้นตาม แปลว่าตลาดยังไม่เชื่อมั่น ซึ่งสนับสนุนมุมมองการทยอยซื้อครับ

⚠️ จุดที่ต้องระวังและประเมินตัวเองอยู่เสมอ
ความเสี่ยงที่มุมมองนี้จะผิดพลาดคือ หากนโยบายการเงินสามารถกดเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมาย 2% ได้จริง ทั้งมุมมองเรื่องเงินเฟ้อพร้อมเศรษฐกิจซบเซาและราคาทองคำอาจปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

จุดชี้ขาดสำคัญคือ ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) 2 ครั้งถัดไป หากยังไม่ลดลงตามสัญญา นั่นคือเครื่องยืนยันว่ากลยุทธ์การทยอยซื้อของเราถูกต้องครับ

⚠️⚠️หมายเหตุ: บทความนี้ไม่มีจุดประสงค์ชักชวนให้ลงทุนแต่อย่างใด แต่เพื่อเป็นประโยชน์ให้เห็นถึงภาพกว้างโดยนำเสนอสถิติย้อนหลัง หากจะลงทุนใดๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดถึงแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาค และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างระมัดระวัง

#ราคาทองคำ, #ลงทุนทองคำ, , , #วางแผนการลงทุน, #เศรษฐกิจมหภาค,

16/09/2026

JPMorgan คาดการณ์ 5 scenario สำหรับท่าทีของ FED คืนนี้

1. 🛑 ไม่ขึ้นดอกเบี้ย (No Hike)
• ผลลัพธ์: สร้างแรงกดดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสูงขึ้น เนื่องจากตลาดมองว่าธนาคารกลางยังจริงจังไม่พอในการปราบเงินเฟ้อ ส่งผลให้คาดการณ์เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น และนักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนชดเชยที่สูงขึ้น
• ผลต่อตลาดหุ้น: ดัชนี S&P 500 คาดว่าจะ ลดลง 1.25% ถึง 1.75%
• มุมมอง: แม้นโยบายจะดูผ่อนคลาย แต่กลับส่งผลลบ (Bearish) ต่อตลาดหุ้นอย่างชัดเจนเพราะความกลัวเรื่องเงินเฟ้อ

2. 📈 ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% แต่ไม่ให้ทิศทางชัดเจน (25 bp hike, no guidance)
• ผลลัพธ์: เป็นมุมมองที่ตลาด Wall Street คาสาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว การขยับแบบนี้ช่วยควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวไม่ให้พุ่งสูง
• ผลต่อตลาดหุ้น: ดัชนี S&P 500 คาดว่าจะ เพิ่มขึ้น 0.25% ถึง 0.75%
• มุมมอง: ตลาดโล่งอกเพราะไม่มีเซอร์ไพรส์และไม่มีการส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวเกินไป

3. 🔄 ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% พร้อมยกเลิกแผนลดดอกเบี้ยในปี 2025 (25 bp hike, remove 2025 eases)
• ผลลัพธ์: อาจมองว่าการลดดอกเบี้ยก่อนหน้านี้มากเกินไปและต้องดึงกลับบางส่วน อาจเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น
• ผลต่อตลาดหุ้น: ดัชนี S&P 500 คาดว่าจะ เพิ่มขึ้น 0.50% ถึง 1.00% (ตลาดอาจตอบรับในเชิงบวกมากกว่าข้อ 2 เสียอีก!)
• มุมมอง: ตลาดมองว่าธนาคารกลางเอาจริงกับการสกัดเงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนลดลง ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่น

4. 📐 ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% + ส่งสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยควรสูงขึ้น (25 bp hike, higher R-star)
• ผลลัพธ์: หากประเมินว่าระดับดอกเบี้ยที่แท้จริงซึ่งไม่กระตุ้นหรือกดดันเศรษฐกิจสูงกว่าที่เคยคิดไว้ แปลว่าดอกเบี้ยปัจจุบันอาจยังไม่เพียงพอ และอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยรวมกันอีกถึง 1% หรือมากกว่านั้น
• ผลต่อตลาดหุ้น: ดัชนี S&P 500 คาดว่าจะ ลดลง 0.25% ถึง 1.00%
• มุมมอง: ตลาดต้องเริ่มคำนวณจุดสูงสุดของดอกเบี้ย (Terminal Rate) ใหม่ในระดับที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

5. 🔥 ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% + ประกาศสงครามกับเงินเฟ้อเต็มรูปแบบ (25 bp hike, crush inflation)
• ผลลัพธ์: หากส่งสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยจำเป็นต้องสูงขึ้นกว่านี้มาก จะกลายเป็นการกลับเข้าสู่วัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยแบบรุนแรงเหมือนช่วงปี 2022–2023
• ผลต่อตลาดหุ้น: ดัชนี S&P 500 คาดว่าจะ ลดลง 1.00% ถึง 2.00%
• มุมมอง: เป็นสถานการณ์ที่รุนแรงที่สุดต่อสินทรัพย์เสี่ยง และอาจถึงขั้นปิดฉากตลาดกระทิง (Bull Market) ได้เลย

ส่วนตัวแอด คิดว่า น่าจะออกข้อ 2 หรือ 3 ส่งผลให้ตลาดขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่น่าจะรุนแรงอะไร เพราะยังมีเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ๆกับการเลือกตั้งกลางเทอมวันที่ 3 พ.ย. 2026 นี้

ที่สำคัญที่สุดยิ่งกว่าอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ท่าทีของประธาน FED Kevin Warsh ตลาดต้องการเห็นความเป็นอิสระของ FED จากอิทธิพลทางการเมือง หาก FED สูญเสียตรงนี้ไป จะส่งผลร้ายต่อตลาดยิ่งกว่าตลาดลงจากอัตราดอกเบี้ย

ส่วนมุมมองต่อทองคำ เดี๋ยวจะต่อในโพสต์ถัดไปครับ

, , , , , , , ,

ปีเลือกตั้งกลางเทอม ตลาดหุ้นมักจะลงก่อนแล้วค่อยขึ้นแรงทีหลัง ล้อมวงเข้ามาครับสหรัฐฯจะมีเลือกตั้งกลางเทอมในวันอังคารที่ 3...
22/08/2026

ปีเลือกตั้งกลางเทอม ตลาดหุ้นมักจะลงก่อนแล้วค่อยขึ้นแรงทีหลัง ล้อมวงเข้ามาครับ

สหรัฐฯจะมีเลือกตั้งกลางเทอมในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2026

• ️ สภาผู้แทนราษฎรครบ 435 ที่นั่ง
• ️ วุฒิสภา 35 ที่นั่ง
• ผู้ว่าการรัฐอีกหลายสิบรัฐ

มีรูปแบบที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ปี Midterm Er****on มักผันผวนและมักมีการปรับฐานก่อนเลือกตั้ง แล้วหลังเลือกตั้งตลาดมักฟื้นตัวแรงกว่าเดิม

ถ้าดูสถิติดัชนีตลาดหุ้นย้อนหลังของการเลือกตั้งกลางเทอม 10 ครั้งหลังสุด ตลาดมีการปรับตัวลงจากไฮในปีนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ -24.4% หลังจากนั้น ภายใน 1 ปี จะขึ้นเฉลี่ยประมาณ 59.9% โดยมีรูปแบบประมาณนี้

• 📉 ช่วงก่อนเลือกตั้ง — มักมีความผันผวนสูง และมีโอกาสเกิด correction
• 😰 ช่วง 2–3 เดือนก่อนเลือกตั้ง — sentiment มักแย่ลง เพราะตลาดเริ่มขายป้องกันความไม่แน่นอนทางการเมือง
• 🗳️ หลังรู้ผลเลือกตั้ง — หายคลุมเครือ แรงซื้อกลับเข้าตลาด
• 🚀 หลัง Midterm จนถึงปีถัดไป — มักจะเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี

แต่ ไม่ได้หมายความว่าทุกครั้งต้องลงก่อนเลือกตั้ง เพราะ Fed, recession, earnings และ valuation มีอิทธิพลมากกว่าการเลือกตั้งในหลาย ๆ รอบ

ตอนนี้เราอยู่ 22 ส.ค. 2026 และเลือกตั้ง 3 พ.ย. 2026 เหลือประมาณ 11 สัปดาห์

ตอนนี้ แอดจะจับตาเป็นพิเศษช่วง

ปลาย ส.ค. → ก.ย. → ต.ค.

ถ้าเกิด correction ในช่วงนี้ อย่าเพิ่งตีความทันทีว่าเป็น Bear Market เพราะมันสามารถเป็นทั้ง
“Midterm volatility/correction” หรือเป็น correction จากเศรษฐกิจจริง ๆ ก็ได้

และมีอีกเรื่องที่น่าสนใจมากคือ หลัง Midterm 1 ปี สถิติของดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯในอดีตค่อนข้างแข็งแรงมาก จนเกิดเป็นหนึ่งใน seasonal patterns ที่นักลงทุนพูดถึงบ่อยที่สุด

แต่เราต้องแยกผลกระทบที่ทำให้ตลาดหุ้นลงด้วยเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลประกอบการของบริษัทจดในทะเบียนในตลาดด้วย

เช่นปี 2022 เป็นตัวอย่างที่ต้องแยกออกจาก Midterm correction ปกติ เลย เพราะตลาดไม่ได้ลงเพราะการเลือกตั้งเป็นหลัก แต่เจอ มหายุคเงินเฟ้อ + Fed ขึ้นดอกเบี้ย + สงคราม พร้อมกัน

ตัวการหลัก ๆ มี 4 เรื่อง

1. เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี 🔥
หลัง COVID มีทั้ง supply chain disruption, demand ที่พุ่งจาก stimulus และตลาดแรงงานตึงตัว พอมาเจอสงครามรัสเซีย–ยูเครน ราคาพลังงาน อาหาร และ commodity พุ่งขึ้นอีก ทำให้เงินเฟ้อยิ่งฝังลึก

2. Fed ต้องกลับลำจากมาขึ้นดอกเบี้ยแรง 💀
Fed เริ่มขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมีนาคม 2022 จากเกือบ 0% แล้วขึ้นต่อเนื่องจนปลายปีอยู่ที่ 4.25–4.50%

ตลาดที่เคยถูกปั๊มเงินใส่ ตั้งแต่ COVID จึงโดนกระแทกเต็ม ๆ โดยเฉพาะหุ้น Growth/Tech ที่ valuation สูง

3. รัสเซียบุกยูเครน 24 ก.พ. 2022

ราคาน้ำมันและ commodity ระเบิดขึ้น → เงินเฟ้อสูงขึ้น → Fed ต้อง hawkish กว่าเดิมอีก

Fed เองประเมินว่าสงครามทำให้ GDP โลกต่ำลงและเงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญผ่าน commodity prices + consumer sentiment + tighter financial conditions

4. ตลาดเริ่มกลัว Recession 📉

นี่คือหมัดที่สองหลังจาก Fed ขึ้นดอกเบี้ย:
เงินเฟ้อสูง → Fed ขึ้นดอกเบี้ย → สถานะการคลังตึงตัว → เศรษฐกิจชะลอ → กำไรบริษัทเสี่ยงลด

ดังนั้นนอกจากจะมีเรื่องเลือกตั้งกลางเทอมแล้ว ตลาดยังมีความกังวลต่อทิศทางดอกเบี้ยสูงและกลัวว่าจะลามไปจนเกิด recession ด้วย

แล้วปี 2026 นี้ล่ะ เอาไงดี

ผมขอให้ base case ด้วยสมมติฐานที่ว่า เราไม่มีปัจจัยเสี่ยงอะไรอื่นที่จะเกิดนับจากวันนี้ (22 สิงหาคม 2026) ไปจนถึงวันเลือกตั้งเลยละกันนะครับ

🎯 Base case ขอให้ประมาณ -12% ถึง -17%
และถ้าต้องให้ ตัวเลขเดียว แอดขอให้ประมาณ -15%

เหตุผลคือ ค่าเฉลี่ย -24.4% นั้น โดนดึงขึ้นสูงด้วยปี 2002 ที่เป็นผลพวง Dot-com crash ยังล้างฟองสบู่ไม่หมด

ส่วนปี 2022 ตลาดลงแรงเพราะเงินเฟ้อขึ้นรุนแรงหลัง COVID และ FED ขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง

แต่ก็ไม่คาดหวังว่า ตลาดจะขึ้น 59.9% ตามค่าเฉลี่ย เพราะค่าเฉลี่ยนี้ ถูกดึงขึ้นหลังเลือกตั้งปี 1998 (200%) เนื่องจากตอนนั้นตลาดพุ่งแรงมากเพราะเป็นช่วงเริ่มต้นของ dot com crisis

setup ปี 2026 ตอนนี้มัน ไม่เหมือน 2 ปีแย่ๆนั้น แต่ก็ไม่ได้สดใสแบบที่จะขึ้นต่อโดยไม่มี correction

เพราะตอนนี้ตลาดมี valuation + yield + เงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูง + AI expectations เป็นเชื้อเพลิงอยู่แล้ว และการเลือกตั้งกลางเทอมทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวจุดฉนวนมากกว่า

ที่สำคัญมากคือ ตลาดตอนนี้อยู่ใกล้จุดสูงสุดและ volatility ต่ำ ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยังสูง ซึ่งเป็น setup ที่ค่อนข้างชี้ว่าจะเกิดแค่การปรับฐานมากกว่าจะพังลงในทันที

ก็สรุปได้ว่า ถ้า NASDAQ-100 ทำการย่อตัวลงประมาณ -12% ถึง -17% แอดยังจะมองว่าเป็นแค่การปรับฐานธรรมดามากกว่าการเข้าสู่ตลาดหมี และจะถือเป็นโอกาสเข้าลงทุนมากกว่าการหนีจากตลาด

⚠️⚠️หมายเหตุ: บทความนี้ไม่มีจุดประสงค์ชักชวนให้ลงทุนแต่อย่างใด แต่เพื่อเป็นประโยชน์ให้เห็นถึงภาพกว้างโดยนำเสนอสถิติย้อนหลัง หากจะลงทุนใดๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดถึงฐานะทางการเงินของบริษัท แนวโน้มเศรษฐกิจมหภาค และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างระมัดระวัง

__________________________

, , , , , , , , , , , , , , , , #เศรษฐกิจสหรัฐ, #เศรษฐกิจอเมริกา, #ลงทุนหุ้นสหรัฐ, #ลงทุนต่างประเทศ,

20/08/2026

กระทรวงการคลังทำอะไรกับพันธบัตรอเมริกา มาๆ ผมจะเหลาให้ละเอียดเลย

Bessent vs Warsh การเข้าแทรกแซง Yield พันธบัตรโดยกระทรวงการคลัง

1. Bessent กำลังทำอะไร?

กระทรวงการคลัง (ต่อไปนี้ขอใช้คำว่า Treasury) ประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว (10Y/20Y/30Y) เป็นอย่างน้อย $4 พันล้าน จากเดิม $2 พันล้าน กระบวนการนี้จะเริ่ม 9 ก.ย. ถึง 4 พ.ย. หลังจาก yield พันธบัตรอายุ 30 ปีขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปีเมื่อสัปดาห์ก่อน

ต้องย้ำเหมือนกับหลายๆเพจว่า นี่ไม่ใช่ QE หรือการลดหนี้ แต่เป็นการจัดเรียง maturity schedule ของพันธบัตรใหม่ ง่ายๆคือ Treasury ซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวและออกขายตราสารระยะสั้นทดแทน

2. ทำไมต้องทำ?

ก็เพราะถูกบีบจากสถานการณ์รอบตัวหลายอย่างเลยครับ

ปรับเพิ่มประมาณการขาดดุลประจำปีเป็น $2.1 ล้านล้านดอลลาร์ สูงกว่าประมาณการเดือน ก.พ. ถึง $2 แสนล้าน บวกกับ ปริมาณการออกหุ้นกู้ของพวก AI data center ที่จะมาดูดสภาพคล่องแข่งกับ Treasury ในตลาด จะยิ่งทำให้พันธบัตรรัฐบาลยิ่งด้อยความน่าสนใจลงไปอีก

แล้วประธาน FED อย่างนาย Warsh ดันปล่อยให้ตลาดกำหนด yield แทนที่จะให้ forward guidance ชัดเจน ยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือของ FED ต่ำลงไปอีก ตลาดเลยลงโทษด้วยการทุบ bond

Yen carry trade ก็มีส่วน แต่ไม่มาก ยังไม่ใช่ตัวหลักของ buyback รอบนี้ คือในเดือนเดียวกัน Treasury เข้าแทรกแซงพยุงค่าเงินเยนโดยตรง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะต้องขาย US Treasuries เพื่อหาดอลลาร์มาพยุงค่าเงินตัวเอง

นั่นคือ Bessent กำลังป้องกันไม่ให้ญี่ปุ่นขายพันธบัตรสหรัฐฯซ้ำเติม yield ที่พุ่งอยู่แล้ว

ส่วน buyback รอบนี้เป็นมาตรการแยกที่มาต่อสู้กับแรงขายจากความกังวลในระบบการคลังภายในสหรัฐฯเป็นหลัก

3. ผลกระทบต่อ asset class

Yield พันธบัตร 30 ปีร่วงลง 0.09 percentage point เหลือ 5.20% ทันทีหลังประกาศ

แต่ ขนาด buyback จริงๆแล้วถือว่ายังเล็กมาก (เพิ่มจาก $2 พันล้านเป็น $4 พันล้านต่อ operation) เทียบกับตลาดพันธบัตรรัฐบาลหลายล้านล้านดอลลาร์ โดยส่วนตัวแอดคิดว่าเป็นแค่การกระเพื่อมระยะสั้น มากกว่าเปลี่ยนทิศทางถาวร

USD อ่อนค่าลงเกือบ 0.8% เทียบตะกร้าเงินสกุลอื่นในวันพุธ

เพราะตลาดตีความว่าเป็นสัญญาณที่รัฐเข้าไปกดต้นทุนกู้ยืมของตัวเองซึ่งบั่นทอนความน่าเชื่อถือของสกุลเงิน

ทองคำพุ่งขึ้นตอบรับข่าว สอดคล้องกับ logic ดอลลาร์อ่อน เงินหนีจากดอลล่าร์เข้าทอง

ตลาดกลัวว่ารัฐจะควบคุมและกำหนดทิศทางตลาดตราสารหนี้แทนการแก้ปัญหาขาดดุลจริง

ตลาดหุ้นยังไม่มีปฏิกิริยาอะไรชัดเจนในผลค้นหา

แต่ตามทฤษฎี yield ยาวลดลงมักหนุนหุ้น growth และหุ้นที่เสี่ยงสูง (เทค, Nasdaq) ระยะสั้น

แต่ถ้าตลาดตีความว่านี่คือสัญญาณบอกว่า Fed ไม่น่าเชื่อถือ

การควบคุมตลาดระยะยาวอาจกดดันให้การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตลาดหุ้น

4. แล้วกระทรวงการคลังสหรัฐฯเคยทำแบบนี้มาก่อนมั้ย?

แม้ว่านี่จะไม่ใช่ Operation Twist แบบเป๊ะ แต่ concept คล้ายกันตรงที่เป็นการจัดการ อัตราดอกเบี้ยของหนี้เพื่อกด yield ยาว

ในอดีตร Operation Twist (Fed, 1961 และ 2011-2012) คือ Fed ขายตราสารระยะสั้น ซื้อตราสารระยะยาว เพื่อกด yield ยาวลงโดยตรง ผ่านงบดุล Fed

แต่ครั้งนี้เป็น Treasury (ไม่ใช่ Fed) ที่เป็นผู้ดำเนินการ

คล้ายๆกับที่ Yellen ทำในปี 2023-2024 ด้วยการเพิ่มสัดส่วน T-bill ในการออกหนี้ ซึ่งBessent เองเคยวิจารณ์ Yellen ว่าเป็นการ “เอานิ้วโป้งกดตาชั่งตลาด” เพื่อลดต้นทุนการใช้จ่ายเกินตัวของรัฐบาล

ตอนนี้ตัวเขาเองกำลังทำสิ่งที่คล้ายกัน เพียงกลับด้าน (กด yield ยาวแทนที่จะเพิ่ม supply สั้น)

TBAC (Treasury Borrowing Advisory Committee) เคยเตือนไว้แล้วว่า buyback ควรใช้แก้ปัญหาสภาพคล่องตลาด ไม่ใช่เปลี่ยนโครงสร้างหนี้ และการค้ำประกันควรเป็นเครื่องมือหลักในการจัดการ ไม่ใช่การ buyback

เหล่านักวิเคราะห์ตั้งคำถามว่า Bessent ได้ใช้อาวุธต้องห้ามแล้ว

จะเพิ่มขนาด buyback ต่อไปแค่ไหน และงบของกระทรวงการคลังแม้จะใหญ่ก็ยังเล็กกว่า Fed วันยังค่ำ

เท่ากับว่านี่เป็นการทดสอบว่าใครมีอำนาจกำหนดทิศทาง yield จริง Fed ผ่านนโยบายดอกเบี้ย หรือ Treasury ผ่านการจัดการ supply/demand โดยตรง ซึ่งจะเป็นประเด็นร้อนที่ Jackson Hole สัปดาห์หน้าที่ Warsh จะกล่าวสุนทรพจน์

🔥 AI Hardware กำลังเกิด Rotation ใหญ่SELL MEMORY → BUY OPTICALช่วง 1–2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าเงินกำลังหมุนจาก HBM/...
09/08/2026

🔥 AI Hardware กำลังเกิด Rotation ใหญ่

SELL MEMORY → BUY OPTICAL

ช่วง 1–2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าเงินกำลังหมุนจาก HBM/DRAM ไปกลุ่ม Optical/Photonics แทน

🧠 นี่เป็นสัญญาณว่า คอขวดของ AI Infrastructure กำลังย้ายจาก Memory ไป Interconnect

🚨 NVIDIA Rubin Ultra เป็นตัวจุดไฟครั้งนี้

สเปกของ Rubin Ultra ที่ NVIDIA ไม่ได้แก้ปัญหา AI ด้วยการเพิ่ม HBM อย่างเดียว

แต่ใช้การเชื่อมต่อ GPU จำนวนมหาศาลเข้าด้วยกันผ่าน NPO/CPO

เหมือนทานอสดีดนิ้วปุ๊บ

🔻 Samsung / SK Hynix ร่วงกว่า 8%
🚀 หุ้น Optical / Photonics พุ่งแรง

📉 แล้ว Memory Cycle ล่ะ?

DRAM ยังขึ้นราคาอยู่ แต่อัตราการขึ้นกำลังชะลอ

Q1: +90–95%
Q2: +58–63%
Q3E: +13–18%

นี่คือสิ่งที่ตลาดกลัว

ไม่ใช่ราคาจะลงทันที แต่ Momentum ของกำไรอาจผ่านจุดดีที่สุดไปแล้ว

ถึงแอดจะคิดว่า HBM ปี 2026 ยังตึงมาก และ Supply ยังไม่ล้น

แค่ Risk/Reward ระยะสั้นอาจเริ่มเปลี่ยน

🚀 ฝั่ง Optical กำลังถูก Re-rate

ตัวที่ตลาดจับตา:

⚡ COHR — Coherent
⚡ LITE — Lumentum
⚡ FN — Fabrinet

สามตัววิ่งแรงพร้อมกันช่วงต้นเดือน จากทั้ง

1️⃣ Rubin Ultra HBM Cut
2️⃣ ข่าวสหรัฐฯ อาจจำกัด Optical Transceiver จากจีน

และ Goldman Sachs มองว่า Optical Networking TAM อาจโตจาก

💰 $15B กระโดดไปที่ $154B ภายในปี 2028**

⚠️ แต่ถ้าใครคิดจะไล่ราคาก็ระวังหน่อย

ข่าวดีหลายอย่างตลาดรับรู้ไปแล้ว

ทั้ง Rubin Ultra และการ unwind ของ Korean leveraged ETF ไม่ใช่ catalyst ใหม่แล้ว

หุ้น Optical เองก็วิ่งมาแรง และ Valuation เริ่มตึง

ดังนั้น…

❌ ไม่ใช่แค่ถามว่า Optical จะดีจริงไหม

แต่ต้องถามว่า

👉 เงินจะไหลเข้าต่อหรือเริ่ม Take Profit?

⚠️⚠️หมายเหตุ: บทความนี้ไม่มีจุดประสงค์ชักชวนให้ลงทุนแต่อย่างใด แต่เพื่อเป็นประโยชน์ให้เห็นถึงภาพกว้างโดยนำเสนอสถิติย้อนหลัง หากจะลงทุนใดๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดถึงฐานะทางการเงินของบริษัท แนวโน้มเศรษฐกิจมหภาค และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างระมัดระวัง

06/08/2026

Google -4.05%

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (5 ส.ค.) หุ้น Alphabet (GOOGL) ร่วงลงราว 4-5.4% แบบ intraday จากข่าวการปรับโครงสร้างผู้นำสาย AI ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่รวม DeepMind กับ Google Brain โดยมีประเด็นหลัก 2 เรื่องพร้อมกัน:

**1. Jeff Dean ลาออก** — Chief Scientist และผู้ร่วมก่อตั้ง Google Brain (อยู่กับ Google มา 27 ปี ตั้งแต่พนักงานคนที่ 30) ลาออกไปตั้งสตาร์ทอัพด้าน AI ที่เน้นเร่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ชื่อ **Discovery Loop** พร้อมนักวิจัยระดับซีเนียร์อีก 3 คน — Oriol Vinyals, Quoc Le และ Sanjay Ghemawat ซึ่งล้วนเป็นกำลังหลักเบื้องหลัง Gemini และโครงสร้างพื้นฐาน AI ของ Google

**2. Demis Hassabis ปรับบทบาท** — Hassabis ก้าวออกจากตำแหน่ง CEO ของ DeepMind ไปเป็น Chairman และรับตำแหน่ง Chief Scientist ของ Alphabet โดย Koray Kavukcuoglu ซึ่งเป็น CTO ของ DeepMind ขึ้นมาดูแลงานประจำวันในตำแหน่ง SVP รายงานตรงต่อ Sundar Pichai ดูแล Gemini model และทีม Gemini app

จุดที่ตลาดกังวลคือ Google **ไม่ได้ให้เหตุผล** ว่าทำไมทั้งสองเหตุการณ์เกิดพร้อมกัน — Discovery Loop ยังรับ Google เป็นนักลงทุนผู้ก่อตั้งและพันธมิตร cloud computing ทำให้ไม่ใช่การตัดขาดสมบูรณ์

ราคาหุ้นแกว่งจาก $381.81 ลงไปต่ำสุด $355.16 ก่อนจะรีบาวด์มาปิดใกล้ $360-361 มูลค่าตลาดหายไปราว 175-190 พันล้านดอลลาร์ที่จุดต่ำสุด

ด้านมุมมองนักวิเคราะห์

- **Consensus ยังคง Strong Buy** — ราคาเป้าหมายเฉลี่ย 12 เดือนอยู่ที่ $425-428 สะท้อน upside ราว 18-20% จากระดับปัจจุบัน
- **แยกธุรกิจออกจากข่าว** — รายได้ Q2 อยู่ที่ $119.8 พันล้าน โต 24% Cloud โต 82% เป็น $24.8 พันล้าน margin ขยายเป็น 34% นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าธุรกิจแข็งแรง แต่ตลาดกำลัง "price the next model, not the last quarter"
- **ความกังวลหลัก** คือแพทเทิร์น brain drain — ตลาดเริ่มกังวลเรื่องเสถียรภาพของทีมหลักและการจัดการผู้นำต่อจากนี้ ท่ามกลางการแข่งขัน AI ที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจังหวะที่ Gemini 4 ล่าช้าและ Google ยังตามหลัง OpenAI และ Anthropic
- **มุมมองที่ผ่อนคลายกว่า** ระบุว่า Alphabet มีองค์กรวิจัย AI ขนาดใหญ่ ข้อมูลเฉพาะตัวมหาศาล TPU ของตัวเอง แพลตฟอร์ม cloud ระดับโลก และกำลังทุนเพียงพอที่จะดึงคนเก่งเข้ามาต่อเนื่อง จุดที่ต้องจับตาคือการออกครั้งนี้เป็นเหตุการณ์เดี่ยว หรือเป็นจุดเริ่มของแพทเทิร์นการไหลออกของนักวิจัยไปสตาร์ทอัพ/คู่แข่ง

ส่วนตัวแอดคิดว่า

การร่วง 4% จากข่าวการลาออก ค่อนข้างโอเว่อไปหน่อย

Alphabet ยังคงแข็งแกร่งจากรายได้ cloud โต 82% และ margin ขยายเป็นตัว

ตลาดไปคิดว่า Dean และทีมออกไปเป็นคู่แข่ง ทั้งที่ Discovery Loop ยังผูกกับ Google ผ่านการลงทุนและ cloud partnership

นี่คือ spin-off ที่ Google ควบคุมทิศทางได้บางส่วน ไม่ใช่การเสียแนวรบให้ OpenAI/Anthropic โดยตรง

ส่วนสำคัญกว่าการลาออกของ Dean คือการที่ Hassabis ถอยจาก day-to-day — นี่คือสัญญาณ governance เปลี่ยนแปลงจริง เพราะ Hassabis เคยถูกมองเป็นตัวเก็ง CEO คนต่อไปของ Alphabet และตอนนี้อำนาจบริหาร Gemini ตกไปอยู่กับ Kavukcuoglu ที่ตลาดยังไม่รู้จักในระดับเดียวกัน ความเสี่ยงจริงคือ ex*****on risk ในช่วงเปลี่ยนผ่านทีม ไม่ใช่การสูญเสีย IP หรือ talent แบบถาวร

ระดับ valuation ที่ P/E 17x ต่ำสุดในกลุ่ม mega-cap (เทียบ META 21x, MSFT 27x) ทำให้ downside จากเหตุการณ์นี้ค่อนข้างจำกัด นี่มีลักษณะเป็น noise-driven pullback ในหุ้นที่ fundamentals ยังแข็งแรง มากกว่าจุดเริ่มต้นของ thesis break

05/08/2026

แอดรวมสรุปงบ Mag 7 ให้ดูที่เดียวง่ายๆเลยละกัน

ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าปฏิกิริยาของราคาหุ้นรอบนี้ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลักๆ ครับ

ถ้า Capex (งบลงทุน) เพิ่มขึ้น แล้วประมาณการกำไร Q3 เพิ่มตามหรือไม่?

หรือ

รายงานงบ "ก่อน" หรือ "หลัง" เหตุการณ์การถูกบังคับขายจาก Situational Awareness (SA)

มาดูกันเลย

💻 MSFT (Microsoft)
งบ MSFT รอบนี้พอจะให้ทิศทางว่า Co-Pilot ยังมีโอกาสเป็นผู้ชนะในฝั่ง Enterprise AI ระยะยาว เพราะมันทำงานอยู่บน Ecosystem ของ Microsoft 365 ที่องค์กรใช้อยู่แล้ว ซึ่งตอนนี้มีผู้ใช้งาน M365 แบบจ่ายเงินสูงถึง 450 ล้านบัญชี แต่เพิ่งมี Co-Pilot แค่ 30 ล้านบัญชีเอง

Microsoft ให้ตัวเลขประมาณการ Q3 สูงไปกว่าที่ตลาดคาดอีก โดยที่ไม่ต้องเพิ่ม Capex
ส่วน Azure เติบโตเร่งตัวขึ้นจาก 39% เป็น 43% YoY และตั้งเป้าไว้ที่ 45% ใน Q3 ผลจากการถูกบังคับขายของ SA และงบที่สวยงามเป็นแรงส่งให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้น +16% ในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นการบวกในวันเดียวที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 5 ในประวัติศาสตร์ของบริษัทเลย 🔥

📱 META
น่าเสียดายที่ META รายได้และกำไรจากการดำเนินงานใน Q3 ปรับตัวลดลง แถมยังเพิ่มงบ Capex และ Opex ขึ้นไปอีก ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่มีการประกาศแผนการทำ Public Cloud หรือเปิดขาย API สำหรับตัว โมเดลพื้นฐานเพื่อสร้างรายได้กลับมาอย่างชัดเจน ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลง -8% ในวันพฤหัสบดี (ซึ่งจริงๆ อาจจะร่วงหนักกว่านี้ ถ้าไม่มีแรงซื้อคืนจากเหตุการณ์ SA)

📦 AMZN (Amazon)
แม้ว่าจะคาดการณ์รายได้และกำไร Q3 ต่ำกว่าที่บทวิเคราะห์คาดไว้ พร้อมกับเพิ่ม Capex แต่ AWS เป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย รายได้เติบโตพุ่งขึ้นจาก 28% ใน Q1 เป็น 37% ใน Q2 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด Q4 ปี 2021 ส่วน Margin จากการดำเนินงานก็ขยายตัวขึ้น 1% QoQ ส่งผลให้หุ้นพุ่งขึ้น +15% ในวันศุกร์ หลังจากที่บวกไปแล้ว 4% ในวันพฤหัสบดี ตามแรงกว้านซื้อหุ้นกลุ่ม AI ของนักลงทุน

🔍 GOOGL (Alphabet / Google)
ยังคงเป็น "ผู้ชนะระยะยาว" ในฝั่ง Consumer AI สำหรับแอดเลย ด้วยความพร้อมของ AI Stack ที่ครบวงจรที่สุด Google เพิ่ม Capex ขึ้นคล้ายกับ Amazon และมีแนวโน้มรายได้กับกำไร Q3 ลดลง แต่ผลงานของ GCP (Google Cloud Platform) กลับทำได้เหนือกว่า AWS แบบขาดลอย!
รายได้ GCP โตเร่งตัวจาก 63% ใน Q1 พุ่งไปถึง 82% ใน Q2 พร้อม Operating Margin ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3% QoQ แต่โชคร้ายที่ Google รายงานงบล่วงหน้า 1 สัปดาห์ก่อนเกิดเหตุการณ์ถูกบังคับขายของ SA ทำให้หุ้นปรับตัวลดลง -7% ในวันถัดมา

🍎 AAPL (Apple)$AAPL ถูกมองว่าเป็นหุ้น Anti-AI มาตลอดในช่วงก่อนประกาศงบ โดยราคาหุ้นพุ่งทำ All-Time High ระหว่างวันในวันพุธ แต่หลังจากนั้นราคาหุ้นถอยลง -1% ในวันพฤหัสบดี เนื่องจากนักลงทุนหมุนเงินกลับเข้าหุ้น AI และร่วงต่อ -7% ในวันศุกร์ หลังจากการคาดการณ์รายได้และ อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

🧠 ภาพรวมและมุมมองต่อจากนี้
แอดคิดว่าการย่อตัวอย่างหนักของหุ้นกลุ่ม AI ในช่วงวันที่ 22 มิ.ย. – 29 ก.ค. ถือเป็นเรื่องดีต่อตลาดครับ มันช่วยเตือนสติให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง และเห็นถึงความเสี่ยงของการใช้ Leverage ที่สูงเกินไป อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องคอยเฝ้าระวังต่อจากนี้คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (Bond Yield) ที่ทำนิวไฮในรอบ 20 ปี และความขัดแย้งในสงครามอิหร่านที่ยังไม่คลี่คลาย

สรุปได้ว่า จากการประกาศผลประกอบการของ Mag7 ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา บวกกับเหตุการณ์การบังคับขายของ SA

เงินลงทุนกำลังย้ายจาก Model Layer (ซึ่งเริ่มกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ทดแทนกันได้) ไปสู่ Infrastructure Layer ซึ่งรวมถึงผู้ให้บริการ Public Cloud ทั้งหลาย และผมเชื่อว่าจุดต่ำสุดระยะสั้นของรอบนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมาครับ 📈👍

⚠️⚠️หมายเหตุ: บทความนี้ไม่มีจุดประสงค์ชักชวนให้ลงทุนแต่อย่างใด แต่เพื่อเป็นประโยชน์ให้เห็นถึงภาพกว้างโดยนำเสนอสถิติย้อนหลัง หากจะลงทุนใดๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดถึงฐานะทางการเงินของบริษัท แนวโน้มเศรษฐกิจมหภาค และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างระมัดระวัง

31/07/2026

ตลาดเด้งตามที่โพสต์เมื่อวาน บอกไว้ (ลิงค์อยู่ในคอมเมนต์)

สาเหตุนึงที่สำคัญมากน่าจะมาจากคนโดน force sell หมดแล้ว

แอดขอยกตัวอย่างกองทุนนึงที่ใหญ่มากและโดน force sell ให้ดูว่ามันน่ากลัวขนาดไหน

เมื่อคืนมีข่าวใหญ่ในตลาดหุ้นสหรัฐคือ Situational Awareness LP ของ Leopold Aschenbrenner ถูกบังคับให้ขาย (forced liquidation / forced unwind) พอร์ตหุ้นเกือบทั้งหมด หลังโดนแรงกดดันจาก leverage และการร่วงของหุ้น AI Infrastructure ในเดือนกรกฎาคม โดยผู้รับซื้อพอร์ตหลักคือ Citadel ของ Ken Griffin ⁠

มาดูประวัติของนาย Leopold กัน

เขาอดีตนักวิจัย OpenAI ที่ก่อตั้ง Situational Awareness LP ปลายปี 2024

เคยมี AUM สูงกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ เคยทำผลตอบแทนสะสมสูงสุด +439% ภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 จนกลายเป็นหนึ่งในกองทุนที่ถูกจับตามองที่สุด

ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ทำไมโดน Force sell กัน ล้อมวงเข้ามาครับ

เขาใช้ Leverage สูงมาก (มีรายงานว่าประมาณ 4 เท่า)

พอร์ตเขากระจุกตัวอยู่ในธีม AI Infrastructure

พอหุ้นใน theme นี้ลง มันก็ลงพร้อมกันหมด คนใช้ leverage จะโดนเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) พูดง่ายๆคือต้องเติมเงินเพิ่มไม่ให้พอร์ตแตก

สุดท้ายพอเติมเงินไม่ไหว ก็จำเป็นต้องปิดสถานะโดยการขายพอร์ตหุ้นจำนวนมากให้ Citadel ⁠

อันนี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการคิดถูก แต่คำนวนความเสี่ยงผิด

ส่วนหุ้นที่โดนขายออกมานั้น (ตัวจี๊ดทั้งนั้น) ตามรายงานการถือหุ้นที่แจ้งมาก่อนหน้าพอจะคาดได้ว่ามีประมาณนี้

* NBIS
* CoreWeave (CRWV)
* IREN
* Core Scientific (CORZ)
* Bloom Energy (BE)
* SanDisk (SNDK)
* Applied Digital (APLD)
* กลุ่ม Bitcoin Miner ที่ทำ AI Datacenter
* หุ้นพลังงานสำหรับ AI

แต่ละตัว มันๆทั้งนั้นใช่ไหมครับ

แต่จุดที่ต้องใส่ดอกจันทน์ไว้เลยคือ

Citadel ซื้อเฉพาะพอร์ตหุ้นตลาดหลักทรัพย์โดยไม่แตะอะไรนอกตลาดหุ้น


โดยเฉพาะ Anthropic ซึ่ง Leopold ยังคงถืออยู่ และถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากที่สุดของกองทุนในตอนนี้ ⁠

ถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะมองว่า Forced seller อาจจะถูกบังคับขายหมดแล้ว หุ้นพวกนี้เลยดีดกลับแรงทันทีหลังข่าวออก ⁠

เราลองทบทวนเรื่อง AI ครึ่งปีแรกของ 2569 นี้ เกิดอะไรขึ้นบ้าง

Kimi K3 เป็น “ตัวเร่ง” ให้ AI Trade เปลี่ยนผู้นำ

หุ้น AI Infrastructure หลายตัวเริ่มเสีย Momentum

แค่ 2 เรื่องนี้ก็ทำให้นักลงทุนที่ใช้ Leverage สูงในธีมเดียวแทบกระอักเลือด

สิ่งที่เกิดกับ Leopold น่าจะเป็น Forced Deleveraging มากกว่าการที่ Thesis เรื่อง AI ผิด

ที่อยากเตือนเพื่อนๆคือ การใช้ Leverage สูงในหุ้นที่มี Correlation กันมาก ทำให้ไม่สามารถอยู่รอดระหว่างทางได้

สำหรับนักลงทุนระยะกลาง เราก็ต้องติดตามข่าวนี้ว่าหลังจาก Citadel รับพอร์ตไปแล้ว จะมีการทยอยกระจายขายต่อหรือถือไว้ เพราะมันมีผลต่อแรงกดดันของราคาหุ้นในช่วงถัดไปด้วย ⁠

ตลาด Bottom ไปแล้วรึยังน่ะหรอ

แอดคิดว่า มีโอกาสสูงที่จะเป็น “Trading Bottom” แต่ยังไม่กล้าพูดว่าเป็น “Cycle Bottom” นะครับ

สองอย่างนี้ต่างกันมาก

Trading Bottom = เด้งได้ 2-8 สัปดาห์

Cycle Bottom = กลับเข้าสู่ขาขึ้นรอบใหม่หลายเดือน

ตอนนี้แอดเองให้น้ำหนักประมาณ

70% เป็น Trading Bottom
30% เป็นเพียง Dead Cat Bounce ก่อนลงต่อ

ลองดูเรื่องราวแง่บวก

1. Forced seller น่าจะหายไปแล้ว นี่เป็นประเด็นสำคัญที่สุด เมื่อคืนตลาดรู้ว่าคนที่ “จำเป็นต้องขาย” ขายหมดแล้ว ต่างจากเมื่อสองวันก่อนที่ทุกคนไม่รู้ว่าจะมีหุ้นออกมาอีกเท่าไร

2. ลักษณะการเด้งเป็นการเด้งแรงและกระจายมาก ซึ่งเป็นพฤติกรรมของ Position Unwind จบมากกว่ามีข่าวดีบริษัทเดียว

3. Google ยังคงเพิ่ม Capex ไม่ได้ลดการลงทุน AI Meta ก็ยังลงทุน Microsoft ก็ยังลงทุน

ดังนั้น Demand ของ Infrastructure ไม่ได้หายไป

แต่ที่หายไปคือนักลงทุนที่ใช้ leverage ซึ่งเป็นคนละเรื่อง

แต่สิ่งที่ยังทำให้แอดยังไม่กล้าฟันธงว่า Bottom ไปแล้วล่ะ ก็เพราะ

1. Valuation ยังแพง แม้ลงมาแรง หลายบริษัทก็ยังซื้อขายบน Revenue Multiple สูง

ดังนั้นถ้า Bond Yield กลับขึ้น หุ้นพวกนี้จะโดนกดอีก

2. Citadel เพิ่งรับของมา เราไม่รู้ว่า Citadel จะถือยาวมั้ย จะทำ Hedge ยังไง หรือทยอยกระจายขายเลยทันที

3. ยังไม่รู้ว่ามี Leopold คนที่สองไหม นี่คือสิ่งที่ผมกังวลที่สุด

ถ้ามีอีก 2-3 กอง ตลาดก็อาจโดนรอบสองได้ ⁠

แอดขอเฝ้าสังเกต 3 อย่างในสัปดาห์หน้า

1. Volume

ถ้าหุ้นเด้ง แต่ Volume ลดอาจเป็นแค่ Short Covering

แต่ถ้าเด้ง + Volume สูง แปลว่าเม็ดเงินเพื่อการลงทุนเริ่มกลับเข้าสะสม

2. Relative Strength

คราวนี้ผมจะดู AI Infrastructure เทียบ SOXX Nasdaq

ถ้า NBIS BE IREN เริ่ม Outperform Nasdaq ต่อเนื่องหลายวัน ผมจะเริ่มเชื่อว่า Bottom มีน้ำหนักมากขึ้น

3. Bond Yield

ถ้า Yield ลง Growth จะวิ่งง่าย แต่ถ้า Yield เด้งแรง หุ้นพวกนี้จะโดนกดก่อน

สรุปความเห็น

แอดคิดว่าความเป็นไปได้ที่ จุดต่ำสุดระยะสั้น (Trading Bottom) จะเกิดขึ้นเมื่อคืนมีน้ำหนักค่อนข้างสูง เพราะองค์ประกอบหลายอย่างสอดคล้องกัน ได้แก่

- การบังคับขายของกองทุนรายใหญ่ดูเหมือนจะสิ้นสุดลง
- หุ้นทั้งกลุ่ม AI Infrastructure ฟื้นพร้อมกัน แทนที่จะเป็นรายตัว
- ปัจจัยพื้นฐานด้านการลงทุน AI ของ Hyperscaler ยังไม่ได้เปลี่ยนไปในทางลบ

แต่ขอออกตัวยังไม่ฟันธงว่าเป็น Bottom รอบใหญ่ จนกว่าจะเห็นการยืนยันเพิ่มเติม เช่น การฟื้นตัวต่อเนื่องหลายวัน การที่หุ้นกลุ่มนี้เริ่ม Outperform Nasdaq และ SOXX อย่างชัดเจน และไม่มีข่าวการบังคับ forced sell กองทุนรายใหญ่อีกรอบ

30/07/2026

ตลาดหุ้นแค่พักฐานหรือสิ้นสุดขาขึ้นแล้วน่ะหรอ

ในฐานะนักลงทุน แอดไม่ได้โฟกัสอยู่กับข้อมูลที่สนับสนุนสมมติฐานการลงทุนของตัวเองเท่านั้น

แต่ยังคงมองหาข้อมูลที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เราคิดโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธีมการลงทุนที่เป็นที่ชื่นชอบและยอมรับกันอย่างแพร่หลายทั่วโลกอย่าง AI

แอดยังคง “bias” ว่า เราเพียงแค่วิ่งไปเจอ "ลูกระนาด" ที่เป็นแค่อุปสรรคชั่วคราว

แต่คำว่า "ลูกระนาด" ก็อาจจะสร้างความเจ็บปวดได้แสนสาหัสเหมือนกันนะครับ

ย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 1995 และปี 1997 ดัชนีกลุ่ม Semiconductor เคยปรับตัวลดลงอย่างแรงกว่า 50%

แต่ถึงกระนั้น ตั้งแต่เริ่มจนจบรอบ ดัชนีเดียวกันนี้ก็ยังคงพุ่งขึ้นสุทธิราวๆ 850% นับตั้งแต่สิ้นปี 1994 ไปจนถึงจุดสูงสุดของยุคอินเทอร์เน็ตบูมในเดือนมีนาคม ปี 2000

นอกจากนี้ ในยุคนั้นการย่อตัวลงแรงๆ ดังกล่าวต่างก็มีปัจจัยพื้นฐานขับเคลื่อนอยู่ โดยในปี 1995 ระบบปฏิบัติการ Windows 95ไม่ได้นำไปสู่รอบการอัปเกรดเครื่องครั้งใหญ่ตามที่ตลาดคาดหวัง ส่งผลให้บริษัทต่างๆ มีสต็อกสินค้า DRAM ค้างอยู่เป็นจำนวนมาก

ส่งผลให้หลายบริษัทต้องทำการตั้งสำรองขาดทุนกันมหาศาล

แต่ปัจจุบันนี้ยังไม่เกิดภาวะสินค้าคงคลังล้นเกินความต้องการใช้แต่อย่างใด

ในปี 1997 วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งก็บีบให้ demand สินค้าต่างๆชะลอตัวลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

ในตอนนี้ แม้ว่าสงครามอิหร่าน – สหรัฐฯ และสงครามยูเครน – รัสเซียจะสร้างปัญหาไม่ใช่เบา แต่เท่าที่แอดเห็น มันกลับไม่ได้ทำให้ demand ต่างๆหายไปจากตลาดมากนัก

ในมุมมองทางเทคนิค การถูก Forced Sell และการถูก Margin Calls ทั้งในบัญชีรายย่อยและกองทุน Hedge Fund ที่มักจะใช้ Leverage สูงในช่วงสัปดาห์สองสัปดาห์ที่ผ่านมา กำลังนำเราไปสู่ "จุดต่ำสุดทางเทคนิค" (Technical Bottom)

ลองมามองดูดัชนีที่สำคัญๆบ้าง

นับตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน S&P ปรับตัวลดลงเพียง 2.1% และ Nasdaq ลดลง 6.6%

ที่น่าตกใจคือดัชนี SOX กลับร่วงลงไปถึง 28.6%

ด้านดัชนี Morgan Stanley Momentum ลดลง 38.0%

ดัชนี Momentum TMT (Tech, Media, Telecom) ของพวกเขาร่วงลงไปสูงถึง 53.5%

ความรุนแรงดุเดือดของการร่วงลงในเวลาเพียงแค่ราวๆ หนึ่งเดือนนี้นับว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในบางกรณี

ถ้าแอดคิดไม่ผิด ทั้งหมดนี้อาจเป็นการล้างไพ่เพื่อเล่นเกมใหม่ ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์พอร์ตแตกแบบ Archegos ซ้ำสอง

ในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน การมาถึงของ Agentic AI อาจกล่าวได้ว่าเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 มกราคม จากการเกิดขึ้นของ OpenClaw ซึ่งระบบนี้จำเป็นต้องใช้จำนวน Token มากกว่า AI แบบแชตโต้ตอบปกติถึง 10 ถึง 100 เท่า

กลุ่มบริษัทชั้นนำกำลังพยายามลดการใช้ Token ลง ซึ่งเป็น 1 ในตัวสร้างลูกระนาดครั้งนี้

แต่บริษัททั่วไปเกือบทั้งหมดที่เหลือนั้นยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นเร่งขยายการใช้งานอยู่

โดยสรุปแล้ว ความเห็นส่วนตัวของแอด คิดว่า เราน่าจะอยู่ในโซน bottom ของการลงแล้ว

และมีแนวโน้มที่จะเกิดการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง (Strong rally) รออยู่ข้างหน้า ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากลูกระนาดรอบล่าสุดนี้

เหลือแค่รอเวลาเครื่องพิสูจน์ครับ

27/07/2026

สถานการณ์ล่าสุด

สัญญาฟิวเจอร์สปรับตัวขึ้น บิตคอยน์ปรับตัวขึ้น และราคาน้ำมันปรับตัวลง เนื่องจากมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่าน ได้ยุติการโจมตีตอบโต้กันไว้ชั่วคราว

เดิมทีทรัมป์ถูกคาดหมายว่าจะสั่งเปิดการโจมตีในวันศุกร์ แต่เขาได้สั่งระงับไว้ ส่งผลให้การแก้แค้นของอิหร่านต้องหยุดลงตามไปด้วย เพราะไม่มีชนวนเหตุให้ต้องตอบโต้

เราไม่แน่ใจว่านี่คือสัญญาณของความก้าวหน้าที่แท้จริง ซึ่งจะนำไปสู่สิ่งที่มีความหมายได้หรือไม่ แต่ถ้ามันจะมีช่วงเวลาไหนที่เหมาะสำหรับการหยุดยิงสักรูปแบบหนึ่ง มันก็ควรจะเป็นช่วงเวลานี้แหละ... ช่วงที่:

* ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ทะลุ 4.7%

* ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 25% ภายในเดือนเดียว

* กลุ่มธุรกิจที่เป็นหัวเจาะหลักในการเติบโตของกำไรดัชนี S&P 500 (SMH) ร่วงลงไปถึง 16%

* โอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยสำหรับเดือนตุลาคมพุ่งเกิน 75%

* ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐฯ ทะลุ 4 ดอลลาร์/แกลลอนอีกครั้ง

การยกระดับความรุนแรงใดๆ มีแต่จะนำไปสู่อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนในตลาดหุ้น ซึ่งชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมแน่ๆ

ข่าวใหญ่เมื่อวันศุกร์คือ การที่จีนได้หารือกับทรัมป์และให้คำมั่นว่าพวกเขาจะไม่ขายอาวุธให้แก่อิหร่านอย่างแน่นอน ในขณะที่สื่ออื่นๆ รายงานว่า จีนกำลังพยายามเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอยู่ด้วยซ้ำ

บางทีเรื่องนี้อาจมีมูลอยู่บ้าง เพราะ ทรัมป์ได้ตอบคำถามนักข่าวเมื่อวันศุกร์ไว้ว่า "เรากำลังคุยกับพวกเขาอยู่ บางทีมันอาจจะไม่มีจุดแตกหัก หรือบางทีมันอาจจะมีก็ได้" ซึ่งเป็นนัยว่าอาจมีการเจรจาเชิงบวกเกิดขึ้นมากกว่าที่เห็น แม้ว่าการเจรจาหลายๆ ครั้งในช่วงหลังมานี้จะไม่เคยนำไปสู่สันติภาพที่ใกล้เคียงขึ้นเลยก็ตาม

สัปดาห์นี้มีรายงานผลประกอบการของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง ทั้ง MSFTMETA HOODAAPL AMZNSOFI RDDTV UPSMA และอีกมากมาย ควบคู่ไปกับการประชุม FOMC ในวันพุธ ซึ่งจะเป็นการประชุมครั้งที่สองของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ในฐานะประธานเฟด

หวังว่าเราจะได้รับข่าวดีที่ช่วยผ่อนคลายสถานการณ์บ้าง เพราะการยกระดับความขัดแย้งเพิ่มเติม มีแต่จะสร้างบรรยากาศที่ไม่น่ามองให้กับเงินเฟ้อ สินทรัพย์เสี่ยง และโอกาสในการลดอัตราดอกเบี้ย

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ World Stock Alert โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์