Droprich โปรเจคสร้างรายได้ สำหรับทุกคน

Droprich  โปรเจคสร้างรายได้ สำหรับทุกคน คนทำงาน ต้องทำตลอดชีวิต เพื่อเลี้ย?

Concept: Healthy for Office Syndrome

Product Benefit
• บรรเทาอาการที่เกิดจากภาวะ Office Syndrome คืออาการป่วยที่เกิดจากการนั่งทำงานในออฟฟิต
• ช่วยบรรเทาหรือป้องกันอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ที่เกิดจากการนั่งนานเกินไป
• ช่วยให้สมองผ่อนคลาย ปลดปล่อยความเครียด
• ลดความเมื่อยล้าของร่างกาย ให้ร่างกายไม่เหนื่อยง่าย
• ช่วยบำรุงสายตา ลดความเมื่อยล้าของสายตา ปกป้องสายตาจากการจ้องคอมนานเกินไป
• ช่วยกระตุ้นคว

ามตื่นตัวทั้งร่างกายและสมอง ให้พร้อมทำงาน

Selling Point
โรคออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) ซึ่งมักเกิดขึ้นกับคนวัยทำงานโดยไม่รู้ตัวด้วยอิริยาบถและสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ไม่เหมาะสมทำผลให้เกิดอาการหรือภาวะที่เจ็บป่วยต่อร่างกายทั้ง ปวดเมื่อยตามตัว ทั้งแขน ข้อมือ นิ้ว กระดูกแผ่นหลัง หรืออาจเกิดความเครียดสะสม สมองตื้อ สายตาสั้นลงหรือพร่ามัวเพราะจ้องคอมนานเกินไป ซึ่งสาเหตุเหล่านี้จะหมดไปเพราะเรามีอาหารเสริมที่จะช่วยป้องกันและบรรเทาอาการเหล่านี้ลงได้ ด้วยการคิดค้นสูตรที่สามารถลดและป้องกันทั้งอาการปวดเมื่อยต่างๆและการบำรุงสมอง สายตา กระดูก ปกป้องคุณจาก Office syndrome และยังช่วยบำรุงสุขภาพให้แข็งแรง และกระตุ้นการทำงานของสมองและร่างกาย โดยไม่ใช้คาเฟอีนสังเคราะห์ ให้ร่างกายตื่นตัวพร้อมทำงานได้เต็มที่

Target
- คนที่ต้องนั่งทำงาน Office หรือที่บ้านก็ตามติดต่อกันเกิน 4 ชั่วโมง/วัน

Active Ingredient
1. Gingerol สารสกัดจากขิง จากผลการศึกษาที่ผ่านมาบ่งชี้ว่าขิงมีฤทธิ์ต้านการอักเสบของกล้ามเนื้อของหนูนักวิจัยได้ทำการศึกษาผลการใช้ขิงเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อในคน ผลการการศึกษาพบว่าการรับประทานขิงทุกวันช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อได้ถึง 25 % และผลที่เกิดขึ้นก็ไม่เพิ่มขึ้นเมื่อใช้ขิงที่ผ่านความร้อนเพราะฉะนั้นนักวิจัยจึงสรุปว่าการบริโภคขิงทุกวันจะสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อเนื่องจากการออกกำลังกายได้และจากการศึกษาในผู้ป่วยที่เป็นโรคไขข้ออักเสบข้อเสื่อมและมีอาการผิดปกติทางกล้ามเนื้อ (muscular discomfort) พบว่าร้อยละ 75 ของผู้ป่วยโรคข้อมีอาการปวดข้อและบวมลดลงและผู้ป่วยที่มีอาการทางกล้ามเนื้อทั้งหมดหายปวดซึ่งกลไกในการลดอาการปวดมาจากการยับยั้งการสร้างprostaglandin และleukotriene






2. Turmeric Extract เคอร์คุมินอยด์ (Curcuminiod) เป็นสารที่พบในขมิ้นชันซึ่งเป็นสารเคมีประเภทโพลีฟีนอล (Polyphenolic phytochemical) ออกฤทธิ์ทางด้านชีวเคมีหลายประการมีผลการทดลองว่าผงแห้งน้ำคั้นและสารสกัดชนิดต่างๆมีฤทธิ์ในการลดการอักเสบในร่างกายทุกชนิดและยังมีงานวิจัยรองรับว่าสามารถลดการอักเสบของข้อเข่าได้
3. L-Glutamineประมาณ 60% ของเป็นกรดอะมิโนอิสระพบกระจายอยู่ในกล้ามเนื้อมากL-Glutamine จะช่วยลดความเหนื่อยและเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ โดยL-Glutamine จะช่วยทำลายกรดแลคติค (Lactic Acid) ที่เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อทำให้เราสามารถออกกำลังกายได้นานขึ้นโดยไม่เหนื่อยล้าซึ่งการออกกำลังกายได้นานขึ้นจะมีผลทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนGrowth hormone ให้มากขึ้นทางอ้อมเช่นกันช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้นโดยการเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาว, สามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานสำหรับสมองได้อีกทางหนึ่ง, ช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น
4. L-Lysine monohydrochloride เป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทาน บทบาทสำคัญของ L-Lysine คือ เป็นสารกระตุ้นการสร้าง โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) จากต่อมใต้สมองของเรา L-Lysine เป็นสารตั้งต้นในกระบวนการผลิต Collagen คอลลาเจน ซึ่งทำให้ผิวพรรณเต่งตึง มีน้ำมีนวล และยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของ เส้นผม เล็บ กระดูก รวมทั้งกระดูกอ่อน L-Lysine ช่วยเพิ่มการดูดซึม Calcium แคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย ลดโอกาสเกิดโรคงูสวัด โรคเริม
5. Capsaicin Extract สารสกัดจากพริกจากการวิจัยพบว่าสาร Capsaicin มีฤทธิ์ในการลดความรู้สึกปวดได้สามารถลดอาการปวดจากโรคข้ออักเสบได้เป็นอย่างดี ช่วยบรรเทาอาการปวดข้อปวดกล้ามเนื้อ (Musculoskeletal pain) ปวดปลายประสาทchronic neuropathic pain ปวดจากโรคงูสวัดเป็นต้น
6. Acetyl-L-carnitineมีบทบาทสำคัญในส่วนของการผลิตอะซีติลโคลีน (acetylcholine) ของร่างกายอะซีติลโคลีนเป็นสารเคมีในสมองที่สำคัญที่หลั่งออกมาจากส่วนปลายของเส้นใยประสาทบริเวณเชื่อมต่อทำหน้าที่ช่วยให้กระแสประสาทถูกส่งสัญญาณผ่านจากเซลล์ประสาทหนึ่งไปสู่อีกเซลล์ประสาทหนึ่งได้ช่วยให้พลังงานกับสมองกำจัดอนุมูลอิสระลดอาการเหนื่อยล้าและอาการอ่อนเพลียเรื้อรังช่วยซ่อมแซมฟื้นฟูเซลล์ประสาทและสมองช่วยเสริมสร้างความสามารถในการจดจำได้ดีขึ้นช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตให้ดีขึ้นชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกายช่วยลดอาการซึมเศร้า
7. Coenzyme Q10เป็นตัวช่วยสำคัญให้ร่างกายนำออกซิเจนมาใช้งานได้มากขึ้นและช่วยให้ไมโตรคอนเดียซึ่งเปรียบเสมือนโรงงานไฟฟ้าที่คอยสร้างพลังงานให้กับเซลล์ต่างๆทำงานได้ดียิ่งขึ้นQ10 จึงจำเป็นสำหรับอวัยวะที่ทำงานหนักและต้องใช้พลังงานสูงมากเป็นพิเศษเช่นหัวใจสมองตับและไตเป็นต้นQ10 ยังช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดียิ่งขึ้นช่วยป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานล้มเหลวหรือที่เรียกว่าโรคหัวใจโตนอกจากนี้Q10 ยังช่วยลดความดันโลหิตในกลุ่มของผู้ที่มีความดันโลหิตสูงที่เกิดจากการแข็งตัวของเส้นเลือดของอวัยวะต่างๆจนทำให้ผนังหลอดเลือดขาดความยืดหยุ่นนั่นเองจากรายงานการวิจัยพบว่าโคเอนไซม์คิวเทนสามารถลดอาการหัวใจล้มเหลวโดยพบว่าการใช้โคเอนไซม์คิวเทนทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้มากกว่า 15.7% และทำให้iร่างกายออกกำลังกายได้นานขึ้น 25.4%



8. Taurineเป็นกรดอะมิโนตัวหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งต่อกระบวนการต่างๆช่วยควบคุมการเข้าออกของสารสื่อประสาทต่างๆจากเซลล์พบTaurineมากในเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อลายและหัวใจTaurineช่วยการทำงานของตับและตับอ่อนโดยการสร้างTaurocholateซึ่งจะไปช่วยทำให้ไขมันที่รับประทานเข้าไปแตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กๆสามารถถูกย่อยและเผาผลาญได้ง่ายขึ้นร่างกายของเราจึงสามารถนำพลังงานเหล่านั้นไปใช้เป็นกำลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆได้เร็วขึ้น เพิ่มพลังงานในร่างกายและกระตุ้นพลังงานให้ร่างกายมีพลังเต็มที่

9. Natural Caffeineคาเฟอีนจากธรรมชาติโดยสกัดมาจากชาเขียวช่วยให้ร่างกายตื่นตัวแตกต่างจากสารสังเคราะห์คาเฟอีนทั่วไปเพราะจะทำให้ตื่นตัวแต่แทรกภาวะหัวใจเต้นเร็วและนอนไม่หลับตาค้างแต่คาเฟอีนจากธรรมชาติจะทำให้ตื่นตัวแต่ไม่มีอาการเหล่านั้นเพราะมาจากธรรมชาติปลอดภัยซึ่งจะช่วยให้ร่างกายตื่นตัวพร้อมจะออกกำลังกายได้ดียิ่งขึ้น

10. Oat straw หรือที่รู้จักในชื่อ Avena sativa โดย Oat Straw ได้มาจากข้าวโอ๊ตสีเขียวป่าซึ่งใช้เป็นเครื่องกระตุ้นสมองในการแพทย์พื้นบ้านมาตั้งแต่สมัยกลางโดยฟางข้าวโอ๊ตช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้นโดยการเพิ่มคลื่นอัลฟาในสมองทำให้สมองรู้สึกตื่นตัวมากขึ้นช่วยเพิ่มไนตริกออกไซด์ซึ่งช่วยขยายหลอดเลือดการไหลเวียนของเลือดที่เพิ่มขึ้นช่วยเพิ่มปริมาณสารอาหารสำคัญและออกซิเจนที่จำเป็นสำหรับสมองช่วยลดความวิตกกังวลและความเครียดโดยเพิ่มระดับ dopamine ในสมองซึ่งจะเพิ่มความรู้สึกของความสุขเพิ่มขึ้นจากการศึกษาได้ให้อาสาสมัครทั้งที่ได้รับยาหลอกหรือสารสกัดจากข้าวโอ๊ตกรีน 800 mg ในแต่ละวันเป็นเวลา 6 วันและประเมินการทำงานด้านความรู้ความเข้าใจด้วยคอมพิวเตอร์พบว่าผู้ที่ได้รับข้าวโอ๊ตกรีนสามารถทำงานได้รวดเร็วและทำงานได้ดีขึ้นอีกการศึกษาได้ให้สารแก่ผู้ป่วยสูงอายุที่มีประสิทธิภาพการทำงานด้านความรู้ความเข้าใจต่ำกว่าปกติเป็นประจำทุกสัปดาห์หลังจากนั้นพวกเขาก็ทำดีขึ้นในการทดสอบเพื่อวัดความสนใจและความสามารถในการโฟกัสข้อมูลต่างๆ

11. Schisandra Berryเป็นสมุนไพรช่วยปรับสมดุลของร่างกายช่วยให้ร่างกายต้านทานต่อโรคต่างๆและความเครียดได้ดีบำรุงตับและป้องกันสารพิษเข้าทำลายเซลล์ตับแก้อาการอ่อนเพลียเรื้อรังลดอาการเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักพักผ่อนน้อยอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดช่วยให้นอนหลับสนิทตลอดคืนจึงช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานทางกายภาพของร่างกายและลดความตึงเครียดช่วยชะลอความเสื่อมในระดับเซลล์

12. American Ginseng ช่วยต้านความเครียด สารสกัดจากโสมมีคุณสมบัติต้านความเครียดโดยช่วยปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้สามารถทนต่อความเครียดได้ในระดับหนึ่งโดยฮอร์โมนACTH จากต่อมใต้สมองจะเป็นตัวควบคุมการหลั่งฮอร์โมนต่อมหมวกไตซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันและต่อต้านความเครียดโดยเร่งกระบวนการเมตาบอลิซึมต่างๆเพื่อปลดปล่อยพลังงานและสารต่อต้านความเครียดออกมาผลต่อระบบประสาทกลาง: ในสารสกัดโสมมีคุณสมบัติกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้ตื่นตัวช่วยให้ผ่อนคลายความตึงเครียดมีส่วนช่วยบำรุงสมองโดยรวมผลต่อต้านความเมื่อยล้าเพราะทำให้ร่างกายมีการปลดปล่อยพลังงานมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้เยื่อเซลล์สามารถดูดซึม Oxygen เพิ่มขึ้นถึง 21% เซลล์ในร่างกายจึงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและยังมีผลทำให้กระบวนการเผาผลาญภายในร่างกายเพิ่มมากขึ้นด้วย

13. Lutein พบได้ในพืชที่มีสีเหลืองถึงแดงมักพบลูทีนร่วมกับซีแซนทีน (Zeaxanthin) นิยมเรียกลูทีนและซีแซนทีนรวมๆกันมีชื่อเรียกย่อว่าL/Z L/Z เป็นสารที่พบมากในบริเวณจุดรับภาพบริเวณจอประสาทตาทำให้บริเวณนี้มีสีเหลืองบริเวณนี้และที่จุดศูนย์กลางของบริเวณจุดรับภาพที่เรียกว่าโฟเวียประกอบด้วยตัวรับแสง (photoreceptors) จำนวนมากจึงตั้งสมมติฐานว่าL/Z ทำหน้าที่ช่วยให้มองภาพได้คมชัดและเห็นรายละเอียดของภาพดีขึ้นนอกจากนั้นยังพบL/Z ได้ในเลนส์ตาฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นของL/Z มีบทบาทในการป้องกันปัญหาจากแสงยูวีในแสงแดดชะลอการเกิดต้อกระจกซึ่งเป็นภาวะเลนส์ตาขุ่นมัวอันเนื่องจากความเสื่อมของเลนส์ตาลูทีนเป็นแคโรทีนอยด์สีเหลืองซึ่งมีส่วนอย่างมากในการต่อต้านสารต้านอนุมูลอิสระโมเลกุลของลูทีนพบในปริมาณสูงในจุดของดวงตาโดยเฉพาะพื้นที่ของเรตินาที่เกี่ยวกับการรับภาพช่วยในการดูดซับแสงสีน้ำเงินซึ่งปกป้องเซลล์จากการทำลายของคลื่นแสงสีนี้ซึ่งช่วยป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตาเป็นอย่างมาก

14. Bilberry Extract ช่วยถนอมดวงตาทำให้การมองเห็นในที่มืดดีขึ้นช่วยรักษาอาการตาบอดกลางคืน (Night blindness) ช่วยลดอาการเมื่อยล้าของดวงตาเมื่อใช้สายตานานๆช่วยป้องกันเลนส์ตาและช่วยให้คอลลาเจนในตาในส่วนกระจกตาและหลอดเลือดฝอยแข็งแรงขึ้นช่วยลดอนุมูลอิสระในจอตาทำให้ป้องกันอาการเสื่อมที่มักจะเกิดกับดวงตาให้น้อยลงได้เช่นต้อกระจกต้อหินต้อเนื้อตาเสื่อมในคนสูงอายุ (สายตายาว)

เพื่อนๆfcเพจทุกคน...ใครกำลังลำบาก ใครกำลังหมดทางสู้กับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทักมาที่กล่องข้อความนะครับ #ฟรีครับ ทุกอย่าง...
23/10/2021

เพื่อนๆfcเพจทุกคน...ใครกำลังลำบาก ใครกำลังหมดทางสู้กับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทักมาที่กล่องข้อความนะครับ
#ฟรีครับ ทุกอย่าง เรียนรู้วันสองวันฟรี สมัครฟรี..ถ้าตั้งใจจริง อยากมีรายได้วัuละเป็uแสu (100,000)อัพเกรดให้ฟรีด้วย จากใจแอดมิน มอบให้ในฐานะที่เป็นfcกันมานาน
#ทักมานะครับ
หรือแอดเพื่อน ไลน์: gdi0408 โทร0953865987

06/05/2018

#โรคพาร์กินสัน
(Parkinson’s disease) หรือโรคสันนิบาต หรือโรคสั่นสันนิบาต คือโรคทางสมองที่เกิดจากเซลล์ประสาทในบางตำแหน่งเกิดมีการตายโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ทำให้สารสื่อประสาทในสมองที่ชื่อว่า โดปามีน (Dopamine) มีปริมาณลดลง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการที่สำคัญ คือ อาการสั่นขณะช่วงการพัก (Resting tremor) เคลื่อนไหวร่างกายช้าลง (Bradykinesia) ร่างกายมีสภาพแข็งเกร็ง (Rigidity) และการทรงตัวขาดความสมดุล (Postural instability)

แพทย์ชาวอังกฤษชื่อ James Parkinson เป็นคนแรกที่ได้อธิบายลักษณะของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในปี พ.ศ. 2360

สาเหตุของการเกิดพาร์กินสันในผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบชัดเจน มีส่วนน้อยที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม โรคนี้ยังไม่มีวิธีสำหรับป้องกัน และมียารักษาอาการต่างๆ แต่ยังไม่มียาที่จะรักษาให้โรคหายขาดได้

โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มของโรคที่มีการเสื่อมของสมอง (Neuro dengenerative disorder) มักพบในผู้สูงอายุ โดยในคนที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปพบเป็นโรคนี้ถึง 1% พบได้ในคนทุกเชื้อชาติ ผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคมากกว่าผู้หญิงประมาณ 1.5 เท่า

อนึ่ง เนื่องจากโรคนี้พบได้บ่อยและเป็นปัญหาต่อการดำเนินชีวิต จึงได้มีการจัดตั้งวันโรคพาร์กินสันขึ้น ซึ่งตรงกับวันที่ 11 เมษายน ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของแพทย์ James Parkinson และมีการใช้ดอกทิวลิปสีแดงป็นสัญลักษณ์

ลักษณะอาการที่สำคัญของโรคพาร์กินสัน คือ อาการแต่ละอาการจะค่อยๆปรากฏ เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันที เมื่อเวลาผ่านไปอาการจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแบ่งอาการออกได้เป็น

อาการเกี่ยวกับระบบประสาทสั่งการ เป็นอาการหลักที่จะต้องพบในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ได้แก่
อาการสั่นขณะช่วงการพัก (Resting tremor) มักเป็นอาการแรกที่ปรากฏขึ้นมา โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่นิ้วมือก่อน แล้วตามด้วยข้อมือและแขน โดยจะเป็นแค่ข้างใดข้างหนึ่ง ไม่เกิดพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง เมื่อผ่านไปหลายๆเดือน ขาและเท้าอีกข้างก็จะเริ่มมีอาการสั่นตามมา และในที่สุดก็จะเกิดอาการทั่วร่างกาย รวมทั้งบริเวณ คาง ริมฝีปาก และลิ้น ยกเว้นแต่บริเวณศีรษะและลำคอที่จะไม่เกิดอาการสั่น อาการสั่นจะเกิดขณะที่ร่างกายไม่ได้ใช้งาน เช่น ขณะนั่งพัก เมื่อเกิดอาการเครียดอาการสั่นจะแรงขึ้น (แต่ความถี่จะคงที่คือ 4-6 ครั้งต่อวินาที) เมื่อนอนหลับอาการจะหายไป นิ้วมือที่มีอาการสั่นจะมีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า Pill-rolling คือเหมือนกำลังปั้นยาลูกกลอนอยู่
การสั่นของโรคพาร์กินสันนี้จะไม่เหมือนอาการสั่นชนิดไม่มีสาเหตุที่มักพบในคนสูงอายุ (Essential tremor) ซึ่งจะมีอาการสั่นขณะที่ใช้ร่างกายทำงาน เช่น จับปาก กาเขียนหนังสือ อาการสั่นจะเป็นพร้อมๆกันทั้งซีกซ้ายและซีกขวา มีความถี่อยู่ที่ 8-10 ครั้งต่อวินาที และที่สำคัญคือหากให้แอลกอฮอล์ดื่ม อาการสั่นจะดีขึ้นชั่วคราว

เคลื่อนไหวร่างกายช้าลง (Bradykinesia) การเคลื่อนไหวร่างกายส่วนต่าง ๆ จะเกิดน้อยลงและช้าลง ได้แก่ การเคลื่อนไหวที่ใบหน้าลดลง ทำให้ผู้ป่วยมีการกระพริบตาน้อยลง การแสดงสีหน้าต่างๆลดลง ผู้ป่วยจะมีหน้าตายเหมือนใส่หน้ากากอยู่ เสียงพูดเบาลง พูดไม่มีจังหวะสูงต่ำ เมื่ออาการเป็นมากขึ้นคำพูดจะไม่ชัดเจนจนอาจฟังไม่รู้เรื่อง บางคนอาจมีน้ำลายไหลออกจากมุมปาก การเคลื่อนไหวของลำตัวและขาช้าลง ทำให้ลุกจากเก้าอี้ได้ยาก ล้มตัวลงนอนได้ลำบาก เดินช้าลง ก้าวขาสั้นลง เหมือนกำลังเดินซอยเท้า และเท้าไม่ค่อยยกจากพื้น เหมือนเดินลากเท้าอยู่ แขนไม่ค่อยแกว่ง เมื่ออาการเป็นรุนแรงขึ้น หากจะเริ่มต้นก้าวเดินอาจจะทำไม่ได้ชั่วคราว เหมือนเท้าถูกตรึงเอาไว้กับพื้น โดยเฉพาะเวลาจะเดินผ่านประตู นอกจากนี้การเคลื่อนไหวของมือและแขนที่ลดลง ทำให้ลายมือที่เขียนหนังสือเปลี่ยนไป ตัว หนังสือจะเล็กลง การใช้งานในชีวิตประจำวันอื่นๆก็ทำได้ลำบากขึ้น เช่นการไขกุญแจ การใช้ช้อนส้อมกินอาหาร การแต่งตัว นอกจากนี้อาการของ Bradykinesia ยังรวมถึง อาการที่ผู้ป่วยรู้สึกอ่อนเพลีย แขนขาไม่มีแรงด้วย
ร่างกายมีสภาพแข็งเกร็ง (Rigidity) คือหากผู้อื่นจับแขนหรือขาของผู้ป่วยแล้วขยับไปมา จะรู้สึกมีแรงต้านทานเกิดขึ้น ขยับไม่ได้ง่ายเหมือนคนปกติ
การทรงตัวขาดความสมดุล (Postural instability) ส่วนใหญ่จะพบเมื่อโรคเป็นมานานแล้ว โดยเวลาที่ผู้ป่วยยืน ช่วงลำตัวจะเอนไปด้านหน้า ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของลำตัวเอนไปด้านหน้าเช่นกัน ผู้ป่วยจึงเสี่ยงต่อการล้มได้ง่ายโดยเฉพาะเวลาเดิน
อาการทางจิตประสาท ผู้ป่วยอาจจะเกิดภาวะเหล่านี้ร่วมด้วย เช่น
ภาวะซึมเศร้า พบได้ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วย อาจพบได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ หรือในระยะหลังๆของโรคก็ได้
อาการวิตกกังวล มีความรู้สึกกระวนกระวายใจ ไม่มีความสุข
อาการทางจิต/โรคจิต เช่น จิตเภท (เห็นภาพหลอน หลงผิด)
การนอนหลับผิดปกติ โดยจะรู้สึกเฉื่อยชาและง่วงนอนในช่วงกลางวัน ในเวลากลางคืนจะนอนไม่ค่อยหลับ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอาการตัวแข็งและการเคลื่อนไหวร่าง กายที่ช้าลงที่อาจเป็นมากในช่วงกลางคืน และทำให้การขยับตัวขณะนอนหลับเป็นไปได้ลำบาก ผู้ป่วยจึงสะดุ้งตื่นเรื่อยๆ
การเรียนรู้ถดถอยลง จะพบในระยะหลังๆของการเป็นโรค ผู้ป่วยจะจดจำเรียนรู้ข้อมูลใหม่ๆได้ยากขึ้น สมาธิในการทำงานลดลง ทำงานที่มีความซับซ้อนได้ยากกว่าปกติ เช่น การจัดทำแผนงานเพื่อทำโครงการต่างๆ การบริหารงาน แต่ทักษะในการคำนวณตัวเลข และการใช้ภาษาต่างๆยังคงทำได้ดีเหมือนเดิม
อาการหลงลืม ความจำเสื่อม ส่วนใหญ่จะพบในระยะหลังๆของการเป็นโรค ซึ่งจะแตกต่างจากโรค Alzheimer’s disease ที่มีอาการพาร์กินสันร่วม ซึ่งจะมีอาการหลงลืมเป็นอาการเด่นนำมาก่อนตั้งแต่ต้น ส่วนอาการของระบบประสาทสั่งการจะไม่เด่นชัดและจะปรากฏในช่วงหลังของโรค
อาการทางระบบประสาทอัตโนมัติ ได้แก่ เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่าทาง เช่น จากนั่งเป็นยืน ทำให้เกิดอาการหน้ามืดได้ แต่จะไม่ถึงกับเป็นลมหมดสติ ท้องผูก กลั้นปัสสาวะไม่ได้ เหงื่อออกมาก เป็นต้น

มีปัญหา #สมองเสือม #ความจำเสื่อม #อัลไซเมอร์ #เส้นเลือดในสมองแตก #ปลายประสาทอักเสบ #อายุมาก #สมาธิสั้นvsไฮเปอร์ #ผลการเรียนไม่ดี #บำรุงสมอง
ปรึกษาศูนย์รู้ทันโรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์
เรามีผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ช่วยแก้ไขและป้องกัน
โทร 095 3865987 , 095 4873552 ธรรมชาติครับ
หรือ สอบถามสั่งซื้อใต้โพสต์ ได้เลย

โ ร ค ก ล้ า ม เ นื้ อ ห ด เ ก ร็ ง   #แชร์ไปได้กุศล #ปวดหัว  #ปวดคอ  #ปวดบ่า  #ปวดไหล่  #ปวดหลัง  #คอเสื่อมโดยปกติแล้วก...
09/12/2017

โ ร ค ก ล้ า ม เ นื้ อ ห ด เ ก ร็ ง
#แชร์ไปได้กุศล
#ปวดหัว #ปวดคอ #ปวดบ่า #ปวดไหล่ #ปวดหลัง #คอเสื่อม
โดยปกติแล้วกล้ามเนื้อร่างกายจะหด และคลายตัวสลับกันเป็นจังหวะ ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้อย่างราบรื่น
ถ้าเรามีพฤติกรรมทำให้กล้าเนื้อหดเกร็งนานเกินบ่อยๆ การไหลเวียนของเลือดก็จะติดขัดมีของเสียคั่งค้างอยู่ในกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการอักเสบ และกลายเป็นอาการปวดอย่างเรื้อรัง
1.หากปล่อยให้เรื้อรัง กล้ามเนื้อจะหดเกร็งจนจับตัวเป็นก้อนหรือเป็นเส้นแข็งๆ
2.เมื่อกดลงไปจะรู้สึกเจ็บมาก
3.ปวดศีรษะ ปวดก้านคอร้าวขึ้นขมับ ขึ้นกระโหลกศีรษะ หนักข้างเดียวคล้ายโรคไมเกรน
4.มีอาการปวดร้าวลงสะบัก แขนชา ลงไปจนถึงมือ และปวดบั้นเอว
5.ตื่นมาเหมือนคนตกหมอนบ่อยๆ รู้สึกขัดที่ก้านคอ พาลให้ปวดหัวตอนเช้าๆ หันคอ เอี้ยวคอไม่สุด
6.ปวดก้านคอร้าวไปที่กระบอกตา เหมือนตาจะปิดตลอดเวลา บางครั้งตาพล้ามัว มองไม่ชัด ลืมตาไม่ขึ้น และบางครั้งก็มีหูอื้อ
⭐⭐ #อาการเหล่านี้สามารถแก้ไขได้⭐⭐
ค้นพบวิธีธรรมชาติ บำบัด ดูแล ที่ต้นเหตุปัญหา...ด้วย "ดิออฟฟิศ"
#งานวิจัยที่สกัดจากธรรมชาติผสานสมุนไพรทั้ง14รายการลงในเม็ดเดียว

#จบในเม็ดเดียว

**********************************************
ปรึกษาฟรี คุณ ชาติ
095-3865987

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่ม
http://line.me/ti/p/~gdi0408

ใครที่ต้องทาน***แจ้งข่าว!!!***ผลิตภัณฑ์ Di-OFFICE (ดี ออฟฟิต)ออฟฟิต office syndromeคืออะไร?1.อาการทำงานหนักนั่งในสภาวะ เ...
21/10/2017

ใครที่ต้องทาน
***แจ้งข่าว!!!***
ผลิตภัณฑ์ Di-OFFICE (ดี ออฟฟิต)ออฟฟิต office syndrome
คืออะไร?
1.อาการทำงานหนักนั่งในสภาวะ เดิมๆในท่าเดิมๆเราจำเป็นต้องลุกเดินทุกๆ 1 ชม.
2. ปวดคอ ปวดข้อเข่า ปวดไหร่ ปวดเอว ปวดข้อต่อ
3.อ้วนลงพุง
4.นอนไม่หลับ
5.เกิดจากการนั่งท่าผิดๆทำให้กล้ามเนื้อ ตรึง เกร็ง เป็นพังพรืด
6.สาเหตุ ทำให้เกิดไมเกรน ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี
7.ความเครียดถามหา
นอนไม่หลับ สมองทำงานได้ไม่เต็ม 100%
8.ความเครียดทำลายเซลล์สมอง ระยะยาว
มีผลกระทบต่อฮอร์โมน
9.นั่งหน้าจอคอมนานๆทำให้มีผลกระทบต่อจอประสาทตา
โทรเลย 095-386-5987 ปรึกษาฟรี

นอกจากเราจะมีอุปทานหมู่ว่าถ้าคนใดคนหนึ่งหาว อีกคนต้องหาวตามแล้ว ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสงสัย นั่นคือ ทำไมเวลาเราหาว น้...
21/10/2017

นอกจากเราจะมีอุปทานหมู่ว่าถ้าคนใดคนหนึ่งหาว อีกคนต้องหาวตามแล้ว ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสงสัย นั่นคือ ทำไมเวลาเราหาว น้ำตาเราถึงไหลตาม อาการหาว กับดวงตาของเรามีความสัมพันธ์กันในจุดไหน มาหาคำตอบกันค่ะ
ทำไมเราถึงหาว?
ก่อนจะไปหาคำตอบว่าทำไมเราหาวแล้วต้องมีน้ำตาไหล เรามาดูสาเหตุที่ทำให้เราหาวกันก่อน หลายคนคิดว่าเราหาวเพราะเราง่วง อันที่จริงแล้วการหาวเป็นกระบวนการทางร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อสมองได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ จึงบังคับให้ร่างกายของเราสั่งให้หายใจเอาออกซิเจนเข้าไปลึกๆ แล้วปล่อยคาร์บอนมอนอกไซด์ที่อยู่ในร่างกายเยอะเกินไปออกมา
สาเหตุที่ทำให้สมองมีออกซิเจนน้อยลง อาจจะมาจากอาการอ่อนเพลียจากการพักผ่อนน้อย หลังทานอาหารจนอิ่มแล้วร่างกายนำออกซิเจนไปใช้ในการย่อยอาหาร และเผาผลาญพลังงาน หรือแม้กระทั่งการอยู่ที่แคบๆ ออกซิเจนน้อย ก็อาจทำให้เกิดอาการหาวได้เช่นกัน
นอกจากนี้ การหาวยังช่วยเพิ่มความเย็น ลดอุณหภูมิในสมอง ยืดเนื้อเยื่อปอด เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ กระตุ้นสารหล่อลื่นในปอด ป้องกันการทำงานของปอดล้มเหลวได้ด้วย
ทำไมหาวแล้วน้ำตาต้องไหลด้วย?
การหาวเอาอากาศเข้าไปในร่างกายเยอะๆ กะทันหัน อาจทำให้ความกดอากาศบนกล้ามเนื้อบนใบหน้าเปลี่ยนกะทันหันเช่นกัน อาจทำให้ลูกตาซึ่งเป็นส่วนที่บอบบางบนใบหน้าปรับตามไม่ทัน กระบวนการของร่างกายจึงเริ่มทำงานโดยสั่งให้ต่อมน้ำตาปล่อยน้ำตาให้ไหลมาเคลือบดวงตาเอาไว้ เพื่อให้ดวงตามีน้ำหล่อเลี้ยง ป้องกันกระจกตาเสียหาย
อีกทั้งการหาวยังเป็นการกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทั้งต่อมน้ำตา และต่อมเยื่อเมือกในโพรงจมูก หรือช่องปาก ดังนั้นนอกจากน้ำตาอาจจะไหลซึมๆ แล้ว ยังอาจเกิดน้ำมูกไหลได้ด้วยเมื่อกัน
หาวมากเกินไปไหม?
บางคนหาวหนัก หาวบ่อยมาก น้ำตาไหลเป็นทาง หรือรู้สึกหาวบ่อยจนเสียบุคลิกภาพ สังเกตได้จากการหาวมากกว่า 1 ครั้งใน 1 นาทีบ่อยๆ อาจจะลองพักผ่อนให้มากขึ้น ออกกำลังกายให้ร่างกายสดชื่นแจ่มใส อยู่ในพื้นที่ๆ อากาศถ่ายเทสะดวก ถ้าอาการหาวบ่อยยังไม่ลดลง ควรปรึกาแพทยืเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติของร่างกายได้
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :หมอชาวบ้าน
#นอนไม่หลับ #ตื่นแล้วปวดหลัง

เชื่อว่าผู้อ่านหลายคนนั้นทำงานประจำกันซะส่วนใหญ่นะครับ เป็นหนุ่มสาวออฟฟิศที่ต้องตื่นแต่เช้าเข้าทำงานในเวลาที่ทางบริษัทนั...
12/10/2017

เชื่อว่าผู้อ่านหลายคนนั้นทำงานประจำกันซะส่วนใหญ่นะครับ เป็นหนุ่มสาวออฟฟิศที่ต้องตื่นแต่เช้าเข้าทำงานในเวลาที่ทางบริษัทนั้นได้กำหนดไว้ ไม่ว่าคุณจะทำงานในตำแหน่งอะไรก็แล้วแต่ การอยู่ร่วมกันนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำงานออฟฟิศ เพราะแต่ละทีมนั้นต้องอาศัยเผื่อแผ่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
เมื่อพูดถึงการทำงานในออฟฟิศนั้น หลายคนคงนึกถึงโต๊ะทำงานที่นั่งติด ๆ กัน ตามแผนกและส่วนงานต่าง ๆ หรืออาจจะนั่งรวมกันเป็นทีม เมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษย์ออฟฟิศ หลายคนก็มาจากหลายที่หลายนิสัยย่อมแตกต่างกันออกไป ดังนั้น เราจึงต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับแต่ละคนให้ได้ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในการทำงานออฟฟิศ

การทำงานในออฟฟิศก็เปรียบเสมือนการทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนคนอื่น ๆ ที่ทำงานสิ้นเดือนเงินออก ซึ่งในการทำงานนั้นก็มีทั้งผลดีและผลเสียแตกต่างกันออกไป การทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน บางคนมีเงินเดือนสูงหน่อยก็สบายแต่สำหรับบางคนที่อาจจะมีฐานเงินเดือนที่ยังไม่มากนักนั้น ต้องรู้จักใช้เงินให้เป็นไม่งั้นละก็ อาจทำให้ในเดือนนั้นคุณมีเงินไม่พอค่าใช้จ่ายอย่างแน่นอน

มีปัญหา Office Syndrome ปรึกษาเรา
คืออาการป่วยที่เกิดจากการนั่งทำงานในออฟฟิต
• ช่วยบรรเทาหรือป้องกันอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ที่เกิดจากการนั่งนานเกินไป
• ช่วยให้สมองผ่อนคลาย ปลดปล่อยความเครียด
• ลดความเมื่อยล้าของร่างกาย ให้ร่างกายไม่เหนื่อยง่าย
• ช่วยบำรุงสายตา ลดความเมื่อยล้าของสายตา ปกป้องสายตาจากการจ้องคอมนานเกินไป
• ช่วยกระตุ้นความตื่นตัวทั้งร่างกายและสมอง ให้พร้อมทำงาน

โทร 095 3865987
แอดไลน์ nature0408

#สุขภาพ #อาหารเพิ่มพลังงาน #พลังบวก #ลดความเหนื่อยล้า

"ไมเกรน" (Migraine) เป็นโรคปวดศีรษะชนิดหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติระบบประสาทที่หลอดเลือดแดงบริเวณศีรษะซึ่งเป็นโรคเรื้อรัง...
12/10/2017

"ไมเกรน" (Migraine) เป็นโรคปวดศีรษะชนิดหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติระบบประสาทที่หลอดเลือดแดงบริเวณศีรษะซึ่งเป็นโรคเรื้อรังไม่หายขาดซึ่งอาจจะมีอาการเป็นครั้งคราว

ลักษณะที่สำคัญของไมเกรน ประกอบด้วย ส่วนใหญ่มักจะปวดศีรษะข้างเดียวประมาณ 60% หรือจะมีอาการปวดศีรษะทั้ง 2 ข้างก็ได้ โดยทั่วไปจะมีอาการปวดศีรษะนาน 4 - 72 ชั่วโมงและมักจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและเวียนศีรษะร่วมด้วย รวมถึงอาการปวดที่ไวต่อแสงหรือเสียงก็ได้

อาการปวด หัวแบบ ไมเกรน จะมีตั้งแต่ระดับปานกลางไปจนถึงมากจนกระทบกับการดำรงชีวิตประจำวัน อาจจะมีอาการปวดตุบๆ แถวขมับ หรืออาจจะจะปวดบริเวณเบ้าตา และอาจจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน อาการปวด ไมเกรนเวลาหายปวดจะหายสนิท และบางคนเวลามีอาการปวด ไมเกรน มักจะมีอาการนำมาก่อนที่จะเกิดอาการปวด เรียก Aura อาจจะเห็นแสงแวบ แสงจ้า ตาพร่ามัว ซึ่งเป็นช่วงสั้นๆ ก่อนจะมีอาการปวด

คนที่เป็นไมเกรนส่วนใหญ่จะพบการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ บริเวณบ่า และ มีจุดกดเจ็บของกล้ามเนื้อหดตัวเกร็งจนเป็นก้อนเล็กๆ 0.5 - 1.0 เซนติเมตร ( Trigger Point) บริเวณ บ่า ต้นคอ ทำให้เลือดและออกซิเจนไม่สามารถไปเลี้ยงบริเวณจุดนั้นได้ ส่งผลทำให้ไม่สามารถเลือดและออกซิเจนไม่สามารถส่งผ่านไปยังศีรษะได้เต็มที่ เมื่อเลือดไม่สามารถส่งขึ้นไปเลี้ยงที่ศีรษะ 2 ข้างไม่เท่ากัน จึงทำให้เกิดการปวดศีรษะข้างเดียว ที่เรียกว่าไมเกรน

คนที่ทำงานในสำนักงาน และนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆเป็นประจำ มีโอกาสที่จะเกิด Trigger Point ด้านขวาได้บ่อย และเป็นผลทำให้ปวดหัวไมเกรนซีกขวาได้

คนจำนวนไม่น้อยเลือกหยุดอาการไมเกรนด้วยการับประทานยา ซึ่งแม้จะได้ผลในการปวดครั้งนั้น แต่การทานยาแก้ปวดสม่ำเสมอยังมีผลข้างเคียงต่อ กระเพาะอาหาร ตับ และไตอีกด้วย หลอดเลือดอักเสบ ทำให้เมื่อหลอดเลือดขยายตัวแล้วจะเกิดอาการปวดอีกด้วย ถ้าใช้ยาประเภทนี้บ่อยๆจะเกิดโรคลูกโซ่ตามมาจากการใช้ยาแก้ปวดประเภทนี้ในวันข้างหน้าแน่นอน

ยาแก้ปวดไมเกรน ทุกชนิดมีผลต่อตับอย่างแต่นอน เมื่อตับทำงานหนักและเสื่อมลง ย่อมทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง ซึ่งย่อมให้เกิดโรคต่างๆตามมาได้อีกหลายโรค

ข้อสำคัญการรับประทานยาแก้ปวดประเภทไมเกรนเป็นประจำ จะทำให้เกิดอาการรุนแรงในการปวดครั้งๆต่อๆไปมากขึ้น และต้องพึ่งยาที่มากขึ้นหรือแรงขึ้นไปอีก จนบางครั้งอาจปวดจนถึงขั้นต้องพึ่งยาฉีดเข้าเส้นเลือดประเภทมอร์ฟีนหรือสเตอรอยด์เข้าไปด้วย

ความจริงแล้วการกินยาเป็นเพียงการรักษาปลายอาการเท่านั้น ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุ จุดกดเจ็บที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อ Trigger point ไม่ได้หายไปไหน ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปก็จะเกิดเป็นกล้ามเนื้อพังผืดเป็นวงกว้างมากขึ้นและหนามากขึ้น จากการรักษาด้วยการพึ่งพายาแก้ปวดไมเกรน และอาการไมเกรนก็จะหนักมากขึ้น

ด้วยเหตุผลนี้คนที่รักษาโรคไมเกรนจำนวนหนึ่ง จึงไปรักษาด้วยการทำกายภาพบำบัด หรือนวดกดจุดลดขนาดพังผืดบริเวณบ่า และกดเพื่อทำให้จุดกดเจ็บ Trigger Point ให้มีขนาดลดลง ตลอดจนกดจุดบริเวณบ่า คอ ไหล่ และบริเวณศีรษะด้านที่ปวด

ถ้าจะสังเกตให้ง่ายก็คือจุด Trigger Point จะอยู่บริเวณบ่าเป็นก้อนกล้ามเนื้อที่นูนออกมา หากกดลงจะมีลักษณะแข็งจึงจำเป็นต้องกดจุดเหล่านี้ให้มีขนาดเล็กลงหรือนิ่มลง บางครั้งก้อนที่แข็งมากอาจจำเป็นต้องลงศอกเสียด้วยซ้ำ

โดยเฉพาะการกดค้างศีรษะด้านบนค่อนไปข้างหน้า กดด้านที่ปวดห่างจากเส้นกึ่งกลางมา 1 นิ้ว กดค้างให้ลึก 10 วินาทีต่อครั้งแล้วปล่อยทำหลายๆครั้งจะหยุดได้แบบฉับพลัน แม้ว่าการปวดนั้นจะลามมาถึงการปวดที่เบ้าตาแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ หลายคนที่พยายามจะหลีกเลี่ยงการรับประทานยาก็ใช้วิธีอื่น เช่น การราดน้ำศีรษะด้วยน้ำเย็นต่อเนื่องกัน 5 -10 นาที, การแปะด้วยถุงเจลแช่เย็น (Cold Pad) บริเวณหน้าผากและเบ้าตา, การรีบนอนให้เร็วโดยทันทีเมื่อเริ่มมีอาการ ฯลฯ

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นการหยุดอาการปวดที่ทรมานได้ โดยไม่ต้องใช้ยา แต่ที่กล่าวมาก็ยังไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ เป็นเพียงการหยุด"ปลายอาการ" เท่านั้น!!!

เพราะโรคไมเกรนของคนส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดขึ้นในตอนวัยเด็ก และไม่ได้เกิดขึ้นเพราะกรรมพันธุ์ แต่มักจะเกิดขึ้นเมื่อโตมากขึ้นแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยภายนอก ได้หลายอย่าง เช่น

1. อาหาร พบว่าอาหารหลายชนิดที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนได้มาก เช่น นมวัว เนย ชีส ช็อคโกแลต ไวน์แดง เบียร์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถั่วบางชนิด กล้วยสุกงอม ชา กาแฟและเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน น้ำตาลเทียม ผงชูรส แอสปาแตม รวมถึงสารที่แต่งอาหารบางชนิดก็มีผลเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการ ไมเกรนได้ด้วย เช่น สารไนไตรด ไนเตรด ซึ่งจะพบในอาหารพวก เบคอน ไส้กรอก ซาเซมิ แฮม

คนส่วนใหญ่ที่เป็นไมเกรนแล้วงดอาหารที่กล่าวมาข้างต้นมักมีอาการไมเกรนลดลงอย่างเห็นได้ชัด

2. ระดับฮอร์โมน ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ เช่น ช่วงที่มีประจำเดือน รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ได้รับฮอร์โมนทดแทน และกำลังตั้งครรภ์ เป็นต้น

3. สภาพร่างกาย สภาพร่างกายที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ เช่น นอนไม่พอ เครียด ทำงานหนักมากเกินไป ท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม มีลักษณะงานที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวต่อเนื่องนานๆ (รวมถึงการเกร็งตัวจากการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน) และอดอาหาร เป็นต้น

4. การออกกำลังกาย การออกกำลังกายที่มากเกินก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการกำเริบของอาการปวดหัวไมเกรนได้

5. สภาวะแวดล้อม สภาวะแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ เช่น อาการร้อนหรือหนาวจัด แสงแดดจ้า กลิ่นไม่พึงประสงค์บางอย่าง เช่น กลิ่นบุหรี่หรือกลิ่นน้ำหอม เป็นต้น

6. ยาและสารเคมีบางชนิด ยาและสารเคมีบางชนิดกระตุ้นให้เกิดการปวดศีรษะได้ เช่น nitroglycerine, Hydralazine, Histamine, Resepine เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่ปวดหัวไมเกรน ไซนัส จำนวนมากมีประวัติกินยาแก้อักเสบ ยากแก้แพ้ และ ยาลดน้ำมูกเป็นประจำ

จะเห็นได้ว่าโรคไมเกรนส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมของเราเองส่วนหนึ่งที่ผิดไปจากธรรมชาติ และเกิดจากสภาวะแวดล้อมอีกส่วนหนึ่ง

ดังนั้นเมื่อโรคนี้เกิดจากพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม การแก้ไขที่ตรงจุดจึงย่อมไม่ใช่การรับประทานยาแก้ปวด แต่ต้องพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมและหลีกเลี่ยงสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะกับตัวเองน่าจะถูกต้องกว่า

หรือไม่ก็ต้องรู้จักปรับสมดุลให้เหมาะสมกับพฤติกรรมและสภาวะแวดล้อมที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้

แต่หลายคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นได้และต้องการหายขาด เท่าที่ได้พบเห็นก็ดูเหมือนว่าการรักษายังคงมีอีกหลายวิธีที่เป็นการแพทย์ทางเลือก เช่น การดื่มน้ำปัสสาวะบำบัด, การฝังเข็ม, การดีท็อกซ์, การรับประทานอาหารสมดุลร้อน-เย็น, การล้างพิษตับ, การนั่งสมาธิ ฯลฯ

ด้วยพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมของคนในยุคนี้เปลี่ยนไป ทำให้โรคปวดหัว ไมเกรนนับวันจะมีคนเป็นมากขึ้น เป็นโรคที่ปวดแล้วทรมาน หากรู้จักแนวทางในการป้องกันและรักษาตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้ยา ก็จะพบว่าความถี่ในการเกิดโรคไมเกรนจะค่อยๆทิ้งช่วงนานขึ้น ปวดน้อยลง และหายได้ในที่สุด

แม้ความจริงจะมีรายละเอียดอยู่มากในการอธิบายเหตุผลในทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็ขอเขียนอธิบายมาโดยสรุปพอสังเขปให้เหมาะกับพื้นที่นี้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ช่วยกันทำบุญแบ่งปันข้อมูลนี้ เพื่อคลายทุกข์ให้กับคนที่ทรมานจากโรคนี้ต่อไป

#หยุดไมเกรน #ดีออฟฟิช #ปรึกษา0953865987

 #เมื่อไหร่จึงเรียกว่านอนไม่หลับ ?เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ต้องขออธิบายให้รู้ว่าการนอนไม่หลับนั้นไม่ใช่โรค แต่นับ...
12/10/2017

#เมื่อไหร่จึงเรียกว่านอนไม่หลับ ?

เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ต้องขออธิบายให้รู้ว่าการนอนไม่หลับนั้นไม่ใช่โรค แต่นับเป็นปัญหาการนอนที่ไม่เพียงพอ ทำให้เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น โดยอาจส่งผลกระทบต่อหน้าที่ การทำงาน และความสัมพันธ์ต่อผู้อื่นได้ ซึ่งหลายๆ คนก็อาจมีความรู้สึกเมื่อนอนไม่หลับได้หลายรูปแบบ เช่น นอนหลับยาก ต้องใช้เวลานานถึงจะหลับ , นอนหลับไม่สนิท , นอนหลับๆ ตื่นๆ , นอนเร็วกว่าปกติ , ตื่นนอนแล้วไม่สดชื่น เหมือนไม่ได้หลับ เมื่อเกิดอาการนี้มากๆ เข้า หลายคนก็หมกมุ่นอยู่กับอาการของตนจนไม่เป็นอันทำอะไร

ปัญหาการนอนไม่หลับนั้นแบ่งออกได้เป็นหลายแบบ ขึ้นอยู่กับระยะเวลา ดังนี้ ..

การนอนไม่หลับแบบชั่วคราว
การนอนไม่หลับแบบเป็นๆ หายๆ
การนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง
การนอนไม่หลับส่งผลกระทบอย่างไร ?

คุณภาพชีวิตที่ดีลดลง
อัตราของการขาดงานเพิ่มขึ้น
ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง
ความสามารถในการดำเนินชีวิตลดลง
อาจเกิดประสบอุบัติเหตุได้ง่าย ซึ่งมีรายงานว่า หากขับรถ โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.5 เท่า
มีการใช้บริการทางแพทย์สูงขึ้น อันเนื่องมาจากปัญหาด้านสุขภาพ เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เฉื่อยชา รู้สึกไม่สดชื่น หงุดหงิด ขาดสมาธิ เป็นต้น
การนอนไม่หลับ ในผู้ที่เคยป่วยเป็นโรคทางจิตเวช มีรายงานพบว่าอาจเสี่ยงต่อการเป็นซ้ำอีก รวมถึงเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้นในผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้าด้วย
สาเหตุของการนอนไม่หลับ

สาเหตุของการนอนไม่หลับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตใจ (Psychologic Causes of Insomnia) จากการเก็บข้อมูลพบว่าผู้ป่วยที่มีอาการนอนไม่หลับส่วนใหญ่มักเกิดจากอาการที่ส่งผลกระทบต่อเรื่องของจิตใจ อาทิ โรคเครียด โรคซึมเศร้า โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้ถึงร้อยละ 70 จะมีอาการนอนไม่กลับเป็นอาการหลักๆ
2. สาเหตุของการนอนไม่หลับที่มีปัจจัยที่เข้าไปกระตุ้นให้เกิดการนอนไม่หลับ (Precipitating Factors of Transient Insomnia) ซึ่งมักจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว อาทิ

Adjustment Sleep Disorder เป็นภาวะนอนไม่หลับที่เกิดจากสิ่งกระตุ้นที่เพิ่งเกิด เช่น ผลจากความเครียด , การเจ็บป่วย , การผ่าตัด , การสูญเสียของรัก , เรื่องงาน ซึ่งเมื่อใดที่สิ่งกระตุ้นเหล่านี้หาย อาการนอนไม่หลับจะกลับสู่สภาวะปกติ
Jet Lag มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่เดินทางบินข้ามเขตเวลา ทำให้ร่างกายต้องเปลี่ยนเวลานอนจนปรับตัวไม่ทัน เป็นเหตุให้นอนหลับยาก
Working Conditions เป็นผลมาจากการที่ต้องเข้างานเป็นกะ ทำให้นาฬิกาชีวิตเสียไป จนทำให้ต้องนอนไม่เป็นเวลา
Medications อาการนอนไม่หลับที่เกิดจากการใช้ยา หรือเครื่องดื่ม เช่น ยาลดน้ำมูก , กาแฟ
3. สาเหตุของการนอนไม่หลับที่เกิดจากโรค (Medical and Physical Conditions) ซึ่งบางโรคก็เป็นเหตุที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ อาทิ

โรคบางโรคเมื่อขณะเกิดจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการนอนไม่หลับ เช่น โรคหอบหืด , โรคหัวใจวาย , โรคภูมิแพ้ , โรคสมองเสื่อม , โรคพาร์คินสัน , โรคคอพอกเป็นพิษ
ผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน Progesteron เมื่อฮอร์โมนตัวนี้สูงขึ้นก็จะทำให้ง่วงนอนในช่วงไข่ตก แต่ในช่วงที่ประจำเดือนใกล้มาจะมีฮอร์โมนน้อย อาจทำให้มีอาการนอนไม่หลับ อีกทั้งเมื่อคุณสาวๆ กำลังตั้งครรภ์ในระยะแรกๆ และระยะใกล้คลอดก็จะมีอาการนอนไม่หลับเช่นกัน เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน รวมถึงช่วงแรกของผู้หญิงเมื่อเข้าสู่วัยทอง ก็จะมีอาการนอนไม่หลับเช่นกัน
การเปลี่ยนเวลานอน Delayed Sleep-Phase Syndrome ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ อาทิ เมื่อถึงเวลานอนแต่ไม่ได้นอน ทำให้ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ทัน
4. สาเหตุของการนอนไม่หลับที่เป็นปัจจัยเสริม (Perpetuating Factors) มีหลายภาวะที่เสริมส่งให้การนอนไม่หลับเกิดได้ง่ายมากขึ้น

Psychophysiological Insomnia เกิดจากการนอนก่อนเวลาทำให้นอนไม่หลับ เรียกว่า Advanced sleep phase Syndrome ทำให้คนๆ นั้นพยายามที่จะต้องนอนให้หลับ กระสับกระส่าย พลิกตัวไปมา ไม่ผ่อนคลายจนเกิดการสะสมแล้วกลายเป็นความเครียด โดยผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีลักษณะชีพจรเต้นเร็ว ตื่นง่าย อุณหภูมิร่างกายจะสูงกว่าปกติ
นอนไม่หลับจากสารบางชนิด อาทิ สุรา กาแฟ ซึ่งการดื่มกาแฟ หรือสุราในช่วงกลางวันถึงกลางคืนอาจจะทำให้นอนไม่หลับ ถ้าไม่นับรวมว่าการดื่มสุราแค่เพียงจิบ หรือเพียงเล็กน้อยก่อนนอนจะช่วยลดความเครียด ทำให้นอนได้หลับดีขึ้นได้ แต่ถ้าหากดื่มมากเกินไปก็จะทำให้หลับได้ไม่นาน ตื่นง่าย เมื่อถึงช่วงอดสุราก็จะมีปัญหาหลับยาก รวมถึงผู้ที่สูบบุหรี่จะนอนหลับประมาณ 3 - 4 ชั่วโมงแล้วตื่น อันเนื่องมาจากมีระดับ Nicotin ที่ลดลง
ระดับ Melatonin ลดลง ส่วนใหญ่ Melatonin จะมีมากในเด็กและลดลงในวัยผู้ใหญ่หลังช่วงอายุ 60 ปี มีส่วนให้เกิดอาการนอนหลับยาก
ปัจจัยจากแสงก็มีส่วนให้เกิดอาการนอนหลับยาก จากความรู้เบื้องต้นว่าแสงจะกระตุ้นให้ร่างกายเราตื่น ถึงแม้ว่าจะหรี่แสงลงแล้วก็ตาม
การนอนไม่หลับในวัยเด็ก พ่อแม่ให้เวลานอนลูกไม่สม่ำเสมอจะทำให้เด็กนอนไม่หลับในตอนโต
การออกกำลังกายในช่วงก่อนนอนและการทำงานที่ทำให้เกิดความเครียดในช่วงก่อนนอน
การนอนและการตื่นที่ไม่เป็นเวลา
สิ่งแวดล้อมภายในห้องนอนไม่เหมาะสม เช่น มีอุณหภูมิที่ร้อน หรือหนาวจนเกินไป เสียงดังเกินไป รวมถึงลักษณะการนอนของคนใกล้ชิด อย่าง นอนดิ้น หรือนอนกรน เป็นต้น
8 วิธีแก้อาการนอนไม่หลับ :

1. จัดห้องนอนให้เหมาะสมแก่การนอน เช็ครอบห้องให้ดี อย่าให้มีเสียงรบกวนแทรกเข้ามาได้ ควรปรับอุณหภูมิห้องให้เหมาะสมไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป สำคัญเลยคือ ห้องนอนควรมืดสนิท เพื่อการนอนหลับที่ดี มีประสิทธิภาพ

2. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หลังช่วงบ่ายจนถึงช่วงก่อนนอน

3. ก่อนนอน ดื่มนมอุ่นๆ สักแก้ว จะช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น

4. ไม่ควรงีบหลับในตอนกลางวัน เพราะอาจรบกวนการนอนในยามค่ำคืนได้ ถ้าง่วงจนทนไม่ไหวจริงๆ ก็อย่างีบหลับเกิน 1 ชั่วโมงเป็นอันขาด

5. นอนให้เพียงพอ อย่านอนมากเกินไป หลังตื่นนอนควรลุกออกจากเตียง แล้วเดินไปสูดอากาศยามเช้าซะดีกว่า

6. เข้านอน และตื่นนอนให้เป็นเวลา ทำให้ติดเป็นนิสัย ไม่ใช่ว่าคืนนี้นอนดึก พรุ่งนี้ขอตื่นสายสักนิดได้ไหม? ตอบเลยว่า ไม่ได้ ไม่งั้นอาจจะกระทบกับเวลานอน ทำให้อาการนอนไม่หลับกลับมาอีก

7. ถ้านอนไม่หลับเกิน 15-20 นาที ควรลุกออกจากเตียงมาหากิจกรรมอย่างอื่นทำ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือวิชาการหรือธรรมมะ น่าจะช่วยให้รู้สึกง่วงได้ไม่น้อย หลีกเลี่ยงการดูโทรทัศน์หรือเล่นคอมพิวเตอร์ เพราะแสงจากจอ จะกระตุ้นให้สมองตื่นตัวได้

8. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30-45 นาที 3-4 วันต่อสัปดาห์ การออกกำลังกายจะช่วยลดความตึงเครียดทางอารมณ์และร่างกายได้ หากออกกำลังกายในช่วงเช้า และเย็นได้ผลดีที่สุด ไม่ควรออกกำลังกายตอนดึก หรือใกล้เวลานอน เพราะอุณหภูมิในร่างกายจะสูงขึ้นและไปกระตุ้นสมองให้ทำงาน จะทำให้เราหลับยากกว่าเดิม



#นอนไม่หลับ #ปวดไมเกรน #ดีออฟฟิช #ปรึกษา0953865987

ที่อยู่

Bangkok
10510

เบอร์โทรศัพท์

+66953865987

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Droprich โปรเจคสร้างรายได้ สำหรับทุกคนผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Droprich โปรเจคสร้างรายได้ สำหรับทุกคน:

แชร์

ประเภท