Money Moves : สินเชื่อเพื่อธุรกิจ

Money Moves : สินเชื่อเพื่อธุรกิจ สินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการที่จดทะเบียนพาณิชย์ หจก โรงงาน และอื่นๆ เท่านั้น

02/04/2026

15 หุ้นราคาลงลึก
ลุ้นรีบาวน์แรง
หลังตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย
GPSC-MTC-CENTEL-BA-CPALL เด่น
ช่วงที่ผ่านมาความขัดแย้งในตะวันออกกลางกดดันตลาดหุ้นไทยและหุ้นขนาดใหญ่หลายตัว แต่ล่าสุดสถานการณ์เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น นักวิเคราะห์ประเมินเป็นปัจจัยบวกต่อดัชนี และมีโอกาสที่หุ้นที่ราคาปรับลงลึกจะมีโอกาสจะฟื้นตัวแรง
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางที่เริ่มมีทางออก ประเมิน SET มีโอกาสตอบรับทางบวก หลัง SET ปรับตัวลงจากจุดสูงสุด 26 ก.พ. ราว -5.6% อย่างไรก็ตาม เชิงกลยุทธ์หลายหุ้นยังปรับตัวลงลึกกว่า SET โดยเฉพาะกลุ่มที่กระทบในด้านความกังวลต้นทุนพลังงานและผลกระทบลูกค้าตะวันออกกลาง-ยุโรป
ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินชุดหุ้นที่ปรับตัวลงลึกกว่าตลาดและมีโอกาสฟื้นตัวได้แรงวันนี้ เช่น
1) โรงไฟฟ้าที่มีลูกค้า SPP สูง BGRIM (ปรับลงจาก 26 ก.พ. -21.7%), GPSC (ปรับลง จาก 26 ก.พ. -20.9%)

2) หุ้นปิโตรเคมี SCC (-26%), IVL (-17.2%)

3) หุ้นท่องเที่ยว ERW (-24.7%), CENTEL (-18.2%), AWC (-15.1%)

4) หุ้นการบิน BA (-27%), AAV (-17%)

5) หุ้นโรงพยาบาล BH (-19.7%), B*H (-14.9%)

6) หุ้นเช่าซื้อ MTC (-23.8%), SAWAD (-23.5%)

7) หุ้นอิงกำลังซื้อภายใน CPALL (-15.4%), ICHI (-15.8%)
สำหรับ Best Picks ฝ่ายวิเคราะห์เลือก GPSC รับผลบวก Mega-trend Data Center, MTC จิตวิทยาลบ Yield ที่ปรับตัวสูง ค่อยๆ ผ่อนคลาย, CENTEL และ BA ท่องเที่ยวโดยรวมยังขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน, CPALL รับแรงส่งจากนโยบายกระตุ้นของรัฐฯ

#หุ้นไทย #ตะวันออกกลาง

20/03/2026

SET ปิดดิ่งกว่า 23 จุด
วิตกต้นทุนพลังงานพุ่งสูง
วันนี้ (19 มี.ค. 69) ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) ปิดตลาดที่ระดับ 1,417.45 จุด ลดลง 23.40 จุด หรือ -1.62% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 73,426.60 ล้านบาท
โดย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ นักลงทุนเทขายหุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานพุ่งสูง โดยมี Sector ปรับลงกดดัชนี คือ ค้าปลีก (CPALL, CRC), ท่องเที่ยว (AOT, MINT), และกลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF, BGRIM, GPSC), และกลุ่มอิเล็กฯ (DELTA) ส่วน Sector ปรับขึ้น คือ กลุ่มน้ำมันโรงกลั่น (PTT, PTTEP, SPRC, BCP), และกลุ่มปิโตรฯ (PTTGC, IVL)
หุ้นที่เคลื่อนไหวเด่น คือ
PTTEP (+5.44%) เช้าวันนี้นักวิเคราะห์ของเราออกบทวิเคราะห์ปรับคำแนะนำหุ้น PTTEP เป็น ซื้อ จากเดิม ถือ และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 160 บาทจากเดิม 135 บาท เพื่อสะท้อนการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2026-28F ขึ้น +17-30% ตาม supply พลังงานที่ตึงตัวมากขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาขายปิโตรเลียมสูงขึ้น ผสานบริษัทมียอดขายจากแหล่งผลิตใหม่ๆ เข้ามาช่วยเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ PTTEP ยังจ่ายปันผลสูงราว 6.5% ในขณะที่กระแสเงินสดแข็งแกร่งช่วยเพิ่มโอกาสและสร้าง upside จากการ M&A ในอนาคต
PTTGC (+4.88%), IVL (+1.29%), BCP (+2.56%) เป็น Top Pick ของเราเช้านี้ เรามองเป็นหุ้นที่ได้รับผลกระทบจำกัดจากเหตุสงครามในตะวันออกกลาง และคาดว่าจะเป็นผู้ประกอบการที่จะได้ประโยชน์มากสุดในกลุ่มจาก ราคาขายผลิตภัณฑ์ ส่วนต่าง (Spread) ที่เพิ่มขึ้น
BANPU (+5.22%) ตลาดมองเป็นพลังงานต้นน้ำที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานสูงขึ้น จาก 1) ราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวขึ้นหนุนธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ และ 2) ถูกมองเป็นสินค้าทดแทนคาดหวังดีมานด์ถ่านหินเพิ่มจากการเปลี่ยนการใช้วัตถุดิบบางส่วนจากน้ำมันเป็นถ่านหิน
GULF (-2.64%), GPSC (-5.97%), BGRIM (-7.83%) กังวลผลกระทบจากราคาก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจากข่าวอิหร่านขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางด้านพลังงานของประเทศต่างๆ ในอ่าวเปอร์เซียโดยเฉพาะแหล่งก๊าซ LNG ในกาตาร์ซึ่งคิดเป็น 20% ของโลก โดยล่าสุดราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดยุโรป (TTF Gas) เพิ่มขึ้น 13.29$/MMBTU หรือ +24.31%

#ดัชนีตลาดหุ้นไทย #หุ้นไทย #ตลาดหุ้นไทย

18/02/2026

ชี้เป้าหุ้นแถว 2 พื้นฐานดี มูลค่าไม่แพง
รับอานิสงส์การเมืองชัด-สภาพคล่องฟื้น
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยกลับมาคึกคัก หลังการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เริ่มมีความชัดเจน ปัจจัยบวกดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหุ้นขนาดใหญ่เท่านั้น แต่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แล้วหุ้นตัวไหนมีแนวโน้มฟื้นตัวและยังมีมูลค่าไม่แพง Wealthy Thai มีมุมมองที่น่าสนใจจาก บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มานำเสนอ
โดยฝ่ายวิเคราะห์บล.หยวนต้า ให้มุมมองว่า หุ้นขนาดกลาง-เล็กเริ่มฟื้นตัว หลังจากมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเร่งตัวขึ้น โดยค่าเฉลี่ยจากช่วงต้นปีถึงปัจจุบันเร่งตัวขึ้นเป็น 5 หมื่นล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้น 25% จากค่าเฉลี่ยทั้งปีก่อนที่ 4 หมื่นล้านบาทต่อวัน ได้แรงหนุนตามภาพการลงทุนของตลาดหุ้นไทยที่กลับมาเป็นบวก หลังทราบผลการเลือกตั้งที่สะท้อนช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลที่ราบรื่น และเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่ที่ดูดีกว่าการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา
เนื่องจากพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่งสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ตามปกติและรัฐบาลชุดใหม่จะมีหน้าตาคล้ายชุดรักษาการปัจจุบัน ทำให้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนที่วางไว้ได้อย่างรวดเร็ว
หากพิจารณาในเชิงเปรียบเทียบ พบว่า Index Ratio ระหว่าง mai : SET ทรุดตัวลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เหลือเพียง 0.15 เท่า ส่วน sSET : SET ปรับตัวลงเหลือ 0.41 เท่า ต่ำสุดในรอบเกือบ 6 ปี สะท้อนว่า หุ้นขนาดกลาง-เล็กทรุดตัวลงอย่างหนัก จากทั้งสภาพคล่องในการซื้อขายที่ลดลงและความเชื่อมั่นในการลงทุนของนักลงทุนในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ ทั้งจากผลของเศรษฐกิจที่ชะลอตัว, รัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ, และปัญหาด้านบรรษัทภิบาลในตลาดทุนไทย
แต่หลังจากสภาพคล่องในการซื้อขายกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่ฝ่ายวิเราะห์เชื่อว่า จะทำให้การลงทุนในหุ้นขนาดกลาง-เล็กกลับมาน่าสนใจอีกครั้งได้เช่นกัน ฝ่ายวิเคราะห์จึงลองวิเคราะห์เชิงปริมาณ โดยพิจารณามูลค่าการซื้อขายรวมในแต่ละวัน ร่วมกับการเคลื่อนไหวของ SET Index ที่เป็นตัวแทนของภาพรวมตลาดหุ้นไทย, sSET ที่เป็นตัวแทนของหุ้นขนาดกลาง, และ mai ที่เป็นตัวแทนของหุ้นขนาดเล็ก
เพื่อทดสอบดูว่า มูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น มีผลทำให้หุ้นขนาดกลางเล็กเคลื่อนไหวดีกว่า SET Index หรือไม่ ซึ่งผลการทดสอบสะท้อนความสัมพันธ์ที่เป็นบวกต่อกัน และสอดคล้องกับข้อสังเกตของฝ่ายวิเคราะห์
โดยข้อมูลการซื้อขายรายวัน 5 ปีย้อนหลังสะท้อนว่า หากมูลค่าการซื้อขายต่อวันของตลาดหุ้นไทยเกิน 5.8 หมื่นล้านบาท หรือยอดซื้อของนักลงทุนรายย่อยต่อวันสูงกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท จะทำให้ sSET และ mai เคลื่อนไหว Outperform ตลาดโดยรวม 0.1-0.2% ต่อวัน
เพราะฉะนั้น สถานการณ์ปัจจุบันที่มูลค่าการซื้อขายสูงกว่าระดับดังกล่าวแล้ว และยอดซื้อขายของนักลงทุนรายย่อยที่ 2.2 หมื่นล้านบาท ก็เริ่มใกล้เคียงเกณฑ์ดังกล่าว ทำให้เราคาดว่า sSET และ mai กำลังอยู่ในจุดที่อาจได้รับความสนใจในการเก็งกำไรจากตลาดอีกครั้ง
จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ฝ่ายวิเคราะห์จึงแนะนำ Trading โดยพิจารณาหุ้นจาก sSET และ mai ใน Coverage ที่ Valuation ยังไม่แพง และกราฟทางเทคนิคมีโอกาสฟื้นตัวในระยะสั้น ได้แก่ NER, EPG, AURA, KCG, THCOM, BBIK, TMAN, SPA, FSMART

#หุ้นไทย #เลือกตั้ง

06/02/2026

จับตา 8 แบงก์ใหญ่ “จ่ายปันผล”
คาดเริ่มประกาศเดือน ก.พ.นี้
ลุ้นโกยผลตอบแทนพุ่งเกิน 6%

#ธนาคาร #ข่าวหุ้น #หุ้นไทยวันนี้ #ปันผล

04/02/2026

กลุ่มแบงก์ยังมีของดี!
จังหวะนี้เหมาะลงทุนรับ “ปันผล”
ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทาย สำหรับหุ้นกลุ่มธนาคาร ภายหลังการประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 4/68 ซึ่งแสดงให้เห็นการปรับตัวลดลงของกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งนี้ทำให้เกิดความกังวลในหุ้นกลุ่มธนาคารและทำให้มีแรงขายออกมาบางส่วน
แต่อย่างไรก็ดี หากมองในแง่ของผลตอบแทนจากเงินปันผล หุ้นในกลุ่มนี้ก็ยังถือเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนที่ดีทั้งในแง่ของอัตราผลตอบแทนและความสม่ำเสมอในการจ่าย ทำให้หุ้นธนาคารยังมีความน่าสนใจและเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ถือหุ้นเพื่อรอรับเงินปันผล โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ราคามีความน่าสนใจเช่นนี้
โดย บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุ ไตรมาส 4/68 กลุ่มธนาคาร 8 แห่งที่ทำการศึกษามีกำไรสุทธิรวมกัน 54.7 พันลบ. ลดลง 4.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยทุกธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยลดลง จากการหดตัวลงของสินเชื่อและการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และในบางธนาคารมีการตั้งสำรองเพิ่มสูงขึ้นด้วย ส่งผลให้กำไรลดลงอีก 22.9% จากไตรมาสก่อนหน้า
โดยการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยยังคงเป็นสาเหตุหลัก ร่วมกับการลดลงของกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน และการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นมากในไตรมาสก่อน ขณะที่ในไตรมาสนี้ค่าใช้จ่ายยังเพิ่มสูงขึ้นด้วย ซึ่งเป็นปกติในไตรมาส 4
ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มี 4 ธนาคารที่กำไรเพิ่มขึ้น และ 4 ธนาคารที่กำไรลดลง โดยธนาคารที่มีกำไรเพิ่มขึ้นโดดเด่นที่สุดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คือ KKP ที่มีกำไร 1.8 พันลบ. เพิ่มขึ้นถึง 26.1% จากปีก่อนหน้า จากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย การตั้งสำรองที่ลดลง และรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ทุกธนาคารมีกำไรลดลงทั้งหมด ยกเว้น KKP ซึ่งเป็นธนาคารเดียวที่กำไรเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้น 6.1% จากไตรมาสก่อนหน้า ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและการตั้งสำรองที่ลดลงยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กำไรของ KKP เพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ดี บล.ฟิลลิป มองว่าภายหลังจากที่ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารได้รับผลกระทบจากผลประกอบการที่ส่วนใหญ่ออกมาต่ำกว่าคาด จะเป็นจังหวะที่น่าเข้าลงทุนเพื่อรับปันผล โดยกลุ่มธนาคารถือเป็นกลุ่มที่จ่ายปันผลค่อนข้างสูง โดยคาดว่าปันผลปี 68 ของกลุ่มธนาคารจะอยู่ในช่วง 3.2–8.2% และถึงแม้ทุกธนาคารจะมีการจ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว ปันผลครึ่งปีหลังก็ยังสูงในช่วง 1.6–6.7%
ทั้งนี้ ยังคงเลือก KTB (ราคาพื้นฐาน 31.00 บาท) เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม เนื่องจากมองว่าเป็นธนาคารที่จะได้ประโยชน์จากโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลมากที่สุด

#กลุ่มธนาคาร #กลุ่มแบงก์ #หุ้นธนาคาร #หุ้น

02/02/2026

ข่าวหน้าหนึ่ง เช้าวันพรุ่งนี้

สนใจสมัครสมาชิกข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์
https://daily.kaohoon.com/register

หรือสมัครสมาชิกหนังสือพิมพ์รายวันโทร 02-693-4555

24/01/2026

“กองทุนประกันสังคม” ปลื้ม ปี’25 โชว์กำไรกว่า 8 หมื่นล้านบาท...
“พอร์ตอสังหาฯ ไทย” โชว์ปันผลเฉลี่ย 6.09% !!!
สาระ Fund วันละนิด: แม้ช่วงนี้ “กองทุนประกันสังคม” จะเจอมรสุมรุมเร้า ถึงการใช้งบประมาณ ตลอดจนฝีมือในการบริหารกองทุนก็ตาม
แต่รู้หรือไม่?....ในปี2025 ที่ผ่านมา “กองทุนประกันสังคม” ทำกำไรจากการลงทุนได้กว่า 8 หมื่นล้านบาท !!!
วันนี้ จะพามาส่องผลงานของ “กองทุนประกันสังคม” ในปี2025 ที่ผ่านมากันบ้าง
นี่คือนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ของไทย สิ้นปี25 บริหารเงินลงทุนมูลค่ากว่า 2.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น +7.61% จากปีก่อน
และสามารถทำกำไรจากการลงทุนได้กว่า 8 หมื่นล้านบาท
ภาพรวมการลงทุนในปี25 ที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้างนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปอัปเดตข้อมูลจากทาง “ประกันสังคม” พร้อมๆ กันได้เลย
“กองทุนประกันสังคม” ปลื้ม ปี’25 AUM โตแตะ 2.9 ล้านลบ....โชว์กำไรกว่า 8 หมื่นลบ.
โดย “กาญจนา พูลแก้ว” เลขาธิการ สำนักงานประกันสังคม บอกว่า ปี25 “กองทุนประกันสังคม” มียอดเงินลงทุนสะสม 2,859,400 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากเงินสมทบจากฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายรัฐบาล 1,728,722 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาตั้งแต่จัดตั้งกอทุนประกันสังคม สามารถสร้างผลตอบแทนสะสมจากการลงทุนได้สูงถึง 1,130,678 ล้านบาท โดยในปี25 สามารถสร้างผลตอบแทนที่รับรู้แล้วได้กว่า 80,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 6.1% ของพอร์ตการลงทุน โดยเป็นผลมาจากการจัดกลยุทธ์การลงทุน ที่ให้ความสำคัญกับ เสถียรภาพกองทุน เพื่อการจ่ายสิทธิประโยชน์ในระยะยาวเป็นลำดับแรก
ทั้งนี้มีการลงทุนในหลักทรัพย์มั่นคงสูง 69.01% และหลักทรัพย์เสี่ยง 30.99% ซึ่งแบ่งเป็นการลงทุนในประเทศ 60.47% และต่างประเทศ 39.53%
ในส่วนของ “กองทุนเงินทดแทน” มีเงินลงทุนสะสมรวม 88,136 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสมทบจากนายจ้างสุทธิ 52,664 ล้านบาท และผลตอบแทนสะสมจากการลงทุน 35,472 ล้านบาท ในปี25 สามารถสร้างผลตอบแทนที่รับรู้แล้วได้กว่า 4,228 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5.68% ของพอร์ตการลงทุน โดยมีนโยบายเน้นความปลอดภัยของเงินทุนอย่างเข้มงวด
โดยลงทุนในหลักทรัพย์มั่นคงสูงถึง 81.37% หลักทรัพย์เสี่ยงเพียง 18.63% ซึ่งแบ่งเป็นการลงทุนในประเทศที่สัดส่วน 71.54% และต่างประเทศ 28.46%
“กองทุนที่สำนักงานประกันสังคมดูแลอยู่มีเสถียรภาพสูง ดำเนินการตามขั้นตอน ระเบียบ/ประกาศ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วนและรัดกุม เป็นไปตามมาตรฐานสากล และมุ่งเน้นการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน กลับคืนมาเป็นสวัสดิการที่มั่นคงให้กับผู้ประกันตนทุกคน”
“พอร์ตอสังหาฯ” 3 หมื่นลบ. ปี25 ได้ปันผล 6.09%...ส่วน “TU-PF” ตั้งแต่เริ่มลงทุนได้เงินคืนแล้ว 159 ลบ.
ส่วน “พอร์ตอสังหาริมทรัพย์ในไทย” ปี25 มีมูลค่า 30,319 ล้านบาท และได้รับเงินปันผลมาแล้วตั้งแต่เริ่มลงทุนกว่า 18,636 ล้านบาท โดยในปี25 ได้รับเงินปันผลมาแล้ว 1,847 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 6.09% โดยการลงทุนในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ มีลักษณะการลงทุนระยะยาวที่หวังผลตอบแทนในรูปเงินปันผลและมูลค่าทรัพย์สินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
“โดยสำนักงานได้กระจายการลงทุนไปในหลากหลายกลุ่มประเภททรัพย์สินเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงการลงทุน ให้สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับกองทุนประกันสังคมเพื่อรองรับการจ่ายสิทธิประโยชน์ในระยะยาวให้ผู้ประกันตนอย่างมีเสถียรภาพต่อไป”
ด้านการลงทุนในกองทุน “TU-PF: กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ที ยู โดม” นั้น มีการลงทุนปลายปี 2006 เป็นเงินรวม 800 ล้านบาท ปัจจุบัน ได้รับเงินคืนจากการลงทุนมาแล้วรวม 159 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม มูลค่าตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น โดยมีอุปทานใหม่จากภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับผลการดำเนินงานรอบปี25 โครงการมีอัตราการเช่าในส่วนของหอพักอยู่ที่ 89% อพาร์ตเม้นท์ 80% และพลาซ่าอยู่ที่ 55% ซึ่งปรับตัวดีขึ้นกว่าปีก่อนหน้า และมีกำไรจากจากการดำเนินงานโดยมีการจ่ายเงินคืนให้สำนักงานเป็นเงิน 8 ล้านบาท ในส่วนแผนการดำเนินงานในปี26 คาดการณ์ว่าจะสามารถจ่ายเงินคืนได้เพิ่มขึ้น จากการปรับกลยุทธ์ในการหาผู้เช่าและแผนการตลาด”
ท่ามกลางมรสุมที่กำลังถาโถมเข้าหา “กองทุนประกันสังคม” ในช่วงที่ผ่านมา ถ้าดูในแง่ของผลงานในการบริหารกองทุนในปภาพรวมปี25 ที่ผ่านมาก็ถือว่ายังคงมีการเติบโตและน่าพอใจ ใน “ปีม้าไฟ” นี้ “กองทุนประกันสังคม” จะทำได้ดีมากน้อยแค่ไหนนั้น คงต้องจับตาดูกันใกล้ชิดต่อไป
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

#กองทุน ันละนิด #กองทุนประกันสังคมปี25

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Money Moves : สินเชื่อเพื่อธุรกิจผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์