Pawawit Stock Comment

Pawawit Stock Comment My Blog @ http://www.pawawit.com เพจนี้สร้างขึ้นมาเพื่อ แบ่งปัน ‘ความรู้ และ มุมมอง’ ในการลงทุนในตลาดหุ้น

โดย ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

29/05/2026

‘เรามักเข้าใจกันผิดว่า ต้องทำงานให้เยอะ ทำให้หนักจึงจะประสบความสำเร็จ’ …แต่ในความเป็นจริง การทำงานให้หนัก ให้เยอะ มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นของทางสู่ความสำเร็จ …ส่วนก้าวต่อไป คือการทำให้เบา แล้ววางสินทรัพย์ให้ทำงานแทนให้มากที่สุด …สินทรัพย์ที่วางในจุดที่ใช่ คืออิสรภาพ

#ภาววิทย์

25/05/2026

การฝึกเป็นคนรวย จริงๆ เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ทุกคน …ยังไง ? …การเริ่มเป็นคนรวย คือ การจัดการรายจ่าย ให้น้อยกว่ารายได้เสมอ …เริ่มตั้งแต่เราเป็นเด็ก ใช้ค่าขนมให้พอ แล้วมีเหลือเก็บ …พอทำงานให้เงินเดือนให้เหลือแล้วไปลงทุน ..เอาตรงๆ มันไม่ได้ต้องยิ่งใหญ่เปลี่ยนโลก

#ภาววิทย์

23/05/2026

‘7 เหตุผล ที่ทำไมตลาดหุ้นไทย กำลังอยู่ใน Lost Decade เหมือนญี่ปุ่น 30 ปีที่ผ่านมา (แค่เราอาจจะออกเร็วกว่านิดนึง)’

มุมมองเรื่อง "Lost Decade" (ทศวรรษที่สูญหาย) ของตลาดหุ้นไทย เป็นประเด็นที่สะท้อนความจริงเชิงโครงสร้างได้อย่างตรงไปตรงมา

หากเรานำภาพลายเส้นประวัติศาสตร์ของดัชนี Nikkei 225 หลังปี 1990 มาทาบกับ SET Index ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นสัญญาณเตือนภัยที่คล้ายกันอย่างน่าตกใจ

นี่คือ 7 เหตุผล ที่อธิบายว่าทำไมตลาดหุ้นไทยจึงกำลังเผชิญหน้ากับสภาวะ Lost Decade เหมือนที่ญี่ปุ่นเคยเจอมาตลอด 30 ปี แต่ในความจืดชืดนั้น ก็ยังมี "แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์" ที่ทำให้เราอาจจะหลุดพ้นได้เร็วกว่านิดนึงครับ

1. โครงสร้างเศรษฐกิจแบบ "Old Economy" (ขาด S-Curve ใหม่)

ตลาดหุ้นไทยขับเคลื่อนด้วยหุ้นกลุ่มพลังงาน ธนาคาร ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจยุคเก่าที่เติบโตตามวัฏจักรและโครงสร้างประชากร เช่นเดียวกับญี่ปุ่นในยุค 90s ที่เต็มไปด้วยธนาคารพาณิชย์และอุตสาหกรรมหนักแบบดั้งเดิม เมื่อโลกเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค Technology & AI ตลาดหุ้นไทยกลับไม่มีหุ้นกลุ่ม Big Tech หรือนวัตกรรมระดับโลกที่เป็นตัวลากดัชนี (Growth Driver) เหมือนอย่างฝั่งอเมริกาหรือไต้หวัน

2. กับดักสังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-Aged Society)

ญี่ปุ่นคือต้นตำรับของปัญหานี้ และไทยกำลังเดินตามรอยแบบ Fast-forward เมื่อประชากรส่วนใหญ่เริ่มเข้าสู่วัยเกษียณ กำลังซื้อในประเทศจะหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ คนไม่อยากบริโภคเพิ่ม เม็ดเงินออมถูกย้ายไปอยู่ในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำเพื่อเน้นความปลอดภัย โครงสร้างประชากรแบบนี้ทำให้ GDP Growth ของประเทศโตต่ำ (เฉลี่ย 1-3%) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS Growth) ที่โตไม่ไหว

3. "อาการฝืดเคือง" จากหนี้ครัวเรือนที่สูงลิ่ว

ความต่างคือ ญี่ปุ่นในอดีตเผชิญกับภาวะเงินฝืด (Deflation) จากราคาประทับตราที่นิ่งสนิท แต่ของไทยเป็น "ฝืดเคืองเชิงโครงสร้าง" ที่ขับเคลื่อนด้วยหนี้ครัวเรือนที่ทะลุ 90% ของ GDP เมื่อเงินเดือนส่วนใหญ่ของประชากรต้องเจียดไปผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และหนี้บริโภค เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจริงจึงเหือดแห้ง ส่งผลให้หุ้นกลุ่ม Mass Market หรือสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดหุ้นทำกำไรได้ยากขึ้น

4. เม็ดเงินต่างชาติ (Foreign Funds) ไหลออกต่อเนื่อง

ญี่ปุ่นเคยเจอช่วงที่ต่างชาติลดน้ำหนักการลงทุนเพราะมองไม่เห็น Growth เช่นเดียวกับ SET Index ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่เจอกระแส Net Sell จากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง เงินทุนทั่วโลกเลือกที่จะไหลไปหาประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูง (เช่น อินเดีย, เวียดนาม) หรือประเทศที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี (เช่น สหรัฐฯ) ทำให้ตลาดหุ้นไทยขาดสภาพคล่องก้อนใหญ่ในการดัน Valuation ให้พรีเมียม

5. การเติบโตแบบ "กระจุกตัว" และปัญหาทุนผูกขาด

ผลประกอบการของตลาดหุ้นไทยพึ่งพากลุ่มทุนใหญ่ไม่กี่ตระกูล/ไม่กี่บริษัท การแข่งขันในประเทศค่อนข้างเบ็ดเสร็จ ทำให้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก (Mid-Small Caps) เติบโตขึ้นมาทดแทนได้ยาก (ขาด Dynamic เติบโต) เมื่อบริษัทใหญ่ถึงจุดอิ่มตัว (Saturation Point) และไม่สามารถขยายองคาพยพไปต่างประเทศได้อย่างโดดเด่น ภาพรวมของดัชนีจึงดูเหมือนย่ำอยู่กับที่

6. ตลาดขาดเสน่ห์ในเชิง Valuation (ถูกแต่ไม่ดึงดูด)

คำว่า "Value Trap" หรือกับดักหุ้นถูก เกิดขึ้นกับญี่ปุ่นมานาน และกำลังเกิดกับไทย หุ้นไทยหลายตัวมี P/E ต่ำ มี Dividend Yield ที่ดูดี แต่อนาคตไม่มีการเติบโต (No Growth, Just Dividend) นักลงทุนยุคใหม่ยอมจ่ายพรีเมียมให้หุ้น P/E 40 เท่าที่มี Growth ดีกว่าซื้อหุ้น P/E 10 เท่าที่กำไรเท่าเดิมไปอีก 10 ปี ทำให้เม็ดเงินลงทุนในประเทศเองก็เริ่ม "Fly to Quality" ออกไปลงทุนต่างประเทศกันมากขึ้น

7. กฎเกณฑ์และธรรมาภิบาลที่ต้องยกเครื่อง
ความเชื่อมั่นคือหัวใจของตลาดทุน

ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยเผชิญกับประเด็นเรื่อง Short Sell, Program Trading, และปัญหาธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนบางแห่ง ซึ่งคล้ายกับช่วงที่ญี่ปุ่นต้องปฏิรูปโครงสร้างตลาดทุน (Corporate Governance Reform) เพื่อดึงความเชื่อมั่นกลับมา การแก้ไขที่ช้าทำให้เงินทุนเลือกที่จะ "Wait and See" อยู่ข้างนอก

💡 ทำไมเราอาจจะ "ออกจากอุโมงค์" ได้เร็วกว่าญี่ปุ่น?

แม้ภาพจะดูอึมครึม แต่บทเรียนจากญี่ปุ่นบอกเราว่า Lost Decade ไม่ได้แปลว่าไม่มีโอกาส และไทยมีปัจจัยหนุนบางอย่างที่อาจทำให้เราฟื้นตัวได้เร็วกว่า 30 ปีของญี่ปุ่น:

ความยืดหยุ่นและการเปิดรับทุนต่างชาติในฐานะทางผ่าน: ไทยยังคงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในอาเซียนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Data Center จากทั้งจีนและสหรัฐฯ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่เข้ามาเร็วกว่ายุคที่ญี่ปุ่นต้องสร้างทุกอย่างเองจากศูนย์

ทางลัดสู่อินเตอร์ (Global Diversification): บริษัทจดทะเบียนไทยขนาดใหญ่ไหวตัวทันและเริ่มออกไปทำมาหากินต่างประเทศ (M&A ในต่างแดน) มากขึ้น ซึ่งหมายความว่า "หุ้นไทยบาตัว อาจไม่ได้หากินแค่กับเศรษฐกิจไทย"

บทเรียนสำเร็จรูปจากญี่ปุ่น: ตลาดทุนไทยและภาครัฐไม่ต้องเดาทางเอง เราสามารถแกะสูตรความสำเร็จของญี่ปุ่น (เช่น การทำ Governance Reform หรือการกดดันให้บริษัทเพิ่ม ROE และมูลค่าหุ้นเหมือนที่ตลาดหุ้นโตเกียวทำสำเร็จในช่วงปี 2023-2024) มาปรับใช้ได้ทันที

สรุปในมุมนักลงทุน:

ในสภาวะ Lost Decade ดัชนีภาพใหญ่ (Index) อาจจะน่าเบื่อและไซด์เวย์ยาวนาน แต่ภายใต้ผิวน้ำ มันคือยุคทองของ "Stock Picking" การเลือกหุ้นรายตัวที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง มีปันผลสม่ำเสมอ และฉลาดพอที่จะเติบโตออกนอกประเทศ คือกลยุทธ์ที่จะชนะในทศวรรษแห่งการคัดท้ายนี้ครับ

#จัดไป

23/05/2026

มีคนถามว่า ทำไมผมชอบคิดแบบสวนกระแส ..ถ้าคนชอบอะไรกัน ผมจะตั้งแง่ ตรงข้าม …‘พูดง่ายๆ มึงชอบสวนคนอื่น ทำไมวะ ?’ …เอาตรงๆ นะ ถ้าสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดและทำตามกันมันถูก แปลว่า คนส่วนใหญ่ต้องรวยและสำเร็จในชีวิต ใช่ไหม ? ..มันไม่ใช่ไง นั่นแหละ ผมถึงต้องสวน !!

#ภาววิทย์

Live สด ละจร้า !!
20/05/2026

Live สด ละจร้า !!

คิดแบบภาววิทย์ | 8 ข้อ สรุปหลักคิด การลงทุนในแบบ Charlie Mungerเส...

20/05/2026

‘เป็นงานวิจัยที่น่าสนใจ …มันเหมือนคนเราถูกกำหนดมาอยู่แล้ว ว่าชีวิตจะเป็นยังไงตั้งแต่เกิด

…อันนี้ไม่ได้พูดเรื่องดวง แต่เป็นการถูกกำหนดโดย สภาพแวดล้อม สังคม ให้แต่ละ GEN ต้องคิดและทำคล้ายๆ กัน‘

…อย่างเช่นงานวิจัยนี้ ที่แทบสรุปได้เลยว่า คนยุคก่อน มักรวยเร็วกว่า เพราะ เน้นสะสมสินทรัพย์ และใช้เงินน้อย แถมสร้างตัวในช่วงราคาสินทรัพย์อย่างที่ดิน ขึ้นมหาศาล ก็เลย Make Sense ที่จะทำแบบนั้น ‘ตัวตนคือสะสมความม้่งคั่ง ผ่านทรัพย์สินที่ครอบครอง’

คนรุ่นใหม่ โตมาในยุคที่อะไรๆ ก็แพง เลยเอาเงินมาใช้ซื้อประสบการณ์แทน …ทำให้เศรษฐกิจ Lifestyle เติบโตอย่างก้าวกระโดด เกิดระบบเศรษฐกิจใหม่ ‘คนรุ่นก่อน อาจจะกล้าซื้อของแพง แต่เด็กรุ่นใหม่ กล้ากินกาแฟและขนมแพงกว่า’ ‘ตัวตนคือ ประสบการณ์ที่มากกว่า และ ชีวิตที่ยืดหยุ่นกว่า‘

ใช่!! แต่ละ GEN เขาก็แค่เลือก วิถีชีวิต การหาเงิน การใช้เงิน ให้เหมาะกับช่วงเวลานั่นเอง

>

หากเรานำแนวคิดเรื่องวิธีใช้เงิน ค่านิยม และสภาพเศรษฐกิจมาเชื่อมโยงกัน เราจะเห็นผลลัพธ์ปลายทางที่ชัดเจนมากครับว่า แต่ละ Generation จะลงเอยด้วยการมี "ทรัพย์สิน (Wealth)" และ "ต้นทุนชีวิต (Experience/Things)" ในรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างไร

นี่คือการประเมินภาพรวม (โดยเฉลี่ย) ของแต่ละ Gen พร้อมช่วงอายุอัปเดตล่าสุด ณ ปี 2026 ครับ

1. Silent Generation (อายุ 81 – 98 ปี)

ระดับความรวย (Wealth): รวยมาก (ในแง่เงินเก็บและอสังหาริมทรัพย์) แต่อาจไม่ได้ส่งผลต่อระบบหมุนเวียนเศรษฐกิจแล้ว เพราะเน้นเก็บออมและล็อกเงินไว้ในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด

ปริมาณ "ของ" (Things): ปานกลาง-น้อย เป็นของเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางจิตใจ ไม่เน้นของฟุ่มเฟือย

ปริมาณ "ประสบการณ์" (Experience): น้อยที่สุด ในเชิงการบริโภคยุคใหม่ แต่สูงในแง่ประสบการณ์ชีวิตและประวัติศาสตร์

2. Baby Boomer (อายุ 62 – 80 ปี)

ระดับความรวย (Wealth): รวยมากที่สุด (มั่งคั่งที่สุดในระบบเศรษฐกิจ) เนื่องจากสะสมทุนในยุคที่เศรษฐกิจโตแบบก้าวกระโดด ได้อานิสงส์จากราคาที่ดินและหุ้นที่เติบโตหลายสิบเท่าตัวในอดีต

ปริมาณ "ของ" (Things): เยอะมาก มักมีบ้านหลังใหญ่ มีที่ดิน หรือสิ่งของสะสมที่แสดงถึงความสำเร็จ

ปริมาณ "ประสบการณ์" (Experience): ปานกลาง เริ่มมาใช้เงินท่องเที่ยวหรือดูแลสุขภาพจริงจังในช่วงวัยเกษียณ แต่เป็นการบริโภคประสบการณ์แบบสำเร็จรูปและเน้นความสะดวกสบาย

3. Gen X (อายุ 46 – 61 ปี)

ระดับความรวย (Wealth): รวยมาก (กำลังซื้อและรายได้จากการทำงานสูงที่สุด ณ ปัจจุบัน) เป็นกลุ่มที่เป็นผู้บริหารระดับสูง เจ้าของกิจการ หรือนักลงทุนหลักในตลาด ทรัพย์สินอยู่ในช่วงพีกที่สุดของชีวิต

ปริมาณ "ของ" (Things): เยอะที่สุด ยอมจ่ายเพื่อวัตถุสิ่งของระดับพรีเมียม รถยนต์ นาฬิกา ของสะสม บ้าน และอุปกรณ์งานอดิเรกราคาแพง เพื่อสะท้อนความสำเร็จและสถานะ

ปริมาณ "ประสบการณ์" (Experience): ปานกลาง-สูง ได้รับประสบการณ์จากการเดินทางและการใช้ชีวิตที่เน้นความพรีเมียม สบาย และเอ็กซ์คลูซีฟ

4. Gen Y / Millennials (อายุ 30 – 45 ปี)

ระดับความรวย (Wealth): ปานกลาง (รวยช้ากว่า Gen X ในช่วงอายุเท่ากัน) แม้จะมีรายได้ดีแต่ต้องเผชิญกับค่าครองชีพและราคาอสังหาริมทรัพย์ที่สูงลิ่ว ทำให้การสะสมความมั่งคั่งในรูปของ "สินทรัพย์ขนาดใหญ่" ทำได้ยากขึ้น เงินส่วนใหญ่ถูกกระจายไปกับการใช้ชีวิต

ปริมาณ "ของ" (Things): น้อย เน้นการเช่า (Subscription Economy) หรือซื้อเฉพาะของที่จำเป็นต่อไลฟ์สไตล์ (เช่น Gadget, สินค้า Apple) ไม่นิยมสะสมของชิ้นใหญ่ที่ย้ายยาก

ปริมาณ "ประสบการณ์" (Experience): เยอะที่สุด พวกเขาแลกเงินกับการเดินทาง คอนเสิร์ต ร้านอาหาร คอร์สเรียน และการเปิดโลกกว้าง ทำให้เป็น Gen ที่มีความทรงจำและเรื่องราวชีวิตที่หลากหลายและเข้มข้นที่สุด

5. Gen Z (อายุ 14 – 29 ปี)

ระดับความรวย (Wealth): น้อย-ปานกลาง (กำลังสร้างตัว) กลุ่มที่โตสุดเพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่กี่ปี ส่วนกลุ่มเล็กยังเรียนอยู่ อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เข้าใจเทคโนโลยีและการลงทุนเร็ว บางกลุ่มอาจสร้างตัวได้เร็วมาก (เช่น อายุน้อยร้อยล้าน) แต่ภาพรวมเฉลี่ยยังอยู่ในช่วงสะสมทุน

ปริมาณ "ของ" (Things): น้อยมาก เน้นความ Minimalist ซื้อเฉพาะเสื้อผ้าแฟชั่นหรือไอเทมที่บ่งบอกตัวตน แฟชั่นมือสอง หรือของที่ซื้อง่ายขายคล่อง

ปริมาณ "ประสบการณ์" (Experience): เยอะ (ในงบที่จำกัด) เป็นประสบการณ์ประเภทลุยๆ Local เข้าถึงง่าย เน้นเสพศิลปะ วัฒนธรรม หรือประสบการณ์บนโลกออนไลน์ (Gaming/Community)

6. Gen Alpha (อายุ ต่ำกว่า 14 ปี)

ระดับความรวย (Wealth): ยังไม่มีทรัพย์สินตัวเอง แต่เป็น "ทายาท" ที่จะได้รับมรดกตกทอด (Wealth Transfer) ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จากรุ่นปู่ย่า (Boomer) และพ่อแม่ (Gen Y)

ปริมาณ "ของ" (Things): เยอะ (แต่เป็นดิจิทัล) ในโลกจริงอาจมีของเล่นน้อยลง แต่ในโลกเสมือนพวกเขามี Asset (สกิน, ไอเทมเกม) เพียบ

ปริมาณ "ประสบการณ์" (Experience): สูงมากในรูปแบบ Phygital เป็น Gen ที่ได้สัมผัสเทคโนโลยี AI โลกเสมือน และการเรียนรู้แบบ Interactive ตั้งแต่ลืมตาดูโลก

สรุปสมการความมั่งคั่งและต้นทุนชีวิต
หากสรุปในเชิง First Principles ค่านิยมที่ต่างกันส่งผลต่อผลลัพธ์ในชีวิตดังนี้ครับ:

Gen อดีต (Silent / Boomer / X) ดำเนินชีวิตด้วยสมการ: เงินทำงาน > ซื้อสินทรัพย์/วัตถุ > เกิดความมั่นคง

ผลลัพธ์: ลงเอยด้วยการเป็นกลุ่มที่ "รวยมาก และ ของเยอะ" แต่ประสบการณ์ชีวิตอาจจะกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกรอบความสำเร็จแบบเดิมๆ

Gen ปัจจุบันและอนาคต (Y / Z / Alpha) ดำเนินชีวิตด้วยสมการ: เงินทำงาน > ซื้อประสบการณ์/ตัวตน > เกิดความสุขและความยืดหยุ่น

ผลลัพธ์: ลงเอยด้วยการเป็นกลุ่มที่ "รวยช้ากว่า ของน้อยกว่า แต่ประสบการณ์ชีวิตสูงมาก" มีความยืดหยุ่นพร้อมปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนไปได้ดีกว่าครับ

#จัดไป

16/05/2026

“อิสรภาพ” ไม่ได้เกิดจาก การทำอะไรได้ตามใจตัวเอง …แต่อิสรภาพเป็นผลลัพธ์ ที่เกิดจากการมีระเบียบวินัยเข้มข้น สม่ำเสมอ

"Only the disciplined ones in life are free. If you are undisciplined, you are a slave to your moods and your passions."

— Eliud Kipchoge

มาแว้ว !!
13/05/2026

มาแว้ว !!

คิดแบบภาววิทย์ | 8 จุด ที่ทำให้ Berkshire จาก ธุรกิจสิ่งทอที่ใกล้ล้...

09/05/2026

นักลงทุนระยะยาวส่วนใหญ่จะเป็นคนประหยัด…หามากใช้น้อยเหลือเท่าไหร่ก็ใส่ลงทุนเพิ่ม…ที่เราเห็นเขาใช้เงิน ก็เมื่อเวลาที่เขาชนะแล้ว…เพราะเกมยาว มันคือการปลูกต้นไม้ใหญ่ ที่ระหว่างทางต้องอดทน อดออม แต่พอถึงวันที่มันออกผล …มันจะมากจนใช้ไม่หมด นั่นแหละ การลงทุนระยาวที่แท้จริง

#ภาววิทย์

Live ละครับ
06/05/2026

Live ละครับ

คิดแบบภาววิทย์ | 7 ข้อคิด การลงทุนแบบ Howard Marks เสริม...ความรู้ Oaktree ในไทย Private Credit สำหรับรายการนี้ถามได้ทุกประเด็น (แต่ข....

ที่อยู่

Bangkok
10900

เบอร์โทรศัพท์

+66631910816

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Pawawit Stock Commentผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์