Eagle Credit สินเชื่อผู้ประกอบการ เพื่อความก้าวหน้าทางธุรกิจ

26/08/2026

สรุป Facebook 2 ตัวชี้วัดใหม่ “Hook - Hold Rate” ใช้วัดว่า คลิปสั้นเรา ทำให้คนหยุดดู ได้แค่ไหน ? - MarketThink
- ล่าสุด Meta ได้เพิ่ม 2 ตัวชี้วัดใหม่สำหรับคอนเทนต์คลิปสั้นหรือ Reels เข้ามาในระบบหลังบ้านอย่าง Meta Business Suite ได้แก่ “Hook Rate” และ “Hold Rate”

ซึ่งทั้ง 2 สิ่งนี้ เป็นตัวชี้วัดที่อาจสำคัญกว่า Views, Likes หรือ Engagement อื่น ๆ ด้วยซ้ำ

แล้วทั้ง “Hook Rate” กับ “Hold Rate” คืออะไรกันแน่ ? MarketThink อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ

จริง ๆ แล้ว ทั้งคำว่า “Hook Rate” กับ “Hold Rate” มีการใช้ในวงการ Performance Marketing มาสักพักหนึ่งแล้ว เพื่อใช้วิเคราะห์ประสิทธิภาพของคอนเทนต์วิดีโอสั้น

- “Hook Rate” คือ ตัวชี้วัดว่า ซีนแรกหรือ 3 วินาทีแรกของคลิป หยุดคนให้ดูได้ดีแค่ไหน

โดยมีสูตรคำนวณคือ Hook Rate = (3-Second Video Views / Impressions) x 100

ตัวอย่างเช่น

สมมติคลิปของเราแสดงผล 100,000 ครั้ง แล้วมีคนดูถึง 3 วินาที 30,000 ครั้ง
จะได้ว่า Hook Rate = (30,000 / 100,000) x 100 = 30%

พูดง่าย ๆ คือ ถ้ามีคนเห็นคลิปเรา 100 คน จะมี 30 คน ที่ยอมหยุดดูต่อจนจบ 3 วินาทีแรก

โดย Hook Rate ที่ Meta บอกว่าดีคือ ไม่ควรต่ำกว่า 28%
และถ้าทำได้มากกว่า 40% คือ ดีมาก ๆ อยู่ในระดับ Top Tier

แต่ถ้าต่ำกว่า 20% ถือว่าแย่ เพราะไม่สามารถดึงดูดให้คนหยุดดูได้ดีพอ..

- “Hold Rate” คือ ตัวชี้วัดว่า คลิปของเราทำให้คนดูต่อได้ดีแค่ไหน

โดยมีสูตรคำนวณคือ Hold Rate = (เวลาดูรวมทั้งหมด / (ความยาวคลิปเป็นวินาที x ยอดวิว)) x 100

ตัวอย่างเช่น

คลิปยาว 30 วินาที มียอดวิว 10,000 ครั้ง และมีเวลาดูรวม 150,000 วินาที
จะได้ว่า Hold Rate = (150,000 / (30 x 10,000)) x 100 = 50%

พูดง่าย ๆ ก็คือ โดยเฉลี่ยแล้ว คนดูคลิปเรานานแค่ไหนเมื่อเทียบกับความยาวเต็ม อย่างในตัวอย่างนี้คือ โดยเฉลี่ยแล้ว คนดูจบถึงประมาณครึ่งคลิปพอดี

สำหรับ Hold Rate มีจุดที่ต้องระวังก็คือ คลิปที่มีความยาวสั้น มักจะมีค่า Hold Rate สูงเสมอ

ดังนั้น ห้ามเอาค่า Hold Rate ของคลิปยาว 10 วินาที ไปเปรียบเทียบกับคลิปยาว 1 นาทีโดยเด็ดขาด

แต่ควรเปรียบเทียบกับคลิปที่มีความยาวใกล้เคียงกัน โดยแบ่งคลิปออกเป็นกลุ่ม ๆ เช่น
- คลิปยาวน้อยกว่า 15 วินาที
- คลิปยาว 15-30 วินาที
- คลิปยาว 30-60 วินาที
- คลิปยาว 60-120 วินาที

ทีนี้ลองมาดูกันว่า 4 รูปแบบ Hook Rate กับ Hold Rate ที่ดีต้องเป็นแบบไหน หรือถ้าไม่ดี ต้องปรับแก้ไขอย่างไร ?

- Hook Rate สูง + Hold Rate สูง
คือ คอนเทนต์ที่เวิร์กที่สุด เพราะคนหยุดดูและดูเนื้อหาข้างในได้นาน

สิ่งที่ต้องทำคือ วิเคราะห์ว่า คลิปนี้ทำไมถึงเวิร์ก ลองดูว่า Hook, Topic, Visual, หน้าปก และโครงสร้างการเล่าเรื่องภายในคลิปเป็นแบบไหน แล้วเอาสิ่งที่วิเคราะห์ได้ไปทำซ้ำกับคอนเทนต์ตัวต่อ ๆ ไป

- Hook Rate สูง + Hold Rate ต่ำ
คือ คอนเทนต์ที่คนหยุดดู แต่เนื้อหาข้างในไม่สามารถรักษาความสนใจของคนได้

เราอาจต้องมาตรวจเนื้อหาดูว่า มีช่วงไหนที่เนือยหรือทำให้คนดูรู้สึกเบื่อไหมและตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้คลิปกระชับขึ้น

เช่น Hook คลิกเบตไปไหม, เข้าเรื่องช้าเกินไปไหม, มีช่วงเกริ่นที่ไม่จำเป็นไหม, เล่าเรื่องช้าเกินไปไหม หรือสิ่งที่คนรอฟังจาก Hook ถูกเฉลยช้าเกินไปไหม

จะเห็นได้ว่า คอนเทนต์รูปแบบนี้ปัญหาจะอยู่ที่การตัดต่อหรือมูดของการเล่าเรื่องที่น่าเบื่อเกินไปนั่นเอง

- Hook Rate ต่ำ + Hold Rate สูง
คือ คอนเทนต์ที่คนที่ได้ดูจริง ๆ ชอบมาก แต่น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่หยุดดูตั้งแต่แรก

ซึ่งคอนเทนต์รูปแบบนี้ ปัญหามักจะอยู่ที่การเปิดคลิปช่วงแรกยังไม่น่าสนใจมากพอจนคนต้องหยุดดู

สิ่งที่ควรลองแก้ไข เช่น ทดลองเปิดคลิปด้วย Hook แบบใหม่, ใช้พาดหัวแบบใหม่, ใช้ Visual แบบใหม่, ใช้ซีนแรกแบบใหม่ ลองเปลี่ยนช่วงแรก ๆ สัก 3-5 แบบ แล้วดูผลลัพธ์อีกครั้งว่าแบบไหนเวิร์กกว่ากัน

หรือจะใช้ฟีเชอร์ A/B Testing เพื่อช่วยทดสอบหน้าปกและชื่อคลิปก็ได้เช่นกัน

- Hook Rate ต่ำ + Hold Rate ต่ำ
คือ คอนเทนต์ที่คนไม่หยุดดู และถึงหยุดดูก็ไม่นานแล้วก็ปัดคลิปทิ้งไป

ปัญหาของคอนเทนต์รูปแบบนี้ มักไม่ได้มาจากมูดของคลิป การตัดต่อ หรือการเปิดคลิปแล้ว

แต่มักมาจากหัวข้อ อินไซต์ คอนเซปต์ และคุณค่าของคอนเทนต์มาตั้งแต่ต้น

ดังนั้น อาจจะต้องกลับไปวิเคราะห์คลิปของเราตั้งแต่ต้นว่า คนดูจะได้ประโยชน์อะไรจากการดูคลิปนี้

ทั้งหมดนี้ก็คือ ข้อมูลเบื้องต้นที่ควรรู้เกี่ยวกับ “Hook Rate” กับ “Hold Rate” ที่อัปเดตเข้ามาใหม่บน Meta Business Suite

ใครที่ทำคอนเทนต์คลิปสั้นทั้งบน Facebook และ Instagram ก็อย่าลืมสังเกตและวิเคราะห์ทั้ง 2 ตัวชี้วัดนี้ เพื่อปรับปรุงคอนเทนต์ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ กัน..


08/08/2026

"ซีเจ มอร์" (CJ MORE) เดินหน้าต่อยอดแนวคิด "ซีเจ มอร์ ครบ ถูก คุ้ม" ยกระดับร้านค้าปลีกใกล้บ้านให้เป็นมากกว่าสถานที่จับจ่าย

แต่กลายเป็น "ศูนย์กลางของชุมชน" ที่เปิดพื้นที่บริเวณหน้าสาขากว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ส่งต่อโอกาสให้พ่อค้าแม่ค้าและร้านค้าท้องถิ่นเข้ามาเติบโตเคียงข้างกัน!

เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเช่าพื้นที่เปิดร้านค้าหลากหลาย ทั้งร้านอาหาร, เครื่องดื่ม, ร้านตัดผม หรือร้านของใช้เบ็ดเตล็ด ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ได้ตรงจุด

ผลิตคอนเทนต์ "ซีเจ มอร์ ชวนชิม" ช่วยปักหมุดร้านเด็ดร้านอร่อยให้เป็นที่รู้จัก พร้อมจับมือโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส 60/40" ของภาครัฐ ช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ค้าตัวเล็กเติบโตอย่างมั่นคง

เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านนำอาหารปรุงสด ของกินพื้นบ้าน ผัก ผลไม้ สินค้าเกษตร และของดีประจำถิ่นมาตั้งโต๊ะขายโดยตรง

สำหรับสมาชิกสบายการ์ด เมื่อซื้อสินค้าในร้านซีเจ มอร์ ครบ 150 บาท รับ คูปองส่วนลด 10 บาท เพื่อนำไปใช้ซื้อของต่อในตลาดนัดชุมชนหน้าสาขา ช่วยดึงลูกค้าเดินช้อปต่อและดันเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ทันที!

06/08/2026

“งานนี้ให้คนเก่งทำไปก่อน น่าจะจบเร็วกว่า” ฟังดูเป็นทางเลือกที่ง่าย แต่ถ้าทุกครั้งจบแบบนี้ งานสำคัญก็จะวนกลับไปอยู่กับคนเดิม ส่วนคนอื่นแทบไม่มีโอกาสได้ลองทำจริง
สุดท้ายคนเก่งต้องรับทั้งงานยาก งานด่วน และงานที่คนอื่นควรได้เรียนรู้ ขณะที่บางคนในทีมก็คุ้นกับการรอให้มีคนมารับจบ จนทีมเดินหน้าได้ด้วยแรงของคนเพียงไม่กี่คน
การบริหารทีมไม่ใช่แค่เลือกคนที่ “ทำได้” มาปิดงาน แต่ต้องให้คนอื่นได้ลอง รับผิดชอบ และเรียนรู้จากความผิดพลาดด้วย เพราะถ้าไม่เคยได้โอกาส เขาก็ไม่มีวันเก่งขึ้น
ถ้างานทุกอย่างยังจบที่คนเก่ง คนอื่นจะพัฒนาตอนไหน และคนเก่งจะเหลือแรงไปได้ไกลแค่ไหน?

═══════════
PRTR เราเชื่อว่า “คนคือกุญแจของความสำเร็จ”
💼 ให้ PRTR เป็นอีกหนึ่งแรง ช่วยคุณหา “งานที่ใช่”

สร้างโปรไฟล์สมัครงานและฝาก resumé
คลิก! https://jobs.prtr.com/signup
หรือแอดไลน์ https://lin.ee/f2ZCJqw

📈 การตลาดที่ดี ไม่ได้เริ่มจากการขาย แต่เริ่มจากการเข้าใจลูกค้าหลายธุรกิจมีสินค้าดี บริการดี แต่ยอดขายยังไม่เติบโต เพราะข...
06/08/2026

📈 การตลาดที่ดี ไม่ได้เริ่มจากการขาย แต่เริ่มจากการเข้าใจลูกค้า

หลายธุรกิจมีสินค้าดี บริการดี แต่ยอดขายยังไม่เติบโต เพราะขาด “กลยุทธ์การตลาด” ที่ชัดเจน

การตลาดที่มีประสิทธิภาพ ควรเริ่มจาก
✅ เข้าใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
✅ สร้างคุณค่าและความแตกต่างให้สินค้า/บริการ
✅ เลือกช่องทางสื่อสารให้เหมาะสม
✅ สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์อย่างต่อเนื่อง
✅ วัดผลและปรับปรุงกลยุทธ์อยู่เสมอ

ธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง ไม่ใช่ธุรกิจที่ใช้งบโฆษณามากที่สุด แต่คือธุรกิจที่วางแผนการตลาดได้อย่างถูกต้อง

Eagle Credit พร้อมเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนด้านเงินทุน เพื่อให้ธุรกิจของคุณเดินหน้าตามแผนการเติบโตอย่างมั่นใจ

📩 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางแชท
📞 โทร. 082-768-2452

#สินเชื่อเพื่อธุรกิจ #การตลาดธุรกิจ #เจ้าของกิจการ #ธุรกิจเติบโต #วางแผนธุรกิจ #เงินทุนหมุนเวียน

06/08/2026

จิตวิทยาการตั้งราคา B2B ทำไมลูกค้ายิ่งเขี้ยว ยิ่งต้องกล้าขายแพง

ในเกมการขายโครงการ B2B Enterprise กฎเหล็กที่นักขายระดับ Elite รู้ดีแต่คนนอกวงการมักเข้าใจผิดเสมอก็คือ ยิ่งลูกค้าเขี้ยวลากดิน งบจำกัด และต่อราคาดุเดือดเท่าไหร่ ก็ต้องยิ่งห้ามลดราคาลงไปเล่นสงครามราคาเด็ดขาด เพราะในทางจิตวิทยาและกลยุทธ์ธุรกิจระดับสูง การตั้งราคาแพง (แต่คุณภาพก็ต้องถึง) ในยามที่เจอลูกค้าเขี้ยวๆ มันไม่ใช่ความบ้าบิ่นครับ แต่มันคือ การใช้โครงสร้างจิตวิทยากุมอำนาจและกรอบความคิดเชิงคุณค่า เพื่อสยบความเขี้ยวของลูกค้าให้อยู่หมัด นี่คือ 4 เหตุผลเชิงจิตวิทยาและตรรกะทางธุรกิจ ว่าทำไมลูกค้ายิ่งเคี่ยว คุณยิ่งต้องกล้า "ขายแพง" ดังนี้ครับ

1. กฎแห่งความระแวงของมนุษย์

เพราะลูกค้าระดับผู้บริหารหรือฝ่ายจัดซื้อที่เขี้ยวมากๆ พวกเขามีเซนส์สแกนความเสี่ยงสูงมาก ทันทีที่เราเสนอราคาถูกเกินไปหรือลดราคาให้ทันทีโดยไม่มีทรง สมองส่วนลึกของลูกค้าจะสั่งการทันทีว่า “ของถูกมักมีปัญหาซ่อนอยู่ หรือบริการต้องห่วยแตกแน่ๆ” ดังนั้นการตั้งราคาแพงและพรีเมียม (แต่คุณภาพและบริการต้องดีด้วย) จะเป็นการส่งสัญญาณทางจิตวิทยาทันทีว่า นี่คือโซลูชันเกรดพรีเมียมที่มีต้นทุนสูง และมีความน่าเชื่อถือที่จะไม่ทำให้บริษัทของเขามีปัญหา

2. กับดักอำนาจต่อรองเวลาเป็นฝ่ายลดราคาก่อน

ถ้าเรายอมลดราคาลงเพื่อเอาใจลูกค้าเขี้ยวๆ ง่ายเกินไป อำนาจการต่อรองจะพลิกจากมือเราไปอยู่ในมือลูกค้าทันที เราจะกลายเป็น "ผู้ขอร้องให้ลูกค้าซื้อ" และต้องโดนกดราคาไปเรื่อยๆ วิธีการแก้เกมก็ไม่ยากแต่ต้องมีความกล้า การยืนหยัดราคาที่สูงก็จริงแต่มีความสมเหตุสมผล ถือว่าเป็นการประกาศกร้าวว่าเราคือ "ผู้เชี่ยวชาญระดับ Top" ที่ไม่ได้วิ่งเร่ขายของทุกระดับ ไม่เลือกหน้าลูกค้า ไม่สนใจสเปคของลูกค้า แต่เราเลือกเคสและเลือกคู่ค้าที่มีวิสัยทัศน์พอๆ กันที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืนเป็นหลัก

3. ลูกค้าที่เขี้ยวไม่ได้อยากได้ "ของถูก" แต่พวกเขาอยากได้ "ความคุ้มค่าสูงสุด"

จำไว้เสมอว่าคนที่เขี้ยวเรื่องเงินที่สุด มักจะเป็นคนที่กลัวการลงทุนที่ผิดพลาดมากที่สุด การที่เราตั้งราคาแพงแต่เอา "ผลลัพธ์และ ROI" ไปให้ลูกค้าพิสูจน์จะตอบโจทย์ความอยากได้ของพวกเขาได้ดีกว่าการลดราคาให้ถูกจนเกินคุ้ม จงขยี้ให้เห็นว่าต้นทุนของความผิดพลาดจากการใช้ของถูก มีมูลค่าแพงกว่าราคาสินค้าของเราหลายสิบเท่า การจ่ายแพงกับเราวันนี้ คือการซื้อความชัวร์และได้ความสบายใจในระยะยาว

4. เป็นการการกรองลูกค้าที่ไม่ใช่ออกไป

ลูกค้าที่โคตรเขี้ยวแบบสุดโต่งและไม่มองคุณค่าในระยะยาว มักจะสร้างภาระทางอ้อมให้กับทีมงานของเราหลังการขายเสมอ ทั้งการตามจี้ ขอแก้โน่นแก้นี่ และสร้างปัญหาไม่รู้จบ การตั้งราคาแพงคือการใช้ฟิลเตอรืคัดกรอง เป็นการคัดเฉพาะลูกค้าองค์กรที่มีศักยภาพสูงจริงๆ เข้ามา ส่วนลูกค้าที่งบน้อยแต่เรื่องเยอะ จงปล่อยไปให้คู่แข่งรายอื่นรับไปแทนครับ เราจะได้เอาเวลาไปดูแลลูกค้าระดับพรีเมียมที่เห็นคุณค่าของเราจริงๆ

"ในโลก B2B... ราคาที่ถูกที่สุด คือราคาที่ซื้อมาแล้วใช้งานไม่ได้เรื่อง ส่วนราคาที่แพงที่สุด คือราคาที่ลงทุนครั้งเดียวจบ แต่มันสร้างผลกำไรมหาศาลกลับคืนมาไม่รู้จบ! ลูกค้าที่เคี่ยว ไม่ได้ต้องการของถูก แต่เขาต้องการความมั่นใจว่าเขาจะไม่ตัดสินใจพลาดต่างหาก"

ถ้าอยากเทรนทีมขายให้มีจิตวิทยาการตั้งราคาขั้นสูง รู้จักวิธีสยบคู่แข่งด้วยกรอบคุณค่า และไม่เคยต้องกลัวคำว่า "แพง" อีกต่อไป ลุยต่อในหลักสูตรระดับผู้บริหารตัวจริงครับ: 👑 Sales Director & Sales Strategy (รุ่นที่ 92) 👑

📅 วันเรียน: 8 - 9 สิงหาคม 2569 |

📍 Novotel Bangkok Sukhumvit 20

🔥 สิทธิ์พิเศษ Early Bird: 19,000.- 👉 คลิกสำรองที่นั่งทันที: [https://m.me/sales100million] หรือ LINE:

=====================
ติดต่อเราสำหรับบริการเหล่านี้
Global Sales System Consulting Services - บริการให้คำปรึกษาการวางแผนทีมขายครบวงจร
𝗖𝗹𝗶𝗰𝗸 𝗟𝗶𝗻𝗸 : https://www.sales100million.com/in-house-corporate-training/
𝗧𝗲𝗹. : 063-398-7999
𝗟𝗶𝗻𝗲@ :
Facebook 𝗜𝗻𝗯𝗼𝘅 : https://m.me/sales100million
สามารถติดตามอ่านบทความมากกว่า 3,000 บทความ ของ Sales100Million ได้ที่ https://www.sales100million.com/
อีกหนึ่งช่องทางสำหรับติดตามฟัง Podcast Sales100Million ได้ที่
𝗬𝗼𝘂𝗧𝘂𝗯𝗲 : https://www.youtube.com/
𝗧𝗶𝗸𝗧𝗼𝗸 : https://www.tiktok.com/

06/08/2026

เมื่อวันที่ 20 กค.69 เว็บไซต์อินเดียเอ็กซ์เพรสรายงานเหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น ณ แผนกผู้ป่วยฉุกเฉินของโรงพยาบาล Guru Teg Bahadur โรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อพัดลมเพดานเกิดหลุดและตกลงมาใส่เตียงผู้ป่วยอย่างจัง!

เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่ โมฮัมเหม็ด อัคบาร์ ผู้ป่วยวัย 42 ปี กำลังนอนรักษาตัวอยู่ในวอร์ดฉุกเฉิน ท่ามกลางสายตาของผู้เห็นเหตุการณ์ที่ต้องตกตะลึงเมื่อพัดลมเพดานหลุดร่วงลงมาทับเตียงของเขา

หลังเกิดเหตุเพียงไม่ถึง 3 ชั่วโมง ผู้ป่วยรายดังกล่าวได้เสียชีวิตลง สร้างความตกใจและเศร้าสลดให้กับครอบครัวอย่างมาก

ทางโรงพยาบาลยอมรับว่ามีเหตุพัดลมตกใส่จริง แต่ยืนยันว่า ไม่ใช่สาเหตุการเสียชีวิต และไม่ได้ทำให้บาดเจ็บสาหัส โดยในใบมรณบัตรระบุว่าเกิดจากโรคประจำตัวเดิม ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และปอดอักเสบจากการสำลัก ซึ่งผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อนทางระบบหายใจขั้นรุนแรงอยู่ก่อนแล้ว

ด้านครอบครัวผู้เสียชีวิตยังคงคาใจและไม่พอใจอย่างมาก ชี้ว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความประมาทเลินเล่อและการบำรุงรักษาอาคารที่ไม่ดี พร้อมเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเป็นธรรม และเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องหากพบความบกพร่อง

#ข่าวต่างประเทศ

02/08/2026

สรุปอินไซต์ Facebook และ IG ยิ่งโพสต์คอนเทนต์บ่อย ยิ่งได้เอนเกจดี จริงไหม ? - MarketThink

แบรนด์และครีเอเตอร์หลายคนเชื่อกันว่า “ยิ่งโพสต์บ่อย ยิ่งเปิดการมองเห็น” เลยเน้นลงคอนเทนต์กันแบบรัว ๆ เอาไว้ก่อน เผื่อจะโชคดีมีสักคลิปสองคลิปกลายเป็นไวรัลขึ้นฟีด

ความเชื่อนี้ก็ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว แต่อาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป..
เพราะ Socialinsider เปิดเผยอินไซต์ว่า คอนเทนต์บางอย่างที่นิยมทำกัน แท้จริงแล้วอาจไม่ได้ให้ผลลัพธ์ตอบแทนกลับมาคุ้มค่าเสมอไป

และยังเจออีกว่า แต่ละแพลตฟอร์มก็มีรูปแบบคอนเทนต์ที่เป็นลูกรักอัลกอริทึมแตกต่างกันไปอีกด้วย

แล้วแต่ละแพลตฟอร์ม เราควรโฟกัสไปที่จุดไหนบ้าง ?
MarketThink สรุปอินไซต์เด็ด ๆ น่าสนใจมาให้แล้ว

1. Instagram

แบรนด์และครีเอเตอร์หลายคน ทุ่มทรัพยากรให้กับการทำ Reels มากที่สุด ถึงเฉลี่ย 10 ครั้งต่อเดือน เพราะเป็นรูปแบบคอนเทนต์ที่แพลตฟอร์มพยายามดัน และช่วยเรื่องการเข้าถึงมากที่สุด

ส่วนคอนเทนต์รูปแบบภาพสไลด์หรือ Carousels มีการโพสต์น้อยกว่าถึงเท่าตัว หรือเฉลี่ยประมาณ 5 ครั้งต่อเดือนเท่านั้น ขณะที่ภาพเดี่ยว โพสต์เฉลี่ย 8 ครั้งต่อเดือน

อย่างไรก็ตาม พอมาดูอัตราการมีส่วนร่วมหรือ Engagement Rate จะพบว่า Carousels ทำได้ถึง 0.52% ขณะที่ Reels ทำได้ที่ 0.50% ส่วนภาพเดี่ยวทำได้ต่ำสุดที่ 0.35%

สรุปสั้น ๆ ได้ว่า ปริมาณคอนเทนต์และยอดเอนเกจเมนต์ที่ได้รับใน Instagram ไม่ได้สอดคล้องกันเสมอไป

โดยคอนเทนต์แบบ Carousels แม้จะมีความถี่ในการโพสต์น้อยกว่าคอนเทนต์รูปแบบอื่น ๆ ถึงเท่าตัว แต่กลับสร้างยอดเอนเกจเมนต์ได้มากที่สุด

แบรนด์และครีเอเตอร์เลยไม่ควรทุ่มทรัพยากรไปทำ Reels เพียงอย่างเดียว แต่ควรแบ่งมาทำ Carousels ที่สร้างยอดแชร์ ยอดรีโพสต์ และยอดเซฟได้ดี ควบคู่ไปพร้อม ๆ กัน

2. Facebook

สำหรับ Facebook “รูปภาพ” และ “ลิงก์” คือรูปแบบคอนเทนต์ที่แบรนด์โพสต์บ่อยที่สุดบน Facebook โดยโพสต์เฉลี่ย 10 ครั้งต่อเดือนเท่ากัน ซึ่งสาเหตุน่าจะเป็นเพราะ ทำง่ายและทำกันจนเคยชินมาหลายปี

แต่พอมาดูยอดเอนเกจเมนต์ของลิงก์กลับต่ำมากเพียง 0.05% หรือแทบจะไม่ได้อะไรจากการโพสต์เลย

ส่วนเอนเกจเมนต์ของโพสต์รูปภาพอยู่ที่ 0.15% ซึ่งก็รั้งท้ายตารางเช่นเดียวกัน

ในขณะที่ Reels ทำเอนเกจเมนต์ได้ดีกว่าที่ 0.20% ทั้งที่โพสต์เฉลี่ยเพียง 7 ครั้งต่อเดือน ตามมาด้วยคอนเทนต์แบบ Albums ที่ได้เอนเกจเมนต์เฉลี่ย 0.17% กับยอดโพสต์เพียง 6 ครั้งต่อเดือน

สรุปได้ว่า คอนเทนต์ที่แบรนด์พึ่งพามากที่สุดอย่าง “ลิงก์” และ “รูปภาพ” ให้ผลลัพธ์ที่ต่ำกว่าคอนเทนต์แบบวิดีโอและคอนเทนต์รูปภาพอัลบั้มทั้งคู่

ดังนั้น แบรนด์และครีเอเตอร์จึงควรทำคอนเทนต์ที่เน้นความน่าสนใจให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คลิปสั้นหรือภาพสไลด์

แทนการโพสต์รูปภาพเดี่ยว ๆ หรือแปะลิงก์สินค้ากับลิงก์เว็บไซต์เฉย ๆ เท่านั้น เพราะจะยิ่งทำให้ยอดเอนเกจเมนต์และยอดการมองเห็นลดลงได้

แล้วจากอินไซต์ข้างต้น แบรนด์และครีเอเตอร์ต้องปรับตัวอย่างไรกันบ้าง ?

1. ความสม่ำเสมอ สำคัญกว่า “ปริมาณ”

การโพสต์สัปดาห์ละ 10 ครั้งแล้วหายไปเลย มีผลเสียมากกว่าการโพสต์สัปดาห์ละ 4 ครั้ง แต่โพสต์สม่ำเสมอเป็นประจำทุกสัปดาห์

สาเหตุเพราะอัลกอริทึมชอบแอ็กเคานต์ที่แอ็กทิฟตลอดเวลา และผู้ติดตามจะรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเรา ก็ต่อเมื่อเห็นคอนเทนต์ของเราบ่อย ๆ เช่นเดียวกัน

ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเอง เพื่อลงคอนเทนต์ในปริมาณเยอะ ๆ เสมอไป

แค่ลงคอนเทนต์ในปริมาณที่ทำไหวก็เพียงพอแล้ว เพื่อรักษาความสม่ำเสมอในการลงคอนเทนต์

แต่ทั้งนี้ก็ต้องรักษาคุณภาพคอนเทนต์ไว้ให้ดีเท่าเดิมด้วยเช่นกัน

2. ไม่ควร Copy & Paste คอนเทนต์ ไปลงในทุกช่องทาง

สิ่งที่เวิร์กบน Instagram อาจจะไม่เหมาะบน Facebook เพราะแต่ละแพลตฟอร์มมีอัลกอริทึมและคนดูกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน

ดังนั้น การก๊อบปี้แล้ววางคอนเทนต์เดียวกันเป๊ะ ๆ ในทุกช่องทาง อาจจะได้เอนเกจเมนต์ดีในแพลตฟอร์มที่เราโฟกัส แต่แพลตฟอร์มอื่น ๆ อาจจะได้เอนเกจเมนต์แค่ระดับกลาง ๆ ไม่มีอะไรโดดเด่นเลยก็ได้

เช่น บน Facebook เราสามารถเขียนบทความยาว ๆ ได้ เพราะแพลตฟอร์มมี UI ที่เหมาะกับการอ่าน

แต่พอเป็น Instagram เราอาจต้องปรับคอนเทนต์เป็น Carousels แทน เพื่อให้เหมาะกับแพลตฟอร์มที่เน้นรูปภาพและทำให้อ่านข้อความได้ง่ายขึ้น

3. ใช้อินไซต์นี้ช่วยวิเคราะห์เบื้องต้นเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทุกอย่าง

อินไซต์นี้มีไว้ให้เราดูภาพรวมว่าคนอื่น ๆ ในอุตสาหกรรม ที่ทำคอนเทนต์ลง Facebook และ Instagram เดือนหนึ่งโพสต์เฉลี่ยกี่ครั้ง แล้วได้เอนเกจเมนต์กันมากเท่าไรเท่านั้น แต่ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องทำตามเป๊ะ ๆ

ทั้งรูปแบบคอนเทนต์ที่ผู้ติดตามชื่นชอบ, คุณภาพของคอนเทนต์ และทรัพยากรที่เรามี จะเป็นตัวกำหนดว่าเราควรโพสต์คอนเทนต์รูปแบบไหนมากกว่ากัน และโพสต์มากเท่าไรถึงจะดีที่สุด

สิ่งสำคัญคือ โฟกัสไปที่อินไซต์หลังบ้านของตัวเอง แล้วดูว่า คอนเทนต์ไหนที่ทำให้แอ็กเคานต์ของเราเติบโตได้มากกว่ากัน

ถ้า Carousels ได้เอนเกจเมนต์มากกว่า Reels จริง ๆ ก็ค่อยหันมาโฟกัสที่ Carousels แทน



#อินไซต์

💼 เงินทุนที่ใช่… คือแรงผลักดันให้ธุรกิจเติบโตธุรกิจที่กำลังเติบโต ไม่ควรหยุดเพียงเพราะเงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอEAGLE CR...
02/08/2026

💼 เงินทุนที่ใช่… คือแรงผลักดันให้ธุรกิจเติบโต

ธุรกิจที่กำลังเติบโต ไม่ควรหยุดเพียงเพราะเงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ

EAGLE CREDIT พร้อมเป็นผู้ช่วยด้านเงินทุน ให้คุณเดินหน้าธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

✅ เพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินงาน
✅ เติมสต๊อกสินค้าให้พร้อมขาย
✅ ขยายกิจการและต่อยอดโอกาสใหม่
✅ บริหารเงินทุนหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่าปล่อยให้ “โอกาส” ต้องรอ เพราะเงินทุนไม่พร้อม

📩 ทักแชทเพื่อสอบถามรายละเอียดและประเมินเบื้องต้นได้เลย
📞 โทร: 082-768-2452
💬 LINE ID: 082-768-2452

เงินสำรองที่เตรียมไว้…ดีกว่ารอแก้ปัญหาเมื่อสายเกินไปธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง ไม่ได้วางแผนแค่เรื่องกำไร แต่ยังวางแผนรับ...
27/07/2026

เงินสำรองที่เตรียมไว้…ดีกว่ารอแก้ปัญหาเมื่อสายเกินไป

ธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง ไม่ได้วางแผนแค่เรื่องกำไร แต่ยังวางแผนรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

สินเชื่อกระเป๋าเงินสำรอง คือวงเงินที่พร้อมให้คุณใช้เมื่อจำเป็น ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นใจ

✅ มีวงเงินสำรองพร้อมใช้
✅ ใช้เมื่อจำเป็น ช่วยเสริมสภาพคล่อง
✅ วางแผนการเงินได้อย่างมั่นใจ
✅ ธุรกิจไม่สะดุด แม้เจอเหตุการณ์ไม่คาดคิด

อย่ารอให้ปัญหาเกิดขึ้น แล้วค่อยหาเงินทุน
เตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้อุ่นใจในทุกการตัดสินใจของธุรกิจ

📞 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
082-768-2452

#สินเชื่อเพื่อธุรกิจ #กระเป๋าเงินสำรอง #เงินทุนหมุนเวียน #เสริมสภาพคล่อง #วางแผนธุรกิจ #ธุรกิจเติบโต #สินเชื่อธุรกิจ

ที่อยู่

ลาดพร้าว
Bangkok
10230

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Eagle Creditผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์