01/10/2022
เมื่อ…ก้าวเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของทุกปี หนึ่งเรื่องที่สำคัญสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเราคงหนีไม่พ้นการยื่นแบบภาษีเพื่อเสียภาษีประจำปีที่ทำเอาหลายคนปวดหัว แต่ถ้าเรามีการวางแผนการลดหย่อนภาษีไว้แต่เนิ่นๆ อย่างเช่นการซื้อประกัน ก็จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปได้มากเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังเป็นการออมเงินเพื่อให้งอกเงย มีใช้ไปจนถึงยามเกษียณอีกทางหนึ่งด้วย แต่หลายคนก็ยังไม่รู้ว่าจะเลือกประกันลดหย่อนภาษีอย่างไรให้คุ้มค่ามากที่สุด วันนี้ แอดมิน เลยจะมาแนะนำค่ะ
“คำนวณรายได้ และสิทธิลดหย่อนภาษีพื้นฐาน”
อันดับแรกก่อนเราจะเลือกซื้อประกันลดหย่อนภาษี เราควรคำนวณรายได้ที่แน่นอน และสิทธิในการลดหย่อนภาษีที่เรามีทั้งหมดให้ครบถ้วนก่อน เพื่อที่จะประเมินได้ว่าเราควรจะซื้อประกันลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมประเภทไหน ค่าเบี้ยอยู่ในช่วงราคาเท่าไหร่ ซึ่งโดยปกติแล้วสิทธิในการลดหย่อนภาษีเบื้องต้น ที่คนทำงานอย่างเราจะสามารถใช้สิทธิได้ มีดังนี้
1. ค่าลดหย่อนส่วนตัว และครอบครัว คุณสามารถใช้สิทธิในลดหย่อนภาษีในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว และของคู่สมรสได้ คนละ 60,000 บาท นอกจากนี้ยังมีค่าเลี้ยงดูบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท และค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ หักค่าลดหย่อน คนละ 60,000 บาท
2. ค่าลดหย่อนบริจาคเงิน เมื่อคุณมีการบริจาคเงิน เพื่อสนับสนุนการศึกษา เพื่อสาธารณประโยชน์พัฒนาสังคม หรือบริจาคให้กับโรงพยาบาลของรัฐบาล สามารถนำมาใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีได้ตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด
3. ค่าลดหย่อนที่มาจากเงินออมต่างๆ สำหรับผู้ที่ทำงานประจำ และมีการออมเงินในสถาบันต่างๆ ที่ภาครัฐกำหนด ไม่ว่าจะเป็นเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, เงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), ค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ, เงินสะสมกองทุนการออมแห่งชาติ, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) สามารถตรวจสอบสิทธิ์ และนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด
4. ค่าลดหย่อนสำหรับที่อยู่อาศัย ถ้าคุณมีการกู้เงินเพื่อซื้อบ้านที่อยู่อาศัย สามารถนำดอกเบี้ยเงินกู้มาลดหย่อนภาษีได้ตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนดได้เช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีสิทธิลดหย่อนภาษีอื่นๆ จากมาตรฐการการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ซึ่งมักจะกำหนดขึ้นมาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้นคุณอาจจะต้องติดตามข่าวสารเพิ่มเติมในแต่ละช่วงเวลา เพื่อที่จะสามารถใช้สิทธิได้อย่างครบถ้วน หรือติดตามข่าวสารเพิ่มจากทางกรมสรรพากร
วิธีเลือกประกันลดหย่อนภาษี
หลังจากที่คุณคำนวณรายได้ และสิทธิ์ลดหย่อนภาษีขั้นพื้นฐานแล้ว ยังพบว่ามีส่วนที่ต้องเสียภาษีเพิ่มเติมอีก คุณยังสามารถใช้สิทธิ์ซื้อประกันลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติม ซึ่งประกันที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ในปัจจุบันมี 4 ประเภทด้วยกัน ดังนี้
1. ประกันชีวิตทั่วไป
เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนเบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ ก็สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงเช่นกัน แต่ต้องไม่เกิน 10,000 บาท โดยประกันชีวิตแบบทั่วไปนั้นก็แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1.)ประกันชีวิตที่เน้นคุ้มครองชีวิตจากการเสี่ยงภัยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เช่น แผนประกันชีวิตแบบคุ้มครอง 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี เป็นต้น (ประกันชีวิตประเภทนี้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ หากมีอายุกรมธรรม์ 10 ปี ขึ้นไป)
2.)ประกันชีวิตตลอดชีพ คือ ประกันที่คุ้มครองชีวิตยาวนานจนถึง 90 หรือ 99 ปี โดยอาจจะมีระยะเวลาการชำระเบี้ยประกันประมาณ 10 - 15 หรือ 20 ปี เพื่อเป็นมรดกให้กับคนข้างหลังในวันที่ผู้ทำประกันเสียชีวิต
3.)ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เป็นประกันที่คุ้มครองทั้งชีวิต และเป็นการออมเงินไปด้วยในขณะเดียวกัน ซึ่งผู้ทำประกันจะได้รับเงินตามจำนวนที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์เมื่อเสียชีวิต หรือเมื่อสัญญาครบกำหนด ซึ่งจะมีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปี ไปจนถึง 30 ปี หรือครบอายุผู้เอาประกัน 60 ปีเลยก็ได้ ทั้งนี้ ถ้าหากได้รับเงินหรือผลประโยชน์จากประกันในระหว่างอายุกรมธรรม์ จะต้องได้ไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี จึงมีสิทธินำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีได้
2. ประกันสุขภาพของตนเอง
คุณสามารถซื้อประกันสุขภาพของตนเอง ทั้งที่เป็นสัญญาเพิ่มเติมจากประกันชีวิต หรือจะซื้อเป็นแผนแยกประกันสุขภาพ หรือประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ก็สามารถนำเบี้ยไปใช้ในการลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกิน 25,000 บาท โดยเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท
3. ประกันชีวิตแบบบำเหน็จบำนาญ
เบี้ยประกันชีวิตแบบบำเหน็จบำนาญ คือเป็นประกันชีวิตที่ทำเพื่อเป็นรายได้ยามเกษียณ โดยบริษัทฯประกันชีวิตจะจ่ายให้ผู้เอาประกันเป็นเงินก้อนเหมือนเงินบำเหน็จ และจะจ่ายเป็นงวดๆ เหมือนเงินบำนาญนับตั้งแต่ปีที่สัญญาครบกำหนด ซึ่งเบี้ยประกันชีวิตแบบนี้ก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง โดยไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 200,000 บาท ต่อปี สำหรับคนที่ซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญ และยังใช้สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไปไม่ครบ 100,000 บาท คุณสามารถนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญบางส่วนไปหักลดหย่อนในฐานะเบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไปก่อน แล้วจึงค่อยนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญส่วนที่เหลือไปหักลดหย่อนจนครบตามเงื่อนไขได้
4. ประกันสุขภาพสำหรับพ่อแม่
นอกจากการซื้อประกันลดหย่อนภาษีสำหรับตัวเองได้แล้ว การซื้อประกันสุขภาพสำหรับบิดามารดา สามารถนำเบี้ยไปใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงอีกด้วย โดยรวมสูงสุดปีละไม่เกิน 15,000 บาท และส่วนของคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่ของคู่สมรสก็ยังสามารถนำไปใช้หักลดหย่อนภาษี รวมสูงสุดไม่เกินปีละ 15,000 บาทเช่นกัน
ในปัจจุบันสำหรับคนที่มีความประสงค์จะใช้สิทธิประกันลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิตและสุขภาพ จะต้องแจ้งความประสงค์ต่อบริษัทประกัน เพื่อให้บริษัทฯนำส่งข้อมูลการชำระเบี้ยประกันในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ให้กับกรมสรรพากรตามข้อกำหนด
สรุปจะเห็นได้ว่าการเลือกซื้อประกันลดหย่อนภาษีนั้น นอกจากจะช่วยเรื่องสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีแล้ว ยังช่วยในการบริหารความเสี่ยงกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน ทั้งค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วย จนถึงขั้นเสียชีวิต ยังมีมรดกให้กับครอบครัวและคนที่คุณรัก หรือจะเป็นการออมเงินเพื่อใช้ในในยามเกษียณโดยไม่ต้องเป็นภาระลูกหลาน
โดยทาง อาคเนย์ประกันชีวิต ก็มีประกันหลากหลายรูปแบบให้คุณได้เลือกตามเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคน สามารถขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ ตัวแทน หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.xn--12clcb5d3am5dd4km3aw1q.com/
ที่มา : iTax
#อาคเนย์ประกันชีวิต #จริงใจประกันดี #ประกันชีวิต #ประกันสุขภาพ #เหมาจ่าย #ประกันอุบัติเหตุ #วางแผนการเงิน #ภาษี #ลดหย่อนภาษี #เกษียณ #ออมทรัพย์ #สะสมทรัพย์ #เงินออม #ออมสั้น #ชีวิตเกษียณ