23/10/2023
สำหรับคนที่เคยถูกชักชวนมาทำอาชีพนี้ (so call "นักวางแผนการเงิน" หรือ "ที่ปรึกษาการเงิน") หรือคนที่เพิ่งเริ่มทำอาชีพนี้ได้ไม่นาน คงเคยได้ยินคนที่มาชักชวนเราให้เข้าสู่อาชีพว่า :
- เป็นอาชีพที่รายได้งาม แปรผันตามความสามารถและความขยัน
- เป็นอาชีพที่มีความอิสระ เป็นเจ้านายตัวเอง ออกแบบชีวิตการทำงาน การพักผ่อนของตัวเองได้ มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก
- เป็นอาชีพชั้นนำ อาชีพเทรนด์ยุคใหม่ (โดยมักอ้างอิงว่าเป็นหนึ่งในอาชีพมาแรงของสหรัฐอเมริกา)
ฟังดูแล้วน่าเชื้อเชิญ และน่าสนใจ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับคนที่กำลังมีปัญหากับการทำงานประจำที่ทำอยู่) ไม่น้อย
แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นเช่นนั้นจริงๆหรือไม่ ผมจะมาพาชวนคิด จากประสบการณ์ที่เคยผ่านมา ไปทีละข้อกัน
=========================
1. เป็นอาชีพที่รายได้ดี จริงหรือไม่? 💰
ตอบ : ก่อนอื่น คงต้องมาทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า แค่ไหนถึงเรียกว่า "รายได้ดี" ตามแนวทางการทำงานแบบนักวางแผนการเงินจริงๆ (ถ้าอยากรู้ว่า นักวางแผนการเงินจริงๆ ทำงานแบบไหน สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่โพสนี้ครับ https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=711157427712641&id=100064551707603&sfnsn=mo&mibextid=RUbZ1f)
เพราะสำหรับบางคน รายได้ 1 แสนบาทต่อเดือนนี่ ก็ถือว่า รายได้ดีมากๆแล้ว แต่บางคนอาจจะบอกว่า 1 แสนต่อเดือนค่อนข้างธรรมดา ถ้าดีจริงๆ ควรจะ 5 แสนบาทต่อเดือนขึ้นไป ถึงจะเรียกว่า รายได้ดีจริงๆ
แต่การจะตอบคำถามนี้ได้นั้น เราจำเป็นจะต้องรู้โครงสร้าง และแหล่งที่มาของรายได้ของอาชีพนักวางแผนการเงินกันก่อน ถึงจะพอประเมินได้ว่า มีศักยภาพมากพอจะสร้างรายได้ให้ถึงระดับที่เราคาดหวังไว้ได้หรือไม่
ซึ่งส่วนมากแล้ว แหล่งที่มาของรายได้ของนักวางแผนการเงินจะมาจาก 3 ช่องทาง ดังนี้
A. ค่าคอมมิชชั่น จากผลิตภัณฑ์การลงทุน 📈
ถ้าอยากมีรายได้ส่วนนี้ นักวางแผนการเงิน ต้องไปสมัครขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนผู้แนะนำผลิตภัณฑ์การลงทุนให้กับบริษัทหลักทรัพย์ เช่น ตัวแทนขายกองทุนรวมอิสระ (Independent Mutual Fund Agent), ผู้แนะนำเปิดบัญชีหลักทรัพย์ (Introducing Broker Agent : IBA) ในการซื้อขายหุ้นสามัญ หรือหุ้นกู้ เป็นต้น
ซึ่งนักวางแผนการเงิน ในฐานะผู้แนะนำการลงทุน ก็จะได้ส่วนแบ่งค่าคอมมิชชั่นจากการแนะนำผลิตภัณฑ์การลงทุนเหล่านี้ให้แก่ลูกค้า โดยสำหรับการแนะนำกองทุนรวม (ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่นักวางแผนน่าจะสามารถแนะนำให้ลูกค้าได้ง่าย และบ่อยที่สุด) ค่าคอมมิชชั่นที่ได้ จะมาจากทั้ง ส่วนของการที่ลูกค้า "ถือกอง" เรียกว่าค่า "Trailing Fee" ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 0.1-0.4% ของมูลค่าเงินลงทุนลูกค้าต่อปี (แล้วแต่ประเภทกอง ยิ่งเป็นกองความเสี่ยงสูง หรือเป็นกองทุนรวมส่วนบุคคล ก็จะยิ่งได้มากขึ้น) กับส่วนที่ลูกค้า "ซื้อกอง" เรียกว่า "Front-End Fee" ซึ่งจะได้อยู่ที่ประมาณ 40-50% ของค่าธรรมเนียมขาซื้อกอง (เช่น ถ้าค่าธรรมเนียมค่าซื้อกอง อยู่ที่ 1% ของเงินที่ลูกค้าซื้อ ก็จะได้ค่าคอมฯ 0.4-0.5%)
ตัวอย่างเช่น ลูกค้าลงทุนกับเรา 10 ล้านบาท ในกองทุนรวม โดยตอนซื้อ มีค่าธรรมเนียมขาซื้อ 1% ก็แปลว่า เราจะได้ Front-End Fee ครั้งเดียว 50,000 บาท และ Trailing Fee ปีละ 20,000 บาท เป็นประจำทุกปี และจะได้มากขึ้นหรือน้อยลง ตามมูลค่าของเงินลงทุนในช่วงนั้นครับ
ดังนั้น สำหรับรายได้ในส่วนนี้ ยิ่งลูกค้ามีการซื้อบ่อยเท่าไหร่ (เช่น ซื้อเพิ่ม หรือปรับพอร์ตด้วยการซื้อขายสับเปลี่ยนกองทุนบ่อยๆ) และยิ่งถือนานเท่าไหร่ นักวางแผนก็จะยิ่งมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่นฝั่งกองทุนรวมมากขึ้นเท่านั้น
=========================
B. ค่าคอมมิชชั่น จากผลิตภัณฑ์ประกัน 🩻
ถ้าอยากมีรายได้ส่วนนี้ นักวางแผนการเงินต้องไปสมัครขึ้นทะเบียนเป็น ตัวแทนประกันชีวิต, นายหน้าประกันชีวิต หรือนายหน้าประกันวินาศภัย เพื่อให้สามารถแนะนำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือประกันวินาศภัยอื่นๆให้แก่ลูกค้าได้ ซึ่งค่าคอมมิชชั่นที่ได้ ก็จะแตกต่างกันไปตามแบบประกันและประเภทประกัน โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 0.5% - 40% ของค่าเบี้ยประกันปีแรก (แล้วแต่ประเภทและแบบประกัน โดยประกันชีวิตแบบตลอดชีพมักจะเป็นแบบจะมีค่าคอมมิชขั่นเยอะที่สุด) และค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆสำหรับค่าเบี้ยปีต่อในปีหลังๆ
นอกจากนี้ นักวางแผนที่เป็นตัวแทนประกันชีวิต ยังมีโอกาสได้รับรายได้พิเศษจากทั้งเงินโบนัส และรายได้ประจำเดือน (ที่เรียกว่า Career) อีกด้วย หากมีการขายได้มาก และต่อเนื่อง จนถึงเกณฑ์ที่บริษัทประกันกำหนด
เช่นเดียวกันกับค่าคอมมิชชั่นจากฝั่งการลงทุน ฝั่งประกันเอง ยิ่งมีการขายประกันได้เยอะและต่อเนื่องมากเท่าไหร่ นักวางแผนก็จะยิ่งมีรายได้มากขึ้น และมากกว่าฝั่งการลงทุนหลายเท่า จากทั้งอัตราค่าคอมมิชชั่นที่สูงกว่า และโอกาสได้เงินโบนัสพิเศษที่มากกว่า
=========================
C. รายได้จากการเก็บค่าที่ปรึกษา 👨🏻💼
รายได้ส่วนนี้ ไม่ได้มีการกำหนดที่แน่ชัดว่า จะเรียกเก็บยังไงเท่าไหร่ เพราะขึ้นอยู่การออกแบบของนักวางแผนการเงินเอง ซึ่งอาจจะเรียกเก็บเป็นเงินก้อน (Lump Sum) เป็นครั้งคราวไป เช่น เป็นรายชั่วโมง หรือเป็นรายปี หรือเก็บอัตราค่าธรรมเนียม จากมูลค่าเงินลงทุนที่ดูแลอยู่ (Asset Under Management : AUM หรือ Asset Under Consultant : AUC) เช่น 0.2-04% ต่อปี ของ AUM/AUC เป็นต้น
การเรียกเก็บค่าที่ปรึกษานี้ หากเป็นการให้คำปรึกษาการเงินเรื่องอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับการลงทุนหรือการทำประกัน ปัจจุบันยังไม่มีองค์กรมากำกับควบคุม แต่หากเป็นการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน หรือการทำประกันแล้ว นักวางแผนจำเป็นต้องมีใบอนุญาตในการให้คำแนะนำในผลิตภัณฑ์นั้น (เช่น IP License สำหรับฝั่งการลงทุน หรือใบอนุญาตตัวแทน/นายหน้าประกัน สำหรับฝั่งประกัน) ไม่เช่นนั้นจะถือว่าผิดกฎหมาย และถ้านักวางแผนจะมีการขายผลิตภัณฑ์การเงินนั้น โดยที่เป็นตัวแทนขายของสถาบันการเงินที่ตัวเองสังกัด และจะมีการเรียกเก็บค่าที่ปรึกษา ก็จำเป็นที่ทางฝั่งสถาบันการเงินต้นสังกัด ต้องมีนโยบายอนุญาตให้ทางบริษัทสามารถเรียกเก็บค่าที่ปรึกษาได้ด้วย โดยที่การให้คำแนะนำ ต้องเป็นไปในแนวทางที่ทางบริษัทกำหนด หากทางฝั่งนักวางแผน ในฐานะตัวแทนขายของบริษัท ไปเรียกเก็บค่าที่ปรึกษาด้วยตัวเอง โดยที่ทางบริษัทไม่มีนโยบาย หรือไม่ได้แนะนำในแนวทางที่บริษัทกำหนด จะถือว่าผิดกฎหมาย มีโอกาสถูกลงโทษได้จากสถาบันการเงินต้นสังกัดหรือทางองค์กรผู้กำกับดูแล (เช่น กลต. หรือคปภ.) ได้ทันที
โดยรวม จะเห็นได้ว่า นักวางแผนจะมีรายได้มากแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่า ได้มีโอกาสดูแลลูกค้าที่มีมูลค่าทรัพย์สินหรือเงินลงทุนมากแค่ไหน และลูกค้ามีการซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินมากและบ่อยแค่ไหน ยิ่งมาก ก็มียิ่งมีรายได้มาก
แต่! หากทำงานในแนวทางของนักวางแผนการเงินแบบองค์รวม ที่ยึดการให้คำแนะนำตามความจำเป็นเหมาะสมของลูกค้า โดยยึดผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้าเป็นที่ตั้งด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆแล้ว (เช่น ไม่แนะนำให้ลูกค้ามีการซื้อขายหลักทรัพย์บ่อยๆโดยไม่จำเป็นจริงๆ, ไม่ได้ให้ลูกค้าซื้อประกันเกินความจำเป็น หรือแนะนำแต่ประกันชีวิตอย่างเดียวเพื่อให้ตอบโจทย์การเงินทุกด้านของลูกค้า) ก็คาดว่า นักวางแผนคงไม่สามารถมีรายได้สูงอย่างไม่มีข้อจำกัดได้ เพราะนอกจากจะมีข้อจำกัดของการให้คำแนะนำตามความเหมาะสมแล้ว ยังอาจถูกจำกัดด้วยจำนวนลูกค้าสูงสุดที่สามารถดูแลได้ สำหรับลูกค้าที่เราให้บริการวางแผนการเงินแบบองค์รวมด้วย เพราะการดูแลลูกค้าในแนวทางนี้ ไหนจะต้องมีการทำแผนการเงินอย่างละเอียด มีการทบทวนแผนการเงินเป็นประจำทุกปี ไหนจะต้องต้องคอยดำเนินการเรื่องเอกสาร และคอยตอบคำถามให้คำปรึกษาอยู่เป็นระยะ และต้องคอยติดตามข่าวสารการเงินการลงทุน คอยเรียนรู้คอยอัพเดตตัวเองอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะสามารถดูแลลูกค้าที่วางแผนการเงินแบบองค์รวมได้ถึงหลักหลายร้อยหลายพันราย (ส่วนตัวคิดว่า 200 คนนี่ก็น่าจะ maximum capacity แล้วครับ) ส่วนรายได้สูงสุดที่น่าจะเป็นไปได้มากน้อยเท่าไหร่ คงขึ้นอยู่กับแนวทางการทำงาน (อย่างถูกต้อง) ของตัวเอง หรือบริษัทในสังกัด, จำนวนลูกค้าที่ดูแล และศักยภาพทางด้านการเงินของลูกค้าที่ดูแลอยู่ เป็นหลัก
ดังนั้น สำหรับนักวางแผนการเงินที่ทำงานในแนวทางที่ถูกต้อง เหมาะสม ตั้งใจ มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่มากพอ ผมคิดว่ารายได้เฉลี่ย 100,000 - 300,000 บาทต่อเดือน ยังน่าจะอยู่ในขอบเขตที่มีความเป็นไปได้มากพอสมควร
ตัวอย่างเช่น ถ้าเราอยากมีรายได้จากการทำงานในแนวทางนักวางแผนการเงินแบบองค์รวมจริงๆ 100,000 บาทต่อเดือน เราอาจจะต้องมีโอกาสได้ดูแลเงินลงทุนของลูกค้า อย่างน้อย 300-350 ล้านบาท (ยิ่งถ้าลูกค้ามีการลงทุนเพิ่มอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี เช่น เก็บเงินเพื่อการเกษียณ ซื้อ RMF, SSF ลดหย่อนภาษีเป็นประจำ ได้ยิ่งดี) ก็น่าจะมีรายได้จากคอมมิชชั่นกองทุนเฉลี่ย 70,000-80,000 บาทต่อเดือน ที่เหลืออีก 20,000-30,000 บาทต่อเดือน อาจจะมาจากค่าคอมมิชชั่นการขายประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ตามความเหมาะสมของลูกค้าแต่ละราย (แต่ก็ต้องอย่าลืมว่า อาจจะไม่ใช่ลูกค้าทุกรายที่เราจะขายประกันเขาได้ เพราะเขาอาจจะซื้อกับคนอื่น หรืออาจจะมีพออยู่แล้วก็ได้) เป็นต้น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินจะทำได้ ถ้าเรามีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ และทำงานอย่างต่อเนื่องยาวนานพอครับ
แต่ถ้าใครบอกว่า ไม่จริง ตัวเองทำงานเป็นนักวางแผนการเงินแบบองค์รวม ยังสามารถมีรายได้เดือนละเป็นล้าน หรือหลักแสนปลายๆได้เลย อันนี้คงต้องไปดูรายละเอียดแนวทางการทำงานแล้วล่ะครับว่า ทำงานยังไง ในแนวทางไหน มันคือการวางแผนการเงินแบบองค์รวม โดยลูกค้าได้ผลประโยชน์สูงสุดจริงๆหรือไม่ ก็คงต้องไปพิจารณากันเองในรายละเอียดดูครับ (ไม่อยากตัดสิน อาจจะมีเครื่องมือหรือมีคนที่ทำได้จริงก็ได้ แต่คงเป็นไปได้ยากมากๆ)
=========================
2. เป็นอาชีพที่อิสระ สามารถออกแบบชีวิตเอง ไม่ต้องมีเจ้านาย จริงหรือไม่? 🌏
ตอบ : จริงบางส่วน แต่ไม่ทั้งหมดครับ
แน่นอน อาชีพนักวางแผนการเงินเป็นอาชีพอิสระ เพราะไม่ใช่พนักงานประจำของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง (อาจจะแค่ขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนขายอิสระของสถาบันการเงินนั้นเท่านั้น) ดังนั้น ไม่มีใครมาบังคับเราเรื่องการทำงานได้อยู่แล้ว จะทำงานเมื่อไหร่ ที่ไหน กี่วันกี่ชั่วโมง อยากพักเมื่อไหร่ ไปเที่ยวเมื่อไหร่ เราสามารถวางแผนออกแบบเองได้ ขยัน อยากทำมาก ก็มีโอกาสได้มาก ถ้าเหนื่อย อยากพัก ช่วงนั้นก็อาจได้น้อยลงหน่อย ดังนั้น ส่วนที่จริงคือ เราสามารถออกแบบวางแผนแผนการทำงานของเราด้วยตนเองได้ครับ
แต่ก็เช่นเดียวกับอาชีพอิสระทั่วไป นั่นก็คือ อิสรภาพ มาพร้อมกับความรับผิดชอบเสมอ แม้เราจะมีแนวทางการทำงานที่ค่อนข้างอิสระ แต่ก็ไม่ได้แปลว่า เราไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องพัฒนาตัวเอง ไม่ต้องรับผิดชอบดูแลลูกค้า เพราะเรื่องเหล่านี้คือความรับผิดชอบส่วนตัวที่เราต้องคอยจัดการดูแลอยู่ดี เพื่อให้เรามีเส้นทางอาชีพที่มั่นคงและก้าวหน้า (ถ้าไม่อยากอดตาย)
ส่วนเรื่องไม่มีเจ้านายคอยกำกับ ก็อาจจะไม่จริงเท่าไหร่ เพราะเราอาจจะต้องไปสังกัดในในหน่วยงานหรือทีม ที่มีหัวหน้าทีมคอยดูแล ซึ่งเขาก็อาจจะต้องคอยกำกับดูแลการทำงานของเรา ว่าทำงานอย่างถูกต้องไหม หรือคอยกระตุ้น motivate ให้เราทำงาน มีผลงาน มีการประชุมทีม มีการอบรมเป็นระยะอยู่แล้ว เพราะมันไม่ใช่งานที่เราสามารถทำคนเดียวโดดๆได้ครับ
หรือต่อให้ไม่มีหัวหน้าจริงๆ คนที่เราต้องคอยฟัง คอยทำตามคำขอ ก็คือลูกค้าของเรานี่แหละ ที่เปรียบเสมือนหัวหน้าเรา ที่เราต้องทำงานร่วมด้วย เพื่อให้เขาพึงพอใจมากที่สุด ดังนั้น คงไม่ใช่ว่า งานนี้อยากจะทำอะไรก็ทำได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องฟังใครหรอกครับ
=========================
3. เป็นงานที่มีชื่อเสียง เป็นที่นิยม ได้รับการยอมรับในสังคมมากแค่ไหน? ✨
ตอบ : สำหรับในประเทศไทย ส่วนตัวแล้ว ผมยังไม่คิดว่า อาชีพนี้จะได้รับเครดิตในสังคมขนาดนั้นครับ
สาเหตุหลักๆเพราะผมเชื่อว่า สังคมไทยส่วนใหญ่อาจจะยังมองว่า คนที่บอกว่าตัวเองเป็นนักวางแผนการเงิน จริงๆก็ไม่ต่างอะไรกับตัวแทนประกัน แค่เอาคำว่านักวางแผนการเงินมาแปะหน้าให้ดูสวยหรู แต่จริงๆแล้วก็แค่ขายประกันเป็นหลัก (เขาอาจจะไม่ได้รังเกียจตัวแทนประกัน หรือการซื้อประกัน แค่คิดว่า เป็นคำเรียกที่ดูดีขึ้นเฉยๆ) หรืออาจจะคิดว่า นักวางแผนการเงิน ก็เหมือนที่ปรึกษาการลงทุน คอยให้คำแนะนำเรื่องการเทรดหุ้น ซึ่งก็เป็นอาชีพที่คุ้นเคยอยู่แล้ว หรือแย่กว่านั้นคือ ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า อาชีพนี้คืออะไร ทำอะไร
เมื่อบวกกับคนที่ทำอาชีพนี้ในเมืองไทย ยังมีจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ ยิ่งเป็นนักวางแผนที่มีคุณวุฒิ CFP ก็ยิ่งมีน้อย ยิ่งเป็น CFP ที่ทำงานวางแผนการเงินแบบองค์รวมจริงๆให้ลูกค้า ยิ่งมีน้อยลงไปอีก จนอาจะเหลือเพียงไม่กี่ร้อยคน ดังนั้น การที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก ไม่ recognize ยังไม่เห็นคุณค่าของบริการนี้ ก็คงไม่แปลกเท่าไหร่ ที่อาชีพนี้ยังไม่ถือเป็นอาชีพที่คนส่วนใหญ่เคารพหรือเห็นคุณค่าความสำคัญ เหมือนวิชาชีพอื่น เช่น แพทย์, ผู้พิพากษา, วิศวะกร, นักบัญชี หรือที่ปรึกษาด้านภาษี ด้านธุรกิจครับ
คงเป็นหน้าที่ของพวกเรา ในฐานะคนทำงานในอาชีพนี้ ที่ต้องช่วยกันค่อยๆสร้างการตระหนักรู้ สร้างคุณค่าจากบริการที่มอบให้ลูกค้า สั่งสมไปเรื่อยๆ จนในอนาคตอาชีพนี้อาจจะเป็นที่ยอมรับมากขึ้นครับ
=========================
หวังว่า คนที่เริ่มสนใจในอาชีพนี้ หรือเพิ่งเริ่มทำอาชีพนี้ใหม่ น่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนมากขึ้นกับตัวเองนะครับว่า อาชีพนี้รวยจริงไหม ตอบโจทย์ด้านรายได้ที่ตัวเองคาดหวังไว้รึเปล่า แล้วลองตัดสินใจดูครับ ว่าแนวทางการทำงานแบบนักวางแผนการเงินจริงๆ คือสิ่งที่ใช่สำหรับเราไหม เมื่อเราต้องแลกอะไรหลายๆอย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งระดับรายได้ตามที่ประเมินไว้ครับ