เส้นทาง

Eagle Credit สินเชื่อผู้ประกอบการ เพื่อความก้าวหน้าทางธุรกิจ

01/10/2026

ปัญหาที่หลายคนมักพลาดกันบ่อย ๆ คือความใจร้อนครับ หลายคนพอเห็นราคาหุ้นตกลงมาแตะเส้นแนวรับปุ๊บ ก็รีบกดซื้อทันทีโดยไม่รอดูอาการ ซึ่งในโลกของตลาดหุ้น เราเปรียบพฤติกรรมนี้ว่าเหมือนการเอามือเปล่าไปรับมีดที่กำลังตกลงมาครับ

ภาพนี้คือหัวใจสำคัญของการดูแนวรับครับ นั่นคือ "การรอสัญญาณยืนยัน"

เราจะรู้ได้ยังไงว่าแนวรับนั้น "มีโอกาส" รับอยู่

คำตอบคือ เราต้องใจเย็น ๆ และรอดูให้เกิด "แท่งเทียนสีเขียว" ที่บริเวณโซนแนวรับนั้นเสียก่อน

ทำไมต้องเป็นแท่งเทียนสีเขียว เพราะแท่งเทียนสีเขียวคือตัวแทนของแรงซื้อครับ เมื่อราคาตกลงมาถึงจุดหนึ่งแล้วมีแท่งสีเขียวเกิดขึ้น นั่นแปลว่าเริ่มมีแรงซื้อเข้ามา แรงขายเริ่มชะลอตัว

แรงซื้อเหล่านี้แหละครับที่จะเข้ามาช่วยพยุงราคาไม่ให้ร่วงหลุดแนวรับไปได้ (และถ้าคุณทำการบ้านมาดี รู้ว่าปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนี้ยังแข็งแกร่ง กำไรยังเติบโต การเข้าซื้อในจังหวะนี้ก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้น)

ลองมาดูตัวอย่างจากในภาพกันทีละจุดครับ

วงกลมวงแรกทางซ้ายมือ คุณจะเห็นว่าเมื่อราคาปรับตัวลงมาใกล้เส้นแนวรับ EMA50 ในกราฟ Day (เส้นสีชมพู) เมื่อมีแท่งเทียนสีเขียวเกิดขึ้น อาการแบบนี้แหละครับที่เรียกว่า "แนวรับทำงาน" หรือ "รับอยู่" เป็นจุดที่เราสามารถวางแผนเข้าซื้อได้

จุดที่ลูกศรชี้ตรงกลางภาพ สังเกตให้ดีนะครับ ราคาหุ้นทิ้งตัวดิ่งลงมาเจาะทะลุเส้นแนวรับ EMA50 ลงมาเลย โดยที่ไม่มีแท่งเทียนสีเขียวโผล่มาต้านไว้เลยแม้แต่แท่งเดียว นี่คือตัวอย่างของการที่ "แนวรับเอาไม่อยู่" ครับ ถ้าเราใจร้อนรีบซื้อเพียงเพราะเห็นราคาสัมผัสเส้น เราก็จะติดดอยและขาดทุนทันที

วงกลมวงที่สองทางขวามือ เมื่อราคาร่วงทะลุแนวรับแรกมาแล้ว มันก็ไหลลงมาหาแนวรับถัดไปคือเส้น EMA200 ในกราฟ Day (เส้นสีเหลือง) พอราคาลงมาถึงโซนนี้ เราเริ่มเห็นแท่งเทียนสีเขียวปรากฏขึ้นอีกครั้ง เป็นสัญญาณบอกว่ามีแรงซื้อกลับเข้ามาสู้ ราคาเริ่มทรงตัวได้ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งจังหวะที่เราสามารถพิจารณาหาโอกาสเข้าซื้อได้

ถึงแม้โพสต์นี้ผมจะยกตัวอย่างจากแนวรับที่เป็นเส้น EMA แต่แนวรับที่เป็นเส้นตรงแนวนอนเส้นตรงแนวเฉียง เราก็ใช้หลังการเดียวกันแบบนี้ครับ

ถามว่าหลักการนี้แม่นยำแบบ 100% เลยไหม คำตอบคือไม่ครับ ตลาดหุ้นไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว บางครั้งเกิดแท่งเขียวแล้ว ราคาก็อาจจะร่วงต่อได้ ซึ่งคุณก็ต้องใช้การควบคุมและกระจายความเสี่ยงเข้ามาช่วยอีกที

แต่การที่เรารอให้เกิดแท่งเทียนสีเขียวก่อนเข้าซื้อ มันช่วยเพิ่มโอกาสชนะและลดความเสี่ยงให้เราได้ดีกว่าการเข้าซื้อเลยโดยไม่รออย่างแน่นอนครับ

ถึงแม้เคสนี้มันจะทะลุแนวรับลงมาแล้วกลับขึ้นไปได้ แต่ถ้าคุณเจอตลาดขาลงของจริงแบบปี 2022 (ไม่ใช่ปี 2025 และ 2026) คุณจะเข้าใจครับ ว่ามันหนักขนาดไหน

ถ้าชอบเนื้อหาสไตล์นี้ ฝากกดติดตามเพจไว้ด้วยนะครับ จะได้ไม่พลาดเนื้อหาจากทางเพจครับ

หมายเหตุ : บทความนี้ เขียนขึ้นเพื่อเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน

👗 ธุรกิจเสื้อผ้ากำลังไปได้ดี แต่เงินทุนหมุนเวียนไม่พอ?อย่าปล่อยให้โอกาสในการเติบโตต้องสะดุด💰 สินเชื่อธุรกิจสำหรับร้านเสื...
29/09/2026

👗 ธุรกิจเสื้อผ้ากำลังไปได้ดี แต่เงินทุนหมุนเวียนไม่พอ?
อย่าปล่อยให้โอกาสในการเติบโตต้องสะดุด

💰 สินเชื่อธุรกิจสำหรับร้านเสื้อผ้า
ช่วยเสริมสภาพคล่อง เพิ่มสต็อกสินค้า รองรับออเดอร์ และต่อยอดการขยายธุรกิจ

✅ สำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้ชัดเจน
✅ รับพิจารณาธุรกิจที่มีรายได้ 500,000 บาท/เดือนขึ้นไป
✅ ร้านค้าปลีก • ร้านค้าส่ง • แบรนด์เสื้อผ้า • ธุรกิจแฟชั่น

📩 ทักแชทเพื่อประเมินเบื้องต้น
LINE ID: 082-7682452
โทร. 082-7682452

“เมื่อธุรกิจมีโอกาส เงินทุนก็ควรพร้อมเดินไปด้วยกัน” 🖤💛

เงินทุนที่ดี ไม่ใช่แค่ช่วยแก้ปัญหา แต่ต้องช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้ 💼✨บางครั้งธุรกิจมีออเดอร์ มีลูกค้า มีโอกาสใหม่ ๆแต...
28/09/2026

เงินทุนที่ดี ไม่ใช่แค่ช่วยแก้ปัญหา แต่ต้องช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้ 💼✨

บางครั้งธุรกิจมีออเดอร์ มีลูกค้า มีโอกาสใหม่ ๆ
แต่ติดตรง เงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ

EAGLE CREDIT พร้อมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการวางแผนสภาพคล่องและต่อยอดธุรกิจ

✔️ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ
✔️ วางแผนเงินทุนให้เหมาะกับธุรกิจ
✔️ ดูแลและให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพ
✔️ ครอบคลุมธุรกิจหลากหลายประเภท

อย่าปล่อยให้ข้อจำกัดด้านเงินทุน หยุดโอกาสของธุรกิจ

📞 082-768-2452
💬 LINE: 082-768-2452

EAGLE CREDIT — สินเชื่อเพื่อธุรกิจ

#สินเชื่อเพื่อธุรกิจ #เงินทุนหมุนเวียน #สินเชื่อธุรกิจ #ธุรกิจSME #เจ้าของกิจการ #เงินทุนธุรกิจ #สภาพคล่องธุรกิจ

24/09/2026

หลายคนมักจะคิดว่าการซื้อหุ้นปันผลคือการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุด แค่ซื้อทิ้งไว้แล้วรอรับเงินปันผลชิล ๆ ทุกปี แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันมีหลุมพรางที่นักลงทุนมักจะพลาดกันบ่อยมากครับ

เรามาดูกันครับว่า การลงทุนในหุ้นปันผลให้ประสบความสำเร็จและไม่เจ็บตัว เราต้องติดตามและระวังในเรื่องอะไรบ้าง โดยผมจะผสมผสานทั้งมุมมองด้านปัจจัยพื้นฐานและกราฟเทคนิคเข้าด้วยกัน ซึ่งจะขอแบ่งเป็น 4 ข้อหลัก ๆ ดังนี้ครับ

1. ระวังตกหลุมพราง กับดักเงินปันผล

บางครั้งเวลาเราเห็นตัวเลขผลตอบแทนเงินปันผลที่สูง เช่น 10% หรือ 15% อย่าเพิ่งรีบไปซื้อเลยเด็ดขาดนะครับ เพราะมันคือตัวเลขที่คำนวณมาจากราคาในปัจจุบันเทียบกับปันผลที่จ่ายออกมาในอดีต ซึ่งเราจะต้องใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเพื่อวิเคราะห์ว่า ที่ % มันสูง เป็นเพราะบริษัทมีกำไรเติบโตจนจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้น หรือเป็นเพราะราคาหุ้นตกลงมาอย่างหนักกันแน่

ตัวอย่าง : หุ้นบริษัท A เคยราคา 100 บาท จ่ายปันผล 5 บาท เท่ากับว่าให้ผลตอบแทน 5% แต่ในปี 2025 ธุรกิจแย่ลงหนักมาก ขาดทุนจนราคาหุ้นร่วงลงมาเหลือ 25 บาท ถ้าระบบตามเว็บไซต์ยังคำนวณจากปันผลเดิมในอดีตคือ 5 บาท มันจะโชว์ว่าหุ้นตัวนี้ให้ผลตอบแทนปันผลสูงถึง 20% ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พอถึงปี 2026 เขาอาจจะไม่มีกำไรมาจ่ายปันผลให้เราแล้วก็ได้ครับ นี่คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับการลงทุนหุ้นปันผล

2. สัดส่วนการจ่ายปันผลเกินตัวหรือไม่ และเอาเงินจากไหนมาจ่าย

เราจะต้องตรวจสอบให้ดีว่า บริษัทจ่ายปันผลเกินตัวหรือไม่ โดยให้ดูที่อัตราส่วนการจ่ายเงินปันผลเทียบกับกำไรสุทธิ และเงินปันผลที่ดี จะต้องมาจากกระแสเงินสดที่บริษัททำได้จากตัวธุรกิจ ไม่ใช่มาจากการกู้เงินเพื่อมาจ่ายปันผล

ตัวอย่าง : ถ้าบริษัททำกำไรได้ 100 บาท แต่ประกาศจ่ายปันผล 120 บาท แบบนี้คือการควักเอาเงินกำไรสะสมในอดีตของบริษัทออกมาจ่าย ซึ่งการทำแบบนี้สามารถทำได้แค่ช่วงสั้น ๆ เท่านั้นครับ วันหนึ่งเมื่อเงินเก็บสะสมหมดลง เงินปันผลที่เราเคยได้ก็จะหายวับไปทันทีครับ

3. ความสม่ำเสมอของกำไรและเทรนด์ธุรกิจ

เงินปันผลที่ยั่งยืนต้องมาจากธุรกิจที่เติบโต หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีรายได้และกำไรที่สม่ำเสมอครับ เราควรเปิดอ่านงบการเงินย้อนหลังไปสัก 3 ถึง 5 ปี เพื่อดูว่ารายได้และกำไรสุทธิของเขาโตขึ้นหรือทรงตัวไหม ถ้ามีแนวโน้มลดลงทุกปี ต่อให้ ณ ปัจจุบันจะยังจ่ายปันผลดี อนาคตก็ต้องลดลงตามกำไรที่หดหายไปครับ

ตัวอย่าง : ช่วงปี 2015 ถึง 2018 หุ้นกลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์บางตัวเคยจ่ายปันผลดีและสม่ำเสมอมาก แต่เมื่อพฤติกรรมคนเปลี่ยนไปเสพข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์กันหมด กำไรของบริษัทก็หดตัวลงอย่างรวดเร็ว จนสุดท้ายก็ไม่สามารถจ่ายปันผลได้อีกต่อไปเลยครับ

4. จังหวะการเข้าซื้อและแนวโน้มราคาหุ้น

ตรงนี้แหละครับที่ความรู้ด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะเข้ามาช่วยปกป้องเงินต้นของเราได้มาก แม้เราจะเป็นสายปัจจัยพื้นฐานที่เน้นถือยาวกินปันผล แต่เราก็ไม่ควรเข้าซื้อหุ้นที่กราฟกำลังเป็นขาลงชัดเจนครับ เพราะหลาย ๆ ครั้งเงินปันผลที่เราได้รับมา มันไม่คุ้มค่าเลยกับส่วนต่างราคาหุ้นที่ร่วงลงไป

ตัวอย่าง : ถ้าเราเปิดดูกราฟแล้วพบว่า หุ้นตัวนั้นทำจุดต่ำสุดใหม่ลงไปเรื่อย ๆ หรือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ตัดลงเป็นขาลงชัดเจน แม้ตัวเลขปันผลจะดูน่าสนใจแค่ไหน เราก็ควรชะลอการลงทุนไปก่อนครับ รอจนกว่ากราฟจะเริ่มสร้างฐานได้ หรือมีสัญญาณกลับตัวเป็นขาขึ้นรอบใหม่ แล้วค่อยเข้าไปซื้อเก็บเพื่อรับปันผล แบบนี้เราจะได้เปรียบมากครับ เพราะนอกจากจะได้เงินปันผลแล้ว เรายังมีโอกาสได้กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นไปอีกด้วยครับ

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านนะครับ ใครชอบซื้อชอบถือหุ้นปันผลบ้าง มาแชร์กันครับ

22/09/2026

เทคนิคเรียนรู้เร็วขึ้น 10X
โดยไม่ต้องเป็น “คนฉลาด”
Feynman Technique เทคนิคเปลี่ยนเรื่องยากให้เข้าใจง่าย
Richard Feynman นักฟิสิกส์ชาวอเมริกา ผู้ได้สมญานามว่า “The Great Explainer” ผู้ที่อธิบายเรื่องซับซ้อนให้เป็นเรื่องง่ายที่แม้แต่เด็กเข้าใจได้
“ถ้าคุณยังไม่สามารถอธิบายให้ออกมาง่ายพอ แสดงว่าคุณยังไม่เข้าใจมันดีพอ” คำพูดจาก Albert Einstein ประโยคนี้ทำให้ Richard จดทุกอย่างที่เขาไม่เข้าใจลงในสมุดที่ชื่อว่า
“Notebook of Things I Don’t Know About”
ซึ่งสมุดจดเล่มนี้ได้กลายเป็นหลักการให้กับ “The Feynman Technique” เทคนิคที่ย่อยเรื่องยากและซับซ้อนให้เข้าใจง่าย ด้วย 4 ขั้นตอนดังนี้
1.เลือกหัวข้อที่สนใจ แล้วเริ่มศึกษา
เลือกหัวข้อที่ต้องการศึกษาแล้วค้นหาความรู้ จากนั้นจึงนำความรู้ทุกอย่างมาเขียนบนกระดาษ แล้วค้นหาว่า มีหัวข้อไหนที่ยังไม่เข้าใจ แล้วค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม
ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ แล้วคุณจะเริ่มเห็นภาพรวมของหัวข้อที่คุณกำลังศึกษา
2.ลองอธิบายหัวข้อนั้นกับคนอื่น โดยคิดว่ามีเด็กกำลังฟังอยู่
ลองฝึกอธิบายความรู้ที่คุณค้นหามา โดยนึกว่า คุณกำลังอธิบายให้กับเด็กที่ไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้นฟัง
เมื่ออธิบายความรู้ออกมา คุณจะยิ่งเข้าใจความรู้นั้นๆ มากขึ้น ซึ่งหมายความว่า ถ้าคุณเข้าใจเนื้อหาได้ดีมากแค่ไหน คุณจะอธิบายได้ดีและเข้าใจง่ายมากขึ้น
3.วิเคราะห์และค้นหาเนื้อหาที่ยังไม่เข้าใจ
มันจะมีบางเนื้อหาที่คุณอาจจะอธิบายไม่ดี หรือใช้ศัพท์แสงทางเทคนิคอยู่ ซึ่งนั้นแสดงว่า คุณยังไม่ได้เข้าใจความรู้นั้นอย่างถ่องแท้และอธิบายเป็นภาษาง่ายๆ ได้
ค้นหาความรู้ตรงจุดนั้น แล้วลองอธิบายให้คนอื่นฟังอีก ครั้ง
4.รีวิวเนื้อหา เพื่อลดความซับซ้อน
อธิบายเนื้อหาทั้งหมดที่รู้ให้ออกมาเป็นภาษาของคุณ คุณอาจจะเลือกใช้ Mind-map หรือ การเขียนสรุป เพื่อให้คุณเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดได้ง่ายขึ้น
การศึกษาความรู้ใหม่ๆ ด้วยการใช้ The Feynman Technique จะทำให้คุณเข้าใจเรื่องใหม่ที่ซับซ้อนได้ง่ายและเร็วขึ้น
ซึ่งนั้นจะเป็นพื้นฐานให้คุณต่อยอดความรู้ที่มีกับความรู้ใหม่เพื่อสร้างวิธีการหรือทางลัดไปสู่เป้าหมายที่คุณต้องการ
>>> ทำงานมาทั้งวัน จนไม่มีเวลาพัฒนาตัวเอง และเรียนรู้ในสิ่งที่ต้องการ
นี่คือ เทมเพลตที่ช่วยให้คุณจัดระเบียบชีวิตและการทำงาน แม้จะยุ่งทั้งวัน
Second Brain Notion Template เทมเพลตจัดระเบียบชีวิตสำหรับสายพัฒนาตัวเอง
ส่วนตัวแล้ว นี่เป็นระบบที่ผมใช้เองมา 3 ปี จนเปลี่ยนตัวเองจากคนที่อ่านหนังสือหลายร้อยเล่มโดยไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จนสร้างโปรเจกต์ส่วนตัวและทำเงินแสนแรกได้สำเร็จ
พิเศษสำหรับตอนนี้ รับฟรี
คลิปวิดิโอสอนใช้สำหรับมือใหม่และคู่มือการใช้งานเทมเพลต ไม่ต้องเสียเวลาสร้าง เสียเวลางบวิธีการใช้
สนใจรับเทมเพลตอันนี้:
> กดลิงก์บนคอมเมนต์
เขียนโดย #วิชานอกห้อง
| ปลดล็อกตัวเองไปให้ไกล

12/09/2026

มองถูก แล้วยังไง ?
ได้ตังค์หรือเปล่า

บางคน มองถูก แต่ไม่ได้ตังค์
ผมก็เคยเป็นครับ

ถ้าทบทวนตัวเองดู จะพบว่า
คุณ Money Management ไม่ดี
Leverage เกินตัว Position เลยทนแรงเหวี่ยงไม่ได้

เคยได้ยินไหมครับ โลภมาก ลาภหาย

ลองปรับลดความโลภลง
และโลภให้พอๆกับความรู้ที่มี
อาจจะลงทุนได้ดีขึ้นครับ

https://www.facebook.com/share/p/1YkJKxtHnc/?mibextid=wwXIfr

ลองอ่านดู เผื่อเปิดอีกมุมมองครับ 🙏🏻🙏🏻🙏🏻

10/09/2026

กิจการที่มีสินทรัพย์มากแต่เปลี่ยนเป็นเงินสดไม่ทัน อาจมีปัญหาในวันที่ต้องจ่าย คนทำธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับ Liquidity มากพอ ๆ กับกำไร

ชีวิตก็มีสินทรัพย์ที่ดูมีมูลค่าแต่ใช้เป็นทางเลือกได้ยาก ตำแหน่งที่ผูกกับการอยู่ตลอดเวลา ทรัพย์สินที่มีค่าใช้จ่ายสูง หรือชื่อเสียงที่ทำให้เราไม่กล้าปฏิเสธสิ่งที่ไม่ต้องการ

บางคนมีรายได้สูงแต่ไม่มีเวลาเปลี่ยนเป็นการพัก มีเงินแต่ไม่สามารถหยุดงานได้ และมีอิสระบนกระดาษแต่ไม่มีสภาพคล่องทางใจพอจะเลือกทางใหม่

Liquidity ของชีวิตจึงรวมถึงเงินสำรอง ความสามารถในการถอยหนึ่งก้าว ทีมที่พึ่งพาได้ ทักษะที่พกไปได้ และความสัมพันธ์ที่ไม่ทำให้เราต้องแสดงบทบาทเดิมตลอดเวลา

การสร้างความมั่งคั่งที่ดีไม่ใช่การสะสมอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบให้ทรัพยากรบางส่วนเปลี่ยนเป็นเวลา ความสงบ และทางเลือกได้เมื่อจำเป็น

ถ้าชีวิตดีเฉพาะตอนที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน นั่นอาจแปลว่าเรามีมูลค่า แต่ยังมี Liquidity ไม่พอ

อ่านงบบริษัทมามากแล้ว อย่าลืมอ่านงบชีวิตตัวเอง
ถ้าพรุ่งนี้คุณต้องเปลี่ยนทิศทาง คุณมีทรัพยากรที่เปลี่ยนเป็นทางเลือกได้ทันเวลาหรือไม่?

#กำไรบริษัทขาดทุนชีวิต #อิสรภาพทางการเงิน #นักลงทุน #ผู้บริหาร #ทางเลือกชีวิต #ความมั่งคั่ง #งบชีวิต

05/09/2026

เรียนมาหลายชั่วโมง
แต่ยังไม่จำอะไรไม่ได้
เพราะ ลืมทำสิ่งนี้
เมื่อคุณทำงานหนัก แล้วยังต้องมาเรียนคอร์ส เรียนภาคพิเศษเสาร์-อาทิตย์ แต่หลังจากเรียนเสร็จ ทุกอย่างที่เรียนมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมง กลับจำไม่ได้
ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความฉลาด แต่เป็นเพราะคุณไม่รู้ว่า กลไกการเรียนรู้ของสมองมนุษย์ทำงานอย่างไร?
และนั่นคือ สิ่งที่ชายคนนี้ได้ค้นพบขณะที่ศึกษาสมองของมนุษย์
Hermann Ebbinghaus นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน ได้ทำการศึกษาและค้นพบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ นั่นก็คือ "Forgetting Curve" หรือกราฟแห่งการลืม
เป็นกราฟที่บอกว่า ถ้าหลังเรียนจบ ถ้าคุณไม่ได้ทบทวนเนื้อหา
- หลังจาก 20 นาที คุณจะลืมเนื้อหาถึง 42%
- หลังจาก 1 ชั่วโมง คุณจะลืมเนื้อหาถึง 56%
- หลังจาก 24 ชั่วโมง คุณจะลืมเนื้อหาถึง 66%
- และหลังจาก 6 วัน คุณจะจำเนื้อเพียง 25%
แล้วเราจะออกจาก "Forgetting Curve" แล้วกลับมาจำเนื้อหาที่เรียนอยู่ได้อย่างไร?
คำตอบนั้นง่ายมาก นั่นก็คือ "การทบทวน" แต่ไม่ใช่แค่การอ่านทวนซ้ำเนื้อหา แต่เป็นการ Active Recall หรือการพยายามนึกถึงเนื้อหาที่อ่านมา แล้วเขียนสรุปตามความเข้าใจของตัวเอง
สมมติว่า คุณต้องการเข้าใจเนื้อหา คอนเซปต์เพื่อนำไปสอบเอาใบเซอร์อะไรสักอย่าง
แต่ด้วยความที่เนื้อหาที่ต้องอ่านมันเยอะ คุณอาจจะเริ่มจากอ่านทีละบท แล้วเมื่ออ่านจบ ก็ค่อยนึกเนื้อหา แล้วเขียนสรุปตามความเข้าใจของตัวเองออกมา (Active Recall)
จากนั้นเมื่อผ่านไป 3 วัน ก่อนคุณเริ่มอ่านบทที่ 2 ให้คุณลองกลับมาอ่านแล้วเขียนสรุปบทที่ 1 ก่อน (Active Recall) เพราะ ช่วงเวลาที่คุณไม่ได้อ่านบทที่ 1 แล้วกลับมาทบทวนเนื้อหานั้น เป็นเหมือนกับการพยายามฝังเนื้อหาให้ติดอยู่ในสมอง เรียกการทบทวนแบบนี้ว่า Spaced Repetition
ยิ่งคุณทิ้งช่วงการทบทวน แล้วกลับมาทบทวนใหม่ได้ถี่มากเท่าไหร่ เช่น จาก 3 เป็น 5 จาก 5 วัน เป็น 7 วัน สมองคุณจะยิ่งจำเนื้อหานั้นๆ ได้แม่นยิ่งขึ้น
จริงๆ ผมเชื่อว่า คนทำงานทุกคนต้องการเป็นคนที่เก่งขึ้นอยู่เสมอ แต่แค่การจดจำเนื้อหาเพียงอย่างเดียว มันไม่ได้ช่วยในการทำงานมากนัก
ดังนั้น เมื่อไหร่ที่คุณได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ที่น่าสนใจ นอกจากจะจำเนื้อหารายละเอียดได้ดีแล้ว ผ่านเทคนิคต่างๆ การทำเอาความรู้ไปปรับใช้กับการทำงานจะช่วยให้คุณเก่งและโดดเด่นมากกว่าใคร
จำไว้ว่า ความรู้ที่ไม่ได้ใช้ มีค่าเท่าศูนย์ แต่ความรู้ที่ถูกใช้ มันจะมีค่าเป็นหนึ่ง หรือไม่ก็มากกว่านั้นเสมอ
::: ถ้าคุณอ่านหนังสือ เรียนคอร์สต่างๆ พัฒนาตัวเองมาหลายปี แต่ยังรู้สึกว่า "ชีวิตอยู่ที่เดิม"
นี่คือ บทเรียนทั้งหมดที่ผมอยากบอกตัวเอง เพื่อไม่ให้เสียเวลาพัฒนาตัวเองไป 3 ปี โดยไม่จำเป็น
รวบรวมไว้ในอีบุ๊ก The Secret Step
อ่านรายละเอียดอีบุ๊ก:
> กดลิงก์บนคอมเมนต์
เขียนโดย #วิชานอกห้อง
| ปลดล็อกตัวเองไปให้ไกล

ที่อยู่

ลาดพร้าว
Bangkok
10230

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Eagle Credit โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์