28/05/2026
ก่อนจะเอาเงินจริงไปลง ลอง Backtest กลยุทธ์คุณก่อนเถอะ
ผมเสียเงินไป 2 ล้าน เพราะไม่เคยทำ
คุณรู้ได้ยังไงว่ากลยุทธ์ที่คุณใช้อยู่ มันได้ผลจริง
รู้จากความรู้สึก
รู้จากการลองผิดลองถูก
หรือรู้จากการทดสอบย้อนหลังด้วยข้อมูลจริง 5-10 ปี
ผมเคยขาดทุนสะสมประมาณ 2 ล้านบาทใน 4 ปีแรกของการเล่นหุ้น
สาเหตุไม่ใช่เพราะตลาดมันโหด
สาเหตุคือผม "เปลี่ยนกลยุทธ์ไปเรื่อย" ทุกครั้งที่อ่านเจอเทคนิคใหม่
อาทิตย์นี้ใช้ Moving Average crossover
อาทิตย์หน้าใช้ RSI divergence
เดือนถัดมาใช้ Fibonacci
ผ่านไปครึ่งปีก็เปลี่ยนเป็นสาย VI ดู PE PB
ปัญหาคือ ผมไม่เคยรู้เลยว่ากลยุทธ์ไหนได้ผลกับตลาดไหน ในช่วงเวลาไหน
ผมแค่ลองด้วยเงินจริง แพ้จริง แล้วเปลี่ยน
ใครเคยทำแบบนี้บ้าง ยกมือขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ฟีเจอร์ Backtest บน Dashboard ของ Deepscope เปลี่ยนชีวิตผม
มันให้ผม "ทดสอบกลยุทธ์ย้อนหลัง" ก่อนจะใช้เงินจริง
ระบบจะรันกลยุทธ์ของผมกับข้อมูลตลาดในอดีต ดูว่าถ้าใช้เกณฑ์แบบนี้ ในตลาดช่วงเวลาที่เลือก ผลลัพธ์เป็นยังไง
วิธีใช้งานแบบเข้าใจง่าย
เปิด Dashboard.
เข้าไปที่ Backtest
ตั้งกลยุทธ์ เช่น "ซื้อหุ้นที่ ROE > 15% และ PE < 15 ในไตรมาสนั้น ถือ 1 ไตรมาส แล้วขายไปซื้อชุดใหม่"
ตั้งช่วงเวลา เช่น ปี 2018-2025
ตั้งตลาด เช่น SET หรือ S&P 500
ระบบจะแสดงผลตอบแทนรวม
ผลตอบแทนเทียบกับ benchmark (เช่น SET TRI)
Maximum drawdown
Sharpe ratio
จำนวน trade
ตัวที่ทำกำไรมากสุด ขาดทุนมากสุด
ผลที่ออกมาบางครั้งทำให้ตกใจ
กลยุทธ์ที่ผมคิดว่าเจ๋ง บางอัน underperform ตลาดด้วยซ้ำ
กลยุทธ์ที่ดูธรรมดา บางอันชนะตลาด 5-8% ต่อปี ทบต้นยาว 7 ปีนี่กำไรมหาศาล
ลองดูตัวอย่าง Backtest ได้ที่ https://deepscope.com/th/ ในส่วน Backtest มันให้คุณตั้งกลยุทธ์เองได้หลายแบบ
สิ่งที่ Backtest สอนผม
บทเรียนแรก กลยุทธ์ "เห็นแล้วต้องเวิร์ก" ส่วนใหญ่ไม่เวิร์ก
ผมเคยมั่นใจ 100% ว่ากลยุทธ์ Golden Cross จะทำกำไรในตลาดไทย
Backtest ออกมา แพ้ benchmark
ทำไม
เพราะตลาดไทยไม่ใช่ตลาดอเมริกา
volatility ต่ำกว่า trend ชัดน้อยกว่า ทำให้สัญญาณ technical ที่ work ในต่างประเทศไม่ work ในบ้านเรา
บทเรียนที่สอง Maximum Drawdown สำคัญกว่าผลตอบแทนรวม
กลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทน 30% ต่อปี แต่มี drawdown 60% ในระหว่างทาง
ใครจะถือไหวจริง
คนทั่วไปขายออกตอน drawdown 30-40% แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย
กลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทน 15% ต่อปี แต่ drawdown แค่ 18-20% ถือไหวมากกว่า
และในระยะยาวอาจดีกว่าด้วยซ้ำเพราะคุณไม่หลุดจากระบบ
บทเรียนที่สาม Backtest ไม่ใช่อนาคต
อันนี้สำคัญที่สุด
อดีตที่ดี ไม่รับประกันอนาคต
ตลาดเปลี่ยน นโยบายเปลี่ยน อุตสาหกรรมที่เคย hot อาจเย็น
Backtest บอกคุณว่า "กลยุทธ์นี้เคยทำงานในสภาวะแบบไหน"
ถ้าสภาวะปัจจุบันคล้ายอดีต มันยังพอใช้ได้
ถ้าสภาวะเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ ต้องระวัง
พฤษภาคม 2026 บริบทตลาดต่างจาก 5 ปีก่อนแน่นอน
ดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ไม่เคยเห็นในรอบ 10 ปี
geopolitics ผันผวน
AI เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ
ดังนั้น Backtest ที่อ่านจากช่วง 2015-2020 อาจไม่สะท้อนตลาดวันนี้
ตัวอย่างที่ชัดเจน กลยุทธ์ buy and hold หุ้นเติบโตขนาดใหญ่
Backtest ปี 2015-2021 ดีมาก
Backtest ปี 2022-2025 ลำบาก เพราะดอกเบี้ยขึ้น multiple ของหุ้น growth ถูกบีบ
อนาคต 2026-2030 ไม่มีใครรู้ แต่ถ้าใช้กลยุทธ์เดิมโดยไม่ทบทวน อาจเจ็บ
นี่คือเหตุผลที่ผมใช้ Backtest อย่างน้อยทุกไตรมาส
ทดสอบกลยุทธ์ที่ผมใช้
ดูว่ามันยัง work ในสภาวะปัจจุบันไหม
ถ้าผลตอบแทนเริ่มแย่ลง แม้ตลาดยังขึ้น แปลว่ากลยุทธ์ของเรามีปัญหา
- ปรับ
- ทดสอบใหม่
- ค่อยใช้กับเงินจริง
อีกข้อที่ Backtest สอน ทำตัวเหมือนวิทยาศาสตร์
- ตั้งสมมติฐาน
- ทดสอบ
- ดูผล
- ยอมรับว่าผิดเมื่อข้อมูลไม่สนับสนุน
ในวงการลงทุน มีคนยึดติดกับความคิดตัวเองมากเกินไป
ฉันบอกแล้วว่าหุ้นนี้ดี
ฉันบอกแล้วว่ากลยุทธ์นี้เวิร์ก
ฉันบอกแล้วว่าตลาดจะลง
Backtest มันบังคับให้คุณ "ฟังตัวเลข" แทนที่จะ "ฟังตัวเอง"
ผมไม่ได้บอกให้ทุกคนกลายเป็นนักวิจัย
แต่ขอแค่ ก่อนเอาเงินจริงไปลงกลยุทธ์ใหม่ ลอง Backtest ก่อนสัก 5-10 ปี
ถ้ามันชนะตลาดได้ในอดีต แม้ไม่เยอะ ก็พอใช้
ถ้ามันแพ้ตลาด อย่าเสียเวลา
ใช้กลยุทธ์อื่น
อีกประโยชน์ของ Backtest ลด emotional bias
พอเห็นตัวเลขชัด ๆ ใจคุณจะนิ่งขึ้น
ไม่ตื่นเต้นเกินไปตอนกำไร
ไม่ตกใจเกินไปตอนขาดทุน
เพราะคุณรู้ว่า drawdown ระดับนี้ "เป็นเรื่องปกติของระบบ"
คุณไม่หลุดจากกลยุทธ์ในจังหวะที่ตลาดแย่ที่สุด ซึ่งเป็นจุดที่นักลงทุนส่วนใหญ่พังกัน
สำหรับมือใหม่ ผมแนะนำให้ใช้ Backtest กับกลยุทธ์ง่าย ๆ ก่อน
ลอง Magic Formula ของ Joel Greenblatt
ลอง Buy the Dip ของหุ้นใน SET50
ลอง Buy & Hold กลุ่มหุ้นปันผลสูง
ดูว่าผลตอบแทนแต่ละแบบในช่วง 7-10 ปีย้อนหลังเป็นยังไง
แล้วค่อยปรับ ค่อย mix ค่อยสร้างกลยุทธ์ของตัวเอง
นี่คือวิธีที่ผมเรียนรู้ตลาด ไม่ใช่จากหนังสือ แต่จากการทดสอบจริง
สรุปสุดท้าย
Backtest ไม่ใช่เครื่องทำนายอนาคต
มันคือเครื่องบังคับความถ่อมตัว
ที่ทำให้คุณรู้ว่ากลยุทธ์ที่คุณคิดว่าเจ๋ง อาจแย่กว่าตลาด
และกลยุทธ์ง่าย ๆ ที่คนมองข้าม อาจเจ๋งกว่าที่คุณคิด
ใครยังไม่เคย backtest กลยุทธ์ตัวเอง เริ่มวันนี้ ก่อนเสียเงินไปอีก
อีกประเด็นที่ผมต้องเล่า
Backtest บน Dashboard ของ Deepscope ดีตรงที่มันใช้ข้อมูลคุณภาพจากตลาดหลักทรัพย์ ไม่ใช่ข้อมูลที่ scrape มาแบบไม่ลึก
ผมเคยลองใช้ tool ฟรีบางอันใน internet
ผลออกมา 35% ต่อปี ดูดีมาก
แต่พอตรวจสอบราคาที่ระบบใช้ มันเป็นราคาที่ไม่ปรับ corporate action
เลยทำให้กำไรปลอม ๆ
ระบบที่ดีต้องปรับ split, dividend, rights ครบ ผลถึงจะใช้ได้จริง
อีกหนึ่งสิ่งที่ผมเรียนรู้
Backtest ที่ดี ไม่ใช่ที่ผลตอบแทนสูงสุด
แต่ที่ผลตอบแทน "เสถียร" ในหลายสภาวะตลาด
ผมจะ backtest ในช่วง bull (เช่น 2017-2018), bear (2018-2019), pandemic (2020), แล้วก็ rate-hike (2022-2023)
ถ้ากลยุทธ์ผ่านทุกช่วงด้วยกำไรปานกลาง ดีกว่ากลยุทธ์ที่บูมแค่ปีเดียว
ใครเล่นหุ้นมาเป็นปี ๆ แล้วยังไม่เคยทดสอบกลยุทธ์ตัวเอง
นั่นคือความเสี่ยงที่หลายคนไม่รู้ตัวว่ามี
เพราะคุณคิดว่าตัวเอง "มีระบบ" ทั้งที่ระบบนั้นไม่เคยถูกทดสอบในข้อมูลจริง
Backtest บน Deepscope ทำให้คุณเห็นความจริงเร็วขึ้น ก่อนเสียเงินไปอีก