Planner's way อยากมีความสุข ต้องรู้จักวางแผน ทั้? (2009-2011, 2012-2014)
Independent Financial Planner (2014-)
FB : Aey Siwat

By ศิวัตม์ สิงหสุตกร
Financial Planner / Financial Advisor /
FChFP, IP
ปริญญาตรี : เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ (การเงินธนาคาร)
ปริญญาโท : MBA, University of Wales Institute, Cardiff (Corporate Finance)
Credit Analyst, KTB Plc.Co.,Ltd.

27/10/2023

จากประสบการณ์การทำงานในบทบาทนักวางแผนการเงินมาเกือบ 10 ปี สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ อาจจะเรียกได้ว่า อยู่ในจุดที่ท้าทายที่สุด ตั้งแต่ผมทำงานมาเลยก็ว่าได้

เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและตลาดทุนในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา สามารถเรียกได้ว่า อยู่ในช่วงภาวะ "วิกฤติ" ได้อย่างเต็มปาก

ซึ่งนั่นส่งผลต่อผลการลงทุนของลูกค้าทุกท่านที่ผมดูแลอยู่อย่างมาก แม้ภาวะผลขาดทุนในระดับติดลบประมาณไม่เกิน -20% ในช่วงที่ผ่านมา อาจจะดูเหมือนไม่มาก แต่มันก็มากเพียงพอที่จะล้างผลกำไรสะสมในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นไปหมดจนกลายเป็นอยู่ในภาวะขาดทุนกันทุกราย ซึ่งมันส่งผลต่อสภาพจิตใจและความรู้สึกของผู้ลงทุนอยู่ไม่น้อย ทั้งเจ็บปวด ทั้งเสียดาย ที่ต้องเห็นกำไรที่เคยค่อยๆสะสมมาหลายปี หายไปหมดในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

ภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้น มันเริ่ม "สั่นคลอนความเชื่อ" ของลูกค้าหลายๆท่าน ที่เคยเข้าใจในหลักการและเหตุผลของแผนการลงทุนที่เคยวางไว้ ว่าตลาดทุนมีภาวะขึ้นลงได้เป็นธรรมดา เรามีโอกาสเจอได้ทั้งปีวิกฤติ และปีที่ตลาดขึ้นแรง ถ้าเราสามารถทนถือพอร์ตการลงทุนของเราได้นานพอ (ด้วยการจัดพอร์ตผสมสินทรัพย์ต่างๆเพื่อกระจายความเสี่ยง ให้สามารถทนรับความผันผวนได้) แต่เมื่อในช่วงเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา ตลาดยังไม่เคยได้สัมผัสกับช่วงเวลาที่ตลาดขึ้นแรงๆจากปัจจัยพื้นฐานของสินทรัพย์นั้นๆอย่างแท้จริงเลย (ปี 2020-2021 ที่ตลาดขึ้นแรง ก็เพราะจากการกระตุ้นเศรษฐกิจและการอัดฉีดของธนาคารกลางแต่ละประเทศในช่วงโควิด ไม่ได้เกิดจากการเติบโตของปัจจัยพื้นฐานจริงๆ มันจึงเป็นการเติบโตจากการ "เฟ้อ" ของราคาแบบปลอมๆเป็นหลัก ซึ่งไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน)

นั่นทำให้ลูกค้าหลายคนเริ่มขาดความเชื่อมั่น และเริ่มตั้งคำถามแล้วว่า แผนการลงทุนที่เคยวางไว้ จะสามารถเป็นไปได้ตามแผนจริงๆหรือ? ปีที่ตลาดขาขึ้นมันมีจริงๆรึเปล่า? จนบางท่านเริ่มละทิ้งหลักการและเหตุผลที่เคยยึดถือไว้ ด้วยการขายสินทรัพย์ที่ขาดทุน, หยุดรักษาวินัยในการลงทุน จากความกลัวและความกังวลที่รุนแรงเกินกว่าที่จะยึดถือหลักการที่เคยศึกษาไว้ได้

ในฐานะนักวางแผนการเงิน และผู้ให้คำแนะนำในการลงทุน ที่พวกเราได้ศึกษาหลักวิชาความรู้ และค่าสถิติต่างๆในตลาดทุนมาจากฐานข้อมูลจำนวนมาก ผมคงอยากจะพูดว่า แน่นอนว่า ช่วงเวลาเราผ่านมานั้น อาจจะเจอกับช่วงเวลาที่แย่ๆมากกว่าช่วงที่ดีๆ ช่วงที่ดี ก็มีดีไม่มาก แต่ช่วงที่แย่ กลับเจอแย่อย่างหนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่มีโอกาสได้เจอช่วงเวลาที่ดีเลย

เพียงแต่เรายังไม่เคยเจอ ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีอยู่จริง

แน่นอนว่า วิกฤติเงินเฟ้อในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่วิกฤติแรกที่เพิ่งเคยเกิดในตลาดทุน ในรอบศตวรรษที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐเคยผ่านวิฤติมาหลายต่อหลายครั้ง ทั้งวิกฤติราคาน้ำมัน ในช่วงทศวรรษที่ 30, วิกฤติดอทคอมในช่วงต้นปี 2000 หรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในตลาดอสังหาช่วงปี 2008

และทุกครั้งที่ผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ ตลาดทุนก็มักจะกลับมาบวกแรง หลายครั้งก็บวกยาวต่อเนื่องหลายปี เสมือนเป็นรางวัล ให้กับคนที่เชื่อมั่น และอดทนมากพอ จนสามารถผ่านช่วงเวลาดังกล่าวมาได้ ในขณะที่คนส่วนใหญ่หมดศรัทธา ทนไม่ไหว และออกจากตลาดไปก่อน

ผมเองเคยผ่านช่วงเวลาวิกฤติเศรษฐกิจและตลาดทุนมาบ้าง 2-3 ครั้ง แต่ก็ยอมรับอย่างตามตรงว่า วิกฤติในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ตนเองได้สัมผัสอย่างแท้จริง ทั้งในส่วนของรายได้, เงินออมเงินลงทุนส่วนตัว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนของงาน ที่มีภาระต้องดูแลรับผิดชอบคำแนะนำในการลงทุนให้กับลูกค้าหลักร้อยราย มูลค่าเงินลงทุนรวมกันหลายล้านบาท จึงเข้าใจดีแล้วว่า หลายท่านรู้สึกอย่างไร (และนักวางแผนก็ยิ่งรู้สึกมากกว่านั้นเป็นทวีคูณ จากการต้องรับผิดชอบดูแลคำแนะนำในเงินลงทุนของลูกค้าหลายร้อยราย)

ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากให้ทุกท่านเข้าใจในวัฏจักรทางเศรษฐกิจ และยังสามารถรักษาความมีเหตุและผลในการลงทุนตามแผนเอาไว้ได้ แม้จะเครียดหรือเจ็บปวดแค่ไหน ก็ขอให้ท่านรับรู้ไว้ว่า ยังมีพวกเราที่จะคอยเคียงข้าง และช่วยประคับประคองให้ท่าน ผ่านพ้นช่วงเวลาแบบนี้ไปได้ด้วยกัน

ภาวะตลาด ก็เหมือนชีวิตของคนเรา ที่มีขึ้นมีลง ถ้าเรามีช่วงเวลาที่ยากลำบาก มันก็จะต้องมีช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ และสำหรับชีวิตที่วางแผนมาดี แม้จะเจออุปสรรคอีกสักกี่ครั้ง เราก็จะกลับมาได้ และจะเติบโตขึ้นกว่าเดิมไปเรื่อยๆ

ฟ้าหลังฝน ย่อมสวยงามเสมอ

ขอให้เราอดทนพอจนกว่าจะถึงเวลานั้นไปด้วยกันครับ....


สิ่งที่นักวางแผนหน้าใหม่มักจะคิดเมื่อต้องหาลูกค้า คือทำยังไงก็ได้ ให้เราหาลูกค้าให้ได้เยอะที่สุด เพราะยิ่งหาได้เยอะ เราก...
26/10/2023

สิ่งที่นักวางแผนหน้าใหม่มักจะคิดเมื่อต้องหาลูกค้า คือทำยังไงก็ได้ ให้เราหาลูกค้าให้ได้เยอะที่สุด เพราะยิ่งหาได้เยอะ เราก็มีโอกาสขายได้เยอะตาม ทำยังไงก็ได้ ขอให้มีโอกาสขายได้เอาไว้ก่อน

นั่นเป็นวิธีการขาย หรือการหาลูกค้ามาวางแผนที่ผิดพลาดอย่างที่สุดเลยนะครับ

สำหรับในเรื่องนี้ ผมอาจจะขอหยิบยกบริบทของนักขายที่ดีมาพูดถึงสักหน่อย เพราะมันสามารถใช้กับงานนักวางแผนการเงิน หรืออาชีพอื่นๆที่ต้องเกี่ยวกับการหาลูกค้าได้ทั้งหมด

เรามักจะคิดว่า นักขายที่เก่ง คือคนที่สามารถจะขายใครก็ได้ที่เขาเจอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับเป็นเรื่องตรงกันข้ามเลยครับ เพราะนักขายที่เก่ง คือนักขายที่รู้ว่า เขาควรจะขายใครต่างหาก

นักขายที่เก่ง จะไม่ขายแบบหว่านแห แต่จะหากลุ่มลูกค้าที่เหมาะสมกับสินค้าหรือบริการของเขา แล้วจึงค่อยเจาะไปในกลุ่มลูกค้านั้น เราจึงเห็นว่า ทำไมอัตราการปิดการขายของนักขายเก่งๆจึงสูงนัก นั่นก็เพราะเขาสกรีนและคัดเลือกกลุ่มลูกค้าที่เหมาะสมเบื้องต้นมาก่อนแล้ว ทำให้โอกาสที่เขาจะขายได้จึงมีสูงขึ้นเป็นธรรมดา

เหนือไปกว่านั้นคือ สำหรับนักขายที่เก่ง แม้จะเจอลูกค้าที่อยากจะซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากเขามากแค่ไหน ถ้าเขาเห็นว่า ไม่ใช่ลูกค้าที่เหมาะสมกับสินค้าหรือบริการของเขา เขาจะปฏิเสธไม่ยอมขายหรือให้บริการคนคนนั้นด้วยซ้ำ

โดยรวมแล้ว พูดง่ายๆก็คือ นักขายที่เก่ง เขาจะรู้จัก "คัดเลือกลูกค้า" ครับ

สาเหตุก็เพราะ นักขายที่เก่งย่อมรู้ดีว่า ไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะจะเป็นลูกค้าของสินค้าหรือบริการที่เราขาย และถ้าเรายังดึงดันรับคนกลุ่มนี้เข้ามาดูแลเป็นลูกค้าแล้ว เขามีสิทธิ์สร้างปัญหาให้เรามากกว่าผลประโยชน์ที่เราจะได้รับ ซึ่งเทียบกันแล้วมันอาจจะไม่คุ้มค่ากันอย่างสิ้นเชิง

=======================

เช่นเดียวกันกับการให้บริการในรูปแบบของนักวางแผนการเงิน ถ้าเราพยายามชักจูงให้คนทั่วไปทุกคนมาเป็นลูกค้าเรา โดยไม่พยายามคัดกรองลูกค้าที่เหมาะสม เราอาจจะต้องมานั่งปวดหัวในการคอยดูแลลูกค้าเจ้าปัญหาคนนี้ในระยะยาวแทนก็เป็นได้

เคสคลาสสิกที่เราอาจมีโอกาสได้พบเจอบ่อยๆคือ ลูกค้าบางคนอาจจะมี "ความคาดหวัง" ในการให้บริการของเรา สูงเกินกว่าเราจะสามารถ (หรือยินดี)​ให้บริการได้ โดยเฉพาะในเรื่องของการให้คำแนะนำเรื่องการลงทุน เช่น อยากจะให้เราคอยอัพเดตข้อมูลข่าวสารการลงทุนให้เป็นประจำ, คาดหวังให้เราแนะนำการปรับพอร์ตที่แม่นยำ ที่จะช่วยให้หลบเลี่ยงผลขาดทุนในช่วงที่ตลาดไม่ดีได้ หรือสามารถแนะผลิตภัณฑ์การเงินแบบพิเศษ ที่ทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง โดยมีความเสี่ยงต่ำ ที่คนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายๆ หรือคาดหวังจะให้เรามีบริการแบบพิเศษ มีส่วนลด หรือของสมนาคุณต่างๆ เป็นต้น

ความต้องการเหล่านี้ หากเราไม่เคยพูดคุย ชี้แจง หรือทำความตกลงกับลูกค้าก่อนจะเริ่มให้บริการ ก็มีโอกาสสูงมากที่เราจะไม่สามารถดูแลให้บริการลูกค้าไปได้ตลอดรอดฝั่งจนอาจจะต้องขอปฏิเสธการให้บริการต่อ (หรือที่เรียกว่าการ "เท" ไม่ว่าเราจะเทลูกค้า หรือลูกค้าเทเราก็ตาม)​ หรือหากจะดึงดันให้บริการต่อ เราก็อาจจะต้องใช้พลังกายพลังใจพลังชีวิตอย่างสูงมากๆที่จะดูแลลูกค้าลักษณะนี้ จนเราอาจจะไม่เหลือพลังกายพลังใจไปดูแลลูกค้าคนอื่นๆ

ดังนั้นแล้ว ต่อให้เราจะเป็นหน้าใหม่ไร้ประสบการณ์แค่ไหน สิ่งที่เราควรจะทำก็คือการพยายาม "คัดกรอง" ลูกค้า ที่น่าจะมีทัศนคติความเชื่อที่เหมาะสมกับบริการของเราก่อน ซึ่งสำหรับลูกค้าที่เหมาะจะมาวางแผนการเงินแบบองค์รวม แน่นอนว่า ควรจะต้องเป็นคนที่มีความตระหนัก เห็นถึงความสำคัญของการจัดการเงินตัวเอง แต่อาจจะไม่มีความรู้หรือเวลามากพอที่จะจัดการเรื่องต่างๆด้วยตัวเองได้อย่างถูกต้อง และกำลังมองหาคนที่สามารถช่วยเหลือเขาตรงจุดนี้ได้ (เพราะงั้น เบื้องต้น เราจึงไม่ควรพยายามชักจูงคนที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ เช่น คนที่ใช้ชีวิตไปวันๆ, ไม่มีวินัยทางการเงิน หรือดูเป็นคนไม่ค่อยตั้งใจจริงจังกับชีวิต มาเป็นลูกค้า)​

เมื่อคัดกรองลูกค้าเบื้องต้นมาแล้ว ก็ใช่ว่า ทุกคนที่ผ่านเกณฑ์เบื้องต้น จะเหมาะมาเป็นลูกค้าเราทุกคน เพราะแนวทางการให้บริการของเรา ก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ตรงตามความคาดหวังของเขาก็ได้ เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้อง "บริหารความคาดหวัง" ของลูกค้า ให้ตรงกับบริการของเรา เช่น ควรมีการพูดคุยอธิบายถึงทัศนคติ หรือแก่นความเชื่อในแนวทางการลงทุน ที่เราจะให้บริการ, ชี้แจงเงื่อนไขข้อตกลง หรือข้อจำกัดต่างๆ ว่าแต่ละฝ่ายต้องทำอะไร และเราสามารถทำอะไรให้ได้ และไม่ได้ เพื่อให้ทั้งเราและลูกค้ามีความเข้าใจ และความคาดหวังที่ตรงกัน ก่อนจะให้ลูกค้าตัดสินใจใช้บริการ

อย่าลืมว่า บริการวางแผนการเงินแบบองค์รวม เป็นบริการที่ไม่เหมือนกับบริการไหนๆในโลก เพราะมันเป็นเพียงบริการเดียวที่เมื่อเริ่มต้นแล้ว ก็ต้องให้บริการกันไปตลอดชีวิต ซึ่งการจะสามารถทำแบบนั้นได้ ทั้งเราและลูกค้า จึงจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เข้าอกเข้าใจกัน พูดคุยภาษาเดียวกัน ถึงจะอยู่ด้วยกันได้อย่างยืนยาวครับ


ในวงการนักขาย มีคำกล่าวที่ว่า สิ่งที่ลูกค้าซื้อจริงๆ ไม่ใช่ "สินค้า" แต่คือ "คนขาย" ประโยคนี้คือการสื่อสารว่า แม้ลูกค้าจ...
24/10/2023

ในวงการนักขาย มีคำกล่าวที่ว่า สิ่งที่ลูกค้าซื้อจริงๆ ไม่ใช่ "สินค้า" แต่คือ "คนขาย"

ประโยคนี้คือการสื่อสารว่า แม้ลูกค้าจะมีความสนใจสินค้านั้นแค่ไหน แต่ถ้ามันหาซื้อได้ทั่วไป ทีนี้ก็อยู่ที่ว่า เขาจะเลือกซื้อกับใคร และเหตุผลอะไร ที่เขาจะต้องมาซื้อกับเรา ทั้งที่เขาสามารถซื้อกับใครก็ได้ ดังนั้น เราจึงต้องมีคุณสมบัติบางอย่าง ที่พิเศษกว่าคนอื่น เพื่อให้ลูกค้าประทับใจ และมองเราเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ

ซึ่งหนึ่งในคุณสมบัติขั้นต้นที่สำคัญ สำหรับนักวางแผนการเงิน ก็คือ "ความน่าเชื่อถือ" นี่แหละครับ

เพราะความน่าเชื่อถือ มันส่งผลต่อความมั่นใจในการตัดสินใจของลูกค้า ว่ายินดี เต็มใจ หรือเชื่อมั่น ที่จะลงมือทำตามคำแนะนำของเราหรือไม่ ซึ่งถือเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายผลลัพธ์ของการทำงานของเราก็ว่าได้

และนี่คือคุณสมบัติทั้ง 5 ข้อ ที่ผมขอแนะนำ เพื่อสร้างความรู้สึกของความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นในใจลูกค้า ที่จะช่วยให้งานของเราสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

=======================

1. บุคลิกภาพและการแต่งกาย

การที่คนเราจะเลือกซื้ออะไรสักอย่าง บางที packaging ก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะมนุษย์อย่างเราๆที่ส่วนใหญ่ก็อาจมีการตัดสินคนตั้งแต่บุคลิกภายนอกแล้ว ว่าผ่านหรือไม่ผ่าน โดยไม่ทันต้องดูของที่อยู่ภายในด้วยซ้ำ

เราลองมาไล่ดูกันทีละเรื่องเลยดีกว่าว่า เราตัดสินคนจากภายนอกในเรื่องอะไรได้บ้าง

- องค์ประกอบของร่างกาย เช่น ผม ขน เล็บ = คงไม่ดีแน่ ถ้าเราปล่อยให้ผมยาว รุงรัง ขนจมูกหรือขนแขนขึ้นมามากเกินไป หรือปล่อยให้เล็บยาวจนดูน่ากลัว ดังนั้นเรื่องพวกนี้เราต้องเก็บ ตัดแต่ง ให้เรียบร้อยไว้ก่อนเป็นอันดับแรก

- กลิ่น = ไม่ว่าจะกลิ่นตัว กลิ่นรักแร้ กลิ่นปาก กลิ่นเท้า ต้องกลบให้สนิท หรือถ้าให้ดี อาจจะมีฉีดน้ำหอมหรือ body spray กลิ่นเบาๆบ้าง อาจจะยิ่งช่วยสร้างความประทับใจให้คู่สนทนาเพิ่มขึ้นได้ (แต่ต้องเลือกดีๆ อย่าใช้กลิ่นแรงหรือฉุนเกินไป บางคนอาจจะไม่ชอบได้เหมือนกัน)​

- การแต่งกาย = แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย พอดีๆตัว ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป ไม่นุ่งกางเกงขาสั้น หรือใส่กระโปรงสั้นเกินไป อาจจะไม่จำเป็นต้องถึงขั้นสวมเน็คไทใส่สูทตลอดเวลา (เพราะลูกค้าบางคนอาจจะรู้สึกเป็นทางการเกินไปจนอึดอัดก็ได้ ถ้ามาคุยกันในที่สาธารณะ)​ โดยรวมๆคือ แต่งกายให้เหมาะสมกับกาละเทศะและสถานที่ไว้ก่อน

- บุคลิกภาพ = คือการแสดงออกทางสีหน้า แววตา ท่าทาง น้ำเสียง การออกเสียง ที่ควรจะต้องดูสภาพ เรียบร้อย สมาร์ท มั่นใจ ไม่ตะกุกตะกัก คุ้ยแคะแกะเกา ทำตาลอยไม่สบตาลูกค้า ง่ายๆคือ อย่างน้อยก็ทำตัวให้ดูปรกติไว้ก่อน และมีสติในการแสดงออกทางพฤติกรรมอยู่ตลอดเวลา

- รูปร่าง = อาจจะไม่จำเป็นต้องหุ่นดี เป๊ะ เฟิร์ม 100% แต่อย่างน้อยก็ไม่ควรจะมีน้ำหนักมากเกินหรือต่ำจนเกินไป คงดูไม่จืด ถ้าเราแนะนำให้ลูกค้าทำประกัน ดูแลสุภาพ แต่ตัวเราเองกลับมีรูปร่างเหมือนคนไม่ดูแลตัวเอง คงไม่มีลูกค้าที่ไหนจะมาเชื่อถือคำแนะนำของเรา

=======================

2. Profile

คือส่วนที่เป็นประสบการณ์ที่ผ่านมาในอดีตของเรา เช่น สถานศึกษา, ผลการเรียน, องค์กรหรือสถานที่ที่เคยร่วมงาน, ความสำเร็จหรือผลงานในอดีต

ไม่ได้แปลว่าเราต้องมีโปรไฟล์ในเรื่องเหล่านี้อยู่ในระดับท็อป ลูกค้าถึงจะเชื่อถือเรา แต่ถ้าเราพอจะมีสิ่งเหล่านี้อยู่บ้าง เช่นผลการเรียนดี เคยทำงานในองค์กรที่มีเชื่อเสียง มีผลงานความสำเร็จบางอย่างที่จับต้องได้ มันก็สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถ หรือความมุ่งมั่นตั้งใจของเรา ว่าเป็นคนที่มีคุณภาพระดับหนึ่ง ซึ่งมันจะเป็นจุดเสริมที่อาจจะช่วยให้ลูกค้าเชื่อมั่นในตัวเราเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษได้เหมือนกัน

=======================

3. ข้อมูลความรู้

ถือเป็น "ของ" ที่อยู่ภายใน ที่เป็นคุณค่าที่แท้จริงที่เราจะสามารถสร้างประโยชน์ให้ลูกค้าได้ ต่อให้ด้านอื่นจะดีแค่ไหน มันก็เป็นเพียงองค์ประกอบเสริม แต่ถ้าข้อมูลความรู้เราไม่แน่น ไม่รู้ รู้ไม่จริง ถามอะไรก็ตอบไม่ได้ ให้คำแนะนำผิดๆถูกๆ ก็เท่ากับเราไม่มีประโยชน์สำหรับลูกค้า (หรือเผลอๆสร้างผลเสียให้อีก)​ ซึ่งก็เท่ากับความน่าเชื่อถือของเราจบลงไปโดยปริยาย

แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้แปลว่า เราจะเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง ถ้าเรื่องไหนเราไม่รู้จริงๆ (ซึ่งก็ควรจะเป็นเรื่องที่ยากระดับหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องพื้นฐานที่ยังไงก็ควรจะต้องรู้)​ เราก็ควรยอมรับตามตรงว่าไม่รู้ แต่จะขอเวลาไปหาข้อเท็จจริงมาตอบคำถามให้เร็วๆนี้ ดีกว่าเราทำตัวเป็นผู้รู้ไปซะทุกเรื่องเพื่อให้ดูเก่งดูฉลาดแบบปลอมๆ แล้วอาจจะให้คำแนะนำที่สร้างผลเสียแก่ลูกค้าหรือตัวเราเองภายหลัง เพราะบางเรื่อง ถ้าผิดพลาดพลาดไปแล้ว มันก็อาจจะไม่สามารถกลับมาแก้ไขได้

=======================

4. การสื่อสาร

เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบเสริมที่สำคัญ เพราะต่อให้เรามีข้อมูลความรู้ดี มีคำแนะนำที่ยอดเยี่ยมขนาดไหน แต่ถ้าเราไม่สามารถสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่ายๆ พูดติดอ่าง ตะกุกตะกัก วกไปวนมา จับประเด็นไม่ถูก ไม่เข้าประเด็นซีกที หรือมีแต่คำศัพท์ทางเทคนิคที่มีความซับซ้อน เข้าใจกันแค่คนเฉพาะกลุ่ม การนำเสนอมีแต่ข้อมูลยุ่บยั่บเต็มหน้าไปหมดโดยไม่มีที่มาที่ไป หรือการย่อยให้เข้าใจง่ายๆ ทั้งหมดมันก็คงจะสูญเปล่า เพราะก็มีค่าเท่ากับลูกค้าไม่ได้ประโยชน์อยู่ดี

ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่นักวางแผนจะต้องเป็นนักสื่อสารที่ดี สามารถปรับการสื่อสารให้เหมาะกับคนแต่ละกลุ่มได้ ลูกค้าฟังแล้วเข้าใจ ประทับใจ ก็ยิ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นในตัวเรามากขึ้น

=======================

5. การรักษาคำมั่นสัญญา

คือกระบวนการ "พิสูจน์ตัวเอง" ในระยะยาว ที่ถึงแม้องค์ประกอบทุกอย่างก่อนหน้าจะนี้จะสมบูรณ์แบบ มีบุคลิกภาพดี โปรไฟล์ดี ความรู้ดี สื่อสารเก่ง จนลูกค้าเชื่อมั่น ยอมทำตามคำแนะนำของเราไปแล้ว แต่ถ้าอะไรที่เราเคยสัญญาไว้ว่าจะทำ เช่น จะช่วยดูแลแผนการเงิน หมั่นทบทวนแผนเป็นประจำทุกปี, จะช่วยเฝ้าระวังพอร์ตการลงทุน คอยเตือนเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ หรือ จะช่วยบริการดำเนินการเรื่องเอกสาร ช่วยติดต่อกับสถาบันการเงินให้ แล้วเราเกิด "ผิดคำสัญญา" ขึ้นมา ไม่ว่าจะทั้งเกิดจากเพราะพลาด หลงลืม หรือตั้งใจละทิ้งลูกค้าก็ตาม ความน่าเชื่อถือทุกอย่างที่เราเคยสร้างมา ก็อาจหมดลงไปได้ง่ายๆ หนำซ้ำ มันยังอาจเกิดความเป็นความรู้สึกติดลบ จากที่แต่เดิมเป็นบวก ก็เป็นได้ (ยิ่งรักมาก ก็เกลียดมาก ถ้าถูกหักหลังหรือทำลายความไว้ใจ)​ ซึ่งก็อาจส่งผลต่อชื่อเสียงของเราในสังคมวงกว้างก็ได้ ถ้าลูกค้ามีการบอกต่อ

ดังนั้น เราห้ามล้อเล่นกับความไว้เนื้อเชื่อใจของลูกค้าเป็นอันขาด คำพูดของเราต้องพยายามรักษาให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สัญญาว่าจะทำอะไร ต้องรักษาสัญญานั้น ซึ่งถ้าทำได้ ความน่าเชื่อถือของเราจะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาวกับลูกค้าจะเริ่มก่อเกิด และเริ่มมีการแนะนำบอกต่อ ซึ่งมีผลอย่างยิ่งต่อความก้าวหน้าและความสำเร็จในงานนี้

รู้แล้ว อย่าลืมลองสำรวจตัวเองกันดูนะครับว่า มีเรื่องไหนที่เราทำได้ดีแล้ว เรื่องไหนที่เรายังสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อีก เพื่อทำให้เราเป็นนักวางแผนที่น่าเชื่อถือ ที่จะอยู่ในใจลูกค้าเป็นอันดับแรกๆเสมอครับ


สำหรับคนที่เคยถูกชักชวนมาทำอาชีพนี้ (so call "นักวางแผนการเงิน" หรือ "ที่ปรึกษาการเงิน")​ หรือคนที่เพิ่งเริ่มทำอาชีพนี้ไ...
23/10/2023

สำหรับคนที่เคยถูกชักชวนมาทำอาชีพนี้ (so call "นักวางแผนการเงิน" หรือ "ที่ปรึกษาการเงิน")​ หรือคนที่เพิ่งเริ่มทำอาชีพนี้ได้ไม่นาน คงเคยได้ยินคนที่มาชักชวนเราให้เข้าสู่อาชีพว่า :

- เป็นอาชีพที่รายได้งาม แปรผันตามความสามารถและความขยัน

- เป็นอาชีพที่มีความอิสระ เป็นเจ้านายตัวเอง ออกแบบชีวิตการทำงาน การพักผ่อนของตัวเองได้ มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก

- เป็นอาชีพชั้นนำ อาชีพเทรนด์ยุคใหม่ (โดยมักอ้างอิงว่าเป็นหนึ่งในอาชีพมาแรงของสหรัฐอเมริกา)​

ฟังดูแล้วน่าเชื้อเชิญ และน่าสนใจ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับคนที่กำลังมีปัญหากับการทำงานประจำที่ทำอยู่)​ ไม่น้อย

แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นเช่นนั้นจริงๆหรือไม่ ผมจะมาพาชวนคิด จากประสบการณ์ที่เคยผ่านมา ไปทีละข้อกัน

=========================

1. เป็นอาชีพที่รายได้ดี จริงหรือไม่? 💰

ตอบ : ก่อนอื่น คงต้องมาทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า แค่ไหนถึงเรียกว่า "รายได้ดี" ตามแนวทางการทำงานแบบนักวางแผนการเงินจริงๆ (ถ้าอยากรู้ว่า นักวางแผนการเงินจริงๆ ทำงานแบบไหน สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่โพสนี้ครับ https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=711157427712641&id=100064551707603&sfnsn=mo&mibextid=RUbZ1f)​

เพราะสำหรับบางคน รายได้ 1 แสนบาทต่อเดือนนี่ ก็ถือว่า รายได้ดีมากๆแล้ว แต่บางคนอาจจะบอกว่า 1 แสนต่อเดือนค่อนข้างธรรมดา ถ้าดีจริงๆ ควรจะ 5 แสนบาทต่อเดือนขึ้นไป ถึงจะเรียกว่า รายได้ดีจริงๆ

แต่การจะตอบคำถามนี้ได้นั้น เราจำเป็นจะต้องรู้โครงสร้าง และแหล่งที่มาของรายได้ของอาชีพนักวางแผนการเงินกันก่อน ถึงจะพอประเมินได้ว่า มีศักยภาพมากพอจะสร้างรายได้ให้ถึงระดับที่เราคาดหวังไว้ได้หรือไม่

ซึ่งส่วนมากแล้ว แหล่งที่มาของรายได้ของนักวางแผนการเงินจะมาจาก 3 ช่องทาง ดังนี้

A. ค่าคอมมิชชั่น จากผลิตภัณฑ์การลงทุน 📈

ถ้าอยากมีรายได้ส่วนนี้ นักวางแผนการเงิน ต้องไปสมัครขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนผู้แนะนำผลิตภัณฑ์การลงทุนให้กับบริษัทหลักทรัพย์ เช่น ตัวแทนขายกองทุนรวมอิสระ (Independent Mutual Fund Agent), ผู้แนะนำเปิดบัญชีหลักทรัพย์ (Introducing Broker Agent : IBA) ในการซื้อขายหุ้นสามัญ หรือหุ้นกู้ เป็นต้น

ซึ่งนักวางแผนการเงิน ในฐานะผู้แนะนำการลงทุน ก็จะได้ส่วนแบ่งค่าคอมมิชชั่นจากการแนะนำผลิตภัณฑ์การลงทุนเหล่านี้ให้แก่ลูกค้า โดยสำหรับการแนะนำกองทุนรวม (ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่นักวางแผนน่าจะสามารถแนะนำให้ลูกค้าได้ง่าย และบ่อยที่สุด)​ ค่าคอมมิชชั่นที่ได้ จะมาจากทั้ง ส่วนของการที่ลูกค้า "ถือกอง" เรียกว่าค่า "Trailing Fee" ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 0.1-0.4% ของมูลค่าเงินลงทุนลูกค้าต่อปี (แล้วแต่ประเภทกอง ยิ่งเป็นกองความเสี่ยงสูง หรือเป็นกองทุนรวมส่วนบุคคล ก็จะยิ่งได้มากขึ้น)​ กับส่วนที่ลูกค้า "ซื้อกอง" เรียกว่า "Front-End Fee" ซึ่งจะได้อยู่ที่ประมาณ 40-50% ของค่าธรรมเนียมขาซื้อกอง (เช่น ถ้าค่าธรรมเนียมค่าซื้อกอง อยู่ที่ 1% ของเงินที่ลูกค้าซื้อ ก็จะได้ค่าคอมฯ 0.4-0.5%)

ตัวอย่างเช่น ลูกค้าลงทุนกับเรา 10 ล้านบาท ในกองทุนรวม โดยตอนซื้อ มีค่าธรรมเนียมขาซื้อ 1% ก็แปลว่า เราจะได้ Front-End Fee ครั้งเดียว 50,000 บาท และ Trailing Fee ปีละ 20,000 บาท เป็นประจำทุกปี และจะได้มากขึ้นหรือน้อยลง ตามมูลค่าของเงินลงทุนในช่วงนั้นครับ

ดังนั้น สำหรับรายได้ในส่วนนี้ ยิ่งลูกค้ามีการซื้อบ่อยเท่าไหร่ (เช่น ซื้อเพิ่ม หรือปรับพอร์ตด้วยการซื้อขายสับเปลี่ยนกองทุนบ่อยๆ)​ และยิ่งถือนานเท่าไหร่ นักวางแผนก็จะยิ่งมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่นฝั่งกองทุนรวมมากขึ้นเท่านั้น

=========================

B. ค่าคอมมิชชั่น จากผลิตภัณฑ์ประกัน 🩻

ถ้าอยากมีรายได้ส่วนนี้ นักวางแผนการเงินต้องไปสมัครขึ้นทะเบียนเป็น ตัวแทนประกันชีวิต, นายหน้าประกันชีวิต หรือนายหน้าประกันวินาศภัย เพื่อให้สามารถแนะนำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือประกันวินาศภัยอื่นๆให้แก่ลูกค้าได้ ซึ่งค่าคอมมิชชั่นที่ได้ ก็จะแตกต่างกันไปตามแบบประกันและประเภทประกัน โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 0.5% -​ 40% ของค่าเบี้ยประกันปีแรก (แล้วแต่ประเภทและแบบประกัน โดยประกันชีวิตแบบตลอดชีพมักจะเป็นแบบจะมีค่าคอมมิชขั่นเยอะที่สุด)​ และค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆสำหรับค่าเบี้ยปีต่อในปีหลังๆ

นอกจากนี้ นักวางแผนที่เป็นตัวแทนประกันชีวิต ยังมีโอกาสได้รับรายได้พิเศษจากทั้งเงินโบนัส และรายได้ประจำเดือน (ที่เรียกว่า Career)​ อีกด้วย หากมีการขายได้มาก และต่อเนื่อง จนถึงเกณฑ์ที่บริษัทประกันกำหนด

เช่นเดียวกันกับค่าคอมมิชชั่นจากฝั่งการลงทุน ฝั่งประกันเอง ยิ่งมีการขายประกันได้เยอะและต่อเนื่องมากเท่าไหร่ นักวางแผนก็จะยิ่งมีรายได้มากขึ้น และมากกว่าฝั่งการลงทุนหลายเท่า จากทั้งอัตราค่าคอมมิชชั่นที่สูงกว่า และโอกาสได้เงินโบนัสพิเศษที่มากกว่า

=========================

C. รายได้จากการเก็บค่าที่ปรึกษา 👨🏻‍💼

รายได้ส่วนนี้ ไม่ได้มีการกำหนดที่แน่ชัดว่า จะเรียกเก็บยังไงเท่าไหร่ เพราะขึ้นอยู่การออกแบบของนักวางแผนการเงินเอง ซึ่งอาจจะเรียกเก็บเป็นเงินก้อน (Lump Sum)​ เป็นครั้งคราวไป เช่น เป็นรายชั่วโมง หรือเป็นรายปี หรือเก็บอัตราค่าธรรมเนียม จากมูลค่าเงินลงทุนที่ดูแลอยู่ (Asset Under Management : AUM หรือ Asset Under Consultant : AUC)​ เช่น 0.2-04% ต่อปี ของ AUM/AUC เป็นต้น

การเรียกเก็บค่าที่ปรึกษานี้ หากเป็นการให้คำปรึกษาการเงินเรื่องอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับการลงทุนหรือการทำประกัน ปัจจุบันยังไม่มีองค์กรมากำกับควบคุม แต่หากเป็นการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน หรือการทำประกันแล้ว นักวางแผนจำเป็นต้องมีใบอนุญาตในการให้คำแนะนำในผลิตภัณฑ์นั้น (เช่น IP License สำหรับฝั่งการลงทุน หรือใบอนุญาตตัวแทน/นายหน้าประกัน สำหรับฝั่งประกัน)​ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าผิดกฎหมาย และถ้านักวางแผนจะมีการขายผลิตภัณฑ์การเงินนั้น โดยที่เป็นตัวแทนขายของสถาบันการเงินที่ตัวเองสังกัด และจะมีการเรียกเก็บค่าที่ปรึกษา ก็จำเป็นที่ทางฝั่งสถาบันการเงินต้นสังกัด ต้องมีนโยบายอนุญาตให้ทางบริษัทสามารถเรียกเก็บค่าที่ปรึกษาได้ด้วย โดยที่การให้คำแนะนำ ต้องเป็นไปในแนวทางที่ทางบริษัทกำหนด หากทางฝั่งนักวางแผน ในฐานะตัวแทนขายของบริษัท ไปเรียกเก็บค่าที่ปรึกษาด้วยตัวเอง โดยที่ทางบริษัทไม่มีนโยบาย หรือไม่ได้แนะนำในแนวทางที่บริษัทกำหนด จะถือว่าผิดกฎหมาย มีโอกาสถูกลงโทษได้จากสถาบันการเงินต้นสังกัดหรือทางองค์กรผู้กำกับดูแล (เช่น กลต. หรือคปภ.)​ ได้ทันที

โดยรวม จะเห็นได้ว่า นักวางแผนจะมีรายได้มากแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่า ได้มีโอกาสดูแลลูกค้าที่มีมูลค่าทรัพย์สินหรือเงินลงทุนมากแค่ไหน และลูกค้ามีการซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินมากและบ่อยแค่ไหน ยิ่งมาก ก็มียิ่งมีรายได้มาก

แต่! หากทำงานในแนวทางของนักวางแผนการเงินแบบองค์รวม ที่ยึดการให้คำแนะนำตามความจำเป็นเหมาะสมของลูกค้า โดยยึดผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้าเป็นที่ตั้งด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆแล้ว (เช่น ไม่แนะนำให้ลูกค้ามีการซื้อขายหลักทรัพย์บ่อยๆโดยไม่จำเป็นจริงๆ, ไม่ได้ให้ลูกค้าซื้อประกันเกินความจำเป็น หรือแนะนำแต่ประกันชีวิตอย่างเดียวเพื่อให้ตอบโจทย์การเงินทุกด้านของลูกค้า)​ ก็คาดว่า นักวางแผนคงไม่สามารถมีรายได้สูงอย่างไม่มีข้อจำกัดได้ เพราะนอกจากจะมีข้อจำกัดของการให้คำแนะนำตามความเหมาะสมแล้ว ยังอาจถูกจำกัดด้วยจำนวนลูกค้าสูงสุดที่สามารถดูแลได้ สำหรับลูกค้าที่เราให้บริการวางแผนการเงินแบบองค์รวมด้วย เพราะการดูแลลูกค้าในแนวทางนี้ ไหนจะต้องมีการทำแผนการเงินอย่างละเอียด มีการทบทวนแผนการเงินเป็นประจำทุกปี ไหนจะต้องต้องคอยดำเนินการเรื่องเอกสาร และคอยตอบคำถามให้คำปรึกษาอยู่เป็นระยะ และต้องคอยติดตามข่าวสารการเงินการลงทุน คอยเรียนรู้คอยอัพเดตตัวเองอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะสามารถดูแลลูกค้าที่วางแผนการเงินแบบองค์รวมได้ถึงหลักหลายร้อยหลายพันราย (ส่วนตัวคิดว่า 200 คนนี่ก็น่าจะ maximum capacity แล้วครับ)​ ส่วนรายได้สูงสุดที่น่าจะเป็นไปได้มากน้อยเท่าไหร่ คงขึ้นอยู่กับแนวทางการทำงาน (อย่างถูกต้อง)​ ของตัวเอง หรือบริษัทในสังกัด, จำนวนลูกค้าที่ดูแล และศักยภาพทางด้านการเงินของลูกค้าที่ดูแลอยู่ เป็นหลัก

ดังนั้น สำหรับนักวางแผนการเงินที่ทำงานในแนวทางที่ถูกต้อง เหมาะสม ตั้งใจ มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่มากพอ ผมคิดว่ารายได้เฉลี่ย 100,000 -​ 300,000 บาทต่อเดือน ยังน่าจะอยู่ในขอบเขตที่มีความเป็นไปได้มากพอสมควร

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราอยากมีรายได้จากการทำงานในแนวทางนักวางแผนการเงินแบบองค์รวมจริงๆ 100,000 บาทต่อเดือน เราอาจจะต้องมีโอกาสได้ดูแลเงินลงทุนของลูกค้า อย่างน้อย 300-350 ล้านบาท (ยิ่งถ้าลูกค้ามีการลงทุนเพิ่มอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี เช่น เก็บเงินเพื่อการเกษียณ ซื้อ RMF, SSF ลดหย่อนภาษีเป็นประจำ ได้ยิ่งดี)​ ก็น่าจะมีรายได้จากคอมมิชชั่นกองทุนเฉลี่ย 70,000-80,000 บาทต่อเดือน ที่เหลืออีก 20,000-30,000 บาทต่อเดือน อาจจะมาจากค่าคอมมิชชั่นการขายประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ตามความเหมาะสมของลูกค้าแต่ละราย (แต่ก็ต้องอย่าลืมว่า อาจจะไม่ใช่ลูกค้าทุกรายที่เราจะขายประกันเขาได้ เพราะเขาอาจจะซื้อกับคนอื่น หรืออาจจะมีพออยู่แล้วก็ได้)​ เป็นต้น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินจะทำได้ ถ้าเรามีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ และทำงานอย่างต่อเนื่องยาวนานพอครับ

แต่ถ้าใครบอกว่า ไม่จริง ตัวเองทำงานเป็นนักวางแผนการเงินแบบองค์รวม ยังสามารถมีรายได้เดือนละเป็นล้าน หรือหลักแสนปลายๆได้เลย อันนี้คงต้องไปดูรายละเอียดแนวทางการทำงานแล้วล่ะครับว่า ทำงานยังไง ในแนวทางไหน มันคือการวางแผนการเงินแบบองค์รวม โดยลูกค้าได้ผลประโยชน์สูงสุดจริงๆหรือไม่ ก็คงต้องไปพิจารณากันเองในรายละเอียดดูครับ (ไม่อยากตัดสิน อาจจะมีเครื่องมือหรือมีคนที่ทำได้จริงก็ได้ แต่คงเป็นไปได้ยากมากๆ)​

=========================

2. เป็นอาชีพที่อิสระ สามารถออกแบบชีวิตเอง ไม่ต้องมีเจ้านาย จริงหรือไม่? 🌏

ตอบ : จริงบางส่วน แต่ไม่ทั้งหมดครับ

แน่นอน อาชีพนักวางแผนการเงินเป็นอาชีพอิสระ เพราะไม่ใช่พนักงานประจำของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง (อาจจะแค่ขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนขายอิสระของสถาบันการเงินนั้นเท่านั้น)​ ดังนั้น ไม่มีใครมาบังคับเราเรื่องการทำงานได้อยู่แล้ว จะทำงานเมื่อไหร่ ที่ไหน กี่วันกี่ชั่วโมง อยากพักเมื่อไหร่ ไปเที่ยวเมื่อไหร่ เราสามารถวางแผนออกแบบเองได้ ขยัน อยากทำมาก ก็มีโอกาสได้มาก ถ้าเหนื่อย อยากพัก ช่วงนั้นก็อาจได้น้อยลงหน่อย ดังนั้น ส่วนที่จริงคือ เราสามารถออกแบบวางแผนแผนการทำงานของเราด้วยตนเองได้ครับ

แต่ก็เช่นเดียวกับอาชีพอิสระทั่วไป นั่นก็คือ อิสรภาพ มาพร้อมกับความรับผิดชอบเสมอ แม้เราจะมีแนวทางการทำงานที่ค่อนข้างอิสระ แต่ก็ไม่ได้แปลว่า เราไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องพัฒนาตัวเอง ไม่ต้องรับผิดชอบดูแลลูกค้า เพราะเรื่องเหล่านี้คือความรับผิดชอบส่วนตัวที่เราต้องคอยจัดการดูแลอยู่ดี เพื่อให้เรามีเส้นทางอาชีพที่มั่นคงและก้าวหน้า (ถ้าไม่อยากอดตาย)​

ส่วนเรื่องไม่มีเจ้านายคอยกำกับ ก็อาจจะไม่จริงเท่าไหร่ เพราะเราอาจจะต้องไปสังกัดในในหน่วยงานหรือทีม ที่มีหัวหน้าทีมคอยดูแล ซึ่งเขาก็อาจจะต้องคอยกำกับดูแลการทำงานของเรา ว่าทำงานอย่างถูกต้องไหม หรือคอยกระตุ้น motivate ให้เราทำงาน มีผลงาน มีการประชุมทีม มีการอบรมเป็นระยะอยู่แล้ว เพราะมันไม่ใช่งานที่เราสามารถทำคนเดียวโดดๆได้ครับ

หรือต่อให้ไม่มีหัวหน้าจริงๆ คนที่เราต้องคอยฟัง คอยทำตามคำขอ ก็คือลูกค้าของเรานี่แหละ ที่เปรียบเสมือนหัวหน้าเรา ที่เราต้องทำงานร่วมด้วย เพื่อให้เขาพึงพอใจมากที่สุด ดังนั้น คงไม่ใช่ว่า งานนี้อยากจะทำอะไรก็ทำได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องฟังใครหรอกครับ

=========================

3. เป็นงานที่มีชื่อเสียง เป็นที่นิยม ได้รับการยอมรับในสังคมมากแค่ไหน? ✨

ตอบ : สำหรับในประเทศไทย ส่วนตัวแล้ว ผมยังไม่คิดว่า อาชีพนี้จะได้รับเครดิตในสังคมขนาดนั้นครับ

สาเหตุหลักๆเพราะผมเชื่อว่า สังคมไทยส่วนใหญ่อาจจะยังมองว่า คนที่บอกว่าตัวเองเป็นนักวางแผนการเงิน จริงๆก็ไม่ต่างอะไรกับตัวแทนประกัน แค่เอาคำว่านักวางแผนการเงินมาแปะหน้าให้ดูสวยหรู แต่จริงๆแล้วก็แค่ขายประกันเป็นหลัก (เขาอาจจะไม่ได้รังเกียจตัวแทนประกัน หรือการซื้อประกัน แค่คิดว่า เป็นคำเรียกที่ดูดีขึ้นเฉยๆ)​ หรืออาจจะคิดว่า นักวางแผนการเงิน ก็เหมือนที่ปรึกษาการลงทุน คอยให้คำแนะนำเรื่องการเทรดหุ้น ซึ่งก็เป็นอาชีพที่คุ้นเคยอยู่แล้ว หรือแย่กว่านั้นคือ ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า อาชีพนี้คืออะไร ทำอะไร

เมื่อบวกกับคนที่ทำอาชีพนี้ในเมืองไทย ยังมีจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ ยิ่งเป็นนักวางแผนที่มีคุณวุฒิ CFP ก็ยิ่งมีน้อย ยิ่งเป็น CFP ที่ทำงานวางแผนการเงินแบบองค์รวมจริงๆให้ลูกค้า ยิ่งมีน้อยลงไปอีก จนอาจะเหลือเพียงไม่กี่ร้อยคน ดังนั้น การที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก ไม่ recognize ยังไม่เห็นคุณค่าของบริการนี้ ก็คงไม่แปลกเท่าไหร่ ที่อาชีพนี้ยังไม่ถือเป็นอาชีพที่คนส่วนใหญ่เคารพหรือเห็นคุณค่าความสำคัญ เหมือนวิชาชีพอื่น เช่น แพทย์, ผู้พิพากษา, วิศวะกร, นักบัญชี หรือที่ปรึกษาด้านภาษี ด้านธุรกิจครับ

คงเป็นหน้าที่ของพวกเรา ในฐานะคนทำงานในอาชีพนี้ ที่ต้องช่วยกันค่อยๆสร้างการตระหนักรู้ สร้างคุณค่าจากบริการที่มอบให้ลูกค้า สั่งสมไปเรื่อยๆ จนในอนาคตอาชีพนี้อาจจะเป็นที่ยอมรับมากขึ้นครับ

=========================

หวังว่า คนที่เริ่มสนใจในอาชีพนี้ หรือเพิ่งเริ่มทำอาชีพนี้ใหม่ น่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนมากขึ้นกับตัวเองนะครับว่า อาชีพนี้รวยจริงไหม ตอบโจทย์ด้านรายได้ที่ตัวเองคาดหวังไว้รึเปล่า แล้วลองตัดสินใจดูครับ ว่าแนวทางการทำงานแบบนักวางแผนการเงินจริงๆ คือสิ่งที่ใช่สำหรับเราไหม เมื่อเราต้องแลกอะไรหลายๆอย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งระดับรายได้ตามที่ประเมินไว้ครับ


เมื่อพูดถึงเรื่องของอาชีพนักวางแผนการเงิน อย่างแรกสุดที่ผมคิดว่า เราควรจะต้องมาทำความเข้าใจให้ชัดเจน คือ "แนวทางการทำงาน...
21/10/2023

เมื่อพูดถึงเรื่องของอาชีพนักวางแผนการเงิน อย่างแรกสุดที่ผมคิดว่า เราควรจะต้องมาทำความเข้าใจให้ชัดเจน คือ "แนวทางการทำงาน" ครับ

เพราะตลอด 9 ปีที่ผมทำงานมาในแวดวงการเงิน ได้ยินได้เห็นสิ่งที่คนในวงการเรียกตัวเองว่าเป็น "นักวางแผนการเงิน" หรือ "ที่ปรึกษาการเงิน" มามากมาย แต่พอลงไปดูในรายละเอียดการทำงานจริงๆ กลับพบว่า ไม่สามารถเรียกได้ว่า "นักวางแผน" ได้อย่างเต็มปาก

ตัวอย่างเช่น

- บางคนให้คำแนะนำการเงินได้แค่เฉพาะด้าน (เช่น ประกัน หรือภาษี)​ แต่ไม่สามารถให้คำแนะนำทางการเงินด้านอื่นๆ รวมถึงเชื่อมโยงผลกระทบทางการเงินในแต่ละด้านได้

- บางคนแนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่ลูกค้าแค่เพียงชนิดเดียว (เช่น ประกันชีวิต)​ โดยหวังว่าจะสามารถตอบโจทย์การเงินของลูกค้าหลายๆด้านอย่างมีประสิทธิภาพได้ทั้งหมด (ทั้งๆที่มีผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้มากกว่า)

- บางคนอาจจะให้คำแนะนำการเงิน รวมถึงผลิตภัณฑ์การเงินแก่ลูกค้าได้หลายด้าน แต่ไม่มีการทำแผนการเงิน เป็นต้น

ดังนั้น ถ้าเราอยากจะเรียกตัวเองว่าเป็นนักวางแผนการเงิน (แบบตัวจริงเสียงจริง)​ มีคุณสมบัติ หรือแนวทางการทำงานที่ผมคิดว่า เป็น "หัวใจหลัก" ของการทำงานแบบนักวางแผนการเงินอยู่ 3 ข้อ ที่เราพอจะเอาไปประเมินตัวเองได้ว่า เรากำลังทำงานในแนวทางแบบนักวางแผนการเงินจริงๆอยู่หรือไม่ ในความเห็นส่วนตัวของผม ดังนี้

=======================

1. สามารถวางแผนชีวิต โดยยึดเป้าหมายการเงินของลูกค้า และให้คำแนะนำที่เหมาะสม โดยประเมินจากข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า เป็นหลัก

ผมใช้คำว่า "เป้าหมาย" ไม่ใช่ "ความต้องการ" ของลูกค้า เพราะนักวางแผนการเงิน ไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการที่ทำตามความต้องการของลูกค้าแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถกลั่นกรอง หรือชี้นำให้ลูกค้าเห็นภาพได้ว่า ควรมีหลักคิดในการจัดการการเงินของตัวเองอย่างไร ถึงจะถูกต้องเหมาะสมได้ด้วย

เช่น ถ้าลูกค้ามาปรึกษาว่า ทำยังไงถึงจะลดหย่อนภาษีให้ได้เยอะๆ หรือซื้ออะไรลดหย่อนภาษีดี นักวางแผนการเงินที่ดี จะไม่ใช่แค่ให้คำตอบไปตรงๆ (ซื้อเต็ม max ไปเลย โดยซื้อประกันหรือกองทุนตัวนี้)​ แต่จะสามารถชวนลูกค้าคิดได้ว่า บางทีการลดหย่อนภาษีเต็ม max อาจจะเป็นผลเสีย มากกว่าผลดีต่อการเงินในภาพรวมของเราก็ได้ ดังนั้น ควรจะต้องซื้ออะไรเท่าไหร่ เราควรดูจากความจำเป็นในด้านนั้นๆก่อน เช่นประกันชีวิต เรามีความจำเป็นต้องมีความคุ้มครองไหม? วงเงินเท่าไหร่? หรือถ้าเป็นกองทุนรวม แล้วเป้าหมายการลงทุนของเราคือะไร? รับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน? ซึ่งก็จะนำไปสู่การวางแผนด้านการบริหารความเสี่ยง และการวางแผนการลงทุน หรือการวางแผนเกษียณ ที่ต้องพูดคุยถึงเป้าหมายการเงินของลูกค้าต่อไป ซึ่งนั่นคือเป้าหมายที่แท้จริงของการวางแผน โดยมีเรื่องภาษีเป็นเพียงองค์ประกอบที่ตามมาเท่านั้น

และการที่จะสามารถให้คำแนะนำที่เหมาะสม ก็หนีไม่พ้นการพูดคุย สอบถาม ขอเก็บข้อมูลส่วนบุคคลในหลากหลายด้าน เพื่อใช้ในการประเมินทัศนคติและ profile ของลูกค้า จึงจะสามารถออกแบบแผนการเงินที่ตอบโจทย์เป้าหมายการเงินของลูกค้าได้จริงๆ แล้วจึงค่อยคัดเลือก และแนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินแต่ละอย่าง ที่จะตอบโจทย์เป้าหมายเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ต่างจากการแนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงิน โดยเอา feature ของโปรดักเป็นที่ตั้ง แล้วนำเสนอให้ลูกค้า โดยไม่มีความจำเป็น, เป้าหมายการเงิน หรือ profile ลูกค้าเป็นเครื่องกำกับ หรือมีการตั้งธงในใจอยู่แล้วว่า จะขายอะไร (ขายเฉพาะโปรดักประเภทใดประเภทหนึ่งที่ตัวเองขายได้อย่างเดียว หรือขายตัวที่ให้ค่าตอบแทนตัวเองมากที่สุด)​ ซึ่งอาจทำให้ลูกค้าไม่ได้ผลประโยชน์ที่เหมาะสมที่สุดก็ได้

เรียกได้ว่า เป็นแนวทางที่ต้องยึดผลประโยชน์ของลูกค้า มาเป็นอันดับแรกอย่างแท้จริง (ซึ่งอาจจะทำให้ตัวนักวางแผนได้ผลประโยชน์น้อย หรือแทบไม่ได้ผลประโยชน์ทางตัวเงินอะไรเลยก็เป็นได้ เช่น เคสที่ต้องวางแผนช่วยเหลือลูกค้าที่มีปัญหาหนี้สิน เป็นต้น)​

=======================

2. สามารถให้คำแนะนำทางการเงินแก่ลูกค้าได้รอบด้าน และวางแผนการเงินแบบ "องค์รวม" ที่คำนึงถึงผลกระทบซึ่งกันในแต่ละด้านไปพร้อมๆกันอย่างรอบคอบและรัดกุม

เราคงไม่สามารถเรียกตัวเองว่านักวางแผนการเงินได้ ถ้าเรามีความรู้ทางการเงินเพียงด้านใดด้านเดียว เช่น ด้านประกัน หรือด้านการลงทุน โดยไม่มีความรู้การเงินด้านอื่นเลย ดังนั้นแล้ว นักวางแผนการเงินจึงควรมีความรู้การเงินอย่างรอบด้าน ทั้งด้านวางแผนบริหารความเสี่ยง, วางแผนการลงทุน, การจัดการและเงื่อนไขทางภาษี, การบริหารจัดการหนี้สิน, การเตรียมเงินเพื่อเป้าหมายต่างๆ (บ้าน, รถ, แต่งงาน, การศึกษาบุตร, เกษียณอายุ)​ และการส่งต่อทรัพย์สินให้ทายาท เป็นต้น

และนักวางแผนการเงินที่ดี ย่อมรู้ดีว่า เมื่อเราวางแผนการเงินด้านใดด้านหนึ่ง มันจะส่งผลกระทบต่อการเงินด้านอื่นๆด้วย (เช่นวางแผนทำประกันชีวิต ส่งผลต่อการบริหารกระแสเงินสดและเงินสภาพคล่อง, เรื่องของภาษี และเรื่องการส่งต่อทรัพย์สิน)​ ดังนั้น เวลาจะให้คำแนะนำทางการเงิน นักวางแผนการเงินจึงควรแสดงให้ลูกค้าเห็นถึงผลกระทบดังกล่าว ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงอยากให้ลูกค้ามาวางแผนการเงินแบบองค์รวม มากกว่าจะวางแผนเป็นเรื่องๆไป เพราะมันคือสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับตัวลูกค้าเองมากที่สุดนั่นเอง

=======================

3. จัดทำแผนการเงิน และมีการทบทวนแผนการเงินอยู่เป็นระยะ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ "นักวางแผนการเงิน" กับ "ที่ปรึกษาการเงิน" แตกต่างกันก็คือ "การทำแผนการเงิน" นี่แหละครับ

กระบวนการทำงานของที่ปรึกษาการเงิน อาจมีความคล้ายคลึงกับนักวางแผนการเงินอยู่บ้าง ทั้งในเรื่องของการเก็บข้อมูลลูกค้า, คำนวณตัวเลขทางการเงินต่างๆตามเป้าหมาย ว่าควรเตรียมเงินเท่าไหร่ และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์นั้น ซึ่งอาจจะให้คำแนะนำ หรือวางแผนเป็นเรื่องๆไป แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้นักวางแผนการเงิน แตกต่างกับที่ปรึกษาการเงินอย่างชัดเจน คือนักวางแผนการเงิน จะทำแผนการเงินองค์รวม ที่ประเมินถึงการเงินทุกๆด้านในชีวิตของลูกค้าไปพร้อมๆกัน ออกมาเป็นรูปเล่ม ที่มีองค์ประกอบหลักคือ :

- ส่วนวิเคราะห์สถานะปัจจุบันของลูกค้า จากการจัดทำงบการเงิน และวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านต่างๆ ว่าสิ่งไหนทำได้ดีอยู่แล้ว สิ่งไหนยังขาดตกบกพร่องอยู่ และจุดไหนเป็นจุดเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง เพื่อให้ลูกค้าตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบันในชีวิต​

- ส่วนรายละเอียดเป้าหมายการเงินและแผน เป็นส่วนที่จะอธิบายรายละเอียดต่างๆ ของแผนการเงินแต่ละเรื่อง ว่าลูกค้ามีเป้าหมายการเงินเรื่องอะไรบ้าง และแต่ละเรื่องจะมีวิธีการอย่างไร ที่จะทำให้ตัวเองไปถึงเป้าหมายนั้นได้

- ส่วนสรุปผล และแผนปฏิบัติการ จะเป็นการสรุปว่า แผนที่แนะนำทั้งหมด มีโอกาสลงมือทำได้จริงหรือไม่ โดยประเมินจากกระแสเงินสดล่วงหน้า และมีสรุปรายละเอียดการให้คำแนะนำตามเป้าหมายแต่ละเรื่องเป็นข้อๆ ว่าแนะนำให้ลูกค้าทำอะไร ยังไง เมื่อไหร่ อย่างชัดเจน ที่เป็น action plan หรือแผนปฏิบัติการที่เราแนะนำลูกค้า ให้ลูกค้านำลงมือไปปฏิบัติตาม

นอกเหนือจากทำแผนการเงิน "ในปีแรก" ที่มีรายละเอียดต่างๆข้างต้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดอีกเรื่อง ของการเป็นนักวางแผนการเงิน ก็คือ "การดูแลลูกค้าในระยะยาว" ที่ไม่ใช่แค่การทำแผนการเงินเสร็จ แล้วส่งมอบให้ลูกค้าเรียบร้อย แล้วเป็นอันจบกัน ไม่ได้มีการติดตามประเมินผล อัพเดตเรื่องใดๆต่อ เพราะไม่มีทางเลยที่แผนที่เราทำให้ลูกค้าในวันนี้ จะสามารถเอาไปใช้ได้ตลอดชีวิต เนื่องจากชีวิตลูกค้าเปลี่ยนแปลงได้เสมอ และสิ่งที่เกิดขึ้นจริง อาจจะไม่ตรงตามสมมติฐานที่เราเคยตั้งไว้ในการวางแผนก็เป็นได้

ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องมีการอัพเดตข้อมูล ทบทวนเป้าหมาย รีวิวแผนการเงินกับลูกค้าอยู่เป็นระยะ อย่างน้อยก็ปีละ 1-2 ครั้ง ไปเรื่อยๆ ในทุกๆปี จนกว่าลูกค้าจะถึงเป้าหมายที่ต้องการ

สิ่งนี้ นอกจากจะเป็นการทำงาน ในแนวทางของนักวางแผนการเงิน ที่แตกต่างจากแนวอื่นๆแล้ว ยังเป็นแนวทางที่ไม่มีอาชีพไหนจะเสมอเหมือน เพราะนี้คือบริการที่เราจะต้องให้บริการลูกค้าไปตลอดชีวิต

เราพร้อมแล้วหรือไม่ ที่จะต้องรับผิดชอบภาระที่ยิ่งใหญ่นี้?

=======================

ทั้ง 3 ข้อ เป็นเพียงคุณสมบัติ "เบื้องต้น" ที่หากเราทำตาม ก็พอจะเรียกได้ว่าทำงานในแนวทางแบบนักวางแผนการเงินอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ได้แปลว่า เราจะเป็นนักวางแผนการเงินที่ดี หรือเก่ง ได้อย่างเต็มปาก เพราะการจะเป็นนักวางแผนการเงินที่ยอดเยี่ยมได้ จำเป็นจะต้องมีทักษณะ และคุณลักษณะอื่นๆอีกมาก ถึงจะทำงานนี้ได้ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมจะมาแชร์ให้ฟัง ในครั้งต่อๆไป

หวังว่าโพสต์นี้ จะทำให้พวกเราได้เห็นภาพเบื้องต้นของการทำงานเป็นนักวางแผนการเงินมืออาชีพกันมากขึ้นนะครับ 😊


ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 20:00
อังคาร 10:00 - 20:00
พุธ 10:00 - 20:00
พฤหัสบดี 10:00 - 20:00
ศุกร์ 10:00 - 20:00
เสาร์ 10:00 - 20:00
อาทิตย์ 10:00 - 20:00

เบอร์โทรศัพท์

0859091162

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Planner's wayผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Planner's way:

แชร์