Puranit CFP CFPTH220000040
เราต้องการสร้างทีมงานที่ปรึกษาการเงิน (FA) ให้บริการวางแผนการเงิน ให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อให้ผู้คนมีสถานะการเงินที่ดีขึ้น

ถ้าคุณกำลังมองหา “โอกาส” ในการเริ่มต้น  #งานวางแผนการเงินนี่อาจเป็นคลาสที่คุณควรลองเข้ามาสัมผัสครับเพราะการเป็น Financia...
22/08/2026

ถ้าคุณกำลังมองหา “โอกาส”
ในการเริ่มต้น #งานวางแผนการเงิน
นี่อาจเป็นคลาสที่คุณควรลองเข้ามาสัมผัสครับ

เพราะการเป็น Financial Advisor
ไม่ได้มีแค่เรื่องของการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

แต่คือการเรียนรู้ที่จะ
ตั้งคำถาม → วิเคราะห์ → คำนวณ → วางแผน → นำเสนอ

เพื่อช่วยให้ลูกค้ามองเห็นภาพการเงินของตัวเอง
และวางแผนอนาคตได้อย่างเป็นระบบ

ในคลาสนี้
คุณจะได้เรียนรู้กระบวนการวางแผนการเงิน
พร้อมทดลองใช้ Victory Web App
เครื่องมือที่ช่วยให้การวางแผนการเงิน

Health → Protection → Retirement → Tax

ง่ายขึ้น
เร็วขึ้น
และเป็นระบบมากขึ้น

ที่สำคัญ คุณจะได้เห็นว่า
Financial Advisor ทำงานจริงกับลูกค้าอย่างไร

เพราะในโลกของงานวางแผนการเงิน
ความสำเร็จอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า

“คุณเก่งแค่ไหน?”

แต่อาจขึ้นอยู่กับว่า

“คุณมีทีม มีระบบ และมีเครื่องมืออะไรอยู่ข้างคุณ?”

หากคุณกำลังสนใจ
งานวางแผนการเงิน
อยากเรียนรู้สายงานนี้ให้มากขึ้น
อยากรู้ว่า Financial Advisor ทำงานจริงอย่างไร

ลองมาเปิดประสบการณ์ด้วยตัวเองครับ

📍 10 September 2026 | Phaholyothin Place
⏰ 09.30–16.30
💰 ค่าลงทะเบียน 100 บาท/คน
👥 รับจำนวนจำกัด 200 คน

Victory Web App
Exclusive for Victory Group.

สนใจสามารถสำรองที่นั่งได้ครับ




ปี 2569 นี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่จะได้สิทธิลดหย่อน ThaiESG 300,000 บาท และถือครองแค่ 5 ปี  คือ  #กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่ง...
20/08/2026

ปี 2569 นี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่จะได้สิทธิลดหย่อน ThaiESG 300,000 บาท และถือครองแค่ 5 ปี

คือ #กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน เป็นกองทุนลดหย่อนภาษีที่เน้นลงทุนในหุ้นไทย หรือ ตราสารหนี้ไทย ของบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ตามหลัก ESG
(สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล)
เพื่อส่งเสริมการเติบโตระยะยาวของประเทศไทย

ThaiESG ประกาศให้สิทธลดหย่อนภาษีครั้งแรก
21 พ.ย. 2566 และสามารถใช้สิทธิได้ถึง 31 ธ.ค. 2575

สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท (แต่ต้องไม่เกิน 30% ของเงินได้) และต้องถือครอง 8 ปี (วันชนวัน)

แต่เนื่องจากภาครัฐต้องการส่งเสริมการลงทุนเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทย จึงได้ปรับเกณฑ์สิทธิในกองทุน ThaiESG ให้สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 300,000 บาท (ไม่เกิน 30% ของเงินได้) และลดการถือครองให้เหลือ 5 ปี (แบบวันชนวัน) โดยสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2569

ปัจจุบันใครหลายคน “ไม่ใช้” สิทธิลดหย่อน ThaiESG เพราะรู้สึก "กลัว" การลงทุนใน "กองทุนหุ้นไทย" เนื่องจากมีประสบการณ์ขาดทุนจากการลงทุนใน "กองทุน LTF" ที่ผ่านมา

(LTF เป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ และได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีในอดีต ซึ่งปัจจุบันไม่ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีแล้ว)

แต่ในความเป็นจริง ThaiESG มีความแตกต่างจาก LTF เนื่องจาก ThaiESG นั้นมีความหลากหลายมากกว่า มีให้เลือกทั้งระดับความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ ไปถึงสูง ได้แก่

➡️ กองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทย (Stock)
ระดับความเสี่ยง 6
มีทั้งลงทุนในหุ้นทั่วไป และลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่

➡️ กองทุนผสมที่ลงทุนทั้งในหุ้นและตราสารหนี้ไทย (Mix Fund)
ระดับความเสี่ยง 5 ซึ่งมีทั้งแบบ
- Aggressive Allocation สัดส่วนการลงทุนในหุ้นอยู่ในระดับสูง
- Moderate Allocation สัดส่วนการลงทุนในหุ้นอยู่ในระดับปานกลาง
- Conservative Allocation สัดส่วนการลงทุนในหุ้นอยู่ในระดับต่ำ

➡️ กองทุนตราสารหนี้ไทย (Bond)
ระดับความเสี่ยง 3 และ 4
มีทั้งลงทุนในตราสารหนี้ ภาครัฐ และเอกชน

ดังนั้นถ้าหากต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี แต่ไม่ต้องการลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยง

ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนในกองทุนประเภท “กองทุนตราสารหนี้” หรือ
“กองทุนผสมแบบ Conservative Allocation” ได้

การใช้สิทธิ ThaiESG ไม่ได้แปลว่าต้องลงทุนในหุ้นไทยเสมอไป

สิ่งสำคัญไม่ใช่ "ซื้อให้เต็มสิทธิ” แต่คือ
“เลือกให้เหมาะกับความเสี่ยงและเป้าหมายของเรา”

เพราะ #การวางแผนภาษีที่ดี
#ไม่ใช่แค่ทำให้เราจ่ายภาษีน้อยลง
แต่ต้อง #ไม่ทำให้แผนการเงินของเราเสียสมดุล

ปี 2569 คือปีสุดท้ายของสิทธิ 300,000 บาท
และถือครอง 5 ปี

คำถามจึงไม่ใช่แค่ “จะใช้สิทธิไหม?"

แต่คือ “เราจะใช้สิทธินี้อย่างไร ให้เหมาะกับแผนการเงินของเราที่สุด?”

 #เรื่องเล่านักวางแผนการเงิน EP. 2“ถ้ามีลูกแล้วการเงินของครอบครัวจะเปลี่ยนไปแค่ไหน?”(สามี ภรรยา ที่มีรายได้ 150,000 บาท ...
14/08/2026

#เรื่องเล่านักวางแผนการเงิน EP. 2
“ถ้ามีลูกแล้วการเงินของครอบครัวจะเปลี่ยนไปแค่ไหน?”
(สามี ภรรยา ที่มีรายได้ 150,000 บาท แต่ยังไม่กล้ามีลูก จาก EP. 1)

สิ่งที่ต้องตั้งคำถาม ไม่ใช่เพื่อหาคำตอบว่า
ทำไมถึงยังไม่กล้ามีลูก?

แต่คำถามควรเปลี่ยนเป็น
ถ้าสมมติว่าอีก 1 ปีข้างหน้าคุณมีลูก
แล้วชีวิตของคุณจะเปลี่ยนอะไรบ้าง?

สามี ภรรยา ทั้งคู่เริ่มช่วยกันคิด!!!

จากเดิมที่เงินเดือนแต่ละเดือน
ถูกแบ่งไปตามเป้าหมายของตัวเอง
ผ่อนบ้าน / ลงทุน / ท่องเที่ยว / เก็บเงินเกษียณ

เมื่อมีสมาชิกตัวเล็กๆ เพิ่มเข้ามา
- เงินก้อนเดิมจะต้องแบ่งให้กับอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง?
- เป้าหมายไหนควรทำก่อน?
- เป้าหมายไหนเลื่อนได้?
- มีอะไรที่ต้องเตรียมไว้ก่อนที่ค่าใช้จ่ายเหล่านั้นจะมาถึง?

ผมไม่ควรรับบทของนักวางแผนการเงิน
เพื่อตอบคำถามเพียงอย่างเดียว
แต่ผมต้องเอาหัวใจของคนที่มีลูกเหมือนกัน
มาแบ่งปันให้พวกเขาเข้าใจ

การวางแผนก่อนมีลูก
ไม่ใช่การพยายามคำนวณให้ได้ว่า
"ลูกหนึ่งคนต้องใช้เงินกี่ล้านบาท?"
เพราะไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกครอบครัว

สิ่งที่สำคัญกว่าคือ
การจำลองชีวิตครอบครัวที่เราอยากให้เกิดขึ้นจริง

แล้วค่อยมองย้อนกลับมาดูว่า
วันนี้เรามีอะไรแล้วบ้าง?
อะไรที่เรายังขาด?
ต้องเตรียมอะไรในช่วงเวลาไหน?

💙 บางครอบครัวอาจอยากให้ลูก
เรียนโรงเรียนชั้นนำที่ต้องสอบแข่งขัน

💙 บางครอบครัวอาจอยากให้ลูก
เรียนโรงเรียนอินเตอร์

💙 บางครอบครัวอาจอยากให้ลูก
เรียนโรงเรียนทางเลือก

💙 บางครอบครัวอาจอยากให้ลูก
มีโอกาสเรียนต่างประเทศ

💙 บางครอบครัวอยากให้ภรรยาสามารถหยุดงาน
เพื่อดูแลลูกในช่วงแรก

💙 บางครอบครัวอาจต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับ
พี่เลี้ยงเด็ก

ไม่มีคำตอบไหนผิด เพราะการวางแผนการเงิน
ไม่ใช่การบอกว่า
“ทุกครอบครัวต้องใช้เงินเหมือนๆ กัน”

แต่คือการทำให้

#สิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นในชีวิต กับ
#เงินที่เรามีอยู่ เดินไปในทิศทางเดียวกัน

วันนั้นผมจึงไม่ได้บอกสามี ภรรยาคู่นี้ว่า
#คุณพร้อมแล้ว หรือ #คุณยังไม่พร้อม

เพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่ของนักวางแผนการเงิน
หน้าที่ของผมคือ
"ช่วยให้เขามองเห็นภาพข้างหน้าให้ชัดขึ้น"

แล้วสุดท้าย การตัดสินใจว่าจะมีลูกหรือไม่
ก็ยังเป็นเรื่องของเขา 2 คน

ซึ่งจะเป็นการตัดสินใจที่มีข้อมูลมากขึ้น
และรู้ว่าเส้นทางข้างหน้าต้องเตรียมอะไรบ้าง

และนั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า

#วางแผนการเงิน

การทำให้เรามองเห็นทางเลือกของตัวเองชัดขึ้น

ผมเป็นหนึ่งคนที่เรียนสายวิทย์จบมาทำงานก็ไม่ได้อยู่วงการ "การเงิน"รู้จักการเงินครั้งแรกจากการเป็น "ตัวแทนประกันชีวิต" ซึ่...
11/08/2026

ผมเป็นหนึ่งคนที่เรียนสายวิทย์
จบมาทำงานก็ไม่ได้อยู่วงการ "การเงิน"

รู้จักการเงินครั้งแรกจากการเป็น
"ตัวแทนประกันชีวิต"
ซึ่งจุดประกายให้ผมเริ่มศึกษาด้านการเงิน
ผมเริ่มจากการเรียนโทเศรษฐศาสตร์
และต่อยอดเรียนวางแผนการเงิน
หลักสูตร CFP®

เรียนไป สอบไป ทำงานไป ผ่านบ้าง ตกบ้าง
เก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนสามารถสอบผ่านเป็นนักวางแผนการเงิน CFP® ได้

ผมเชื่อว่า
#ถ้าเราพยายามทำอะไร
#เราจะทำมันได้สำเร็จหากเราไม่ล้มเลิกไปก่อน

ความรู้ทางการเงินเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากครับ
เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังก้าวเดินในเส้นทางนี้นะครับ

อีก 20 ปีของเรา : ซีรีส์ว่าด้วยงาน เงิน และชีวิตครึ่งหลัง

EP1 - อายุ 40 อยากเริ่มอาชีพการเงิน…ฉันจะไม่บอกว่า “ไม่มีคำว่าสาย” แล้วจบ

มีข้อความหนึ่งค้างอยู่ใน Inbox ฉันเกือบเดือน

เจ้าของข้อความอายุ 40 ปี จบปริญญาตรีและโทสายวิทยาศาสตร์
ไม่เคยทำงานบัญชีหรือการเงิน แต่ชอบเรื่องเงิน ออม ลงทุน และติดตามช่องการเงินมาตลอด

วันนี้เขาอยากเปลี่ยนความชอบนั้นให้เป็นอาชีพ

เขาถามฉันตรง ๆ ว่า

“อายุ 40 แล้ว ยังมีโอกาสเริ่มต้นในสายที่ปรึกษาการเงินไหมครับ?”

ฉันติดคำตอบนี้ไว้นาน เพราะไม่อยากตอบว่า

“ไม่มีคำว่าสายค่ะ สู้ ๆ นะคะ”

แล้วส่งหัวใจสามดวงให้เขา

เพราะถ้าคนคนหนึ่งกำลังคิดจะเปลี่ยนชีวิตตอนอายุ 40
เขาไม่ได้ต้องการกำลังใจอย่างเดียว

เขาต้องการความจริง

และฉันอยู่ในวงการนี้มานานพอที่จะบอกได้ว่า ความจริงมีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายค่ะ

ข่าวดีคือ 40 ไม่สาย

ข่าวร้ายคือ “ชอบลงทุน” กับ “เป็นที่ปรึกษาการเงิน” เป็นคนละอาชีพกันเลย

ฉันเจอคนที่วิเคราะห์หุ้นเก่งมาก แต่เป็น Advisor ไม่ได้

เจอคนพูดเรื่องตลาดคล่องมาก แต่พอลูกค้าพอร์ตลง 20% กลับไม่รู้จะพูดอะไร

เจอคนจำ Product ได้ทุกตัว แต่ไม่เคยถามลูกค้าสักคำว่า
เงินก้อนนี้อีกสามปีเขาต้องเอาไปทำอะไร

และฉันก็เคยเจอ Advisor ที่ไม่ได้ทำนายตลาดแม่นที่สุดในห้อง
แต่ลูกค้าอยู่กับเขาสิบ ยี่สิบปี

เพราะเวลาโลกกำลังพัง ลูกค้ารู้ว่า โทรหาคนนี้แล้วเขาจะไม่ขายของให้ก่อน เขาจะฟังก่อน

นี่ต่างหากคืองานจริง

ตอนตลาดดี ใคร ๆ ก็ดูฉลาดค่ะ

อาชีพนี้วัดกันตอนตลาดลง ลูกค้ากลัว เงินหาย และโทรมาถามเราว่า “เอายังไงต่อ?”

ตรงนั้นไม่มี YouTube คลิปไหนกระซิบคำตอบข้างหูเราแล้ว

ถ้าคุณเจ้าของคำถามมานั่งอยู่ตรงหน้าฉัน ฉันจะไม่ให้ลาออกจากงานพรุ่งนี้

ฉันจะให้เวลาตัวเอง 12 เดือน

และแบ่งมันออกเป็นด่านแบบนี้ค่ะ

เดือน 1–2 : เลิก “เสพเรื่องการเงิน” แล้วเริ่ม “เรียนการเงิน”

สองอย่างนี้ดูคล้ายกัน แต่ต่างกันมหาศาล

ดูคลิปเรื่องหุ้นทุกวัน ไม่ได้แปลว่าเรามี Financial Foundation

สองเดือนแรก ฉันอยากให้ปิดช่องโหว่พื้นฐานให้หมด

ต้องอธิบายให้คนธรรมดาฟังได้ว่า หุ้นคืออะไร Bond คืออะไร Yield กับ Price ทำไมสวนทางกัน
ดอกเบี้ยกระทบหุ้นและพันธบัตรอย่างไร เงินเฟ้อทำอะไรกับเงินสด Duration คืออะไร
Credit Risk ต่างจาก Market Risk อย่างไร Currency Risk เกิดตรงไหน

จากนั้นไปต่อเรื่อง Mutual Fund, ETF, Asset Allocation, Diversification, Insurance, Retirement และพื้นฐานภาษี

แต่มีเงื่อนไขหนึ่ง

ห้ามเรียนเพื่อจำศัพท์

เรียนจนสามารถอธิบายเรื่องนั้นให้แม่เราฟังแล้วแม่เข้าใจ

ถ้าอธิบายไม่ได้ แปลว่ายังไม่เข้าใจจริง

ตอนฉันทำงานกับลูกค้า ไม่มีใครประทับใจเพราะ Banker พูดคำว่า “duration risk” ได้ค่ะ

ลูกค้าประทับใจเมื่อเราบอกเขาได้ว่า

“ถ้าดอกเบี้ยขึ้นอีก 1% ของที่พี่ถืออยู่จะเจ็บตรงไหน และทำไม”

นั่นคือความต่างระหว่าง รู้ศัพท์ กับ ให้คำปรึกษาเป็น

เดือน 2–4 : สอบ IC ให้ผ่าน

คุณถามเรื่อง IC มา ฉันตอบว่า ใช่ค่ะ เริ่มตรงนี้ได้เลย

ไม่ใช่เพราะสอบผ่านแล้วจะกลายเป็น Financial Advisor

แต่เพราะมันทำให้คนที่มาจากนอกวงการมี syllabus บังคับตัวเองว่า
พื้นฐานอะไรที่ “ต้องรู้” ไม่ใช่เลือกอ่านเฉพาะเรื่องที่เราชอบ

แต่ขอพูดแบบคนในวงการนะคะ

IC คือใบอนุญาตให้เข้าประตู ไม่ใช่เหรียญรางวัลว่าเราเก่ง

สอบเสร็จแล้ว อย่าหยุด

ฉันอยากให้เปิด Portfolio จำลองขึ้นมาหนึ่งพอร์ต เช่น เงิน 10 ล้านบาท

สมมติว่าเจ้าของเงินอายุ 55 ปี
ต้องการเกษียณในอีก 7 ปี
มีลูกเรียนต่างประเทศ
รับ Drawdown ได้ประมาณหนึ่ง
และต้องมีเงินบางส่วนพร้อมใช้

แล้วลองจัดพอร์ต

จากนั้นอย่าเพิ่งถามว่า

“ปีนี้จะได้กี่เปอร์เซ็นต์?”

ให้ถามว่า

ทำไม Equity เท่านี้?
ทำไม Bond เท่านี้?
ทำไมต้องถือ Cash?
ถ้าตลาดหุ้นลง 30% จะเกิดอะไรขึ้น?
ถ้าดอกเบี้ยลงล่ะ?
ถ้าเงินบาทแข็งขึ้น 10% ล่ะ?
ถ้าลูกค้าต้องใช้เงินก่อนกำหนดล่ะ?

ถ้าตอบไม่ได้ทุกข้อ

กลับไปเรียน

นี่คือวิธีเปลี่ยน Knowledge ให้กลายเป็น Judgment

เดือน 3–6 : เริ่มอ่านตลาดแบบมืออาชีพ ไม่ใช่อ่านแบบนักพนัน

ทุกเช้าอย่าเปิดหน้าจอเพื่อถามว่า

“วันนี้หุ้นอะไรขึ้น?”

ให้เริ่มถามว่า

“เงินกำลังเคลื่อนจากไหนไปไหน และเพราะอะไร?”

ดู Interest Rate
Bond Yield
Inflation
Earnings
Valuation
Currency
Credit Spread
Commodity
Geopolitics

แล้วพยายามต่อมันให้เป็นเรื่องเดียวกัน

ตัวอย่างง่าย ๆ

ถ้า Fed ลดดอกเบี้ย ไม่ได้แปลว่า “หุ้นขึ้น” จบค่ะ

ต้องถามต่อว่า ลดเพราะเงินเฟ้อลงอย่างสวยงาม
หรือลดเพราะเศรษฐกิจกำลังมีปัญหา?

สองเหตุการณ์นี้มีคำว่า Rate Cut เหมือนกัน

แต่ความหมายต่อ Portfolio อาจคนละโลก

นี่คือจุดที่คนทำงานการเงินเริ่มแยกออกจากคนอ่านข่าวการเงิน

เราไม่ได้อ่านเพื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เราอ่านเพื่อเข้าใจว่า แล้วมันเปลี่ยนอะไรใน Portfolio ลูกค้า

เดือน 4–6 : ทุกสัปดาห์เขียน Investment Note หนึ่งหน้า

ฉันอยากให้ทำเรื่องนี้จริงจังมาก

เลือกหุ้น กองทุน Bond หรือ Asset Class อะไรก็ได้หนึ่งอย่าง

แล้วตอบให้ได้เพียงหกเรื่อง

เรากำลังซื้ออะไร / ทำไมมันน่าสนใจ / อะไรคือความเสี่ยง / เราจะผิดเพราะอะไร / เหมาะกับใคร / และไม่เหมาะกับใคร

ข้อสุดท้ายสำคัญมาก

เพราะตอนเป็นนักลงทุน เราถามว่า

“ของนี้ดีไหม?”

แต่ตอนเป็น Advisor เราต้องถามว่า

“ของนี้ดีสำหรับคนคนนี้ไหม?”

สองคำถามนี้ไม่เหมือนกันเลย

หุ้นที่ดีที่สุดในโลก อาจเป็นการลงทุนที่แย่มากสำหรับคนที่ต้องใช้เงินซื้อบ้านอีกหกเดือน

Advisor ที่เก่งจึงไม่ใช่คนที่หา Product ดีได้อย่างเดียว

แต่ต้องรู้ว่า เมื่อไรไม่ควรเอาของดีไปใส่ผิดชีวิต

ทำ Investment Note ให้ครบ 10–12 ชิ้น

เก็บทั้งหมดไว้

วันไปสมัครงาน นั่นคือหลักฐานชิ้นแรกว่า
ถึงคุณไม่ได้มาจาก Finance แต่คุณไม่ได้มาเล่น ๆ

เดือน 5–8 : เข้าไปหาคนในอุตสาหกรรมจริงอย่างน้อย 10 คน

ตรงนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิด

หา Wealth Manager, RM, Financial Planner, Investment Advisor, Insurance Advisor
หรือคนใน Securities และ Asset Management

ไม่ต้องไปขอเขาฝากงานก่อน

ขอเวลา 30 นาที แล้วถามว่า

“งานจริงของพี่หนึ่งวันทำอะไรบ้าง?”

ถามเรื่องที่ไม่มีใน Job Description

KPI คืออะไร
หาลูกค้าอย่างไร
รายได้มาจากไหน
ต้องขายหรือไม่
Compliance หนักแค่ไหน
ลูกค้าคาดหวังอะไร
อะไรทำให้คนใหม่ลาออก
อะไรทำให้คนหนึ่งอยู่รอดสิบปี

คุยสิบคนแล้วคุณจะเริ่มเห็นว่า

คำว่า Financial Advisor บนโลกนี้มีหลายอาชีพซ่อนอยู่ข้างในมาก

Bank RM ไม่เหมือน Independent Financial Planner
Private Banker ไม่เหมือน Investment Advisor
Insurance Advisor ไม่เหมือน Portfolio Manager

อย่าเปลี่ยนอาชีพจนกว่าจะรู้ว่า ตัวเองกำลังจะเปลี่ยนไปทำอาชีพอะไรจริง ๆ

เดือน 6–9 : เริ่มสมัครงาน แต่อย่าหลงตำแหน่ง

ตรงนี้อาจเจ็บนิดหนึ่งค่ะ

อายุ 40 แล้วเปลี่ยนสาย คุณอาจต้องยอมรับตำแหน่งที่ต่ำกว่าความอาวุโสในอาชีพเดิม

เงินเดือนอาจลด

หัวหน้าอาจอายุ 32

คนข้างโต๊ะอาจพูดศัพท์ที่คุณยังไม่รู้

ฉันคิดว่านี่ต่างหากคือด่านที่ยากที่สุดของ Career Change

ไม่ใช่สมองเรียนไม่ไหว แต่อีโก้รับไม่ไหว

ถ้ารับเรื่องนี้ได้ ฉันกลับมองว่าคนอายุ 40 มีของดีมากกว่าที่คิด

เพราะ Financial Advice ไม่ได้ต้องการเพียง IQ

มันต้องการความนิ่ง
ความเข้าใจคน
การฟัง
การอ่านอารมณ์
ความรับผิดชอบ
และประสบการณ์ชีวิต

เด็กอายุ 25 อาจคำนวณ Portfolio Optimization เร็วกว่าคุณ

แต่คนอายุ 40 อาจเข้าใจได้ลึกกว่า ว่าทำไมผู้ชายอายุ 55 ที่มีเงิน 100 ล้าน
ยังนอนไม่หลับเพราะกลัวจน

เรื่องเงินแทบไม่เคยเป็นเรื่องเงินอย่างเดียว

นี่คือสิ่งที่ทำงานกับคนจริงนานพอแล้วจะเข้าใจ

เดือน 9–12 : เลือกเสียทีว่าจะเป็น “คนขายผลิตภัณฑ์” หรือ “คนที่ลูกค้าโทรหาก่อนตัดสินใจเรื่องเงิน”

ฉันไม่ได้ดูถูกงานขายนะคะ

Advisor ทุกคนต้องขายเป็น

ถ้าอธิบายสิ่งที่ดีให้ลูกค้าเชื่อไม่ได้ เราก็ช่วยเขาไม่ได้เหมือนกัน

แต่มีเส้นบาง ๆ ระหว่าง

“ฉันมี Product นี้ ฉันจะขายให้ใครดี”

กับ

“ฉันมีลูกค้าคนนี้ เขาต้องการอะไร แล้ว Product ไหนจึงเหมาะกับเขา”

ประโยคสองประโยคนี้ใช้คำเหมือนกันเกือบหมด

แต่สร้าง Advisor คนละประเภทเลย

ถ้าจะอยู่ในอาชีพนี้นาน ๆ ฉันอยากให้เลือกแบบหลัง

เพราะวันหนึ่ง Product ที่เราเคยขายจะหายไป
Bank อาจเปลี่ยน
บริษัทอาจเปลี่ยน
ตลาดเปลี่ยนแน่นอน

แต่สิ่งหนึ่งที่ติดตัวเราไปได้ตลอดคือ

Judgment

ความสามารถในการมองชีวิตคนหนึ่งคน แล้วรู้ว่าเขาควรเสี่ยงตรงไหน
ควรหยุดตรงไหน ควรปกป้องอะไร และบางครั้งควรพูดคำว่า “ไม่” เมื่อไร

ส่วน CFP ที่ถามมา ฉันมองว่า ดีมาก แต่ไม่จำเป็นต้องรีบเอาทุกอย่างมากองในปีแรก

ถ้าทดลองทำแล้วรู้ว่าเรารัก Financial Planning จริง ค่อยไปต่อ

อย่าสะสม Certificate เพื่อชดเชยความรู้สึกว่า “ฉันไม่ได้จบ Finance มา”

วงการนี้สุดท้ายไม่ได้ถามว่าใบประกาศเต็มผนังแค่ไหน

มันถามว่า

เวลาลูกค้านั่งอยู่ตรงหน้า คุณช่วยเขาคิดได้หรือเปล่า

และฉันอยากฝากอีกเรื่องกับพี่เมธี ซึ่งอาจสำคัญกว่า IC หรือ CFP ทั้งหมด

อย่าทิ้งความเป็นคนสายวิทยาศาสตร์ของตัวเอง

เอามันมาด้วยค่ะ

การตั้งคำถาม
การไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ
การดู Evidence
การแยก Correlation ออกจาก Causation
การยอมรับว่าสมมติฐานตัวเองอาจผิด

ทั้งหมดนี้เป็นคุณสมบัติที่ตลาดการเงินต้องการมาก

เพราะศัตรูตัวร้ายที่สุดของ Advisor ไม่ใช่การ “ไม่รู้”

แต่คือการ “คิดว่าตัวเองรู้”

ฉันทำงานในโลกการเงินมานาน สิ่งหนึ่งที่ตลาดสอนฉันซ้ำแล้วซ้ำอีกคือ

ตลาดมีวิธีทำให้คนที่มั่นใจที่สุดในห้องดูโง่ได้เสมอ

เพราะฉะนั้น Advisor ที่ฉันไว้ใจ ไม่ใช่คนที่ตอบได้ทุกเรื่อง

แต่เป็นคนที่รู้ว่าเรื่องไหนตัวเองไม่รู้
รู้ว่าเมื่อไรต้องถามผู้เชี่ยวชาญ
และรู้ว่าเมื่อไรต้องบอกลูกค้าว่า

“ผมยังไม่แน่ใจ ขอผมกลับไปเช็กก่อน”

ประโยคนี้ไม่ได้ทำให้คุณดูไม่เก่งเลยค่ะ

สำหรับฉัน มันคือหนึ่งในประโยคที่แพงที่สุดในอาชีพนี้

เพราะมันแปลว่า Ego ของคุณไม่ได้ใหญ่กว่าเงินของลูกค้า

ดังนั้นถ้าถามฉันอีกครั้งว่า

40 ปี เริ่มได้ไหม?

ได้ค่ะ

แต่ฉันจะไม่บอกว่า “ไม่มีคำว่าสาย” เพราะมันฟังดีเกินความจริง

คุณมีเวลาน้อยกว่าคนอายุ 22 จริง
คุณอาจต้องลดเงินเดือนจริง
คุณต้องเรียนหนักจริง
คุณต้องแข่งกับคนที่เรียน Finance มาโดยตรงจริง
และคุณอาจต้องยอมเป็นมือใหม่ ในวัยที่เพื่อนหลายคนเป็นผู้บริหารกันแล้วจริง

ทั้งหมดนี้จริง

แต่ก็มีอีกเรื่องที่จริงเหมือนกัน

คุณมีประสบการณ์ชีวิต 40 ปีที่เด็กจบใหม่ไม่มี
และถ้าคุณเอาความเป็นผู้ใหญ่ตรงนั้น มาบวกกับความรู้ทางการเงินที่เรียนอย่างจริงจัง

ฉันไม่คิดว่าคุณเริ่มช้า

ฉันคิดว่าคุณเริ่มด้วยต้นทุนคนละแบบ

ฉันจึงไม่อยากให้ลาออกพรุ่งนี้

ฉันอยากให้เริ่มเรียนพรุ่งนี้

อีก 90 วัน สอบอะไรสักอย่างให้ผ่าน
อีก 180 วัน มี Investment Notes ของตัวเองสิบกว่าเรื่อง และคุยกับคนในวงการสิบคน
อีก 270 วัน เริ่มสัมภาษณ์งานจริง
ครบหนึ่งปี หันกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า

“หลังจากรู้แล้วว่างานนี้จริง ๆ เป็นอย่างไร ฉันยังอยากทำมันอยู่ไหม?”

ถ้าคำตอบยังเป็น ใช่

คราวนี้ฉันจะเชียร์ให้ไปค่ะ

ไม่ใช่เพราะ “ทำตามความฝันแล้วทุกอย่างจะสำเร็จ”

แต่เพราะคุณไม่ได้กำลังฝันแล้ว

คุณกำลังเตรียมตัว

และวันหนึ่ง ถ้าคุณได้เป็น Advisor จริง
อย่าดีใจที่สุดตอนลูกค้าเอาเงินมาให้คุณบริหาร 10 ล้าน 50 ล้าน หรือ 100 ล้าน

ให้ดีใจในวันที่เขาโทรหาคุณก่อนคนอื่น ตอนชีวิตเขามีเรื่องสำคัญ

ตอนจะขายบริษัท
ตอนลูกกำลังไปเรียนต่างประเทศ
ตอนพ่อแม่จากไป
ตอนตลาดพัง
ตอนกำลังจะเกษียณ
หรือตอนเขากลัวจนไม่รู้ว่าจะจัดการกับเงินที่สร้างมาทั้งชีวิตอย่างไร

เพราะวันนั้นคุณจะเข้าใจว่า

อาชีพที่ปรึกษาการเงิน ไม่ได้มีคุณค่าตรงที่เรารู้เรื่องเงินมากกว่าลูกค้า

มันมีคุณค่าตรงที่ ในวันที่เงินกลายเป็นเรื่องที่หนักที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตของเขา

เราเป็นคนที่เขาไว้ใจให้นั่งอยู่ข้าง ๆ

และถ้าจะเริ่มอาชีพนี้ตอน 40

ฉันว่าเหตุผลนี้…ดีพอที่จะเริ่มค่ะ✌🏻

ออ นอ บอ … ออ จอ ชอ

แอนนาเบล เอาใจช่วย

11.08.2026

09/08/2026

คลัง ช็อก! ค่ารักษาข้าราชการพุ่งกระฉูด เปิด 10 โรค เบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลมากสุด พบโรคเส้นเลือดสมอง แชมป์ 7.79 พันล้าน เบิกจ่ายมากสุด

เปิดรับสมัคร!!!! สำหรับผู้ที่สนใจ  #สายงานวางแผนการเงิน อยากทำอาชีพนี้ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร❓️เรามีคำตอบให้ในงาน  ถ...
04/08/2026

เปิดรับสมัคร!!!! สำหรับผู้ที่สนใจ
#สายงานวางแผนการเงิน
อยากทำอาชีพนี้ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร❓️
เรามีคำตอบให้ในงาน


ถ้าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คุณอยากรู้
#อาชีพนี้ดีจริงมั้ย
#ถ้าไม่ได้เรียนสายนี้มาทำงานได้มั้ย
#จะเริ่มอาชีพนี้อย่างไร
#ต้องมีใบอนุญาตหรือไม่
#ลักษณะการทำงานเป็นแบบไหน
#รายได้มาจากช่องทางใดบ้าง
#ทำเป็นPartTimeได้มั้ย

มีโควต้าให้เข้าร่วมงานฟรี 4 ท่าน
สนใจทัก Inbox มาสอบถามรายละเอียดได้ครับ

 #เรื่องเล่านักวางแผนการเงิน EP. 1 "รายได้ 150,000 บาท แต่ยังไม่กล้ามีลูก"สามี ภรรยา คู่หนึ่งบอกผมว่า เค้ากับภรรยามีรายไ...
02/08/2026

#เรื่องเล่านักวางแผนการเงิน EP. 1
"รายได้ 150,000 บาท แต่ยังไม่กล้ามีลูก"
สามี ภรรยา คู่หนึ่งบอกผมว่า

เค้ากับภรรยามีรายได้รวมกันเกือบ 150,000 บาท/ด แต่เค้า 2 คน ยังไม่กล้ามีลูก

พอได้ยินประโยคนี้ ผมยอมรับว่าผมแปลกใจ
ผมคิดว่า รายได้เท่านี้ทำไมยังไม่พร้อม ?
แต่พอได้ฟังเหตุผลของทั้งคู่ ผมก็เข้าใจความรู้สึกของคนรุ่นใหม่มากขึ้น

- เค้าไม่ได้กังวลว่าจะซื้อผ้าอ้อมไม่ไหว
- ไม่ได้กังวลว่าจะไม่มีเงินซื้อนม

แต่เค้ากังวลว่า
- ถ้าวันนึง คนใดคนหนึ่งต้องหยุดทำงาน จะเกิดอะไรขึ้น ?
- ถ้าเกิดลูกป่วย ต้องรักษาตัวนานๆ ครอบครัวจะรับมือไหวมั้ย ?
- ถ้าอยากส่งลูกเรียนโรงเรียนดีๆ เราจะเตรียมเงินทันหรือเปล่า ?
- ถ้าวันใดวันหนึ่งขณะที่ลูกยังเล็ก แต่พ่อแม่ของเราทั้งคู่ เริ่มมีปัญหาด้านสุขภาพมากขึ้น เราจะดูแลทุกคนไหวมั้ย ?

ก่อนกลับวันนั้น เค้าพูดกับผมว่า
"ผมไม่ได้กลัวการมีลูก แต่ผมกลัวว่าจะดูแลเขาได้ไม่ดีอย่างที่ตั้งใจไว้"

คำพูดนี้ทำให้ผมรู้ว่า หลายครั้งสิ่งที่คนรุ่นใหม่ขาด
อาจไม่ใช่ "รายได้" แต่คือ "ความมั่นใจ"

ความมั่นใจว่า หากวันหนึ่งชีวิตไม่เป็นไปตามแผน ครอบครัวที่เรารักจะยังเดินต่อได้มั้ย
การมีความมั่นใจ ไม่ได้เกิดจากการมีเงินเดือนสูงเพียงอย่างเดียว แต่มาจาก
#การวางแผนที่ดี
#การเตรียมรับมือกับความเสี่ยง
#การค่อยๆสร้างความพร้อมไปทีละก้าว

ไม่มีใคร "พร้อม 100%" สำหรับการเป็น พ่อ แม่
แต่การเริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้ อาจทำให้วันที่เราตัดสินใจสร้างครอบครัวเป็นวันที่มั่นใจมากขึ้น

แล้วสำหรับคุณ
"ความพร้อมในการมีลูก" หมายถึงอะไร?
💙 มีเงินเก็บเพียงพอ
💙 มีบ้านเป็นของตัวเอง
💙 มีหน้าที่การงานมั่นคง
💙 มีเวลาให้ครอบครัว
💙 หรือมีเหตุผลอื่นที่สำคัญกว่านั้น

ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ คุณคิดเห็นอย่างไรครับ ?


#คุณเริ่มต้นวางแผนการเงินหรือยัง

เมื่อเช้าฟังข่าวของ  #ฮลุนโซโล่ เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา แล้วเห็น FC ของ ฮลุน หลายคนสงสาร คุณย่า (คนที่เลี้ยงดู ฮลุน) อยา...
31/07/2026

เมื่อเช้าฟังข่าวของ #ฮลุนโซโล่ เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา แล้วเห็น FC ของ ฮลุน หลายคนสงสาร คุณย่า (คนที่เลี้ยงดู ฮลุน) อยากให้เป็นผู้ได้รับสิทธิ์ รายได้จากคลิปต่างๆ ที่ฮลุนทำไว้

ก่อนอื่น ขอแสดงความเสียใจกับ ญาติ และ ครอบครัวของ ฮลุนด้วยครับ ุนโซโล่

ทำไมตัวฮลุนไม่อยู่แล้ว แต่ยังสามารถ
"สร้างรายได้" ได้ ?
คลิปต่างๆ ในช่องของฮลุน
ถือเป็น #ทรัพย์สินทางปัญญา
( #เงินได้ประเภทที่3 - เงินได้มาตรา40(3))
ตามประเภทเงินได้ที่สรรพากรกำหนด
เนื่องจากหากมีคนเข้ามาดูคลิปที่ ฮลุน ทำไว้
ก็ยังสามารถสร้างรายได้ ให้กับ Account ของฮลุนใน Platform ต่างๆ ได้

ตามหลักของ #กฎหมายมรดก
"ทรัพย์สินทางปัญญา" ถือเป็น "มรดก" ประเภทหนึ่ง
หากเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาเสียชีวิต
มรดกจะถูกแบ่งตาม "พินัยกรรม" ก่อน

ถ้ายังมีมรดกเหลือ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในพินัยกรรม ก็จะถูกนำไปแบ่งให้ ทายาทตามกฎหมาย เรียกว่า "ทายาทโดยธรรม"

หาก "ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้" มรดกทั้งหมด
จะถูกแบ่งให้ #ทายาทตามกฎหมาย
(ทายาทโดยธรรม)

ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
(ป.พ.พ. มาตรา 1629)
กำหนด #ทายาทโดยธรรม ไว้ 6 ลำดับ
1. ผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน เหลน ลื่อ)
2. บิดา มารดา (พ่อ แม่ ตามกฎหมาย)
3. พี่ น้อง ร่วมบิดา มารดา เดียวกัน
4. พี่ น้อง ร่วมบิดา หรือ ร่วมมารดา เดียวกัน
5. ปู่ ย่า ตา ยาย
6. ลุง ป้า น้า อา

โดยมรดกจะตกทอดให้ทายาทในลำดับต้นก่อน
(ลำดับที่ 1 และ 2 มีสิทธิ์เท่ากัน)
หากไม่มีทายาทลำดับต้น มรดกก็จะตกทอดให้ทายาทลำดับถัดๆ ไป
โดยถ้ามีทายาทลำดับใดรับมรดกไปแล้ว ทายาทลำดับหลังจากนั้น ก็จะไม่มีสิทธิ์ในการได้รับมรดก

ในกรณีของ ฮลุน ตามข่าว คุณพ่อเสียชีวิตแล้ว
จากอุบัติเหตุ ตั้งแต่ฮลุนยังเด็ก
เหลือทายาทโดยธรรม คือ

- คุณแม่ (ทายาทลำดับที่ 2)
ซึ่งแยกทางไปไม่ได้ติดต่อกลับมา

- พี่ชาย (ทายาทลำดับที่ 3)
ครอบครัวซึ่งเป็นผู้ประกาศตามหา ฮลุน

- คุณย่า (ทายาทลำดับที่ 5)
ผู้เลี้ยงดู ฮลุน มาตั้งแต่เด็ก

หาก ฮลุน ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้
ตามหลักของกฎหมายแล้ว
ผู้ที่จะได้รับมรดกทั้งหมดของ ฮลุน คือ
"คุณแม่แต่เพียงผู้เดียว" (หากคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่)

ส่วนพี่ชาย และ คุณย่า จะไม่ได้รับมรดกใดๆ เลย
ดังนั้น สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาของ ฮลุน จะตกทอดสู่คุณแม่ โดยคุณแม่ต้องไปร้องขอต่อศาลเพื่อแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ในการทำหน้าที่รวบรวม และแบ่งทรัพย์มรดก

ส่วนกรณีที่ ฮลุน มีการทำ #ประกัน ไว้
#เงินสินไหมทดแทนกรณีเสียชีวิต
(เงินที่ได้รับจากประกันเมื่อ ฮลุน เสียชีวิต)
"ไม่ถือเป็นมรดก" เนื่องจากเงินส่วนนี้จะเกิดขึ้นได้ ฮลุน ต้องเสียชีวิตก่อน ไม่ได้เป็นทรัพย์สินที่ ฮลุน มีอยู่แล้วขณะที่ยังมีชีวิต

ดังนั้นเงินส่วนนี้จะไม่ได้ถูกแบ่งให้ทายาทโดยธรรม แต่บริษัทประกันจะมอบเงินส่วนนี้ให้กับ
"ผู้รับประโยชน์" ตามที่ ฮลุน ระบุไว้ในกรมธรรม์
นอกเสียจาก ฮลุน จะไม่ได้ระบุผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ เงินส่วนนี้จึงจะตกสู่กองมรดก และถูกแบ่งให้ทายาทโดยธรรมแทน

จากเคสของ ฮลุน โซโล่ จะเห็นว่าหากไม่ได้วางแผนมรดกไว้ เมื่อเจ้าของทรัพย์เกิดเสียชีวิตไป ทรัพย์สินที่สร้างไว้อาจไม่ได้ถูกส่งมอบให้กับคนที่เราต้องการ

คนที่มีทรัพย์สินส่วนใหญ่ มักไม่ให้ความสำคัญกับ #การวางแผนมรดก
เพราะกลัวว่าถ้าแบ่งทรัพย์สินไว้ล่วงหน้า
แล้วลูก หลานเกิดรู้ และไม่พอใจกับการแบ่งทรัพย์สินนั้น จะทำให้ลูก หลานทะเลาะกันได้

แต่การไม่ได้วางแผนมรดกไว้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ มรดกอาจไม่ได้ถูกส่งมอบให้กับคนที่เราต้องการจะให้ ตามเจตนารมณ์ของเราก็เป็นได้

เหตุการณ์คล้ายๆ กับเคสของ ฮลุน
มีอยู่ทั่วไปในสังคมไทย
คนที่สมควรได้รับ มรดก
คนที่เจ้าของทรัพย์สิน อยากมอบทรัพย์สินให้
กลับเป็นผู้ไม่มีสิทธิ์ในมรดกนั้น

ดังนั้น หากคุณมีทรัพย์สิน สิ่งที่คุณควรทำคือ
การวางแผนมรดก ในขณะที่คุณยังสามารถบริหารจัดการมันได้

เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการทรัพย์สิน
และมรดก ที่ทรงพลัง คือ
#พินัยกรรม และ #กรมธรรม์ประกันชีวิต


#ฮลุน #คุณย่าของฮลุน #ทรัพย์สินทางปัญญา

26/07/2026

"ความสำเร็จทางการเงิน" ไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์แบบตรงไปตรงมา แต่คือทักษะด้านอารมณ์และการบริหารจัดการความคิด ซึ่ง "พฤติกรรม" ที่คุณทำนั้น มีความสำคัญมากกว่า สิ่งที่คุณรู้

24/07/2026

Bitkub จากบริษัท 35,000 ล้าน สู่การกล่าวโทษครั้งใหญ่จาก ก.ล.ต. /โดย ลงทุนแมน
ถ้ามีคนฝากเงินกับเรา 1,000 ล้าน แล้วถูกขโมย เราจะบอกความจริงวันนั้นทันที
หรือเลือกที่จะเก็บความลับนี้ไว้ไม่ให้ใครรู้.. นี่คือเรื่องราวน่าคิด ที่เกิดขึ้นกับ Bitkub บริษัทที่คนไทยทุกคนรู้จัก

และเรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่ที่สุดของวงการการเงินไทยในตอนนี้

Bitkub เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นยูนิคอร์นตัวแรก ๆ ของไทย เพราะ SCBX เคยต้องการซื้อหุ้น Bitkub ด้วยการประเมินมูลค่าบริษัทถึง 35,000 ล้านบาท โดยยอมจ่าย 17,850 ล้านบาท เพื่อสัดส่วนหุ้น 51% ใน Bitkub

ปี 2564 เป็นปีที่พีกที่สุดของ Bitkub ในตอนนั้นสินทรัพย์ดิจิทัลได้รับความนิยมมาก
และเป็นปีที่ Bitkub ได้ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทยูนิคอร์นเมื่อเทียบกับมูลค่าดีลที่ SCBX บอกว่าจะซื้อ

ใครจะไปคิดว่า ปี 2564 ที่มีแต่ความสดใสของ Bitkub นี้ จะเกิดเรื่องใหญ่ ที่ ก.ล.ต. ออกมาเปิดเผยเมื่อวาน..

เรื่องราวของ Bitkub มีลำดับเหตุการณ์เป็นอย่างไร ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

เรื่องใหญ่เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 10 พ.ค. 2564 นั่นคือ Bitkub Exchange ถูกขโมยเหรียญ

ก.ล.ต. ตรวจสอบพบว่า สินทรัพย์ดิจิทัล 16 สกุล มูลค่าประมาณ 1,700 ล้านบาท ถูกนำออกไปจากระบบจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์

คุณต้น สกลกรย์ ผู้บริหาร Bitkub ออกมาแถลงยอมรับว่า เขาเป็นบุคคลที่ แจ้งข้อมูลเท็จ ต่อ ก.ล.ต. หลายฉบับ ตั้งแต่วันที่ 10 พ.ค. ถึงวันที่ 31 ต.ค. 2564 ว่าทรัพย์สินอยู่ครบ นับเวลาแล้วเป็นเวลากว่า 5 เดือน ทั้งที่จริงควรจะแจ้งว่าทรัพย์สินหายไป ซึ่งความผิดนี้เป็นความผิดอาญา

สาเหตุที่ คุณต้น สกลกรย์ บอกว่าเจตนาแจ้งเท็จ เพราะกลัว Bank Run กลัวคนถอนเงินออกจาก Bitkub เป็นจำนวนมาก ลูกค้าหลายแสนคนจะเสียหาย พนักงานหลายร้อยคนจะตกงาน เขาจึงเลือกทางเดินที่ยากกว่า แบกภาระมากขึ้นเพื่อปกป้องทุกคนจากความเสียหายที่เกิดขึ้น ถ้าเขาไม่ทำแบบนั้น วงการสินทรัพย์ดิจิทัลจะต้องพัฒนาล่าช้าไปอีกเป็น 10 ปี..

คุณต้น สกลกรย์ บอกว่า “เขาแบกความลับไว้คนเดียว กรรมการคนอื่น ผู้บริหาร พนักงาน ไม่มีส่วนรู้เห็นใด ๆ ทั้งสิ้น”

แล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นบ้าง

คุณต้น สกลกรย์ บอกว่า Co-Founder ทุกคนตัดสินใจใช้เงินส่วนตัวในการซื้อเหรียญคืนลูกค้าครบทั้งหมดแล้ว ตั้งแต่ในปีนั้น ซึ่งถ้าอ่านจากประกาศ ก.ล.ต. ก็พอจะคาดเดาได้ว่า หาเงินเข้ามาเติมในวันที่ 31 ต.ค. 2564

จุดนี้เองอาจจะขัดแย้งกับคำพูดของคุณต้น สกลกรย์ที่กล่าวว่า เขาแบกความลับไว้คนเดียว กรรมการคนอื่น ผู้บริหาร ไม่มีส่วนรู้เห็นใด ๆ ยกเว้นเสียแต่ว่า Co-Founder (ผู้ร่วมถือหุ้น) ของ Bitkub ไม่ได้เป็นผู้บริหารหรือกรรมการของ Bitkub เลยสักคนเดียว..

ต่อมาการใช้คำว่า Bank Run อาจจะเป็นคำที่เกินจริงไปอยู่บ้าง

การดำเนินการรูปแบบธุรกิจธนาคาร คือการรับฝากเงิน แล้วนำเงินไปปล่อยสินเชื่อต่อ
แน่นอนว่าถ้าคนแห่กันถอนเงิน ธนาคารไม่สามารถหาเงินทั้งหมดมาคืนให้กับผู้ถอนเงินได้

แต่สำหรับ Bitkub Exchange จะมีหน้าที่เป็นผู้เก็บทรัพย์สิน ไม่ได้นำเงินไปปล่อยสินเชื่อต่อเหมือนธนาคาร ดังนั้นหาก Co-Founder มีเงินเพียงพอที่จะเติมในส่วนที่ถูกขโมยไปจริง ก็แค่นำเงินมาเติมทันทีที่เกิดเหตุการณ์ ก็จะไม่เกิดภาวะ Bank Run ใด ๆ

ดังนั้นเรื่องนี้ก็น่าจะตีความได้ว่า Co-Founder ไม่ได้มีเงินจำนวนมากขนาดนั้นในวันที่เกิดเหตุการณ์ทันที จึงไม่อยากรีบบอกความจริง จนกว่าจะหาเงินมาเติมได้ทัน ซึ่งกว่าจะหาเงินมาเติมได้ทันก็เป็นเวลา 5 เดือนกว่า

แล้วเวลา 5 เดือนกว่า เงินที่มาโปะน่าจะมาจากไหนได้บ้าง ?

นอกจากเงินทุนของผู้ถือหุ้นเดิมแล้ว ก็อาจเป็นการทำธุรกิจของ Bitkub เองที่มีกำไรหลักพันล้าน โดยเฉพาะการออกเหรียญ KUB

วันที่ 28 เม.ย. 2564 เหรียญ KUB ถูกสร้างขึ้นเป็นครั้งแรก (ถูกสร้างก่อนวันเกิดเหตุการณ์โจรกรรม)

วันที่ 10 พ.ค. 2564 สินทรัพย์ดิจิทัล 16 สกุล มูลค่าประมาณ 1,700 ล้านบาท ใน Bitkub ถูกโจรกรรม

วันที่ 16 พ.ค. 2564 Bitkub ออกเหรียญ KUB โดยวิธีแจกเหรียญฟรีโดยเริ่มแจกให้ผู้ใช้งานครั้งแรก

วันที่ 20 พ.ค. 2564 Bitkub เปิดให้ซื้อขายเหรียญ KUB ใครอยากได้เหรียญให้ซื้อในกระดาน โดยที่ Bitkub เอง เอาเหรียญมาวางตั้งขาย Bitkub Exchange

ในการออกเหรียญ KUB ครั้งนั้น จากการประมาณการ Bitkub ได้เงินไปหลักพันล้านบาท

อ่านจนถึงตรงนี้ ลงทุนแมน ไม่ได้บอกว่า Bitkub ตั้งใจออกเหรียญ KUB เพื่อหาเงินมาโปะทรัพย์สินที่ถูกขโมยไป จากข้อเท็จจริง Bitkub วางแผนออกเหรียญ KUB มานานก่อนหน้านี้ และสร้างเหรียญ KUB ตั้งแต่ก่อนวันเกิดเหตุ ดังนั้นอาจแค่บังเอิญเป็นช่วงเวลาเดียวกัน

และต่อมา วันที่ 31 ต.ค. 2564 Bitkub ได้นำสินทรัพย์เข้าระบบทดแทนสินทรัพย์ที่ถูกโจรกรรมไป

พอแก้ไขเรื่องจบ ก็มีข่าวดีลใหญ่ทันที..

2 พ.ย. 2564 SCBX ประกาศเข้าซื้อหุ้น Bitkub Online 51% มูลค่า 17,850 ล้านบาท ดันมูลค่าบริษัทแตะ 35,000 ล้านบาท เป็นว่าที่สตาร์ตอัปยูนิคอร์น โดยมีเงื่อนไขว่าต้องตรวจสอบกิจการ (Due Diligence) ก่อน

แต่ระหว่างการตรวจสอบ ก.ล.ต. ออกมาลงโทษ Bitkub หลายครั้งต่อการออกเหรียญ KUB

วันที่ 5 พ.ค. 2565 ก.ล.ต. มีคำสั่งเปรียบเทียบปรับบริษัท บิทคับ ออนไลน์ และคณะกรรมการคัดเลือกสินทรัพย์ดิจิทัล เนื่องจากนำเหรียญ Bitkub Coin (KUB) เข้าซื้อขายในศูนย์ซื้อขายฯ โดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การคัดเลือก (Listing Rule) และไม่ได้คำนึงถึงมาตรการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ มีโทษปรับบริษัทและกรรมการคัดเลือกเหรียญรวมกว่า 15 ล้านบาท

วันที่ 30 มิ.ย. 2565 ก.ล.ต. ดำเนินคดีผู้กระทำความผิด 3 ราย รวมถึงบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด และนายสกลกรย์ สระกวี ซึ่งเป็นผู้บริหาร

ความผิดคือการสร้างปริมาณเทียมของสินทรัพย์ดิจิทัลในศูนย์ซื้อขาย

มีการจับคู่ซื้อขายกันเองในบัญชี เพื่อให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับปริมาณการซื้อหรือขายสินทรัพย์ดิจิทัลในกระดาน ให้ชำระเงินรวมกว่า 24 ล้านบาท พร้อมกำหนดมาตรการห้ามซื้อขายและห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร

มีอีกการกล่าวโทษจาก ก.ล.ต. ในภายหลังว่าผู้บริหารระดับสูงของ Bitkub ใช้ข้อมูลภายใน (Insider Trading) เข้าซื้อเหรียญ KUB

โดยมีการเข้าซื้อเหรียญ KUB อย่างต่อเนื่องโดยรู้ข้อมูลล่วงหน้าก่อนการเปิดเผยดีลที่ SCBX เข้าซื้อกิจการ Bitkub ซึ่งถูกสั่งปรับเป็นเงินจำนวน 8.53 ล้านบาท

ส่วน SCBX ก็ยกเลิกดีลในที่สุด

วันที่ 25 ส.ค. 2565 SCBX ยกเลิกดีลหลังจากใช้เวลาตรวจสอบสถานะกิจการยาวนานหลายเดือน
ในตอนนั้น SCBX ให้เหตุผลหลักว่า Bitkub ยังมีประเด็นคงค้างที่ต้องหาข้อสรุปตามคำสั่งของก.ล.ต.ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง

หลังจากนั้นเรื่องก็ไม่มีอะไรมาหลายปีจนมีเอกสารหลุดในปี 2568

โดย Bitkub ออกแถลงการณ์ชี้แจงทันทีว่า เอกสารดังกล่าวไม่ใช่ของ Bitkub Exchange และไม่มีความเกี่ยวข้องกับบริษัท ยืนยันผลการตรวจสอบภายในว่า สินทรัพย์ของลูกค้าทุกท่านยังคงปลอดภัยและอยู่ครบถ้วน 100%

จนมาสุดท้ายที่มีการกล่าวโทษของ ก.ล.ต. เมื่อวานนี้ 23 ก.ค. 2569 ว่าสินทรัพย์ลูกค้าหายไปจริง ๆ ในปี 2564 ที่ Bitkub รายงานข้อมูลเท็จ และทำให้ผู้บริหาร และ Bitkub ต้องออกมายอมรับผิด

บทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร อาจต้องติดตามกันต่อไปว่า

ผู้บริหารจะถูกดำเนินคดีทางอาญา อย่างไร ?

Bitkub จะยังเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอันดับ 1 ของไทยได้อยู่หรือไม่จากเหตุการณ์ครั้งนี้

ในวันข้างหน้า หากมีการถูกโจรกรรมทางไซเบอร์อีก Bitkub จะเลือกทางเดินเหมือนเดิมอีกหรือไม่ ?

แล้วในวันนั้น Co-Founder จะหาเงินมาเติมให้ลูกค้าได้ครบถ้วน อีกหรือไม่ ?

ความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล มันถึงระดับสูงที่สุดแล้วหรือยัง จะมีอะไรมาการันตีว่าจะไม่ถูกโจรกรรมไปเป็นจำนวนเงินที่มากกว่านี้ จนแม้แต่เงินของ Co-Founder ก็หามาทดแทนไม่ได้

จากสิ่งที่เกิดขึ้น สังเกตได้ว่ามีหลากหลายความคิดเห็นในสังคมต่อเหตุการณ์นี้
มีคนที่บอกว่าเห็นใจ Bitkub ในสิ่งที่เกิดขึ้น
มีคนที่บอกว่าเมื่อ Bitkub แก้ไขจบแล้ว ทำไมยังเลือกที่จะปิดข้อมูลอยู่ จนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว ถ้า ก.ล.ต.ไม่ประกาศอะไร ก็จะปิดบังไปเรื่อย ๆ ?

บางคำถามคงไม่มีคำตอบ
และบางคำตอบ คนอาจไม่ได้ถาม

แล้วเป็นเราหล่ะ
หากเพื่อนเราฝากเงินกับเราไว้อยู่เป็นจำนวนเงินหลัก 1,000 ล้าน
แล้วมีคนมาขโมยเงิน

เราจะบอกความจริงเพื่อนในวันที่ถูกโจรขโมยทันที
หรือเลือกที่จะเก็บความลับนี้ไว้ เพื่อให้เพื่อนคนนั้นสบายใจ จนกว่าจะหาเงินมาคืนได้

แต่โจทย์ของ Bitkub ท้าทายกว่านั้น คือไม่ใช่แค่เพื่อนคนเดียว แต่เป็นลูกค้าหลักแสนคน..

ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66896638664

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Puranit CFPผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Puranit CFP:

ทางลัด

แชร์