S.S.H Non Bank - เสริมสภาพคล่องต่อยอดธุรกิจ SME

S.S.H Non Bank - เสริมสภาพคล่องต่อยอดธุรกิจ SME S.S.H Loan Support Hub ศูนย์สนับสนุนเงินทุน

12/01/2026

UPDATE: รัฐบาล ‘ทรัมป์’ ยกระดับโจมตี ‘พาวเวลล์’ ด้วยคำขู่ฟ้องทางอาญา สั่นคลอน ‘อิสระ’ นักประวัติศาสตร์ชี้ ‘จุดตกต่ำการธนาคารกลางสหรัฐฯ’
คณะทำงานของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ยกระดับมาตรการกดดันธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยขู่ว่าจะฟ้องร้องดำเนินคดีอาญากับ ‘เจอโรม พาวเวลล์’ ประธาน Fed จากกรณีคำให้การต่อสภาคองเกรสเกี่ยวกับโครงการปรับปรุงอาคาร Fed โดยพาวเวลล์เรียกการกระทำนี้ว่าเป็น ‘ข้ออ้าง’ ของทรัมป์ ที่หวังมีอิทธิพลเหนืออัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ด้านนักประวัติศาสตร์ด้าน Fed จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวว่า การสอบสวนพาวเวลล์ "ถือเป็นจุดตกต่ำในประวัติศาสตร์การธนาคารกลางของอเมริกา"
‘พาวเวลล์’ เผยตนอยู่ระหว่างการสอบสวนทางอาญา (under criminal investigation)
การโจมตีระลอกล่าสุดจากทรัมป์ถูกเปิดเผยโดย เจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed เมื่อช่วงดึกวันอาทิตย์ (11 มกราคม) ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ โดยพาวเวลล์ เปิดเผยว่า ได้รับหมายเรียกจากกระทรวงยุติธรรมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เกี่ยวข้องกับถ้อยแถลงของตน ที่กล่าวต่อสภาคองเกรสเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว เรื่องงบประมาณในโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ของ Fed ในวอชิงตัน มูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์
"เมื่อวันศุกร์ กระทรวงยุติธรรมได้ส่งหมายเรียกพยานต่อหน้าคณะลูกขุนใหญ่ (Grand Jury Subpoenas) มายังธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยขู่ว่าจะฟ้องร้องคดีอาญา ที่เกี่ยวข้องกับคำให้การของผม (พาวเวลล์) ต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว” พาวเวลล์กล่าว
พร้อมทั้งระบุต่อว่า "ตนมีความเคารพอย่างสูงต่อหลักนิติธรรมและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐฯ ไม่มีใคร และแน่นอนว่าไม่ใช่ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่จะอยู่เหนือกฎหมาย"
พาวเวลล์ ชี้คำขู่ฟ้องครั้งนี้เป็นเพียง ‘ข้ออ้าง’ ของทรัมป์ที่ต้องการกดดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม "ภัยคุกคามครั้งใหม่นี้ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับคำให้การของผม เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว หรือเกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารของธนาคารกลางสหรัฐฯ และไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับบทบาทการตรวจสอบของรัฐสภา สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงข้ออ้าง คำขู่ทางอาญานี้เป็นผลพวงจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ กำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยอิงจากการประเมินที่ดีที่สุดของเราว่า สิ่งใดจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณชน แทนที่จะทำตามความต้องการของประธานาธิบดี” พาวเวลล์กล่าว
ขณะที่ ทรัมป์กล่าวกับ NBC News เมื่อวันอาทิตย์ว่า ตนไม่ทราบเรื่องการดำเนินการของกระทรวงยุติธรรม
ด้านโฆษกกระทรวงยุติธรรมปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีนี้ แต่กล่าวเสริมว่า "อัยการสูงสุดได้สั่งการให้อัยการสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการสอบสวนการใช้เงินภาษีของประชาชนในทางที่ผิด"
ด้านทอม ทิลลิส (Thom Tillis) วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภา (the Senate Banking Committee) ที่มีหน้าที่ตรวจสอบผู้ได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดีเข้าสู่ Fed กล่าวว่าคำขู่ฟ้องร้องนี้ทำให้เกิดคำถามต่อ "ความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือ" ของ Fed
โดยทิลลิสยังระบุต่อว่า เขาจะคัดค้านผู้ที่ทรัมป์เสนอชื่อเข้าสู่ Fed ทุกคน รวมถึงว่าที่ผู้สืบทอดตำแหน่งประธานต่อจากพาวเวลล์ด้วย “จนกว่าเรื่องทางกฎหมายนี้จะได้รับการแก้ไขจนเป็นที่ยุติ”
ดังนั้น สิ่งที่เป็นเดิมพันสำคัญนี้ คือความเป็นอิสระของ Fed ซึ่งเป็นธนาคารกลางที่สำคัญที่สุดในโลกในการกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐฯ โดยปราศจากการแทรกแซงที่ไม่เหมาะสมจากฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งอย่างทรัมป์ ผู้ซึ่งต้องการให้ต้นทุนการกู้ยืมถูกลงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
ย้อนรอย การคุกคาม Fed จากฝ่ายบริหารของทรัมป์ ‘ซ้ำแล้วซ้ำเล่า’
การกระทำครั้งนี้ของทรัมป์ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ความพยายามของทรัมป์ในการปลดผู้ว่าการ Fed อีกคนหนึ่งคือ ลิซา คุก จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของศาลสูงสุด
โดยนักลงทุนต่างจับตามองอย่างกังวลเมื่อเห็นการตอบโต้ไปมาระหว่างทรัมป์และ Fed ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ทรัมป์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่สองในเดือนพฤศจิกายน 2024 ด้วยคำสัญญาว่าจะแก้ปัญหาค่าครองชีพให้ชาวอเมริกันหลังจากเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูงมาอย่างยาวนาน
ย้อนกลับไปอีก ทรัมป์เรียกร้องให้ Fed ลดอัตราดอกเบี้ยลง นับตั้งแต่กลับเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม โดยโทษว่านโยบายของ Fed ฉุดรั้งเศรษฐกิจ และเปรยเรื่องการปลดพาวเวลล์บ่อยครั้ง แม้ว่าในทางทฤษฎีจะมีกฎหมายคุ้มครองประธาน Fed จากการถูกปลดก็ตาม
ทั้งนี้ ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง โดยเฉพาะในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ถือเป็นหลักการสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ซึ่งช่วยปกป้องผู้กำหนดนโยบายการเงินจากการพิจารณาทางการเมืองในระยะสั้น และช่วยให้พวกเขาสามารถมุ่งเน้นไปที่ความพยายามในระยะยาวเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคา
พาวเวลล์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธาน Fed โดยทรัมป์เมื่อปี 2018 จะครบวาระการดำรงตำแหน่งผู้นำ Fed ในเดือนพฤษภาคมนี้ แต่เขาไม่มีข้อผูกมัดที่จะต้องออกจากตำแหน่ง และนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่าความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลกลับจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้เขายืนหยัดอยู่ในตำแหน่งต่อไปเพื่อเป็นการต่อต้านการแทรกแซงอิสระดังกล่าว
'จุดตกต่ำ' ในประวัติศาสตร์การธนาคารกลางอเมริกา
Karl Schamotta หัวหน้านักยุทธศาสตร์การตลาดของ Corpay ในแคนาดากล่าวว่า "การเปิดเผยในคืนนี้ถือเป็นการยกระดับความรุนแรงขึ้นอย่างมากในความพยายามของรัฐบาลที่จะตัดแข้งตัดขา Fed และอาจก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจตามมาเป็นลูกโซ่ ซึ่งจะขัดแย้งโดยตรงกับเป้าหมายที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศไว้”
ด้าน ปีเตอร์ คอนติ-บราวน์ (Peter Conti-Brown) นักประวัติศาสตร์ด้าน Fed จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียกล่าวว่า การสอบสวนพาวเวลล์ "ถือเป็นจุดตกต่ำในยุคการเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์ และเป็นจุดตกต่ำในประวัติศาสตร์การธนาคารกลางของอเมริกา"
"สภาคองเกรสไม่ได้ออกแบบ Fed มาเพื่อตอบสนองต่อความผันผวนรายวันของประธานาธิบดี และเนื่องจาก Fed ได้ปฏิเสธความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะโค่นล้ม Fed เขาจึงกำลังใช้กฎหมายอาญาของอเมริกาเข้าเล่นงานประธาน Fed”
อ้างอิง:
https://www.reuters.com/business/finance/trump-team-ramps-up-attack-feds-powell-with-criminal-indictment-threat-2026-01-12/
https://www.cnbc.com/2026/01/12/fed-jerome-powell-criminal-probe-nyt.html

11/01/2026

UPDATE: เช็กเลย! คุณสมบัติร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประวัติเครดิตบูโรดีขึ้น สำหรับผู้มีหนี้เสียไม่เกิน 1 แสนบาท
เช็กเลย! คุณสมบัติร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ โครงการช่วยให้ลูกหนี้ได้ลดภาระหนี้ ผ่านเงื่อนไขการผ่อนชำระแบบผ่อนปรน ช่วยให้ประวัติชำระหนี้ในเครดิตบูโร (NCB) ปรับดีขึ้น และมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้เร็วขึ้น สำหรับผู้มีหนี้เสียไม่เกิน 1 แสนบาท
▪️รูปแบบการช่วยเหลือลูกหนี้
บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) จะรับซื้อรับโอนหนี้เสียของลูกหนี้รายย่อยมาจากเจ้าหนี้เดิม และจะปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพื่อลดภาระหนี้ให้ลูกหนี้
โดยในระยะแรก SAM จะรับซื้อเฉพาะหนี้ NPL ที่ไม่มีหลักประกัน (เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล) และติ่งหนี้ของหนี้ที่เคยมีหลักประกัน ไม่รวมสินเชื่อ ดังต่อไปนี้
o สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อ nano finance ที่มีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน เนื่องจากถือเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน
o หนี้ที่มีคำพิพากษาแล้ว
o หนี้ที่ถูกฟ้องรวมกับหนี้อื่นที่ไม่ได้เข้าโครงการนี้
o หนี้อื่น ๆ ที่ขัดต่อกฎหมายหรือหลักเกณฑ์การกำกับดูแลของผู้กำกับดูแล เช่น หนี้ของผู้ที่เป็นเจ้าของบัญชีม้าดำ บัญชีม้าเทาเข้ม และบัญชีม้าเทาอ่อน
▪️โครงการมีระยะเวลา 3 ปี ประกอบด้วย 2 มาตรการย่อย ได้แก่
1. มาตรการ "จ่ายปิดจบหนี้"
ให้ลูกหนี้เข้ามาจ่ายคืนหนี้บางส่วนแก่ SAM เพื่อปิดบัญชี
2. มาตรการ "ผ่อนชำระเป็นงวด"
• ลดภาระหนี้บางส่วนให้กับลูกหนี้ และส่วนที่เหลือให้ผ่อนชำระเป็นงวดแก่ SAM
• ระยะเวลาผ่อนสูงสุด 3 ปี (ระยะเวลาผ่อนชำระของลูกหนี้แต่ละรายจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ลูกหนี้เริ่มเข้าโครงการ ถ้าเข้าร่วมช้า ระยะเวลาผ่อนจะเหลือน้อยลงตามระยะเวลาที่เหลือของโครงการ)
• อัตราดอกเบี้ยในระหว่างมาตรการจะได้รับยกเว้น (อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0) และเมื่อลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขแล้ว จะได้รับการยกเว้นดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายที่ค้างจ่ายตามสัญญาเดิมก่อนเข้ามาตรการที่พักแขวนไว้ทั้งจำนวน
กลุ่มเป้าหมายในระยะแรก ประกอบด้วย ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และลูกหนี้ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ซึ่งจะถูกรับซื้อหนี้และช่วยเหลือต่อโดย SAM
▪️คุณสมบัติลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ
ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการสามารถเข้าร่วมโครงการได้ทุกคน โดยลูกหนี้ต้องมีคุณสมบัติครบทุกข้อ ดังนี้
(1) เป็นลูกหนี้บุคคลธรรมดา
(2) มีสถานะหนี้ ณ 30 ก.ย. 2568 เป็นหนี้ที่ค้างชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 90 วัน (NPL) นับแต่วันครบกำหนดชำระ
(3) มีภาระหนี้ NPL รวมทุกผู้ให้บริการทางการเงิน และทุกประเภทสินเชื่อ ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย*
(4) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือ บุคคลที่ถูกกำหนดอยู่ใน Sanction list ของ ปปง.
*นับเฉพาะผู้ให้บริการทางการเงินที่รายงานข้อมูลในเครดิตบูโร (NCB) และใช้ภาระหนี้ตามการรายงาน NCB
▪️ประโยชน์ที่ลูกหนี้จะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ
(1) ได้ลดภาระหนี้ และเงื่อนไขการผ่อนชำระแบบผ่อนปรน จึงช่วยให้ลูกหนี้เสียสามารถกลับมาเป็นลูกหนี้ดีได้ง่ายขึ้น
(2) ประวัติชำระหนี้ในเครดิตบูโร (NCB) ปรับดีขึ้น
(3) มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้เร็วขึ้น
▪️รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการ
(1) ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการทุกราย จะถูกโอนขายหนี้ให้ SAM ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569
(2) เจ้าหนี้เดิม และ SAM จะส่งหนังสือแจ้งการโอนสิทธิ์เรียกร้องให้กับลูกหนี้ทุกรายที่ถูกโอนหนี้ไปยัง SAM
(3) ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดและสนใจเข้าร่วมโครงการสามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ของ ธปท. (www.bot.or.th/cleardebt) หรือ ช่องทางของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ หรือ ช่องทางของ SAM
(4) SAM แจ้งผลการคัดกรองคุณสมบัติลูกหนี้ตามเงื่อนไขโครงการ โดยขอให้ลูกหนี้รอการติดต่อกลับจาก SAM หรือผู้ที่ SAM มอบหมาย
(5) ลูกหนี้จะได้รับการติดต่อจาก SAM หรือผู้ที่ SAM มอบหมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือตามโครงการต่อไป

09/01/2026

UPDATE: HSBC เผยธุรกิจเอเชียหันมาทำการค้าร่วมกัน ลดความเสี่ยงภาษีทรัมป์
อาเซียนเนื้อหอม ธุรกิจ 41% วางแผนขยายตลาด
ธนาคารเอชเอสบีซี เปิดเผยว่า องค์กรภาคธุรกิจในเอเชียเริ่มปรับตัวและมีเสถียรภาพ ที่ดีขึ้น ความกังวลด้านรายได้บริษัทผ่อนคลายลง และเริ่มมีรูปแบบในการดำเนิน การค้าระหว่างประเทศใหม่ ๆ เกิดขึ้น ภายหลังการประกาศมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หรือ “Liberation Day tariffs” เมื่อกว่า 6 เดือนที่ผ่านมา โดยหลายประเทศในเอเชียมองว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบาย การค้าล่าสุด ช่วยสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจในระยะสั้น มากกว่าที่จะเป็นอุปสรรค
.
ผลสำรวจ HSBC Global Trade Pulse 2025 ซึ่งทำการสำรวจบริษัทจำนวน 6,750 แห่ง ที่ตั้งอยู่ใน 17 ประเทศทั่วโลก พบว่า แม้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าหลัก จะยังคงดำเนินต่อไป แต่ 88% ของบริษัทที่ร่วมตอบแบบสำรวจ มีความเชื่อมั่น ในความสามารถขององค์กรของตน ในการขยายการค้าระหว่างประเทศ ในช่วงสองปีข้างหน้า โดยบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้มากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี มีมุมมองเชิงบวกมากกว่าองค์กรขนาดเล็กกว่า โดย 46% ของบริษัทขนาดใหญ่มีความเชื่อมั่นอย่างมากต่อการเติบโตของการค้า ระหว่างประเทศ ขณะที่บริษัทที่มีรายได้ต่ำกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี มีเพียง 38% เท่านั้นที่มีความเชื่อมั่น
สำหรับภาคธุรกิจในเอเชียนั้น 86% ของบริษัทในเอเชีย ยังคงมีความเชื่อมั่นต่อการเติบโต ของการค้าระหว่างประเทศ โดย 32% ของธุรกิจในเอเชียได้ขยายการค้า ระหว่างประเทศ เข้าสู่ประเทศใหม่ๆ แล้ว และอีก 50% มีแผนจะขยายการค้าระหว่างประเทศ เข้าสู่ประเทศใหม่ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางการค้าน้อยกว่า
เมื่อแรงกดดันจากมาตรการภาษีเริ่มผ่อนคลาย ธุรกิจในเอเชียคาดว่า การหยุดชะงัก ของห่วงโซ่อุปทานจะส่งผลกระทบต่อรายได้น้อยลง เมื่อเทียบกับหกเดือนก่อน ธุรกิจในเอเชียคาดการณ์ว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบต่อรายได้ในช่วงสองปีข้างหน้าที่ 13% ซึ่งลดลงจาก 18% ในการสำรวจ Trade Pulse ครั้งแรกเมื่อประมาณหกเดือนที่แล้ว ในขณะที่ธุรกิจในเอเชียที่กังวลว่าจะสูญเสียรายได้ 25% หรือมากกว่านั้น ได้ลดลงเหลือต่ำกว่า 1 ใน 5 (18%) จาก 35% เมื่อหกเดือนก่อน และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 22% เล็กน้อย
อดิตยา กาห์เลาต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานบริการการค้าระหว่างประเทศ ประจำภูมิภาคเอเชีย ธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวว่า ภาคธุรกิจในเอเชียกำลัง ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป แม้ความกังวลด้านรายได้จะผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ภาคธุรกิจยังคงตระหนักถึงความเสี่ยง นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนด้านมาตรการ ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ได้กระตุ้นให้บริษัทในเอเชียขยับตัว ในขณะที่ความชัดเจนที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้บริษัทต่างๆ ในภูมิภาคสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบมากขึ้น และวางแผนล่วงหน้าได้ดียิ่งขึ้น
มุมมองความเชื่อมั่นที่ปรับตัวดีขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจกำลังตอบสนองต่อการเปลี่ยน แปลงด้านการค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และแสดงให้เห็นถึงความสามารถ ในการรับมือ กับความผันผวนได้อย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ เรายังเห็นว่าผู้นำองค์กรธุรกิจ จำนวนมากเลือกที่จะนำกลยุทธ์ที่หลากหลายมาใช้ เพื่อปรับตัวเข้ากับวิถีการ ทำธุรกิจรูปแบบใหม่มากกว่าที่จะรอให้ความไม่แน่นอนคลี่คลาย
เอเชียหันมาทำธุรกิจกันเอง กระจายความเสี่ยงพึ่งพามหาอำนาจ
เมื่อแนวโน้มด้านภาษีนำเข้าเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้รูปแบบทางการค้า ระหว่างประเทศใหม่ ๆ เริ่มเกิดขึ้น โดยธุรกิจในเอเชียหันมาเพิ่มน้ำหนักความสำคัญ ของภูมิภาคเอเชียมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงกลยุทธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกไปยังกลุ่มธุรกิจในเอเชีย พบว่า
▪️41% มีแผนเพิ่มการพึ่งพาทางการค้ากับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น
▪️34% มีแผนเพิ่มการพึ่งพาเอเชียตะวันออกและเอเชียเหนือ
▪️29% มีแผนเพิ่มการพึ่งพาเอเชียใต้
▪️30% ของธุรกิจในเอเชียยังมีแผนเพิ่มการพึ่งพายุโรป
อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจทั่วโลก ยุโรปเป็นจุดหมายปลายทางด้านการค้า ระหว่างประเทศอันดับหนึ่ง (40%) รองลงมาคือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (36%), เอเชียตะวันออกและเอเชียเหนือ (32%) และอเมริกาเหนือ (32%)
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ 32% ของบริษัททั่วโลกมีแผนเพิ่มการพึ่งพาทางการค้า กับอเมริกาเหนือ แต่ก็มีถึง 22% ที่วางแผนลดการพึ่งพาภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งถือเป็นสัดส่วนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภูมิภาค
อดิตยา กล่าวเสริมว่า “แนวคิด ‘เอเชียเพื่อเอเชีย’ ไม่ใช่เพียงสโลแกนอีกต่อไป แต่สะท้อนจากข้อเท็จจริงที่ว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นที่ตั้งของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) อีกทั้งตลาดผู้บริโภคที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจดิจิทัลที่แข็งแกร่ง และเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานที่มีความพร้อม ล้วนทำให้ภูมิภาคนี้เป็นเป้าหมายที่น่าสนใจ ไม่เพียงสำหรับธุรกิจในเอเชียเท่านั้น แต่รวมถึงบริษัททั่วโลกด้วย”
ภาคธนาคารมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการสนับสนุนการตัดสินใจของภาคธุรกิจ ท่ามกลางความผันผวนที่เกี่ยวข้องกับการค้า โดย 89% ของธุรกิจในเอเชียระบุว่าบทบาท ของธนาคารมีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามความซับซ้อนของการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดน ดังนั้น การให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ด้านการขยายธุรกิจระหว่างประเทศ จึงเป็นการสนับสนุน อันดับต้นๆ ที่ภาคธุรกิจต้องการจากธนาคาร รองลงมาคือเครื่องมือบริหารความเสี่ยง และการสนับสนุนด้านความยืดหยุ่นทางธุรกิจ เช่น การจำลองสถานการณ์ การวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ และการคาดการณ์กระแสเงินสด

08/01/2026

⛽ แจ้งปรับราคาน้ำมัน
• GSH95 -0.50 บาท ❄️❄️❄️
• GSH91 -0.50 บาท ❄️❄️❄️
• E20 -0.50 บาท ❄️❄️❄️
• E85 -0.50 บาท ❄️❄️❄️
• ดีเซล -0.50 บาท ❄️❄️❄️
มีผลตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค. 2569 เวลา 5.00 น. เป็นต้นไป
(ราคาดังกล่าวเป็นราคาขายปลีกในเขตกทม. ไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น)
- - -
🚗 #ประกันรถยนต์ ผ่อนเงินสดได้ นานสูงสุด 12 งวด
ที่ “ศรีสวัสดิ์ เงินสดทันใจ”
✅ ผ่อนเงินสดได้ ไม่ง้อบัตรเครดิต
✅ จ่ายงวดแรก คุ้มครองทันที
✅ รับกรมธรรม์ภายในวัน
✅ คัดแผนที่ดีที่สุดให้แล้ว จากบริษัทประกันภัยชั้นนำ
สนใจประกันรถยนต์ คลิก 👉🏻 https://sawad.info/3EgU4zG
แอดไลน์ศรีสวัสดิ์ คลิก 👉🏻 https://lin.ee/D4lv2KZ
หรือสายด่วน 1652
*ซื้อแผนประกันภัย ติดต่อสาขาศรีสวัสดิ์ใกล้บ้าน
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด
*นายหน้าประกันวินาศภัย : บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 2014 จำกัด
เลขที่ใบอนุญาต : ว00011/2561

16/12/2025

GULF เผยโซลาร์ฟาร์ม 109 MW
จ่ายไฟเข้าระบบให้ กฟผ.ตามสัญญา 25 ปี
แย้มสิ้นปี 68 มีโรงไฟฟ้าจ่ายไฟเพิ่มอีก
#หุ้น #ข่าวหุ้น #หุ้นไทยวันนี้

16/12/2025

“ธนาคารไทยพาณิชย์” ธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของประเทศไทย และ “โรงพยาบาลศิริราช” โรงพยาบาลแห่งแรกของประเทศไทย 2 องค์กรแห่งแผ่นดินที่ต่างมีประวัติศาสตร์ยาวนานคู่กับสังคมไทย และมีบทบาทสำคัญต่อการดูแลประชาชนไทยมาแล้วมากกว่าร้อยปี ผ่านการให้บริการที่แม้จะแตกต่างกันในธุรกิจ หากแต่มีหลักคิดที่ตรงกันในการสร้างคุณภาพชีวิตให้สังคมไทยอย่างยั่งยืน ด้วยการปรับตัวให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย โดยนำแนวคิดทางด้านความยั่งยืนทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ผสานการพัฒนาศักยภาพเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการให้บริการ ที่มุ่งหวังความพึงพอใจของลูกค้าเป็นผลลัพธ์ของความสำเร็จ ด้วยเป้าหมายสูงสุดที่จะอยู่ดูแลคนไทยให้มั่นคงทางการเงินและสุขภาพต่อไปอีกนับร้อยปี
อ่านบทความฉบับเต็มต่อได้ที่: https://thestandard.co/scb-siriraj-sustainable-organization-thailand/

#อยู่อย่างยั่งยืน
#ความยั่งยืน
[ADVERTORIAL]

01/11/2025

UPDATE: แม้ Burnout ก็ไม่หยุด! Klook เผยคนไทยทำงานหนักติดท็อป 3 โลก แต่ติดกับดัก ‘ความเกรงใจ’ ไม่กล้าลาหยุด
Klook แพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยว ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่ชี้ให้เห็นว่าคนไทยกำลังเผชิญกับภาวะหมดไฟ (burnout) อย่างแพร่หลาย แต่กลับมีความลังเลที่จะใช้สิทธิ์ลาหยุดพักผ่อน อันเนื่องมาจากวัฒนธรรมองค์กรและความรู้สึกผิดหากต้องหยุดงาน
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่ระบุว่า ประเทศไทยติดอันดับ 3 ของโลกด้านจำนวนชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานที่สุด โดย 46.7% ของคนไทยทำงานเกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ประมาณ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์อย่างมีนัยสำคัญ
ไม่เพียงเท่านั้น วัฒนธรรมที่เรียกว่า 'Presenteeism' หรือ 'การต้องมาให้เห็นหน้า' ยังคงฝังรากลึกในสังคมการทำงาน โดยพนักงานไทยประมาณ 35–48% ระบุว่ายังคงมาทำงานแม้ในขณะที่ป่วย
เหตุผลหลักคือความกังวลว่าจะสร้างภาระให้เพื่อนร่วมงาน หรือกลัวถูกมองไม่ดีจากหัวหน้า ซึ่งพฤติกรรมนี้ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงและเพิ่มความเสี่ยงของภาวะหมดไฟ
แม้จะเผชิญกับความเครียดสูง แต่การลาพักร้อนกลับเป็นเรื่องที่ทำได้ยากสำหรับคนไทย เนื่องจากวัฒนธรรม 'ความเกรงใจ' ประกอบกับความกังวลเรื่องงานที่คั่งค้าง และความเชื่อเดิมๆ ว่าการลาหยุดควรเป็นทริปใหญ่ที่เกิดขึ้นเพียงปีละครั้ง
ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งในความรู้สึก โดย 80% ของพนักงานรู้สึกว่าควรได้รับวันลามากกว่าที่มี แต่กลับไม่กล้าใช้สิทธิ์เพราะกลัวสร้างภาระให้ทีม ขณะที่ 74% ของพนักงานยอมยกเลิกวันลาที่วางแผนไว้เพราะภาระงาน และ 24% ยังคงตรวจสอบอีเมลงานระหว่างอยู่ในช่วงวันหยุด
เคนนี่ แชม ผู้จัดการทั่วไป ประจำคลูกประเทศไทย ฮ่องกง และมาเก๊า กล่าวว่า "จากผลสำรวจที่พบทำให้เราเห็นว่า ที่จริงแล้วคนไทยต้องการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลาย ความเครียดจากการทำงาน ภาวะ Burnout และเป็นการชาร์ตพลังให้ตัวเอง แต่หลายคนยังติดกับดักทางความคิดและความเชื่อที่ทำให้ไม่กล้าออกไปใช้วันลาทั้งที่เป็นสิทธิ์ของตนเอง"
อย่างไรก็ตาม Klook ได้เปิดเผยข้อมูลพฤติกรรมการจองของนักเดินทางรุ่นใหม่ในปี 2568 ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงแนวคิดเดิม จากที่เคยวางแผนทริปใหญ่ปีละครั้ง กำลังเปลี่ยนไปสู่การเที่ยวแบบ 'ทริปสั้น' แต่มีความถี่สูงขึ้น
ข้อมูลระบุว่า เกือบ 50% ของนักเดินทาง Gen Z ชาวไทย นิยมวางแผนและจองกิจกรรมล่วงหน้าน้อยกว่าสองเดือน โดย 18% จองล่วงหน้าเพียง 4-7 วันก่อนออกเดินทาง พฤติกรรมนี้สะท้อนถึงการเปิดรับความยืดหยุ่น การตัดสินใจแบบฉับพลัน และความนิยมในการจองแบบนาทีสุดท้ายที่เพิ่มมากขึ้น
"เทรนด์ที่เกิดขึ้นทำให้เราเห็นว่า นักเดินทางรุ่นใหม่มองการเดินทางไปต่างประเทศเป็นกิจกรรมไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นและเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งโดยไม่ต้องใช้ระยะเวลานานเกินไป"
ดังนั้นโปรแกรมการเดินทางไม่จำเป็นต้องยาวนานเป็น 10 วัน แต่เป็นทริปสั้นเพียง 4 วัน 3 คืนก็เพียงพอ แต่กระจายความถี่ให้มีทริปสั้นๆ แบบนี้ตลอดทั้งปี เป็นการแบ่งเวลาไปชาร์ตพลังที่อาจจะตอบโจทย์วัฒนธรรมการทำงานสมัยใหม่มากกว่าการลางานยาว ๆ ครั้งเดียวต่อปี
สำหรับจุดหมายปลายทางยอดนิยม ญี่ปุ่นยังคงครองตำแหน่งอันดับหนึ่งที่นักท่องเที่ยวชาวไทยให้ความสนใจ โดยมีโตเกียวและโอซาก้าเป็นเมืองที่มียอดจองกิจกรรมสูงที่สุด
ในขณะเดียวกัน ประเทศจีนถือเป็นจุดหมายปลายทางที่มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ โดยในปี 2568 Klook พบว่ายอดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทยในจีนเติบโตเพิ่มขึ้นในระดับเลขสามหลัก และความต้องการเดินทางไปจีนของคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นถึง 7 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ภาพ: Yellow_man / Shutterstock

01/11/2025

UPDATE: จีนเลิกลดหย่อน ‘ภาษีทอง’ หวังเพิ่มรายได้การคลัง แต่เสี่ยงเพิ่มต้นทุนให้กับประชาชน
จีนเลิกมาตรการจูงใจ หันมาเก็บภาษีทอง เพิ่มรายได้การคลัง แต่เสี่ยงเพิ่มต้นทุนให้กับประชาชนทั่วไป ที่ต้องการซื้อขายทองคำ ท่ามกลางตลาดที่กำลังร้อนแรงตลอดปีที่ผ่านมา
ตามกฎหมายฉบับใหม่จากกระทรวงการคลังจีน ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป รัฐบาลจีนจะไม่อนุญาตให้ผู้ค้าปลีกนำภาษีมูลค่าเพิ่ม (value-added tax) เมื่อขายทองคำที่จ่ายจากการซื้อทองคำในตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Gold Exchange) มาหักออกเมื่อขายต่อ ไม่ว่าจะขายโดยตรงหรือหลังจากนำไปแปรรูปก็ตาม
กฎหมายดังกล่าว ครอบคลุมทั้งทองคำเพื่อการลงทุน เช่น ทองคำแท่งบริสุทธิ์ ตลอดจนเหรียญทองคำที่รับรองโดย ธนาคารกลางประชาชนจีน (PBOC) และทองคำใช้งานทั่วไป เช่น เครื่องประดับ และ วัสดุอุตสาหกรรม
มาตรการดังกล่าวควรจะช่วยเพิ่มรายได้ภาครัฐ ท่ามกลางตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศที่ซบเซา และการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งตรึงฐานะการคลัง และสร้างความตึงเครียดแก่รัฐบาล อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าว ทำให้ต้นทุนการซื้อทองคำของประชาชนจีนเพิ่มขึ้นเช่นกัน
จากความต้องการซื้อทองคำของนักลงทุนรายย่อยทั่วโลกเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้ราคาทองคำทะยานสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จนตลาดเกิดภาวะ ‘ซื้อมากกว่าขาย’ (Overbought) ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับฐานอย่างกะทันหันของราคาทองคำ
ราคาทองคำที่ร่วงลงแรงสุดในรอบ 10 ปีเมื่อไม่นานมานี้ เกิดขึ้นพร้อมกับการเข้าซื้อทองคำผ่านกองทุน ETF ที่มีทิศทางพลิกลง หลังจากมีแรงซื้อต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม นอกจากนี้ ยังเกิดขึ้นตรงกับช่วงสิ้นสุดฤดูกาลซื้อทองตามเทศกาลในอินเดีย ตลอดจนสัญญาสงบศึกระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่ชะลออุปสงค์ทองคำแท่งในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (haven asset) ลงไป
อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำยังคงทรงตัวอยู่ใกล้ระดับสำคัญที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่เพิ่งแตะทะลุไปเมื่อต้นเดือนตุลาคม และยังมีปัจจัยพื้นฐานหลายประการที่คาดว่าจะผลักดันให้ราคาสูงขึ้นไปอีก ได้แก่ การเข้าซื้อโดยธนาคารกลางทั่วโลก การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ รวมถึงความไม่แน่นอนทั้งหลายที่ยังคงทำให้ทองกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยสำหรับนักลงทุน
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจำนวนไม่น้อยยังคงคาดว่า ราคาทองคำอาจ "แตะระดับใกล้ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์" ภายในราว 1 ปีข้างหน้า
อ้างอิง:
https://www.bloomberg.com/news/articles/2025-11-01/china-ends-gold-tax-break-in-setback-for-key-bullion-market?srnd=homepage-asia&embedded-checkout=true

25/10/2025

ลงทุนกองทุนอย่างไร ให้ได้ลดหย่อนภาษีเกือบล้าน สรุปให้แล้ว พร้อมตัวอย่าง /โดย ลงทุนแมน
- อีกเพียง 2 เดือนนิด ๆ ก็จะครบปีแล้ว สิ่งที่ตามมาต่อจากนั้นคือ การยื่นภาษี
หากใครวางแผนบริหารภาษีไว้อย่างดี จะสามารถมีค่าลดหย่อนภาษีเพิ่มได้อีก แตะหลักล้านบาทเลยทีเดียว

- นอกเหนือจากค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว อีกทางเลือกที่ลดหย่อนภาษีได้ค่อนข้างสูง และใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ นั่นคือการซื้อกองทุนรวมลดหย่อนภาษี โดยปีนี้ลดหย่อนได้สูงสุดถึง 1.4 ล้านบาท

- แต่ถ้าตัดกองทุนรวม Thai ESGX ที่หมดเขตลงทุนตั้งแต่เดือนมิถุนายนออกไป เราก็ยังสามารถได้รับค่าลดหย่อนภาษีจากกองทุนรวมลดหย่อนภาษี เช่น RMF และ Thai ESG ถึง 800,000 บาท

- โดยแบ่งเป็น RMF ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 500,000 บาท
ขณะที่ Thai ESG ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 300,000 บาท ซึ่งทั้งสองกองทุนนี้ ลงทุนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้

- ตัวอย่างเช่น ถ้าเราได้เงินเดือน 50,000 บาทต่อเดือน จะคิดเป็น 600,000 บาทต่อปี
เราจะลงทุนใน RMF ได้สูงสุด = 600,000 x 30% = 180,000 บาท และลงทุนใน Thai ESG ได้สูงสุด 180,000 บาท เช่นกัน

- ดังนั้นจำนวนเงินสูงสุดที่เราสามารถลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีอย่าง RMF และ Thai ESG คือ 30% x เงินได้ต่อปี (นับรวมโบนัสและรายได้จากส่วนอื่น ๆ ด้วย) แต่จะไม่เกินเพดานตามที่แต่ละกองทุนตั้งไว้

- ถ้าถามว่า ระหว่างไม่ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี กับซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี การเสียภาษีจะแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน ต้องมาดู 3 ตัวอย่าง

1. เงินเดือน 30,000 บาท ภาษีที่จะเสียคือ 2,050 บาท แต่ถ้าลงทุนใน RMF เต็มสิทธิ์ ภาษีที่จะเสียคือ 0 บาท
2. เงินเดือน 50,000 บาท ภาษีที่จะเสียคือ 20,600 บาท แต่ถ้าลงทุนใน RMF เต็มสิทธิ์ ภาษีที่จะเสียคือ 5,050 บาท
3. เงินเดือน 70,000 บาท ภาษีที่จะเสียคือ 53,150 บาท แต่ถ้าลงทุนใน RMF เต็มสิทธิ์ ภาษีที่จะเสียคือ 19,400 บาท

จะเห็นได้ว่า ภาษีที่ต้องเสียนั้นแตกต่างกันพอสมควร ซึ่งนี่ยังไม่นับรวม Thai ESG

- สำหรับคนที่อยากคำนวณเอง วิธีคำนวณว่า กองทุนลดหย่อนภาษีประหยัดภาษีแค่ไหน

เริ่มแรกให้หาเงินได้ทั้งปีก่อน หลังจากนั้นหักค่าใช้จ่าย (หักได้ 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท)

แล้วนำไปหักค่าลดหย่อน ตรงนี้ที่จะนำจำนวนเงินที่ลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีมาคำนวณรวมในค่าลดหย่อนด้วย

เมื่อหักหมดแล้ว จะได้เงินได้สุทธิ เสียภาษีเท่าไรคิดตามขั้นบันได

เงินได้สุทธิ 0 - 150,000 บาท ไม่เสียภาษี
เงินได้สุทธิ 150,001 - 300,000 บาท อัตราภาษี 5%
เงินได้สุทธิ 300,001 - 500,000 บาท อัตราภาษี 10%
เงินได้สุทธิ 500,001 - 750,000 บาท อัตราภาษี 15%
เงินได้สุทธิ 750,001 - 1,000,000 บาท อัตราภาษี 20%
เงินได้สุทธิ 1,000,001 - 2,000,000 บาท อัตราภาษี 25%
เงินได้สุทธิ 2,000,001 - 5,000,000 บาท อัตราภาษี 30%
เงินได้สุทธิเกิน 5,000,000 บาท อัตราภาษี 35%

เช่น มีเงินได้สุทธิ 200,000 บาท จะเสียภาษี = (150,000 x 0%) + (50,000 x 5%) = 2,500 บาท

- สำหรับวิธีการเลือกกองทุนรวมลดหย่อนภาษี ต้องมาดูที่เงื่อนไขและนโยบายของกองทุนลดหย่อนภาษีแต่ละประเภท

สำหรับ Thai ESG จะมีนโยบายลงทุนในหุ้นไทยและตราสารหนี้ไทย ที่ให้ความสำคัญในเรื่องความยั่งยืน

ซึ่งถ้าใครไม่เชื่อมั่น หรือคาดการณ์ว่า สถานการณ์จะแย่ลง อาจไม่เหมาะกับกองทุนลดหย่อนภาษีนี้ เพราะต้องถือลงทุนเป็นเวลา 5 ปีเต็มนับจากวันที่ซื้อ

แต่ข้อดีคือ ไม่บังคับว่าต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี ดังนั้นถ้าเราจะซื้อครั้งเดียว เพราะคิดว่าตอนนี้คือช่วงที่ตลาดหุ้นไทยแย่สุดแล้ว ก็สามารถทำได้

สำหรับ RMF จะมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายกว่า มีหลายสินทรัพย์ให้เลือก แต่ต้องลงทุนทุกปี เว้นได้ไม่เกิน 1 ปี และถือยาวจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์ ดังนั้น RMF ที่เราเลือก ต้องมั่นใจว่าสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต หรือมีความเสี่ยงน้อยที่สุด

เช่น ถ้าเชื่อมั่นในทองคำ ก็เลือกกองทุนรวม RMF ที่ลงทุนในทองคำ, เชื่อมั่นในหุ้นสหรัฐฯ เลือกกองทุนรวม RMF ที่ลงทุนใน S&P 500
หรือถ้าอยากลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงน้อยพอ ๆ กับการฝากเงินในธนาคาร ก็เลือกกองทุนรวม RMF ที่ลงทุนในตลาดเงิน

- ทั้งนี้อย่ามองแค่ว่า กองทุนช่วยลดหย่อนภาษีได้มากแค่ไหน ต้องพิจารณาความเสี่ยงและโอกาสในการสร้างผลตอบแทนด้วยเช่นกัน เพราะเราอาจจะเสียดายที่สุดท้ายเงินที่ลงทุนไปนั้น ดันเสียมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับจากภาษี

จากเรื่องราวทั้งหมดนี้เลยเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราควรมีความรู้เกี่ยวกับภาษี เพราะแค่เราใช้การลดหย่อนจากกองทุน ก็สามารถประหยัดภาษีได้มากแล้ว ดังนั้นนอกจากจะเตรียมลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีแล้ว อย่าลืมศึกษาเรื่องภาษี และกองทุนที่เราสนใจจะลงต่อด้วย เพื่อให้เราใช้สิทธิ์ได้อย่างเต็มที่..

25/10/2025

UPDATE: สหรัฐฯ เผย CPI เดือนกันยายนชะลอตัวอยู่ที่ 3.0% ต่ำกว่าที่คาดการณ์นักวิเคราะห์ฟันธง Fed เตรียมหั่นดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า
รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สหรัฐฯ เผยให้เห็นข่าวดีท่ามกลางภาวะ Government Shutdown โดยอัตราเงินเฟ้อเดือนกันยายนขยายตัวเพียง 3.0% รายปี และ Core CPI (ไม่รวมอาหารและพลังงาน) ก็อยู่ที่ 3.0% เช่นกัน ซึ่งทั้งสองตัวเลข ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ ข้อมูลเงินเฟ้อนับเป็นการเปิดเผยตัวเลขทางเศรษฐกิจทั่วโลกเฝ้ารอ ท่ามกลางนโยบายระงับการเปิดเผยข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ และยังเป็นข้อมูลที่เปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) สามารถตัดสินใจ ลดอัตราดอกเบี้ยได้อย่างสบายใจในการประชุมสัปดาห์หน้า (28-29 ตุลาคม)
ตามรายงานของสำนักงานสถิติแรงงาน (BLS) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ระบุว่า ราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายสำหรับสินค้าและบริการหลากหลายประเภทในเดือนกันยายน เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาดการณ์
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน ทำให้อัตราเงินเฟ้อต่อปีอยู่ที่ 3.0% ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดย Dow Jones คาดการณ์ไว้ที่ 0.4% และ 3.1% ตามลำดับ ส่วนอัตราเงินเฟ้อรายปีสะท้อนถึงการเพิ่มขึ้น 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์จากเดือนสิงหาคม
เมื่อไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน Core CPI เพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน และอัตราต่อปีอยู่ที่ 3.0% เทียบกับการคาดการณ์ที่ 0.3% และ 3.1% ตามลำดับ ก่อนหน้านี้ Core CPI รายเดือนเคยเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม
รายงาน CPI ฉบับนี้ถือเป็นข้อมูลเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการเพียงชุดเดียวที่ได้รับอนุญาตให้ออกมาในช่วงภาวะรัฐบาลปิดทำการ (Government Shutdown)
John Kerschner หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ที่มีหลักประกันทั่วโลกของ Janus Henderson กล่าวว่า เหมือนโอเอซิสกลางทะเลทราย ตัวเลข CPI เป็นข้อมูลชิ้นแรกที่เปิดเผยให้กับนักลงทุนจากรัฐบาล นับตั้งแต่การปิดทำการเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา
“นักลงทุนไม่ผิดหวัง เงินเฟ้อออกมาอ่อนตัวกว่าที่คาดไว้ นำไปสู่การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของตลาดพันธบัตร และทำให้มั่นใจได้ว่า Fed จะลดอัตราดอกเบี้ย ในการประชุม Open Market Committee สัปดาห์หน้า” Kerschner กล่าว
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเบนซิน 4.1% เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันรายงานในครั้งนี้ ในขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้ออื่นๆ ยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างเงียบ หมวดอาหารเพิ่มขึ้น 0.2% ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบรายปี พลังงานเพิ่มขึ้น 2.8% และอาหารเพิ่มขึ้น 3.1%
ภายในดัชนีอาหาร ราคาเนื้อสัตว์ สัตว์ปีก ปลา และไข่พุ่งขึ้นถึง 5.2% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 5.3% ในหมวดพลังงาน แม้ว่าราคาไฟฟ้าจะสูงขึ้น 5.1% และก๊าซธรรมชาติพุ่งขึ้น 11.7% ในปีที่ผ่านมา แต่ราคาน้ำมันเบนซินกลับลดลง 0.5% ในช่วงเวลาดังกล่าว
ค่าที่พักอาศัย (Shelter costs) ซึ่งคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของน้ำหนักใน CPI เพิ่มขึ้นเพียง 0.2% และเพิ่มขึ้น 3.6% จากปีก่อนหน้า ค่าบริการที่ไม่รวมค่าที่พักอาศัยเพิ่มขึ้น 0.2% เช่นกัน
ยานพาหนะใหม่เพิ่มขึ้น 0.8% แต่ราคารถยนต์และรถบรรทุกมือสองกลับลดลง 0.4%
ดัชนีฟิวเจอร์สของตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นหลังจากรายงานเปิดเผย ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลงเล็กน้อย
“เงินเฟ้ออาจไม่ได้ชะลอตัวลง แต่ก็ไม่ได้สร้างความประหลาดใจในด้านขาขึ้นอีกต่อไปแล้ว” David Russell หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาดโลกของ TradeStation กล่าว
รายงานนี้ให้ภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงเวลาที่การเผยแพร่ข้อมูลอื่น ๆ ทั้งหมดถูกระงับ แม้จะมีผลกระทบที่จำกัดจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แต่นักวิเคราะห์ระบุว่าผลกระทบเต็มรูปแบบอาจยังไม่ปรากฏออกมา

ราคาสินค้าหลักเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ต่อเดือน James Knightley หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศของ ING ชี้ว่าข้อมูลในรายงาน CPI ประกอบกับรายได้ศุลกากรที่เกิดจากภาษี บ่งชี้ว่าอัตราภาษีศุลกากรที่รับรู้ (realized tariff rate) อยู่ที่เพียง 10%

Knightley เขียนว่ามีสัญญาณของ "ผลกระทบจากการทดแทนที่รุนแรง" เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งหมายถึงบริษัทในสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนไปจัดหาสินค้าจากประเทศที่มีภาษีต่ำกว่า และองค์ประกอบของการนำเข้ากำลังเปลี่ยนแปลงไป

“ผลที่ได้คือบริษัทต่างๆ สามารถดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นซึ่งไม่รุนแรงเท่าที่กลัวได้ดีขึ้น และมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้จนถึงขณะนี้” เขากล่าว “ในที่สุด เราคาดว่าอัตราภาษีที่รับรู้จะเพิ่มขึ้นและราคาสินค้าจะได้รับผลกระทบมากขึ้น แต่เรายังคงยืนยันว่าภาษีจะเป็นการเปลี่ยนแปลงราคาระดับเดียว (one-off step change) ไม่ใช่สิ่งที่จะนำไปสู่เงินเฟ้อที่คงอยู่ยาวนาน”
⚫️ รายงานสุดท้ายก่อนการประชุม Fed
BLS เปิดเผยข้อมูลนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากสำนักงานประกันสังคมใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการปรับค่าครองชีพ (COLAs) ในเช็คเงินสวัสดิการ ขณะที่การรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลของรัฐบาลกลางถูกระงับทั้งหมดจนกว่าความขัดแย้งทางการคลังในวอชิงตันจะได้รับการแก้ไข ทั้งนี้ รายงาน CPI เดิมมีกำหนดเผยแพร่ในวันที่ 15 ตุลาคม
นอกจากการเป็นแนวทางสำหรับ COLA แล้ว การเปิดเผย CPI ยังเป็นข้อมูลสำคัญสุดท้ายที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะได้รับก่อนการตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า Fed มีเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ซึ่งตัวเลขหัวข้อข่าว (Headline CPI) อยู่ต่ำกว่าระดับนั้นครั้งล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2564
“รายงานนี้จะทำให้ Fed ยังคงเดินหน้าลดอัตราดอกเบี้ย อย่างแน่นอน” Art Hogan หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ B. Riley Wealth กล่าว พร้อมกับเสริมว่า “Fed ชัดเจนว่าพวกเขามุ่งเน้นไปที่ข้อมูลตลาดแรงงานที่อ่อนตัวลงมากกว่า และจะยังคงปกป้องพันธกิจด้านการจ้างงานเต็มที่ แม้ว่า Core CPI จะอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของพวกเขาก็ตาม”
ตลาดกำลังเชื่อมั่นว่า Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมข้ามคืนลง 0.25% จากช่วงเป้าหมายปัจจุบันที่ 4% - 4.25% และนักลงทุนยังคาดการณ์อีกว่าการปรับลดอีกครั้งในเดือนธันวาคม
อย่างไรก็ตาม เส้นทางหลังจากนั้นยังคงไม่ชัดเจน ความกังวลยังคงอยู่ว่าภาษีของ ทรัมป์อาจก่อให้เกิดเงินเฟ้อรอบใหม่ที่รุนแรง ในขณะเดียวกัน ผู้กำหนดนโยบายของ Fed ก็กังวลว่าการชะลอตัวของการจ้างงานในปีนี้อาจจะลุกลาม แม้ว่าการเลิกจ้างยังคงอยู่ในระดับต่ำ
ราคาสินค้าที่อ่อนไหวต่อภาษีอย่างเครื่องนุ่งห่ม เพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนกันยายน ขณะที่สินค้าคงทนเพิ่มขึ้น 0.3%
Jerome Powell ประธาน Fed และเพื่อนร่วมงานได้แสดงท่าทีระมัดระวังโดยทั่วไปเกี่ยวกับอัตราการลดดอกเบี้ย เนื่องจากพวกเขาชั่งน้ำหนักภัยคุกคามของเงินเฟ้อกับความอ่อนแอในตลาดแรงงาน ขณะที่ทรัมป์นั้น ยืนกรานว่าเงินเฟ้อไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป และ Fed ควรลดดอกเบี้ยอย่างเต็มที่ได้แล้ว
ภาพ: Liao Pan/China News Service/VCG via Getty Images
อ้างอิง:
https://www.cnbc.com/2025/10/24/cpi-inflation-september-2025.html
https://www.reuters.com/world/us/us-consumer-prices-rise-slightly-less-than-expected-september-2025-10-24/

ที่อยู่

14/5
Bangkok
10160

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ S.S.H Non Bank - เสริมสภาพคล่องต่อยอดธุรกิจ SMEผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์