24/11/2025
ย้อนกลับไปเมื่อสามสี่ปีก่อน โลกการเงินและการลงทุนเคยเกิดปรากฏการณ์ที่บ้าคลั่งที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
มันเป็นช่วงเวลาที่รูปภาพไฟล์ดิจิทัลธรรมดา ซึ่งเราสามารถคลิกขวาแล้วกดบันทึกได้ กลับมีมูลค่าซื้อขายกันสูงกว่าบ้านหรูหรือรถสปอร์ตซูเปอร์คาร์
ปรากฏการณ์นั้นมีชื่อเรียกว่า NFT หรือ Non-Fungible Token สิ่งนี้เคยเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าหมุนเวียนหลายพันล้านดอลลาร์ ผู้คนต่างตื่นเต้นและเชื่อว่านี่คือนวัตกรรมที่จะมาเปลี่ยนโลกศิลปะและการถือครองทรัพย์สินไปตลอดกาล
แต่เรื่องตลกร้ายก็คือ ในขณะที่เงินจำนวนมหาศาลถูกโอนถ่ายไปมาเพื่อแลกกับความเป็นเจ้าของไฟล์รูปภาพ
ตัว NFT เองกลับไม่ได้อยู่บน Blockchain อย่างที่หลายคนเข้าใจเสียด้วยซ้ำ มันเป็นเพียงลิงก์ที่ชี้ไปยังไฟล์ JPEG เท่านั้น
เมื่อเข็มนาฬิกาเดินมาถึงปี 2024 ภาพฝันเหล่านั้นกลับพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง…
รายงานล่าสุดระบุตัวเลขที่น่าตกใจว่า 95% ของ NFT ทั้งหมดที่เคยถูกสร้างขึ้น ปัจจุบันมีมูลค่าเท่ากับศูนย์ กลายเป็นเพียงขยะดิจิทัลที่ไม่มีใครต้องการ
ฟองสบู่แห่งการเก็งกำไรได้แตกโพละ ทิ้งความเสียหายมหาศาลไว้ให้กับผู้ที่เข้ามาทีหลัง คนที่ทำกำไรได้จริงๆ กลับเป็นคนที่ชิงขายออกไปก่อน และบรรดาแพลตฟอร์มตัวกลางที่กินค่าธรรมเนียมอย่างอิ่มหนำสำราญกันไปถ้วนหน้า
เรื่องราวการล่มสลายครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างปุบปับ แต่มันมีสัญญาณเตือนภัยที่เราอาจมองข้ามไป วันนี้เราจะมาย้อนรอยดูสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมเทคโนโลยีที่เคยรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด ถึงกลายสภาพเป็นสินทรัพย์ที่ไร้ค่าได้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี
ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น NFT ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 2014 แต่ในช่วงแรกนั้นมันยังเป็นเพียงของเล่นของกลุ่มคนเฉพาะทางในโลกคริปโทเคอร์เรนซี ยังไม่มีใครให้ความสนใจมันอย่างจริงจัง จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงปี 2021
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทั่วโลกต้องหันมามอง คือการประมูลงานศิลปะดิจิทัลที่ชื่อว่า Everydays: The First 5000 Days ผลงานชิ้นนี้สร้างสรรค์โดยศิลปินที่ชื่อว่า Beeple ซึ่งมีความพิเศษตรงความมานะอุตสาหะของผู้สร้าง
Beeple สร้างงานศิลปะดิจิทัลวันละหนึ่งชิ้น ต่อเนื่องกันทุกวันเป็นเวลาถึง 13 ปี รวมทั้งหมด 5,000 ภาพ นำมาเรียงต่อกันจนเกิดเป็นภาพขนาดใหญ่ที่บันทึกวิวัฒนาการทางศิลปะและสังคมผ่านมุมมองของเขา
เมื่อ Christie’s สถาบันประมูลระดับโลกตัดสินใจนำผลงานชิ้นนี้ขึ้นประมูล โลกศิลปะก็ต้องจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เมื่อมันถูกเคาะขายไปในราคาที่สูงถึง 69 ล้านดอลลาร์ สร้างความฮือฮาไปทั่วทุกวงการ
การขายครั้งนั้นเปรียบเสมือนการจุดระเบิดไดนาไมต์ ในเวลาเพียงแค่หนึ่งปี มูลค่าการซื้อขายในตลาด NFT กระโดดจาก 82 ล้านดอลลาร์ พุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ 17,000 ล้านดอลลาร์ เติบโตขึ้นอย่างบ้าคลั่งจนน่าเหลือเชื่อ
กระแสความนิยมแพร่กระจายไปทั่วอินเทอร์เน็ตเหมือนไฟลามทุ่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอิทธิพลของเหล่าคนดังระดับโลก ดาราศิลปินอย่าง Eminem หรือ Justin Bieber ต่างพากันเปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็นตัวการ์ตูน NFT และอวดโฉมมันบนโซเชียลมีเดีย
แต่เบื้องหลังการโปรโมตอันแสนเย้ายวนใจนั้น อาจไม่ได้เกิดจากความชื่นชอบในศิลปะเพียงอย่างเดียว…
องค์กรตรวจสอบโฆษณาอย่าง “TINA” เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ และตั้งข้อสงสัยว่านี่อาจเป็นขบวนการปั่นราคาที่มีการจ้างวานอยู่เบื้องหลัง
ข้อกล่าวหานี้ดูจะมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อพิจารณาในกรณีของ Justin Bieber ซึ่งเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคอลเลกชัน NFT ที่ชื่อว่า “Inbetweeners” เขาโพสต์ภาพโปรโมตโปรเจกต์นี้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เคยเปิดเผยว่าเขามีผลประโยชน์ทับซ้อน
ความจริงปรากฏภายหลังว่า Bieber มีสัญญากับบริษัทเจ้าของโปรเจกต์ การกระทำของเขาจึงเข้าข่ายการโฆษณาแฝงเพื่อดึงดูดให้นักลงทุนรายย่อยกระโจนเข้ามาในกองไฟ เพื่อดันราคาของคอลเลกชันนั้นให้สูงขึ้นไปอีก
เมื่อ TINA เข้ามาแทรกแซงและส่งจดหมายเตือน ทีมงานของ Bieber จึงต้องลบโพสต์เหล่านั้นทิ้ง และทางเว็บไซต์ของโปรเจกต์ก็รีบถอดข้อมูลความเกี่ยวข้องของเขาออกไป
…แต่นั่นก็สายเกินไปสำหรับแมงเม่าที่บินเข้ากองไฟไปแล้ว
คำถามสำคัญที่หลายคนอาจลืมถามท่ามกลางกระแสความตื่นเต้นคือ NFT มีมูลค่าที่แท้จริงหรือไม่ แน่นอนว่ามีศิลปินและนักลงทุนจำนวนหนึ่งที่ทำเงินได้มหาศาล แต่นั่นไม่ได้การันตีความยั่งยืนของสินทรัพย์ประเภทนี้
มูลค่าของ NFT ขับเคลื่อนด้วย “การเก็งกำไร” เป็นหลัก มันขึ้นอยู่กับกระแสความนิยม หรือ Hype ล้วนๆ หากวันใดที่กระแสนี้มอดดับลง มูลค่าทางการเงินของมันก็จะดิ่งเหวตามไปด้วย ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2022
แต่นั่นเป็นเพียงปัญหาผิวเผิน ปัญหาที่หยั่งรากลึกกว่านั้นซ่อนอยู่ในโครงสร้างทางเทคโนโลยีของ NFT เอง เวลาที่คุณจ่ายเงินซื้อ NFT สิ่งที่คุณได้รับจริงๆ ไม่ใช่ไฟล์รูปภาพดิจิทัลไฟล์นั้น
สิ่งที่คุณได้ครอบครองคือ “ลิงก์” หรือ URL ที่ระบุตำแหน่งที่ตั้งของรูปภาพ ซึ่งไฟล์รูปภาพต้นฉบับนั้นมักจะถูกเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์แบบดั้งเดิม ไม่ได้ถูกฝังข้อมูลลงไปใน Blockchain อย่างที่เข้าใจกัน
ความจริงข้อนี้นำมาซึ่งความเสี่ยงที่เรียกว่า Link Rot หรือปรากฏการณ์ลิงก์เน่า เมื่อเวลาผ่านไป ลิงก์ที่เคยชี้ไปยังรูปภาพอาจใช้งานไม่ได้ หากเซิร์ฟเวอร์ต้นทางปิดตัวลง ถูกย้ายที่อยู่ หรือเจ้าของโปรเจกต์เลิกทำ
สำหรับเจ้าของ NFT ที่จ่ายเงินไปหลักแสนหลักล้าน นั่นหมายความว่ารูปภาพอวตารพิกเซลสุดหรูของคุณ อาจหายวับไปจากหน้าจอ กลายเป็นเพียงความว่างเปล่าที่เหลือไว้แค่รหัส Error 404 โดยที่คุณทำอะไรไม่ได้เลย
นอกจากความเสี่ยงทางเทคนิคแล้ว ยังมีกับดักเรื่อง “ต้นทุนแฝง” ที่คอยกัดกินกำไรของนักลงทุนรายย่อย ระบบนิเวศของ NFT ถูกออกแบบมาให้มีค่าธรรมเนียมซ่อนอยู่ทุกขั้นตอนการทำธุรกรรม
เริ่มตั้งแต่ตอนที่คุณจะสร้าง หรือ Mint ผลงานออกมา ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมแรกเข้า เมื่อคุณต้องการวางขาย หากโชคดีขายออก ก็ต้องเสียส่วนแบ่งให้กับแพลตฟอร์มตลาดกลาง หรือ Marketplace อีกต่อหนึ่ง
และเมื่อคุณต้องการแปลงเหรียญ Cryptocurrency กลับมาเป็นเงินสด ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมอัตราแลกเปลี่ยนอีก
สรุปแล้วคนที่รวยที่สุดในเกมนี้อาจไม่ใช่ผู้ซื้อหรือผู้ขาย แต่เป็นคนกลางที่นั่งเก็บค่าผ่านทาง…
มีกรณีศึกษามากมายที่คนขายงานได้ในราคาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ แต่เมื่อหักลบค่าธรรมเนียมทั้งหมดแล้ว กลับกลายเป็นขาดทุนเข้าเนื้อ เพราะต้นทุนค่าธุรกรรมหรือ Gas Fee สูงกว่าราคาขายเสียอีก
งานวิจัยของ Kimberly Parker ยืนยันเรื่องนี้ โดยพบว่าในช่วงที่ตลาดคึกคักที่สุด NFT มากกว่าครึ่งขายกันในราคาไม่ถึง 200 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดที่ทำกำไรได้ยากมากเมื่อเทียบกับต้นทุนที่เสียไป
ปัญหาถัดมาคือเรื่อง “สิทธิ์ทางกฎหมาย” ซึ่งเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดมากที่สุด
การถือครอง NFT ไม่ได้ทำให้คุณเป็น “เจ้าของลิขสิทธิ์ หรือ Intellectual Property Rights” ในผลงานชิ้นนั้นแต่อย่างใด
การซื้อ NFT เปรียบเสมือนการที่คุณซื้อโปสเตอร์พร้อมลายเซ็นศิลปิน คุณได้เป็นเจ้าของแผ่นกระดาษใบนั้น แต่คุณไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ภาพวาด ศิลปินต้นฉบับยังคงมีสิทธิ์ทำสำเนาขายเพิ่มได้อีกไม่จำกัด
เมื่อความเป็นเจ้าของที่แท้จริงไม่มีอยู่จริง เหตุผลในการซื้อ NFT จึงเหลือเพียงแค่การเอาไว้เป็น Status Symbol หรือเครื่องประดับทางสังคมเพื่ออวดความร่ำรวยและความทันสมัยในโลกออนไลน์เท่านั้น
เมื่อองค์ประกอบความล้มเหลวครบถ้วน ทั้งการเก็งกำไรที่เกินจริง เทคโนโลยีที่เปราะบาง ต้นทุนที่สูงลิ่ว และสิทธิ์ทางกฎหมายที่คลุมเครือ ฟองสบู่ NFT จึงถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องแตกในที่สุด…
และแล้วจุดจบก็มาถึงในปี 2022 ตลาดเข้าสู่ภาวะ “ล้นตลาด” หรือ Oversupply อย่างรุนแรง ศิลปินและนักเก็งกำไรแห่กันผลิต NFT ออกมามหาศาล ในขณะที่คนซื้อเริ่มหายหน้าไปจากตลาด
ข้อมูลในปี 2023 ชี้ชัดว่า 79% ของคอลเลกชัน NFT ทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นมา ยังคงขายไม่ออก ไม่มีใครต้องการซื้อภาพวาดลิง หรือภาพพิกเซลที่ไม่มีประโยชน์ใช้สอยอีกต่อไป
แต่ปัจจัยที่เป็นฟางเส้นสุดท้าย คือการพังทลายของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในภาพรวม โดยเฉพาะเหตุการณ์การล้มละลายของ FTX ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลยักษ์ใหญ่อันดับสามของโลก
การล่มสลายของ FTX สร้างความตื่นตระหนกครั้งใหญ่ ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนจนหมดสิ้น ราคาเหรียญคริปโตดิ่งลงเหว สภาพคล่องในระบบหายวับไปกับตา ดึงให้ตลาด NFT ร่วงลงมาด้วย
เมื่อเราเดินทางมาถึงปี 2024 ผลลัพธ์ของความบ้าคลั่งในอดีตก็ปรากฏชัดเจน รายงานยืนยันว่า 95% ของ NFT ในตลาดปัจจุบัน มีมูลค่าเป็นศูนย์อย่างสมบูรณ์ กลายเป็นสินทรัพย์ที่ไร้ราคา
แม้แต่ในกลุ่มคอลเลกชันระดับท็อปที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดัง สถิติก็น่าใจหายไม่แพ้กัน 18% ของผลงานเหล่านั้นมีมูลค่าเหลือศูนย์ และอีก 41% มีราคาซื้อขายอยู่ระหว่าง 5 ถึง 100 ดอลลาร์เท่านั้น
มีเพียงแค่ 1% ของทั้งหมด ที่ยังพอรักษามูลค่าไว้ได้เกิน 6,000 ดอลลาร์ จากสินทรัพย์ที่เคยถูกยกย่องว่าเป็นทองคำดิจิทัล วันนี้กลับกลายเป็นเพียงอนุสรณ์สถานแห่งความโลภของมนุษย์
สถานการณ์ตอนนี้ดูมืดมน แต่ด้วยธรรมชาติของโลกคริปโตที่คาดเดาไม่ได้ บางทีในอนาคตมันอาจจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น หรือมีเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาแก้ไขจุดบกพร่องเหล่านี้ก็ได้
แต่จนกว่าจะถึงวันนั้น บทเรียนราคาแพงจาก NFT สอนให้เรารู้ว่า การลงทุนตามกระแสโดยไม่ศึกษาพื้นฐานความเป็นจริง มักจบลงด้วยความเจ็บปวดเสมอ และอะไรที่ขึ้นเร็วเกินไป มักจะลงเร็วเสมอเช่นกัน
สำหรับตอนนี้ การใช้รูปโปรไฟล์ JPEG ธรรมดาๆ ที่เราไม่ได้เสียเงินซื้อ อาจจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดและปลอดภัยกว่าการถือครองลิงก์รูปภาพราคาแพง ที่วันดีคืนดีอาจจะเปิดไม่ติดอีกเลย
References : [christies, truthinadvertising, cnbc, dappradar, theverge]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢