สถานีหุ้น Hoon Station

สถานีหุ้น Hoon Station การลงทุน แนวโน้มราคาหุ้น

08/11/2024

คอร์สเริ่มจาก 0-100 เข้าใจง่าย เหมาะกับทุกท่าน ทั้งมือใหม่ที่เริ่มศึกษา หรือมือเก่าที่ไม่รู้จะลงหุ้นตัวไหนดี เข้าใจและสามารถหาหุ้นเองได้ ภายใน 7วัน ที่สำคัญในกลุ่มมีการแนะนำหุ้น 1/ สัปดาห์ สามารถซื้อตามได้เลย

สรุปผลประกอบการ BH รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ ลดลงวันนี้ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ได้เผยงบไตรมาส ...
08/11/2024

สรุปผลประกอบการ BH รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ ลดลง
วันนี้ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ได้เผยงบไตรมาส 3 ปี 2567
-รายได้ 6,447 ล้านบาท ลดลง 4.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน
เป็นเพราะรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยชาวต่างชาติ ลดลง 6.8% และผู้ป่วยชาวไทย ลดลง 1.4%
ทำให้ไตรมาสนี้ มีสัดส่วนรายได้จาก ผู้ป่วยชาวต่างชาติ คิดเป็น 65.7% (จากเดิม 66.9% ในปีก่อน)
และผู้ป่วยชาวไทย คิดเป็น ​​34.3% (จากเดิม 33.1% ในปีก่อน)
-กำไร 1,955 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน
เนื่องจากแม้รายได้จะลดลง แต่บริษัทควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนหลัก ๆ อย่างต้นทุนกิจการโรงพยาบาล ที่ลดลง 8.4% จากปีก่อน
ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมลดลงมากกว่า ส่งผลให้กำไรยังทรงตัวได้ โดยไตรมาสนี้ มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 30.3% มากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ 28.8%
อย่างไรก็ดี ผลประกอบการที่ออกมานี้ นอกจะไม่เติบโตแล้ว ก็ยังน้อยกว่าที่นักลงทุนหวังไว้อีกด้วย
โดยทางนักวิเคราะห์เคยประเมินไว้ว่า กำไรของ BH จะเพิ่มขึ้น 10% ในไตรมาสนี้..
สรุปแล้ว เมื่อผลที่ออกมา ไม่เป็นไปอย่างที่หวัง จากการที่รายได้จากผู้ป่วยชาวต่างชาติหายไป ฉุดผลประกอบการบริษัทไม่ให้เติบโต
จึงเกิดแรงเทขาย ทำให้ราคาหุ้น BH ปรับตัวลง -9% ทันที
หรือคิดเป็นมูลค่าบริษัทที่หายไปกว่า 19,000 ล้านบาท ในวันเดียว..
หมายเหตุ : โพสต์นี้เพียงนำเสนอข้อมูล มิได้แนะนำให้ซื้อหรือขายหุ้นแต่อย่างใด
การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

NVIDIA ทำราคา all time high และเป็นบริษัทที่มูลค่าสูงที่สุดในโลก อย่างต่อเนื่องในวันนี้123,000,000,000,000 บาท คือมูลค่า...
08/11/2024

NVIDIA ทำราคา all time high และเป็นบริษัทที่มูลค่าสูงที่สุดในโลก อย่างต่อเนื่องในวันนี้
123,000,000,000,000 บาท คือมูลค่าของบริษัทนี้
อ่านว่า 123 ล้านล้านบาท

บริษัทนี้ไม่ได้เน้นขายสินค้าให้บุคคลทั่วไป แต่เน้นผลิตชิป ที่บริษัทชั้นนำของโลกต้องการ

1 ปีที่ผ่านมา NVIDIA ทำผลตอบแทน 221.3%
- ใครคิดว่า NVIDIA เป็นของจริง
- ใครคิดว่าเป็น ‘ฟองสบู่‘ ลองวิเคราะห์กันได้

07/11/2024

ราคาบิทคอยน์พุ่งทะลุ All Time High ตอบรับผลการเลือกประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐ ซึ่งก็คือ Donald Trump มายืนเหนือ 75,000 ดอลลาร์ ถูกอกถูกใจคนในอุตสาหกรรมคริปโทฯ แถมนโยบายหาเสียงของ Donald Trump ก็สนับสนุนคริปโทฯ อย่างเห็นได้ชัด ดูท่าอนาคตของคริปโทเคอร์เรนซีคงสดใสน่าดู!!
*Trump ชนะเลือกตั้งขาดลอย ดันราคา Bitcoin พุ่งทะลุ ATH!!!
ชัดเจนแล้วว่าประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47 ก็คือ Donald Trump เอาชนะ Kamala Harris ไปด้วยคะแนน 277 ต่อ 226

หุ้น DELTA ประเด็นใหญ่ ของวงการตลาดทุนไทย ในตอนนี้ /โดย ลงทุนแมนถ้าถามว่า หุ้นมูลค่ามากสุด ในประเทศไทย คือบริษัทอะไร ?คำ...
07/11/2024

หุ้น DELTA ประเด็นใหญ่ ของวงการตลาดทุนไทย ในตอนนี้ /โดย ลงทุนแมน
ถ้าถามว่า หุ้นมูลค่ามากสุด ในประเทศไทย คือบริษัทอะไร ?
คำตอบที่ได้ หลายคนอาจยังไม่รู้
นั่นก็คือ หุ้น DELTA ที่ปัจจุบัน มีมูลค่าบริษัท 1,940,000 ล้านบาท
แล้วรู้หรือไม่ว่า หุ้นที่ใหญ่สุดนี้ ปรับตัวขึ้นมา มากถึง 3,200% หรือ 33 เด้ง ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ตอนนี้ DELTA มีมูลค่ามากกว่าบริษัทอันดับ 2 และ 3 ที่คนไทยคุ้นเคยอย่าง
- PTT มูลค่า 957,000 ล้านบาท
- AOT มูลค่า 882,000 ล้านบาท
แม้จะรวมมูลค่าของ PTT และ AOT เข้าด้วยกัน
ก็ได้เพียง 1,839,000 ล้านบาท น้อยกว่ามูลค่าของ DELTA เสียอีก
คำถามต่อมาก็คือ ทำไม DELTA มีมูลค่ามากขึ้นเร็วและแรงขนาดนี้
เรื่องแรกก็คือ “บริษัทกำไรเติบโต”
หุ้น DELTA เป็นบริษัทลูกจากเครือบริษัทไต้หวัน ทำธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่เติบโตตามเทรนด์อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของโลก
ปี 2563 กำไร 7,102 ล้านบาท
ปี 2564 กำไร 6,699 ล้านบาท
ปี 2565 กำไร 15,345 ล้านบาท
ปี 2566 กำไร 18,423 ล้านบาท
9 เดือนแรก ปี 2567 กำไร 16,783 ล้านบาท
แม้ดูเหมือนกำไรจะเติบโตจริง แต่มูลค่าบริษัท DELTA เพิ่มขึ้นมากกว่า จนตอนนี้ P/E ขึ้นไปซื้อขายกันอยู่ที่ สูงถึง 90 เท่า..
หมายความว่า ถ้ากำไรเท่าเดิม 90 ปีจะคืนราคาที่จ่ายไป
ถ้าถามว่า อะไรเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ?
คำตอบที่ได้ก็คือ “บริษัทนี้มี Free Float ต่ำ”
Free Float คือสัดส่วนการถือครองของผู้ถือหุ้นรายย่อย อธิบายง่าย ๆ ก็คือ บริษัทมีหุ้นให้ซื้อขายเหลืออยู่น้อยนิด เมื่อเทียบกับจำนวนหุ้นทั้งหมด
DELTA มี Free Float 23.08% ซึ่งระดับขนาดนี้จะมีแนวโน้มที่จะถูกนักลงทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ต้อนราคาหุ้นขึ้นไปเรื่อย ๆ ให้จนมุม ซึ่งศัพท์ในภาษาการเงิน เราเรียกกันว่า “คอร์เนอร์”
ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมีหุ้นหลายตัวเหมือนกัน
ที่เข้าข่ายว่าถูกคอร์เนอร์ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นหุ้นขนาดเล็ก
แต่พอมาเป็น DELTA ที่ตอนนี้ เรียกได้ว่ามีมูลค่ามากสุดในประเทศไทย
ความเคลื่อนไหวของหุ้นบริษัทนี้ จึงมีผลต่อ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์บ้านเรา หรือ SET มากตามไปด้วย
ตัวอย่างเช่น ในวันนี้
ตลาดหุ้นไทย (SET INDEX) +2.87 จุด ในครึ่งเช้า
หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า เป็นผลมาจากหุ้น DELTA +6.7% ที่กระทบต่อ SET ซึ่งถ้า DELTA ไม่ได้บวกเยอะ ก็แปลว่า SET INDEX จะติดลบ
แล้วถ้าถามว่า ใช้เงินเท่าไร ?
คำตอบก็คือ ครึ่งเช้า DELTA มีมูลค่าการซื้อขาย 3,700 ล้านบาท (ตลอดทั้งวันนี้ มีมูลค่าการซื้อขาย 5,900 ล้านบาท)
แต่สามารถสร้าง Impact ต่อ SET ที่มีมูลค่าบริษัทรวมกัน 18,000,000 ล้านบาท ให้บิดเบือนจากที่ควรจะติดลบ ให้กลายเป็นบวกได้
ในขณะที่ช่วงเย็นวันนี้ แม้ตลาดจะถูกเทขายหนัก จน SET -14 จุด แต่ถ้าไม่ได้ DELTA ที่ปิด +4.7% ช่วยแบกตลาดเอาไว้ถึง 7 จุด SET ก็คงลงหนักกว่านี้ ลงไปถึง -21 จุด..
แล้วเรื่องนี้รายใหญ่ทำอะไรได้อีก
เรื่องนี้ จึงทำให้เกิดประเด็นที่ว่า เพียงแค่รายใหญ่กลุ่มหนึ่ง
มาคอร์เนอร์ ซื้อหรือขายราคาหุ้น DELTA เพียงตัวเดียว ก็จะสามารถ ไปหาผลตอบแทนจากผลิตภัณฑ์ที่ผูกกับดัชนีตลาดหุ้น อย่าง SET50 Index Futures ทั้งขาขึ้น ขาลงได้อีกต่อ ไปในตัว โดยผลิตภัณฑ์นี้มีอัตราทดที่สูงโดยไม่ต้องวางเงินมากอีกด้วย..
สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นประเด็นใหญ่ที่สุดของวงการตลาดทุนไทยในช่วงนี้
ที่ดูเหมือนว่าผู้กำกับดูแล ก็ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร
จะบีบให้ DELTA ออกจาก SET หรือ SET50 ไม่ต้องเอามาคำนวณในดัชนี ก็ดูจะเป็นความลำเอียง
แต่ถ้าปล่อยไว้ต่อไปให้ DELTA สามารถบิดเบือนตลาดหุ้นไทยโดยรวมไปเรื่อย ๆ ได้
ลองจินตนาการดูว่า
ถ้าราคา DELTA ขึ้นไปมากกว่านี้อีกเท่าตัว แค่ DELTA บริษัทเดียวก็ครองสัดส่วนเป็นถึง 20% ของตลาดโดยรวม โดยที่บริษัทนี้มีบริษัทแม่เป็นสัญชาติไต้หวัน
นึกตัวอย่างเล่น ๆ ซึ่งอาจจะไม่เกิดขึ้นจริงว่า
ถ้ามีขบวนการสร้างข่าวร้ายของบริษัทนี้ แล้วระหว่างนั้นก็ Short SET50 Index Futures ไปด้วย คงจะทำกำไรได้ไม่น้อยจากเรื่องแบบนี้
ซึ่งมันก็เคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้กับหุ้นตัวอื่น ๆ ในตลาดหุ้นไทยมาแล้ว ที่ได้กำไรเยอะจากการ Short หุ้น
แต่คราวนี้เอาหุ้นตัวเดียวมาลากทั้งตลาดหุ้นไทย คงเป็นเรื่องราวที่น่าจะแปลกไม่น้อย
เรื่องราวแปลก ๆ นี้ ไม่รู้ว่ามันจะทำลายความน่าเชื่อถือของวงการตลาดทุนไทยหรือไม่
แต่อย่างน้อยเคสนี้ก็คงจะกลายเป็นเรื่องพูดคุยสนุกปากของนักลงทุนไทย และนักลงทุนทั่วโลก หัวข้อหนึ่งเลยทีเดียว..

ดอนัลด์ ทรัมป์ ในมุมนักธุรกิจ เคยเป็นหนี้ 30,000 ล้าน แต่กลับมาได้ /โดย ลงทุนแมนดอนัลด์ ทรัมป์ เคยเกือบล้มละลายมาแล้ว เป...
07/11/2024

ดอนัลด์ ทรัมป์ ในมุมนักธุรกิจ เคยเป็นหนี้ 30,000 ล้าน แต่กลับมาได้ /โดย ลงทุนแมน
ดอนัลด์ ทรัมป์ เคยเกือบล้มละลายมาแล้ว เป็นหนี้เกือบ 30,000 ล้านบาท เพราะเร่งกู้เงินมาขยายธุรกิจ
นี่คือเรื่องที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน เพราะปกติแล้ว เราจะรู้จักชายคนนี้ในมุมบ้าบิ่น พูดจาโผงผาง ดุดันหน้าโพเดียม ในภาพนักการเมืองสหรัฐฯ ที่เห็นกันจนชินตา
วันนี้เรามารู้จักดอนัลด์ ทรัมป์ ในมุมนักธุรกิจกันบ้างว่า เขาผ่านช่วงเวลาเกือบล้มละลาย มาได้อย่างไร
ดอนัลด์ ทรัมป์ ในคราบนักธุรกิจเป็นคนแบบไหน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ดอนัลด์ ทรัมป์ เกิดที่เมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา
เมื่อปี 1946 ในครอบครัวของนักธุรกิจอย่างเฟร็ด ทรัมป์ ที่เน้นทำอสังหาฯ ราคาถูกในเมือง
โดยโครงการอสังหาฯ ส่วนใหญ่ของพ่อเขา มักได้รับเงินกู้พิเศษจากรัฐบาลค้ำประกัน เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยราคาถูก
ให้กับคนงานและกองทัพ ตามนโยบายของรัฐบาล
แต่ตอนหลัง ปรากฏว่าพ่อของเขาถูกเพิกถอนสิทธิ์เงินกู้พิเศษตรงนี้ เพราะประเมินการใช้เงินก่อสร้างโครงการให้สูง ๆ เพื่อให้ได้เงินกู้ก่อสร้างเยอะเกินความเป็นจริง
จากนั้นก็ใช้เงินก่อสร้างต่ำกว่าเงินกู้ที่ได้มา เพื่อให้ได้ส่วนต่างเงินตรงนี้เข้ากระเป๋าตัวเองแทน
อย่างไรก็ตาม แม้พ่อของเขาจะโดนเพิกถอนสิทธิ์ และต้องจ่ายเงินคืนรัฐบาล แต่โครงการอสังหาฯ ต่าง ๆ
ก็ยังเป็นของครอบครัวทรัมป์เหมือนเดิม
ในช่วงเดียวกันทรัมป์ ก็เติบโตมาเรื่อย ๆ จนจบปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ก่อนเข้ามาช่วยงานธุรกิจครอบครัว
แต่สิ่งที่เขาอยากเปลี่ยนแปลงก็คือ จะไม่ทำธุรกิจอสังหาฯ ราคาถูกอีกต่อไป
เพราะอยากเน้นทำธุรกิจอสังหาฯ ที่มีความพรีเมียม
เช่น โรงแรมหรู โครงการที่อยู่อาศัยแบบหรูหรามากขึ้น
จนเมื่อโอกาสมาถึงในปี 1974 เขากลายเป็นประธานบริษัท แล้วเปลี่ยนชื่อธุรกิจที่บ้านเป็น Trump Organization ที่มีพ่อคอยช่วยอยู่เบื้องหลัง
โดยกลยุทธ์ที่เขาใช้คือ ซื้อกิจการอสังหาฯ แบรนด์หรู
ที่ดูเก่าและทรุดโทรมในราคาถูก เพื่อนำมาปรับปรุงใหม่ให้ดูดี จนกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง
ไล่ตั้งแต่การเข้าซื้อกิจการโรงแรมเก่า Commodore
ที่ทรัมป์ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีทรัพย์สินเป็นเวลา 40 ปี
แม้เงินที่ซื้อกิจการจะไม่พอ แต่ด้วยความช่วยเหลือทางการเงินและเส้นสายทางการเมืองจากพ่อ ทำให้
ดีลการซื้อโรงแรมนี้เป็นไปได้ด้วยดี
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเข้าปรับปรุงกิจการโรงแรม Hyatt
ตามมาด้วยอาคาร Trump Tower ที่รวมอาคารสำนักงาน
พื้นที่อาศัย และร้านค้าครบในที่เดียว
แถมยังรุกธุรกิจกาสิโนในเวลาเดียวกัน เช่น Trump Taj Mahal, Trump Castle Hotel & Casino
ทีมฟุตบอล New Jersey Generals
และธุรกิจเรืออย่าง Trump Princess อีกด้วย
ซึ่งการขยายธุรกิจที่รวดเร็วทั้งหมดนี้ ในเวลาสั้น ๆ ทำให้ทรัมป์เป็นหนี้อย่างมหาศาล ถ้าในช่วงปกติ การเป็นหนี้เยอะแต่ธุรกิจยังโตได้ ก็คงไม่เป็นปัญหาอะไร
แต่ในช่วงปี 1990 เศรษฐกิจสหรัฐฯ เกิดตกต่ำ ธุรกิจของทรัมป์ที่เคยทำเงินได้ต่อเนื่อง ก็ได้รับผลกระทบ จนในที่สุด ภาระหนี้ก็พอกพูน และชำระหนี้คืนได้น้อยลงเรื่อย ๆ
โดยธุรกิจในเครือของเขา มีปัญหาหนี้มากถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 169,000 ล้านบาท (ยังไม่ปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ)
นี่ยังไม่รวมหนี้ส่วนตัวของทรัมป์ ที่มากถึง 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 30,000 ล้านบาทในตอนนั้น
ถ้าใครเจอแบบนี้ คงเห็นว่าทรัมป์คงล้มละลายแน่ ๆ
แต่ทรัมป์ก็ไม่ใช่คนยอมแพ้อะไรง่าย ๆ..
เขาลุยเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้มหาศาลที่เกิดขึ้น ด้วยการขายธุรกิจในเครือของตัวเองออกไปเรื่อย ๆ เช่น Trump Princess
และปล่อยให้ธุรกิจกาสิโนและโรงแรมล้มละลาย เช่น Trump Taj Mahal, Trump Castle Hotel & Casino และ Trump Plaza
แม้จะปรับโครงสร้างหนี้แล้ว แต่บรรดาธนาคารก็ยังไม่เชื่อใจให้ทรัมป์กู้อีกต่อไป จนทรัมป์ต้องเริ่มขายไอเดียโครงการใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม แล้วบอกว่า ถ้าไม่ให้ทำโครงการใหม่ที่ว่า เขาก็จะไม่มีเงินมาใช้คืน..
จนในที่สุดธนาคารเยอรมนีอย่าง Deutsche Bank ก็เริ่มให้เงินกู้กับทรัมป์อีกครั้ง เพื่อทำโครงการ Trump World Tower และ Trump International Hotel
ซึ่งเป็นการต่อลมหายใจให้ทรัมป์กลับมาได้ ก่อนที่เขาจะเริ่มทำธุรกิจสื่อ ด้วยการเป็นพาร์ตเนอร์กับสถานีโทรทัศน์ NBC เพื่อเข้าซื้อธุรกิจ Miss Universe
และเขาได้เข้าวงการสื่ออย่างเต็มตัว หลังจาก
มีชื่อเสียงโด่งดังในรายการเรียลลิตีโชว์อย่าง The Apprentice ที่มีคำพูดเด็ดจากปากทรัมป์ว่า You’re fired หรือคุณถูกไล่ออกแล้ว
ก่อนที่เขาจะใช้ชื่อเสียงนี้ ไปต่อยอดทำธุรกิจอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น มหาวิทยาลัยทรัมป์, บริษัทการเงิน Trump Financial และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของตัวเองอย่าง Truth Social
อย่างไรก็ตาม การสร้างความรวยของทรัมป์ ก็ยังเป็นคำถามที่ยังสงสัยกันอยู่ เพราะมีหลักฐานว่าพ่อของทรัมป์
โอนเงินให้กับทรัมป์ในแต่ละปีอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งเงินจำนวนนี้ อาจมากถึง 413 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หรือคิดเป็นเงินไทยราว 14,000 ล้านบาทเลยทีเดียว
นี่ยังไม่รวมความช่วยเหลือทางการเงินอื่น ๆ และยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์มีการเลี่ยงจ่ายภาษีน้อยกว่าความเป็นจริง ด้วยการรายงานให้ธุรกิจขาดทุน
ถึงตรงนี้ก็คงตอบยาก สรุปแล้วทรัมป์เป็นเศรษฐีอเมริกัน
ที่สร้างความร่ำรวยจากตัวเองจริง ๆ มากแค่ไหน
แต่ไม่ว่าอย่างไร ปัจจุบัน Forbes ได้ประเมินว่า ทรัมป์ เป็นมหาเศรษฐี ผู้มีความมั่งคั่งกว่า 188,700 ล้านบาท รวยสุดเป็นอันดับที่ 591 ของโลก
ซึ่งเราก็ได้เห็นภาพเขาในวงการการเมืองครั้งแรก เมื่อเขากลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 ที่สร้างความปั่นป่วนให้กับโลกนี้ในช่วงปี 2017 ที่ผ่านมา
และเราก็ได้เห็นเขาอีกครั้ง เมื่อเขากำลังเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 ในวันนี้..

1:2 Coffee ร้านกาแฟ 60 บาท จากเชียงราย ที่มีรายได้ 140 ล้าน /โดย ลงทุนแมนตอนนี้เราอยู่ในยุคที่ธุรกิจร้านกาแฟมีการแข่งขัน...
07/11/2024

1:2 Coffee ร้านกาแฟ 60 บาท จากเชียงราย ที่มีรายได้ 140 ล้าน /โดย ลงทุนแมน
ตอนนี้เราอยู่ในยุคที่ธุรกิจร้านกาแฟมีการแข่งขันสูงมาก เดินไปทางไหนก็เจอร้านกาแฟเต็มไปหมด

ถึงขนาดมีประโยคที่ว่า นึกอะไรไม่ออกก็เปิดร้านกาแฟ
และก็มีหลายร้านที่ต้องปิดตัวลงไปเพราะสู้ไม่ไหว

แต่กลับมีร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่เริ่มกิจการในช่วงล็อกดาวน์ และสามารถขยายไปกว่า 30 สาขา ในเวลา 3 ปีกว่า
โดยในปีที่ผ่านมา มีรายได้สูงถึง 140 ล้านบาท

ร้านนั้นมีชื่อว่า 1:2 Coffee หรือ One To Two Coffee

อะไรที่ทำให้ 1:2 Coffee ต่างจากร้านกาแฟแบรนด์อื่น ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

1:2 Coffee เป็นร้านกาแฟจากเชียงราย
โดยชื่อร้านมาจากอัตราส่วนการสกัดกาแฟเอสเปรสโซ ที่ 1:2 เช่น ใช้กาแฟ 20 กรัม เพื่อสกัดให้ได้น้ำกาแฟ 40 กรัม

ซึ่งร้าน 1:2 Coffee ที่เชียงราย มีคอนเซปต์คือการเป็น Everyday Coffee หรือกาแฟที่ดื่มได้ทุกวัน
ตรงกับปัญหาที่หลายคนเจอ คืออยากดื่มกาแฟดี ๆ แต่บางครั้งก็แพงเกินไป เลยไม่ได้ดื่มทุกวัน

และหนึ่งในจุดเด่นของ 1:2 Coffee คือทำกาแฟคุณภาพดีไม่ต่างจากกาแฟแก้วละร้อยกว่าบาทในกรุงเทพฯ แต่ราคาถูกกว่าเกินครึ่งเลย

เลยเกิดไอเดียที่ร้าน 1:2 Coffee ได้ตัดสินใจเข้ามาเจาะตลาดที่กรุงเทพฯ

โดยกลุ่มเป้าหมายของร้าน เป็นกลุ่ม Premium Mass คือขายกาแฟที่มีคุณภาพดีจากจังหวัดเชียงราย ในราคาเข้าถึงได้ จะได้จับกลุ่มลูกค้าอย่างกว้าง ๆ

นอกจากนี้ ร้านต้องมีโถกาแฟหลากหลาย เช่น คั่วเข้ม คั่วกลางเข้ม คั่วอ่อน ให้ลูกค้ามีตัวเลือกมากที่สุด
เพื่อให้ไม่ว่า ลูกค้าจะชอบดื่มกาแฟแบบไหน ขม หรือเปรี้ยว 1:2 Coffee ก็มีสินค้าตอบโจทย์

เพราะสิ่งที่แบรนด์มองว่าสำคัญคือ ความสุขและประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้หลังดื่มกาแฟที่ร้าน 1:2 Coffee นั่นเอง

อีกเรื่องสำคัญที่จะทำให้ร้านกาแฟ 1:2 Coffee มีกลุ่มลูกค้าหลากหลายก็คือ ทำเล

1:2 Coffee ต้องการเป็นร้านกาแฟที่ขายได้ทั้งคนอยู่บ้าน ที่ดื่มกาแฟในช่วงเช้า และชาวออฟฟิศ ที่ออกมาซื้อกาแฟในช่วงบ่าย

เลยเป็นที่มาของสาขาแรกในกรุงเทพฯ ที่เมืองทองธานี ซึ่งเปิดช่วงปี 2564 โดยตอนนั้นได้ทำเลดีในราคาไม่แพง เพราะเป็นช่วงหลังล็อกดาวน์

ส่วนสิ่งสำคัญที่ช่วยอัปเกรดจากความ Mass มาสู่ Premium Mass ก็คือ การเสิร์ฟกาแฟที่มีคุณภาพสม่ำเสมอในทุกแก้ว รสชาติเหมือนเดิมในทุกวัน

ซึ่งตรงนี้ 1:2 Coffee จะใช้เครื่องชงกาแฟระดับไฮเอนด์หลายแบรนด์ เช่น Kees van der Westen หรือ synesso ที่ราคาเกินครึ่งล้านบาท

นอกจากจะให้คุณภาพกาแฟที่สม่ำเสมอแล้ว เครื่องชงกาแฟระดับไฮเอนด์ ยังสร้างภาพลักษณ์ความพรีเมียมให้กับหน้าร้านกาแฟที่ตกแต่งแบบโมเดิร์นได้เป็นอย่างดี

โดยทุกสาขาจะมีกิมมิกการตกแต่งเป็นเส้นไฟเดี่ยวขนานกับเส้นไฟคู่ ตามชื่อร้าน 1:2 Coffee
เพราะการตกแต่งร้านมันคือ การสร้าง Branding ที่จะทำให้ลูกค้าเกิด Loyalty ได้

พอบางคนเดินผ่านหน้าร้าน 1:2 Coffee มักจะคิดว่าราคาแพง แต่พอได้ลองซื้อก็พบว่า คุณภาพดี แถมราคาไม่แพงอย่างที่คิด และเกิดเป็นการบอกต่อกันแบบปากต่อปาก

ซึ่งราคากาแฟเริ่มต้นของร้าน 1:2 Coffee จะอยู่ที่ประมาณ 50-60 บาท และจะมีตัวเลือกที่แพงขึ้นสำหรับเมล็ดกาแฟแบบ Specialty

ด้วยความลงตัวขององค์ประกอบหลาย ๆ อย่างที่พูดมา ทั้งกาแฟคุณภาพดี มีตัวเลือกหลากหลาย ราคาเข้าถึงง่าย ทำเล ไปจนถึงภาพลักษณ์ของร้านสาขา

ทำให้ 1:2 Coffee ได้ผลตอบรับดี จนสามารถขยายสาขาได้ถึง 6 สาขา ในเวลาประมาณหนึ่งปี

และมาถึงวันนี้ 1:2 Coffee มีสาขากว่า 30 สาขา
ภายในเวลาเพียง 3 ปีกว่า ๆ ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่รวดเร็ว

และสาขาล่าสุดอยู่ที่ One Bangkok ซึ่งแม้จะอยู่ในทำเลใจกลางเมือง แต่ก็ยังคงคอนเซปต์ราคาเข้าถึงง่าย โดยราคาเริ่มต้นก็ยังอยู่ที่ 60 บาท

และนี่คือผลประกอบการของ บริษัท หนึ่งต่อสอง จำกัด

ปี 2564 รายได้ 4.4 ล้านบาท กำไร 0.15 ล้านบาท
ปี 2565 รายได้ 28.4 ล้านบาท กำไร 0.4 ล้านบาท
ปี 2566 รายได้ 140.9 ล้านบาท กำไร 19.5 ล้านบาท

จะเห็นว่า ผลประกอบการของ 1:2 Coffee
เติบโตไปพร้อมกับสาขาที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

1:2 Coffee เป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ต่อให้เราอยู่ในธุรกิจที่แข่งขันสูงอย่างร้านกาแฟ แต่เราก็สามารถประสบความสำเร็จได้ ถ้ามองเห็นโอกาสว่า ลูกค้าอยากได้อะไร และสามารถส่งมอบ Value นั้นให้กับลูกค้าได้

แล้ว 1:2 Coffee ก็ตอบโจทย์ในสิ่งนั้นด้วยการเสิร์ฟกาแฟคุณภาพสม่ำเสมอ ราคาเข้าถึงง่าย สามารถซื้อได้ทุกวัน

และการมองเห็นโอกาสนั้นเอง ที่ทำให้ 1:2 Coffee จากร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่เชียงราย สามารถขยายไปกว่า 30 สาขา และทำเงินสูงถึง 140 ล้านบาท ในเวลาเพียงแค่ 3 ปีกว่า ๆ เท่านั้น..

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม ทั้งการลงทุน การทำธุรกิจขอแค่เราตั้งใจจริง ทำเต็มที่ พัฒนาฝึกฝนสม่ำเสมอแล้วสักวันนึงคุณจะทำได้...
07/11/2024

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม ทั้งการลงทุน การทำธุรกิจ
ขอแค่เราตั้งใจจริง ทำเต็มที่ พัฒนาฝึกฝนสม่ำเสมอ
แล้วสักวันนึงคุณจะทำได้อย่างแน่นอน

07/11/2024

สวัสดีเช้าวันพฤหัส 07/11 ยืนเหนือ 1480 ไม่ไหวลงไปกรอบ 1460-1480 อีกรอบ ลุ้นกันต่อไปจะกลับขึ้นไปได้ไหม

ที่อยู่

รัชดาภิเษก
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สถานีหุ้น Hoon Stationผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์