วุฒิสถาปนิก

วุฒิสถาปนิก งานสาขาการ ตรวจสอบ และกฎหมายวิศวกร?

งานสาขานี้ต้องการ วิศวกรที่มีประสพการณ์การทำงาน และ เข้าใจ เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นับว่า ตรงกับความต้องการของ ความเป็นเมืองมากที่สุด แต่ไม่มีสอนมาก่อน สถาปนิก วิศวกร ต้องไปเรียนรู้เองตอนทำงาน ส่วนใหญ่ก็เลยอยู่ในมือ ข้าราชการที่มีอำนาจ อนุมัติการก่อสร้าง

17/06/2026

โยกชัดเจนเลย

พันธุ์ไก่
17/06/2026

พันธุ์ไก่

ไก่เลี้ยงมีกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร? เลือกเลี้ยงแบบไหนให้เหมาะกับเป้าหมาย

---

การเลี้ยงไก่เป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน เพราะสามารถสร้างรายได้ได้หลายรูปแบบ ทั้งการขายเนื้อ ขายไข่ ขายลูกไก่ ขายพ่อแม่พันธุ์ รวมถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ แต่ก่อนเริ่มเลี้ยงสิ่งสำคัญที่เกษตรกรควรศึกษาให้เข้าใจ คือการเลือกประเภทไก่ให้เหมาะกับเป้าหมายการผลิต เนื่องจากไก่แต่ละชนิดมีอัตราการเติบโต ต้นทุนการเลี้ยง การดูแล และตลาดรองรับแตกต่างกัน หากเลือกสายพันธุ์ได้เหมาะสมตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มโอกาสทำกำไร และบริหารจัดการฟาร์มได้ง่ายขึ้น

---

#ปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนเลือกเลี้ยงไก่

1. เป้าหมายการผลิต ต้องการขายเนื้อ ขายไข่ หรือผลิตลูกพันธุ์
2. งบประมาณเริ่มต้น ทั้งค่าโรงเรือน อาหาร และอุปกรณ์
3. พื้นที่เลี้ยง หากมีพื้นที่จำกัดอาจเหมาะกับไก่ไข่หรือไก่เนื้อในโรงเรือน
4. ระยะเวลาคืนทุน ต้องการรายได้เร็วหรือเน้นรายได้ระยะยาว
5. ตลาดรองรับในพื้นที่ ควรสำรวจความต้องการของผู้บริโภคก่อนลงทุน
6. เวลาที่สามารถดูแลได้ เพราะไก่แต่ละประเภทต้องการการจัดการแตกต่างกัน

---

#ไก่เนื้อ

ลักษณะเด่น
ไก่เนื้อเป็นไก่ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์เพื่อผลิตเนื้อโดยเฉพาะ มีการเจริญเติบโตเร็ว เปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัวได้ดี และให้ผลผลิตสูงภายในระยะเวลาสั้น

ลักษณะทั่วไป ได้แก่
1. ตัวสีขาวหรือขาวครีม
2. ลำตัวใหญ่ อกกว้าง
3. กล้ามเนื้อแน่น
4. ขาใหญ่ แข็งแรง
5. น้ำหนักเพิ่มเร็วกว่าไก่ประเภทอื่น

ตัวอย่างสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยง ได้แก่
1. คอบบ์ 500 (Cobb 500)
2. รอสส์ 308 (Ross 308)
3. อาร์เบอร์เอเคอร์ส (Arbor Acres)
4. ฮับบาร์ด (Hubbard)

การเลี้ยง: นิยมเลี้ยงในโรงเรือนระบบเปิดหรือระบบปิด เพื่อควบคุมอุณหภูมิและลดความเสี่ยงจากโรค

แนวทางการเลี้ยง
1. เตรียมโรงเรือนให้สะอาดและแห้งก่อนรับลูกไก่
2. จัดแหล่งน้ำสะอาดให้เพียงพอตลอดเวลา
3. ใช้อาหารสำเร็จรูปตามช่วงอายุ
4. ทำวัคซีนตามโปรแกรมป้องกันโรค
5. ควบคุมความหนาแน่นไม่ให้แออัด
6. ดูแลอุณหภูมิในช่วงลูกไก่อย่างใกล้ชิด

ระยะเวลาการเลี้ยง: ประมาณ 35-45 วัน สำหรับสายพันธุ์โตเร็ว

เหมาะสำหรับ
1. ผู้ต้องการผลตอบแทนเร็ว
2. เกษตรกรมือใหม่
3. ฟาร์มเชิงพาณิชย์
4. ผู้ที่มีตลาดรับซื้อแน่นอน

ข้อดี
1. โตเร็ว
2. คืนทุนไว
3. ผลผลิตต่อรอบสูง
4. มีบริษัทรับซื้อจำนวนมาก

ข้อควรระวัง
1. ไวต่อสภาพอากาศ
2. ต้องดูแลสุขภาพและวัคซีนอย่างเคร่งครัด
3. ต้นทุนอาหารคิดเป็นสัดส่วนสูงของต้นทุนทั้งหมด

---

#ไก่ไข่

ลักษณะเด่น
ไก่ไข่เป็นไก่ที่พัฒนาสายพันธุ์เพื่อการผลิตไข่โดยเฉพาะ มีรูปร่างเพรียว กระฉับกระเฉง และสามารถให้ไข่ได้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ลักษณะทั่วไป
1. ตัวไม่ใหญ่มาก
2. กระดูกเชิงกรานกว้าง
3. หงอนแดงสด
4. แข็งแรงและเคลื่อนไหวคล่องตัว

ตัวอย่างสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยง ได้แก่
1. เลกฮอร์นขาว (White Leghorn)
2. ไฮไลน์ บราวน์ (Hy-Line Brown)
3. โลห์มันน์ บราวน์ (Lohmann Brown)
4. อีซ่าบราวน์ (ISA Brown)

การเลี้ยง: สามารถเลี้ยงได้ทั้งระบบกรงตับ ระบบโรงเรือนพื้น และระบบปล่อยอิสระ

การจัดการสำคัญ
1. ให้อาหารไก่ไข่ที่มีโปรตีนและแคลเซียมเพียงพอ
2. จัดแสงสว่างวันละ 14-16 ชั่วโมง
3. มีรังไข่เพียงพอ
4. เก็บไข่เป็นประจำทุกวัน
5. รักษาความสะอาดโรงเรือน

ระยะเริ่มให้ไข่: ประมาณ 18-20 สัปดาห์

ผลผลิต
ไก่ไข่ที่ได้รับการดูแลดีสามารถให้ไข่ได้ประมาณ 280-320 ฟองต่อปี ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และการจัดการ

เหมาะสำหรับ
1. ผู้ต้องการรายได้ประจำทุกวัน
2. เกษตรกรรายย่อย
3. ฟาร์มผลิตไข่เชิงพาณิชย์
4. ผู้ที่มีตลาดจำหน่ายไข่ในชุมชน

ข้อดี
1. สร้างรายได้ต่อเนื่อง
2. ตลาดมีความต้องการตลอดปี
3. สามารถแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้

ข้อควรระวัง
1. ต้องดูแลเรื่องอาหารอย่างสม่ำเสมอ
2. เมื่ออายุมากผลผลิตไข่จะลดลง
3. ต้องบริหารต้นทุนอาหารให้ดี

---

#ไก่บ้าน

ลักษณะเด่น
ไก่บ้าน หรือไก่ไทยลูกผสม เป็นไก่ที่ได้รับความนิยมในตลาดสด ร้านอาหาร และร้านไก่ย่าง เนื่องจากเนื้อแน่น หนังบาง และมีรสชาติดีกว่าไก่เนื้อทั่วไป

ลักษณะทั่วไป
1. สีสันหลากหลาย
2. หงอนแดง
3. คอยาว ขายาว
4. แข็งแรงและปรับตัวได้ดี

ตัวอย่างสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยง ได้แก่
1. ไก่สามสาย
2. ไก่เบตง
3. ไก่เหลืองหางขาวลูกผสม
4. ไก่ประดู่หางดำลูกผสม

การเลี้ยง: นิยมเลี้ยงแบบกึ่งปล่อยหรือปล่อยอิสระ

แนวทางการเลี้ยง
1. สร้างเล้าสำหรับนอนและหลบฝน
2. ปล่อยหากินตามธรรมชาติในช่วงกลางวัน
3. เสริมอาหารเม็ด ปลายข้าว หรือวัตถุดิบท้องถิ่น
4. จัดน้ำสะอาดให้เพียงพอ
5. ทำวัคซีนพื้นฐานตามโปรแกรม

ระยะเวลาการเลี้ยง: ประมาณ 3-5 เดือน

เหมาะสำหรับ
1. เกษตรกรรายย่อย
2. การเลี้ยงหลังบ้าน
3. ผู้ที่มีพื้นที่พอสมควร
4. ตลาดไก่ย่าง ไก่ต้ม และร้านอาหารพื้นบ้าน

ข้อดี
1. เนื้อมีรสชาติดี
2. ราคาขายสูงกว่าไก่เนื้อ
3. แข็งแรงกว่าสายพันธุ์เชิงอุตสาหกรรม
4. ใช้อาหารธรรมชาติช่วยลดต้นทุนได้

ข้อควรระวัง
1. โตช้ากว่าไก่เนื้อ
2. ใช้พื้นที่เลี้ยงมากกว่า
3. ต้องใช้เวลาหมุนเวียนเงินทุนยาวขึ้น

---

#ไก่พื้นเมือง

ลักษณะเด่น
ไก่พื้นเมืองเป็นไก่ที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่มานาน จึงมีความแข็งแรง ทนโรค และสามารถหาอาหารกินเองได้ดี

ตัวอย่างสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยง ได้แก่
1. ไก่ประดู่หางดำ
2. ไก่เหลืองหางขาว
3. ไก่ชี
4. ไก่ตะเภา
5. ไก่แจ้
6. ไก่ชนพื้นเมือง

การเลี้ยง: นิยมเลี้ยงแบบปล่อยอิสระหรือกึ่งปล่อย

แนวทางการเลี้ยง
1. จัดพื้นที่ให้คุ้ยเขี่ยหาอาหาร
2. ปลูกหญ้าหรือพืชอาหารสัตว์เสริม
3. ให้อาหารเช้าและเย็น
4. จัดน้ำสะอาดตลอดวัน
5. ทำวัคซีนพื้นฐานเพื่อป้องกันโรคสำคัญ

ระยะเวลาการเลี้ยง: ประมาณ 4-6 เดือน หรือมากกว่า

เหมาะสำหรับ
1. เกษตรกรที่มีพื้นที่
2. ระบบเกษตรผสมผสาน
3. ผู้ที่ต้องการลดต้นทุนอาหาร
4. ตลาดไก่พื้นเมืองคุณภาพสูง

ข้อดี
1. ทนโรค
2. ปรับตัวเก่ง
3. ใช้อาหารธรรมชาติได้ดี
4. เนื้อแน่น เหนียวนุ่ม เป็นที่ต้องการของตลาดเฉพาะกลุ่ม

ข้อควรระวัง
1. โตช้า
2. ใช้เวลาคืนทุนนาน
3. ต้องมีพื้นที่สำหรับปล่อยเลี้ยง

---

#โรคสำคัญที่ผู้เลี้ยงไก่ควรรู้

ไม่ว่าจะเลี้ยงไก่ประเภทใด ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะ

1. โรคนิวคาสเซิล
2. โรคหลอดลมอักเสบติดต่อ
3. โรคฝีดาษไก่
4. โรคกัมโบโร
5. โรคอหิวาต์ไก่

การทำวัคซีนตามโปรแกรม การรักษาความสะอาดโรงเรือน และการจัดการน้ำอาหารอย่างถูกต้อง จะช่วยลดความสูญเสียได้มาก

---

#แล้วควรเลือกเลี้ยงแบบไหนดี

1. ต้องการขายเร็ว คืนทุนไว → เลือกไก่เนื้อ
2. ต้องการรายได้ประจำจากการขายไข่ → เลือกไก่ไข่
3. ต้องการขายเนื้อไก่ราคาสูง รสชาติดี → เลือกไก่บ้าน
4. มีพื้นที่มาก ต้องการลดต้นทุนอาหาร → เลือกไก่พื้นเมือง
5. มือใหม่ควรเริ่มเลี้ยง 50-100 ตัวก่อน เพื่อเรียนรู้การจัดการและตลาด ก่อนขยายฟาร์มในอนาคต

---

ไก่แต่ละประเภทมีจุดเด่นแตกต่างกันไม่มีชนิดใดดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่ชนิดที่เหมาะที่สุดคือชนิดที่สอดคล้องกับเป้าหมาย งบประมาณ พื้นที่ และตลาดของผู้เลี้ยง หากศึกษาข้อมูลและวางแผนการผลิตให้ดี การเลี้ยงไก่สามารถเป็นอาชีพที่สร้างรายได้อย่างมั่นคงและต่อยอดเป็นธุรกิจฟาร์มได้ในระยะยาว ลองศึกษานำแนวทางนี้ไปปรับใช้ในฟาร์มของท่านดูนะครับ

#ไก่เนื้อ #ไก่ไข่ #ไก่บ้าน #ไก่พื้นเมือง #แนวทางเกษตรเกร็ดความรู้

เอาไงดี
17/06/2026

เอาไงดี

คุณจะลุกให้ใคร...

เปลี่ยนโฉมหน้าของการทำงานไปได้
17/06/2026

เปลี่ยนโฉมหน้าของการทำงานไปได้

ลองจินตนาการถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือโรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่ห่างไกล...
ที่นั่นมีคนไข้ล้นมือ มีคุณหมอจบใหม่เพียงไม่กี่คนคอยสลับเวรกันอย่างเหน็ดเหนื่อย และแทบไม่มีหมอเฉพาะทางคอยอ่านผลฟิล์มเอกซเรย์ซับซ้อน หรือช่วยวินิจฉัยโรคตาที่เสี่ยงต่อการตาบอดจากเบาหวาน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ การรอคอย คนไข้หลายคนต้องเดินทางข้ามจังหวัด นั่งรถหลายชั่วโมงเพื่อเข้าสู่โรงพยาบาลศูนย์ในเมืองใหญ่ เพียงเพื่อพบหมอเฉพาะทางไม่กี่นาที
ความเหลื่อมล้ำและคอขวดในระบบสาธารณสุขไทยเช่นนี้ เป็นโจทย์ใหญ่ที่กัดกินพลังของบุคลากรทางการแพทย์มานานหลายทศวรรษ
แต่ในปี 2026 นี้ ประวัติศาสตร์หน้าใหม่กำลังถูกเขียนขึ้น เมื่อบรรทัดโค้ดคอมพิวเตอร์ที่เคยอยู่แค่ในหน้าจอของเหล่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ กำลังเดินทางข้ามสายพันธุ์มาอยู่ข้าง เตียงคนไข้ ในฐานะ Medical AI หรือ หมอคนที่ 2 ที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกมสาธารณสุขไทย
ปลดล็อก ซอร์สโค้ด ออกจากห้องแล็บ ด้วยนโยบาย MOPH PLUS+
ในงาน Health Tech Thailand Executive Dinner 2026 ที่ผ่านมา มีหมุดหมายสำคัญเกิดขึ้น เมื่อสมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย ได้มอบรางวัล Thai HealthTech Excellence Awards 2026 ระดับ Diamond ให้กับนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รางวัลนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่โล่เกียรติยศที่ตั้งโชว์ในกระทรวง แต่เป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่า รัฐบาลไทยกำลังเอาจริงในการทลายกำแพงระบบราชการเพื่อเปิดทางให้เทคโนโลยี
ภายใต้นโยบาย MOPH PLUS+ กระทรวงสาธารณสุขได้ทำหน้าที่เป็น พี่เลี้ยง ดันสตาร์ทอัพไทยผ่านยุทธศาสตร์ 3 น้ำ เพื่อส่ง AI ไปให้ถึงมือหมอหน้างานจริงทั้ง
- ต้นน้ำ สธ. เปิดประตูให้หมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่จาก รพ.ชุมชน และ รพ.สต. ทั่วประเทศ นำปัญหาจริง มาจับคู่กับสตาร์ทอัพ AI ไม่ใช่ให้สตาร์ทอัพนั่งมโนเขียนโค้ดอยู่ในห้องแอร์ แต่เป็นการสร้างเทคโนโลยีจากฐานข้อมูลสุขภาพและความเชี่ยวชาญของหมอไทยเพื่อคนไทยจริง ๆ
- กลางน้ำ ปลดล็อกให้สามารถทดลองใช้ซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ หรือที่เรียกว่า Software as a Medical Device (SaMD) ในพื้นที่ควบคุม มีการควบคุมมาตรฐานและขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง เพื่อให้มั่นใจว่า AI ตัวนี้ฉลาดและปลอดภัยพอ
- ปลายน้ำ นำนวัตกรรมที่ผ่านการพิสูจน์แล้วเข้าสู่ระบบสิทธิประโยชน์ (เช่น บัตรทอง หรือประกันสังคม) เพื่อให้โรงพยาบาลชุมชนสามารถเบิกจ่ายและนำไปใช้ได้โดยไม่มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่ม
หมอคนที่ 2 ที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
การมี Medical AI ประจำอยู่ในโรงพยาบาลชุมชน ไม่ได้มาเพื่อแทนที่ หมอที่เป็นมนุษย์ แต่มาเพื่อเป็น"ผู้ช่วยมือขวา ที่พร้อมทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
AI จะเข้ามาช่วยอ่านผลคัดกรองโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ช่วยวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ปอดเบื้องต้น หรือแม้กระทั่งช่วยประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจจากคลื่นไฟฟ้าหัวใจได้อย่างแม่นยำภายในไม่กี่วินาที"
ผลลัพธ์คืออะไร? คุณหมอจบใหม่ในต่างจังหวัดจะมี ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ คอยช่วยรีเช็กความถูกต้องอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา ลดความผิดพลาดจากความเหนื่อยล้า คนไข้ในชุมชนรู้ผลตรวจได้ทันที ไม่ต้องนอนไม่หลับรอฟังผลเป็นสัปดาห์ และถ้าระบบ AI ตรวจพบความผิดปกติขั้นรุนแรง โรงพยาบาลก็สามารถส่งตัว คนไข้เข้าเมืองใหญ่ได้ทันท่วงที โดยไม่ต้องรอให้โรคลุกลาม
จาก "ผู้ซื้อ" สู่ "ผู้สร้าง" ในตลาด 16 ล้านล้านบาท
หากมองในเชิงเศรษฐกิจ การผลักดัน Medical AI ไทยให้ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องของการรักษาโรค แต่คือยุทธศาสตร์พาประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
ปัจจุบัน ประเทศไทยส่งออกเครื่องมือแพทย์ปีละกว่า 130,000 ล้านบาท แต่เมื่อแกะไส้ในดูจะพบความจริงที่เจ็บปวดว่า 86% ของมูลค่าส่งออกนั้น ยังเป็นเพียงวัสดุใช้แล้วทิ้ง เช่น ถุงมือยาง สายสวน หรือเข็มฉีดยา ซึ่งมีกำไรต่ำและต้องแข่งกันดุเดือดเรื่องค่าแรงกับประเทศอื่น ในทางกลับกัน เวลาไทยจะใช้เครื่องมือแพทย์ไฮเทคหรือซอฟต์แวร์ล้ำ ๆ เรากลับต้องนำเข้า จากต่างประเทศด้วยราคาแพงลิบ
ข้อมูลจาก Grand View Research ระบุว่า ตลาด AI ในอุตสาหกรรมสุขภาพทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างมาก โดยคาดว่าจะทะยานไปแตะ 16.5 ล้านล้านบาท ภายในปี 2576 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยสูงถึงปีละ 39%
ซึ่ง ถ้าเราสามารถเปลี่ยน ซอร์สโค้ดของสตาร์ทอัพไทย ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ผ่านการรับรองและใช้งานจริงในโรงพยาบาลไทยจนเสถียร เราจะไม่ได้เป็นแค่ผู้บริโภคเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เรากำลังจะกลายเป็นผู้ส่งออกทรัพย์สินทางปัญญาระดับสูง ที่สามารถนำซอฟต์แวร์การแพทย์ฝีมือคนไทยไปขายและใช้งานในระดับโลก
คุณพงษ์ชัย เพชรสังหาร นายกสมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย ได้ฝากแง่คิดที่น่าสนใจไว้ว่า นวัตกรรมทางการแพทย์จะขยายผลได้ ก็ต่อเมื่อสามารถเข้าไปอยู่ในระบบบริการสุขภาพจริง ช่วยแพทย์ทำงานได้ดีขึ้น และช่วยประชาชนเข้าถึงบริการได้เร็วขึ้น
การเดินทางของ Medical AI จากหน้าจอคอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์ไปสู่เตียงคนไข้ จึงไม่ใช่หน้าที่ของโปรแกรมเมอร์เพียงลำพัง และไม่ใช่แค่เรื่องของกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น แต่มันคือภารกิจร่วมกันของทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่นักวิจัย หมอหน้างาน หน่วยงานคุมกฎอย่าง อย. ไปจนถึงนักลงทุนภาคเอกชน
วันนี้พี่เลี้ยง อย่างภาครัฐเริ่มเปิดประตูบานใหญ่ให้แล้ว ข้อมูลพร้อม โจทย์พร้อม และคนเก่ง ๆ ของไทยก็พร้อม...
อีกไม่นานเกินรอ เมื่อคุณเดินเข้าโรงพยาบาลชุมชนใกล้บ้าน คุณอาจจะได้รับการทักทายและดูแลจากความร่วมมือระหว่างคุณหมอไทยที่เป็นมนุษย์ และ Medical AI ฝีมือคนไทย ที่ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อเป้าหมายเดียวคือ... ให้คนไทยทุกคนได้มี
ที่มา https://www.techhub.in.th/unlocking-the-source-code-to-create-medical-ai-for-thai-people-delivering-care-to-patients-beds-in-the-community/

งาน Health Tech Thailand Executive Dinner 2026

——————
⭐️ ติดตามอัปเดตข่าวไอที How To , Tips เทคนิคใหม่ ๆ ได้ทุกวัน
ค้นหาข่าวที่อยู่ในความสนใจได้ที่ >> www.techhub.in.th
มีข้อสงสัยทัก LINE Techhub : https://lin.ee/Sietmnt

ความคิด แรงบันดาลใจแปลกดีนะ
17/06/2026

ความคิด แรงบันดาลใจ
แปลกดีนะ

ประเทศมาดากัสการ์อาจมีคำตอบใหม่สำหรับการแก้ปัญหาพลังงานและพัฒนาสังคมในอนาคตไปพร้อมกัน ผ่านแนวคิดโครงการ "Baobab Waterfall" หรือ "น้ำตกบาวบับ" ผลงานออกแบบของ อาห์หมัด เอ็กเตซาด (Ahmad Eghtesad) ที่ถูกส่งเข้าประกวดในเวทีของมูลนิธิ Jacques Rougerie โดยเขานำเสนอภาพของโครงสร้างลอยน้ำขนาดยักษ์ที่สามารถผลิตพลังงานสะอาด ฟื้นฟูสังคม ผู้กระทำผิด นักโทษ และส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ในเวลาเดียวกัน

แม้มาดากัสการ์จะเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ประชาชนจำนวนมากยังคงประสบปัญหาการเข้าถึงไฟฟ้าอย่างจำกัด ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต การศึกษา และการพัฒนาเศรษฐกิจ ขณะที่ปัญหาความยากจนและอาชญากรรมยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ

แนวคิด Baobab Waterfall จึงถูกออกแบบขึ้นเพื่อเชื่อมโยงการแก้ปัญหาเหล่านี้เข้าด้วยกัน โดยมีแรงบันดาลใจจากต้นบาวบับ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของมาดากัสการ์ และเป็นต้นไม้ที่มีชื่อเสียงด้านความสามารถในการกักเก็บน้ำและอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้ง โครงสร้างหลักถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายลำต้นขนาดใหญ่และเรือนยอดที่แผ่กว้าง กลายเป็นศูนย์กลางการอยู่อาศัย การบริหารจัดการ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคต

จุดเด่นที่สุดของโครงการ คือ ระบบน้ำตกขนาดมหึมากลางมหาสมุทรที่ไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง โดยสูบน้ำจากทะเลหรือแหล่งน้ำเข้าสู่ถังเก็บในระดับสูงของอาคาร ก่อนปล่อยให้น้ำไหลผ่านแกนกลางที่ออกแบบเป็นน้ำตกลงสู่ด้านล่าง แรงของน้ำที่ไหลผ่านจะหมุนกังหันผลิตไฟฟ้า หลังจากนั้นน้ำจะถูกรวบรวมกลับเข้าสู่ระบบเพื่อนำไปใช้รดสวนแนวตั้ง หล่อเย็นอาคาร หรือสูบกลับขึ้นไปหมุนเวียนใหม่ โดยพลังงานที่ใช้สูบน้ำอาจมาจากแหล่งพลังงานสะอาดอื่น เช่น กังหันลมและแผงโซลาร์เซลล์

แนวคิดดังกล่าวทำให้มันเป็นทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด และแลนด์มาร์กทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นในเวลาเดียวกัน

ภายในพื้นที่ส่วนกลางยังถูกออกแบบให้เป็นศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาทักษะสำหรับผู้กระทำผิด นักโทษ โดยมีโรงเรือนกระจกหลายชั้นสำหรับการเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมสมัยใหม่ การเพาะปลูก และการค้าขาย เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับคืนสู่สังคมและลดโอกาสในการกระทำผิดซ้ำ

นอกจากนี้ ใต้โครงสร้างยังมีโดมกระจกขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับแรงดันน้ำทะเล เปิดโอกาสให้ผู้พักอาศัย รวมไปถึงนักท่องเที่ยวได้สัมผัสความงดงามของแนวปะการังและระบบนิเวศใต้ทะเลอย่างใกล้ชิด โดยไม่รบกวนธรรมชาติหรือเส้นทางอพยพของสัตว์ทะเล

ผู้ออกแบบยังวางวิสัยทัศน์ระยะยาวไว้ว่า เมื่อสังคมมีเสถียรภาพมากขึ้นและปัญหาอาชญากรรมลดลง โครงสร้างแห่งนี้สามารถปรับเปลี่ยนบทบาทเป็นรีสอร์ตเชิงนิเวศและศูนย์กลางพลังงานสีเขียวได้อย่างสมบูรณ์ สะท้อนแนวคิดการใช้เทคโนโลยี สถาปัตยกรรม และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับมาดากัสการ์ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม โครงการ "Baobab Waterfall" ยังคงอยู่ในระดับของแนวคิดการออกแบบเท่านั้น ยังไม่มีแผนการก่อสร้าง หรือการพัฒนาโครงการที่ชัดเจนในปัจจุบัน

ที่มาของข้อมูล designboom, Designer Ahmad Eghtesad
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand

17/06/2026

คลิปประกอบ ง่ายๆ
แต่
ชัดเจนดีมาก

คนเรา​ต้อง​ฉลอง
27/03/2026

คนเรา​ต้อง​ฉลอง

ฟินแลนด์ได้สร้าง “แบตเตอรี่ทราย” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยบริษัท Polar Night Energy ซึ่งสามารถกักเก็บพลังงานความร้อนจากแหล่งหมุนเวียนได้ถึง 100 เมกะวัตต์ชั่วโมง และถือเป็นก้าวสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมายพลังงานสะอาด 100% ของประเทศ รวมถึงการเป็นต้นแบบให้กับโลกทั้งใบ
“แบตเตอรี่ทราย” (Sand Battery) เกิดขึ้นจากแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง คือการใช้ทรายหรือหินบดเป็นตัวกลางในการกักเก็บความร้อนเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งหมุนเวียน เช่น พลังงานลมและแสงอาทิตย์ ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นความร้อนและส่งเข้าสู่ถังทรายที่ถูกทำให้มีอุณหภูมิสูงกว่า 500 องศาเซลเซียส
ความร้อนนี้สามารถเก็บไว้ได้นานหลายสัปดาห์ และเมื่อถึงเวลาที่ต้องการก็สามารถนำออกมาใช้ใน District Heating หรือในอุตสาหกรรมได้ทันที
นวัตกรรมนี้ถือกำเนิดขึ้นจากบริษัทสตาร์ทอัพ Polar Night Energy ซึ่งได้พัฒนา “แบตเตอรี่ทราย” เชิงพาณิชย์ครั้งแรกในเมือง Kankaanpää เมื่อปี 2022 และต่อมาได้สร้างระบบขนาดใหญ่ในเมือง Pornainen ที่มีความสามารถในการผลิตพลังงานความร้อน 1 เมกะวัตต์ และกักเก็บได้ถึง 100 เมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งใหญ่กว่ารุ่นแรกถึงสิบเท่า............................................................................
:: จุดกำเนิด และหลักการทำงานของ “แบตเตอรี่ทราย” ::
ผู้คิดค้น: บริษัท Polar Night Energy แห่งประเทศฟินแลนด์ เป็นผู้พัฒนาเชิงพาณิชย์รายแรก และต่อมาได้ขยายสู่การใช้งานในภาคอุตสาหกรรม
องค์ประกอบ: ใช้ทรายหรือหินบด (เช่น Soapstone) ปริมาณหลายพันตันเป็นตัวกลางในการเก็บความร้อน
กระบวนการทำงาน: พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งหมุนเวียน เช่น ลมและแสงอาทิตย์ ถูกเปลี่ยนเป็นความร้อนและส่งเข้าสู่ถังทรายที่อุณหภูมิสูงกว่า 500°C
การใช้งาน: ความร้อนที่กักเก็บสามารถนำไปใช้ใน District Heating หรือโรงงานอุตสาหกรรมได้ตามต้องการ
ประโยชน์: ต้นทุนต่ำ อายุการใช้งานยาวนาน ไม่มีสารเคมีอันตราย ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
ทั้งนี้ ฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่พัฒนาแบตเตอรี่ทราย แต่ยังลงทุนในฟาร์มพลังงานลมและโซลาร์ฟาร์ม รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานรูปแบบอื่นๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ไฟฟ้าไร้สาย” https://www.salika.co/2026/03/10/finland-innovation-wireless-electric-power-system
โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการบรรลุ Net Zero ภายในปี 2035 การใช้ทรายเป็นวัสดุหลักสะท้อนถึงแนวคิดการใช้ทรัพยากรที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม............................................................................
:: เทคโนโลยีพลังงานสะอาดของฟินแลนด์ ::
พลังงานลมและแสงอาทิตย์: ฟินแลนด์ลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงการฟาร์มลมและโซลาร์ฟาร์ม
ระบบกักเก็บพลังงาน: นอกจาก “แบตเตอรี่ทราย” ยังมีการพัฒนาแบตเตอรี่ลิเธียมและโครงการสร้างแหล่งกักเก็บพลังงานความร้อนในรูปแบบอื่น
โครงสร้างพื้นฐาน: ระบบ District Heating ที่ครอบคลุมเมืองใหญ่ ทำให้การใช้ “แบตเตอรี่ทราย” สามารถเชื่อมต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ไฟฟ้า Acoustic”: นวัตกรรมจาก “ฟินแลนด์” เพื่อก้าวสู่อนาคต “เมืองไร้สายไฟ”............................................................................
:: แนวคิดพลังงานสะอาด ::
เป้าหมาย Net Zero: ฟินแลนด์ตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนให้เป็นศูนย์ภายในปี 2035
หลักการ: ใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก ลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซ พัฒนาเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน
ความยั่งยืน: เน้นการใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ทราย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม............................................................................
:: ประโยชน์ของแบตเตอรี่ทราย ::
ลดการปล่อยคาร์บอนจากระบบทำความร้อนได้ถึง 70%
ลดค่าใช้จ่ายพลังงานในภาคอุตสาหกรรมได้สูงสุดถึง 70%
เป็นต้นแบบการกักเก็บพลังงานต้นทุนต่ำ
สามารถนำไปปรับใช้ในประเทศที่มีฤดูหนาวยาวนานหรือมีความต้องการพลังงานความร้อนสูง
ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นไปได้จริงและยั่งยืน

ประโยชน์ของ “แบตเตอรี่ทราย” มีทั้งในระดับประเทศและระดับโลกครับ
ในระดับประเทศ (ฟินแลนด์) ระบบนี้ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการผลิตความร้อนได้อย่างมหาศาล และเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานโดยไม่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
ส่วนในระดับโลก “แบตเตอรี่ทราย” ได้กลายเป็นต้นแบบที่สามารถนำไปปรับใช้ในประเทศที่มีฤดูหนาวยาวนานหรือมีความต้องการพลังงานความร้อนสูง และยังเป็นการพิสูจน์ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดสามารถทำได้จริงด้วยเทคโนโลยีที่ต้นทุนต่ำและยั่งยืน
การเกิดขึ้นของ “แบตเตอรี่ทราย” สะท้อนถึงการตอบสนองต่อความท้าทายระดับโลก ทั้งราคาพลังงานฟอสซิลที่สูงขึ้น ความจำเป็นในการลดการปล่อยคาร์บอน และความต้องการระบบกักเก็บพลังงานที่มีประสิทธิภาพ
จุดแข็งคือการใช้วัสดุราคาถูก ปลอดภัย และสามารถปรับขนาดได้ตามความต้องการ แต่ก็ยังมีความท้าทาย เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการยอมรับจากตลาดโลก
ทำให้ “แบตเตอรี่ทราย” กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน และเป็นก้าวสำคัญที่ฟินแลนด์ได้มอบให้กับโลกใบนี้............................................................................
:: เปรียบเทียบกับเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานอื่นๆ ::
แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน: มีประสิทธิภาพสูงในการเก็บไฟฟ้า แต่ต้นทุนสูงและมีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ เช่น ลิเธียมและโคบอลต์ ซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อุปทาน
แบตเตอรี่ไฮโดรเจน: สามารถเก็บพลังงานในรูปเชื้อเพลิง แต่ต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานซับซ้อนและมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
ระบบกักเก็บพลังงานด้วยน้ำ (Pumped Hydro): ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ต้องอาศัยภูมิประเทศที่เหมาะสมและลงทุนสูง
“แบตเตอรี่ทราย”: ใช้วัสดุราคาถูก หาได้ง่าย ไม่เสื่อมสภาพเร็ว และเหมาะกับการเก็บพลังงานความร้อนระยะยาว แม้ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าโดยตรง แต่ตอบโจทย์ประเทศที่มีระบบ District Heating อย่างฟินแลนด์
District Heating หมายถึง ระบบทำความร้อนส่วนกลาง คือ ระบบกระจายความร้อนจากจุดศูนย์กลาง (เช่น โรงไฟฟ้า หรือโรงผลิตความร้อน) ผ่านท่อหุ้มฉนวนใต้ดินไปยังอาคารบ้านเรือนหลายแห่งในย่านเดียวกัน เพื่อใช้ทำความร้อนในอาคารและน้ำร้อน ลดการใช้เชื้อเพลิงแยกตามบ้าน ประหยัดพลังงาน และลดการปล่อย CO2 ได้มาก
เมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานอื่นๆ “แบตเตอรี่ทราย” มีข้อได้เปรียบหลายประการ เพราะแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแม้จะมีประสิทธิภาพสูงในการเก็บไฟฟ้า แต่ต้นทุนสูงและมีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ เช่น ลิเธียมและโคบอลต์ ซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อุปทาน
แบตเตอรี่ไฮโดรเจนสามารถเก็บพลังงานในรูปเชื้อเพลิง แต่ต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานซับซ้อนและมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ส่วนระบบกักเก็บพลังงานด้วยน้ำ (Pumped Hydro) ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ต้องอาศัยภูมิประเทศที่เหมาะสมและลงทุนสูง
การเกิดขึ้นของ “แบตเตอรี่ทราย” จึงสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในโลกพลังงาน จากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่การใช้วัสดุพื้นฐานที่หาได้ง่ายและยั่งยืน
การเกิดขึ้นของ “แบตเตอรี่ทราย” หาใช่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยีไม่ แต่เป็นการสร้าง “โมเดลใหม่” ของการจัดการพลังงานที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทั่วโลก
จุดแข็งคือความเรียบง่ายและต้นทุนต่ำ แต่ความท้าทายคือการขยายการใช้งานให้ครอบคลุมประเทศที่ไม่มีระบบ District Heating และการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดโลก............................................................................
:: การเกิดขึ้นของ “แบตเตอรี่ทราย” ::
ปัจจัยผลักดัน: ราคาพลังงานฟอสซิลที่สูง ความจำเป็นในการลดคาร์บอน และความต้องการระบบกักเก็บพลังงานที่ยั่งยืน
จุดแข็ง: ใช้วัสดุราคาถูก ปลอดภัย มีประสิทธิภาพสูง สามารถปรับขนาดได้ทั้งระดับชุมชนและระดับอุตสาหกรรม
ความท้าทาย: ต้องการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การยอมรับจากตลาดโลก และการพัฒนาเทคโนโลยีให้รองรับการใช้งานที่หลากหลาย
ความหมายเชิงสัญลักษณ์: ฟินแลนด์ได้แสดงให้เห็นว่าการใช้ทรัพยากรพื้นฐานอย่าง “ทราย” สามารถกลายเป็นกุญแจสำคัญสู่พลังงานสะอาด 100%
“แบตเตอรี่ทราย” จึงโดดเด่นด้วยการใช้วัสดุราคาถูก หาได้ง่าย ไม่เสื่อมสภาพเร็ว และเหมาะกับการเก็บพลังงานความร้อนระยะยาว แม้ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าโดยตรง แต่ตอบโจทย์ประเทศที่มีระบบ District Heating อย่างฟินแลนด์และประเทศในยุโรปเหนือ
“แบตเตอรี่ทราย” ช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว เนื่องจากไม่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีราคาผันผวน แบตเตอรี่ทรายสามารถลดค่าใช้จ่ายพลังงานในอุตสาหกรรมได้สูงสุดถึง 70%
อีกทั้งยังช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานในฤดูหนาวที่มีความต้องการพลังงานความร้อนสูง การลงทุนในเทคโนโลยีนี้ยังสร้างงานวิศวกรรมและงานวิจัยในประเทศ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของฟินแลนด์ในตลาดพลังงานสะอาดโลก
การใช้พลังงานสะอาดช่วยลดมลพิษทางอากาศและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชน ฟินแลนด์ซึ่งมีฤดูหนาวยาวนานและต้องพึ่งพาระบบทำความร้อน ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการใช้ “แบตเตอรี่ทราย”
ผลกระทบเชิงนโยบายระดับโลกของ “แบตเตอรี่ทราย” มีความสำคัญอย่างยิ่ง
การเกิดขึ้นของ “แบตเตอรี่ทราย” ทำให้หลายประเทศเริ่มหันมาสนใจการกักเก็บพลังงานในรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีราคาแพงอย่างแบตเตอรี่ลิเธียม
ฟินแลนด์ได้กลายเป็นต้นแบบในการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนโยบายพลังงานสะอาดในยุโรปและทั่วโลก หากเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปปรับใช้ในประเทศที่มีระบบทำความร้อน
เช่น เยอรมนีหรือสวีเดน จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในระดับภูมิภาคได้อย่างมหาศาล
Polar Night Energy ก่อตั้งขึ้นโดยวิศวกรชาวฟินแลนด์ที่ต้องการหาทางออกจากปัญหาการกักเก็บพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เสถียร
เช่น พลังงานลมและแสงอาทิตย์ที่ผลิตได้ไม่สม่ำเสมอ บริษัทได้ทดลองใช้ทรายเป็นตัวกลางในการเก็บความร้อนตั้งแต่ปี 2016 และพัฒนาจนสามารถสร้างระบบเชิงพาณิชย์ในเมือง Kankaanpää ปี 2022
โดยระบบแรกมีขนาดเล็กแต่พิสูจน์ได้ว่าทรายสามารถเก็บความร้อนได้ยาวนานโดยไม่สูญเสียพลังงานมากนัก จากนั้นจึงขยายสู่ระบบใหญ่ในเมือง Pornainen ที่สามารถกักเก็บได้ถึง 100 เมกะวัตต์ชั่วโมง ถือเป็นการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีที่สำคัญ............................................................................
:: บทสรุป ::
“แบตเตอรี่ทราย” จากฟินแลนด์ไม่ใช่เพียงนวัตกรรมด้านวิศวกรรม แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน
ฟินแลนด์ได้พิสูจน์ว่าการใช้วัสดุธรรมดาอย่างทรายสามารถสร้างผลกระทบระดับโลก และเป็นก้าวสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของมนุษยชาตินั่นเองครับ............................................................................
เรื่อง : ดร.จักรกฤษณ์ สิริริน
https://www.salika.co/2026/03/20/sand-battery-by-finland/
Knowledge Sharing Space | www.salika.co
#พลังงานสะอาด #พลังงานไฟฟ้า #ฟินแลนด์ #แบตเตอรี่ทราย

เสกน้ำ​เรียกฝน
27/03/2026

เสกน้ำ​เรียกฝน

ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์จาก UN เผยว่าว่าภายในปี 2050 ประชากรกว่า 5 พันล้านคนจะเผชิญสภาวะขาดแคลนน้ำสะอาด ซึ่งสิ่งนี้นำมาสู่สิ่งประดิษฐ์ที่อาจจะเปลี่ยนโลกไปตลอดการ เพราะนวัตกรรมล่าสุดจาก UC Berkeley กำลังจะเปลี่ยนอากาศให้กลายเป็น ‘แหล่งน้ำ’ แห่งใหม่ของมนุษยชาติ
Professor Omar Yaghi ปรมาจารย์ด้านเคมีผู้คิดค้นวัสดุ M*Fs (Metal-Organic Frameworks) และเจ้าของรางวัลระดับโลก ได้เผยโฉมเครื่องเก็บเกี่ยวหยดน้ำจากบรรยากาศรุ่นโปรโตไทป์ที่ทำงานได้ด้วย ‘พลังงานแสงอาทิตย์ 100%’
โดยมีหัวใจสำคัญคือสาร M*F-303 ซึ่งมีโครงสร้างรูพรุนระดับนาโนเปรียบเสมือนฟองน้ำอัจฉริยะที่สามารถเลือกดักจับเฉพาะโมเลกุลน้ำจากอากาศในตอนกลางคืน และคายน้ำออกมาเป็นหยดน้ำดื่มเมื่อได้รับความร้อนจากแสงแดดในตอนกลางวัน โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่ภายนอกเลยแม้แต่นิดเดียว
ซึ่งถือเป็นโซลูชันแบบ Passive System ที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจริง ๆ
ทีมวิจัยได้นำนวัตกรรมนี้ไปทดสอบ Hardcore Test ณ Death Valley National Park ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความแห้งแล้งและอุณหภูมิที่สูงแตะ 60°C ผลลัพธ์ที่น่าสนใจมาก
Extreme Conditions: เครื่องทำงานได้ปกติแม้ความชื้นสัมพัทธ์จะต่ำเพียง 9.4%
High Yield: สามารถผลิตน้ำได้สูงสุดถึง 210 กรัม ต่อสาร M*F 1 กิโลกรัมต่อวัน ท่ามกลางแดดจ้า
Passive System: อุปกรณ์ถูกออกแบบมาให้มีการจัดการความร้อนที่ยอดเยี่ยม โดยใช้เพียงวัสดุฉนวนสุญญากาศและโครงสร้างที่ช่วยกระจายความร้อน
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ เบื้องหลังความสำเร็จนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องเคมี แต่มีการใช้ AI และ Data Science เข้ามาช่วยออกแบบด้วย ทีมงานใช้ AI มาช่วยคำนวณว่าต้องดีไซน์เจ้าฟองน้ำ M*Fs ยังไง หรือรูปร่างของเครื่องแบบไหนถึงจะรีดน้ำได้มากที่สุด ซึ่งปกติถ้าให้คนนั่งลองผิดลองถูกเองอาจต้องใช้เวลาหลายสิบปี แต่พอมี AI เข้ามาช่วย ทุกอย่างก็เร็วขึ้นแบบก้าวกระโดดจนกลายเป็นนวัตกรรมที่เราอาจจะได้เห็นการผลิตออกมาใช้งานจริงในเร็ว ๆ นี้

เหมือน​พระเจ้า​สร้าง​โลก
27/03/2026

เหมือน​พระเจ้า​สร้าง​โลก

เกาหลีใต้เปิดตัว "กระจกโซลาร์เซลล์ไร้สาย" เปลี่ยนหน้าต่างตึกระฟ้าให้เป็นโรงไฟฟ้าล่องหน

[โซล, เกาหลีใต้] – ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งอุลซาน (UNIST) ประสบความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรม "เซลล์แสงอาทิตย์แบบโปร่งใสเต็มรูปแบบ" (Fully Transparent Solar Cells) ที่สามารถเปลี่ยนกระจกหน้าต่างอาคาร หน้าจอมือถือ หรือแม้แต่กระจกรถยนต์ ให้กลายเป็นแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ โดยยังคงความใสสะอาดตาและไม่มีสายไฟรบกวนการมองเห็น

เบื้องหลังเทคโนโลยี "ล่องหน"
ความท้าทายที่ผ่านมาของโซลาร์เซลล์แบบใสคือ "ประสิทธิภาพ" และ "ความสวยงาม" ซึ่งมักจะมีสายไฟขนาดเล็กพาดผ่านหน้าจอกลายเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานจริง แต่ทีมวิจัย UNIST นำโดย ศาสตราจารย์ Kwanyong Seo ได้แก้ปัญหานี้ด้วยเทคโนโลยี All-Back-Contact (ABC)
• ไร้สายกวนใจ: ย้ายส่วนประกอบโลหะและขั้วไฟฟ้าทั้งหมดไปไว้ที่ด้านหลังของเซลล์ ทำให้ด้านหน้าใสเหมือนกระจกทั่วไป 100%
• ประสิทธิภาพสูงทำลายสถิติ: ตัวเซลล์เดี่ยวมีประสิทธิภาพการแปลงพลังงาน (PCE) สูงถึง 15.8% และเมื่อรวมเป็นโมดูลขนาด 16 ตารางเซนติเมตร ยังคงรักษาประสิทธิภาพไว้ได้ที่ 14.7% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงพอจะใช้งานในเชิงพาณิชย์
• ชาร์จมือถือได้จริง: ทีมวิจัยได้ทดลองนำโมดูลนี้ไปรับแสงอาทิตย์ธรรมชาติ และสามารถจ่ายไฟชาร์จสมาร์ทโฟนได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก

ก้าวต่อไปสู่อาคารที่พึ่งพาพลังงานตัวเอง
เทคโนโลยีนี้ถูกออกแบบมาเพื่อดักจับเฉพาะรังสี UV และอินฟราเรด (แสงที่ตามองไม่เห็น) ในขณะที่ยอมให้แสงสว่างส่องผ่านได้ประมาณ 20% ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับกระจกในตึกสูง หากนำไปติดตั้งกับตึกระฟ้าในเมืองใหญ่ จะสามารถเปลี่ยนพื้นที่กระจกจำนวนมหาศาลให้กลายเป็นโรงไฟฟ้าสะอาด ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลและก้าวเข้าสู่ยุคอาคารอัจฉริยะ (Net-Zero Buildings) อย่างเต็มตัว

ที่มาและแหล่งอ้างอิงข้อมูล (Sources)
• วารสารทางวิชาการ: ตีพิมพ์ใน Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) ภายใต้หัวข้อ "All-back-contact neutral-colored transparent crystalline silicon solar cells enabling seamless modularization" (2024-2025).
• หน่วยงานวิจัยต้นสังกัด: Ulsan National Institute of Science and Technology (UNIST), School of Energy and Chemical Engineering, South Korea.

#รู้รอบโลก #ความรู้ #สาระน่ารู้ #เกร็ดความรู้
#เรื่องเล่า #ประวัติศาสตร์ #วิทยาศาสตร์ #ข่าว #ข่าวต่างประเทศ #ทองคำ

ที่อยู่

Bangkok
10500

เบอร์โทรศัพท์

081 2974848

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วุฒิสถาปนิกผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง วุฒิสถาปนิก:

ทางลัด

แชร์