Bank’s Scholarship Students

Bank’s Scholarship Students Opinions welcome! This page is maintained by the Bank’s Scholarship Students. This is not an official page of the Bank of Thailand.
(713)

This page is created and maintained by a group of the BOT scholarship students with an aim to build a vibrant social media community of engaged and active members. This page is open for members to exchange their views and information with a few simple guidelines:

Use good judgment
• We expect membership to use good judgment in all situations—that applies in the world of social networkin

g/media as well.
• Remember to know and follow the BOT Code of Conduct and Privacy Policy. Be respectful
• Our goal is to use the new channel in communicating to each other and be better informed about the BOT and economic news. The best way to accomplish this is by incorporating a positive and considerate approach every time we interact to one another. Be transparent
• Please note that the views expressed in our postings are our own opinion not those of the Bank of Thailand.
• Be open about our affiliation with members and the role/position we hold. Be a good listener
• Keep in mind that one of the biggest benefits of social media is that it gives our friends and colleagues another channel to outreach to each other—to ask questions directly and to share our opinion. Disclaimer:
This page administrator gathers and shares latest international economic, finance and business news. The posts may contain personal opinions and other expressions of the persons who post the entries, which are not guaranteed or endorsed by the Page administrator. The Bank of Thailand has no control over and is not responsible for the accuracy or completeness of the contents. The views and opinions expressed on this page are strictly those of the page administrator.

(Aug 28)  “วิทัย” ปรับบทบาท ธปท. ฝ่ากรอบธนาคารกลางแบบเดิม ลุยแก้หนี้-เงินเทา ชี้เสถียรภาพอย่างเดียวไม่พอ“วิทัย” ผลักดัน ...
28/08/2026

(Aug 28) “วิทัย” ปรับบทบาท ธปท. ฝ่ากรอบธนาคารกลางแบบเดิม ลุยแก้หนี้-เงินเทา ชี้เสถียรภาพอย่างเดียวไม่พอ

“วิทัย” ผลักดัน ธปท.มีบทบาทมากกว่านโยบายการเงิน หันรับมือปัญหาเชิงโครงสร้างตั้งแต่หนี้ครัวเรือนถึงเงินเทา ชี้เสถียรภาพอย่างเดียวไม่พอ

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 07.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังสร้างแนวทางการทำงานที่แตกต่างจากผู้ว่าการ ธปท. ในช่วงที่ผ่านมา ด้วยบุคลิกที่เข้าถึงง่ายและพร้อมแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะมากขึ้น พร้อมผลักดันให้ธนาคารกลางก้าวออกจากกรอบการดำเนินนโยบายการเงินแบบดั้งเดิม และเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในการรับมือปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่หนี้ครัวเรือน การเข้าไม่ถึงสินเชื่อ ไปจนถึงเงินผิดกฎหมาย

“คุณจะบอกเพียงว่าเงินเฟ้อต่ำ ธนาคารแข็งแกร่ง และระบบการเงินมีเสถียรภาพ ดังนั้นงานของเราจบแล้วไม่ได้” นายวิทัยกล่าวในการให้สัมภาษณ์ ซึ่งนับเป็นการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศครั้งแรก นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม
นายวิทัย ระบุว่า หากเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ ประชาชนยากจนลง และธุรกิจทยอยปิดตัว ธนาคารกลางไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของตน

ธปท.กำหนดค่านิยมหลักขององค์กรไว้ 4 ประการ ได้แก่ “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ และติดดิน” โดยนายวิทัยมองว่า ในยุคปัจจุบันสองข้อหลังจำเป็นต้องได้รับความสำคัญมากขึ้น เพราะการดูแลเสถียรภาพต้องพิจารณาเชื่อมโยงกับภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมมากกว่าเดิม

โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันจำนวนมากอยู่นอกเหนือขอบเขตที่นโยบายการเงินแบบดั้งเดิมจะสามารถแก้ไขได้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ผลิตภาพที่อ่อนแอ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อ เงินผิดกฎหมาย และการหลอกลวงทางการเงิน

นายวิทัยมองว่า หาก ธปท.ไม่ลงมือจัดการ ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้จะยังคงฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยต่อไป เพราะแม้การลดอัตราดอกเบี้ยจะสามารถกระตุ้นอุปสงค์ได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจที่ลดลง

“ปัญหาเชิงโครงสร้างต้องใช้มาตรการเชิงโครงสร้างในการแก้ไข” นายวิทัยกล่าว
เปิด 4 วาระหลัก ลุยหนี้ครัวเรือน-สินเชื่อ-ดอกเบี้ย-เงินสีเทา

ภายใต้แนวทางดังกล่าว นายวิทัยกำหนดวาระสำคัญไว้ 4 ด้าน ได้แก่ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL), การเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน, การสร้างความเป็นธรรมด้านอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม และการจัดการเงินผิดกฎหมายและการทุจริต

สำหรับการเข้าถึงบริการทางการเงิน หรือ Financial Inclusion เป้าหมายสำคัญคือการนำครัวเรือนและภาคธุรกิจเข้าสู่ระบบสินเชื่ออย่างเป็นทางการมากขึ้น ลดการพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบ และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเหมาะสม

เมื่อไม่นานมานี้ นายวิทัยได้นำเสนอความคืบหน้าต่อคณะกรรมการ ธปท. โดยระบุว่าในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางดำเนินโครงการไปแล้ว 15 โครงการ และเตรียมเดินหน้าอีก 5 โครงการในไตรมาสสุดท้าย ซึ่งรวมถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำที่ใช้เงินสดจำนวนมาก และการฝากเงินสดมูลค่าสูง

นายวิทัย ยอมรับว่า สิ่งที่เขากำลังทำไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ทั้งหมด แต่ความแตกต่างอยู่ที่ระดับและขอบเขตของการดำเนินงาน

“สิ่งที่ผมกำลังทำไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด ผมเพียงแต่ทำมากขึ้น และในบางเรื่องก็เดินหน้าไปไกลกว่าเดิม”
บทบาทใหม่ ธปท. จุดคำถามควรเป็นกองหลังหรือกองหน้า

แนวทางของนายวิทัยกำลังจุดประเด็นถกเถียงว่า ธนาคารกลางควรเข้าไปมีบทบาทในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างมากเพียงใด เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกสร้างความน่าเชื่อถือส่วนหนึ่งด้วยการกำหนดขอบเขตหน้าที่อย่างชัดเจน โดยรัฐบาลและฝ่ายการเมืองรับผิดชอบเรื่องการเติบโตและการกระจายรายได้ ขณะที่ธนาคารกลางทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพ

ดร.สมชัย จิตสุชน อดีตคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มองว่า ธปท.ควรทำหน้าที่เป็นกองหลัง และเป็นแนวป้องกันสุดท้ายของประเทศ มากกว่าจะทำหน้าที่เป็นกองหน้า โดยระบุว่าการเข้าไปเป็นผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาไม่ใช่บทบาทของธนาคารกลาง

ขณะที่ ดร.บัณฑิต นิจถาวร อดีตรองผู้ว่าการ ธปท. และประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล ตั้งคำถามว่า ธปท.กำลังเสี่ยงที่จะก้าวออกไปไกลเกินกว่าพันธกิจหลักหรือไม่ โดยมองว่าหน้าที่หลักของธนาคารกลางคือการรักษาเสถียรภาพด้านราคา ระบบการเงิน และภาคต่างประเทศ รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจเติบโต มากกว่าการเข้าไปขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยตัวเอง และเตือนว่าการรับภารกิจมากเกินไปอาจทำให้ความสำคัญของพันธกิจหลักถูกลดทอนลง

วิทัยโต้ หากเศรษฐกิจแย่-ธุรกิจปิด-คนจนลง จะถือว่า ธปท.ทำงานสำเร็จได้อย่างไร

นายวิทัย ตอบโต้ข้อวิจารณ์ดังกล่าวผ่าน Facebook โดยยืนยันว่าความรับผิดชอบของ ธปท.ในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่เปลี่ยนคือ ปัญหาที่กำลังคุกคามเสถียรภาพ

เมื่อความเสี่ยงแบบดั้งเดิมต่อเสถียรภาพด้านราคาและระบบการเงินสามารถควบคุมได้มากขึ้น ธนาคารกลางจึงไม่สามารถเพิกเฉยต่อศักยภาพการเติบโตที่ลดลง หนี้ครัวเรือน การเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน และการนำระบบการเงินไปใช้ในทางที่ผิด

“จะมีประโยชน์อะไร หากธนาคารแห่งประเทศไทยบรรลุเป้าหมายด้านเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจยังคงแย่ลง ธุรกิจปิดตัว และประชาชนจำนวนมากขึ้นยากจนลง” นายวิทัยระบุ
เมื่อถูกถามถึงการเลือกใช้ Facebook ตอบโต้ประเด็นดังกล่าว นายวิทัย อธิบายว่า ช่องทางนี้ทำให้เขาสามารถตอบได้อย่างตรงไปตรงมาและทันที ในบางสถานการณ์ที่การออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการอาจไม่เหมาะสม

“นี่คือวิธีการทำงานในยุคนี้” เขากล่าว
รับช่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 3% ดอกเบี้ยลงเหลือ 1%

นายวิทัยเข้ารับตำแหน่งในช่วงที่เศรษฐกิจไทยไม่ได้เติบโตเกิน 3% มาตั้งแต่ปี 2562 ขณะที่ก่อนหน้านั้น ธปท.ใช้เวลาหลายปีเผชิญข้อถกเถียงกับรัฐบาลเกี่ยวกับระดับอัตราดอกเบี้ย และขอบเขตว่านโยบายการเงินสามารถช่วยฟื้นพลวัตและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้มากเพียงใด

การเข้ารับตำแหน่งของนายวิทัยนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในความสัมพันธ์ระหว่าง ธปท. กับรัฐบาล โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทั้งในด้านการทำงานและส่วนตัวที่ใกล้ชิดกับ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ภายใต้การนำของนายวิทัย ธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 0.50 จุดเปอร์เซ็นต์ รวมถึงการลดดอกเบี้ยเหนือความคาดหมายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ที่ 1% ซึ่งอยู่ในกลุ่มระดับต่ำที่สุดของโลก

นายวิทัยสนับสนุนการรักษาต้นทุนการกู้ยืมให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจไทย ซึ่งคาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวอยู่ในกลุ่มต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจสำคัญในเอเชีย อย่างไรก็ตามสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่วิทัยกำลังเผชิญในเวลานี้แตกต่างจากช่วงที่เขาได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าการ ธปท.อย่างมาก

ในเวลานั้น นายวิทัยถูกมองว่าเป็นผู้สมัครที่มีท่าทีสนับสนุนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากที่สุด ท่ามกลางแรงกดดันจากรัฐบาลที่ต้องการให้ลดดอกเบี้ย แต่ปัจจุบันความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและภูมิรัฐศาสตร์ทำให้เหตุผลสำหรับการผ่อนคลายนโยบายการเงินมีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางบางแห่งทั่วโลกเริ่มหันไปส่งสัญญาณเข้มงวดด้านนโยบายการเงิน

ดอกเบี้ย 1% ไม่ได้หมายความว่าจะต้องคงไว้นาน

แม้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ที่ 1% แต่วิทัยปฏิเสธแนวคิดที่ว่า ธปท.ตัดสินใจแล้วว่าจะต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยระดับนี้ไว้เป็นเวลานาน

“ไม่ใช่ว่าเราจะต้องหยุดอยู่ตรงนี้เป็นเวลานาน มันไปได้ทั้งสองทาง” นายวิทัยกล่าว
หากเกิดแรงกระแทกด้านเงินเฟ้อรอบใหม่ หรือสกุลเงินในภูมิภาคอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง ก็อาจเป็นเหตุผลให้ ธปท.ต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ย ในทางกลับกัน หากเกิดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่อีกครั้ง ก็อาจทำให้จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม

“เราขึ้นอยู่กับข้อมูล แต่ในขณะเดียวกันก็มองไปข้างหน้า” นายวิทัยกล่าว สะท้อนว่า ธปท.จะพิจารณาทิศทางนโยบายจากข้อมูลเศรษฐกิจควบคู่กับการประเมินความเสี่ยงในอนาคต
ความสัมพันธ์คลัง-ธปท.เปลี่ยน จากแรงกดดันสู่การทำงานร่วมกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารกลางกับรัฐบาลในปัจจุบันแตกต่างอย่างมากจากสมัย ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท.คนก่อน ซึ่งเผชิญแรงกดดันจากรัฐบาลหลายชุดให้ปรับลดต้นทุนการกู้ยืม จนประเด็นความเป็นอิสระของธนาคารกลางกลายเป็นแหล่งความตึงเครียดระหว่าง ธปท.กับฝ่ายการเมืองอยู่บ่อยครั้ง

ภายใต้นายวิทัย ความสัมพันธ์กับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลราบรื่นขึ้นอย่างชัดเจน โดยเขาและ ดร.เอกนิติ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้นำของสองสถาบันเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เรียนเศรษฐศาสตร์ระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“ผมส่งข้อความหาเขาได้ทุกเมื่อ เขาก็ส่งข้อความหาผมได้ทุกเมื่อ ผมโทรหาเขาได้เมื่อจำเป็น” นายวิทัยกล่าว พร้อมระบุว่า ภาพความขัดแย้งระหว่างสองหน่วยงานที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไม่มีอีกแล้ว
นายวิทัยอธิบายว่า ความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงานเกิดขึ้นในทั้งสองทิศทาง บางประเด็น ธปท.เป็นฝ่ายนำ ขณะที่กระทรวงการคลังตามและให้การสนับสนุน ส่วนบางเรื่องกระทรวงการคลังเป็นฝ่ายนำ และ ธปท.เป็นผู้สนับสนุน

ความสอดคล้องดังกล่าวปรากฏให้เห็นในหลายประเด็น ตั้งแต่การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ของธุรกิจขนาดเล็ก การปราบปรามเงินผิดกฎหมายหรือเงินสีเทา ไปจนถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการซื้อขายทองคำ ซึ่ง ธปท.มองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทผันผวน

เส้นทางต่างจากผู้ว่าการ ธปท. รุ่นก่อน “ผมอาจไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ 100%”

นอกจากแนวทางการทำงานแล้ว ภูมิหลังของนายวิทัยยังแตกต่างจากผู้ว่าการ ธปท. หลายคนก่อนหน้า เขาเป็นผู้ว่าการคนแรกในรอบกว่าทศวรรษที่ไม่ได้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Ivy League หลังจากผู้ว่าการก่อนหน้าต่อเนื่องกันหลายคนสำเร็จการศึกษาจาก Harvard หรือ Yale

นายวิทัยยังแตกต่างจากผู้ว่าการ ธปท. 4 คนก่อนหน้า ตรงที่ไม่ได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ระหว่างปี 2554-2557 นายวิทัยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของสายการบินนกแอร์ และมีส่วนดูแลบริษัทในช่วงที่ธุรกิจกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ต่อมาในช่วงปี 2563-2568 เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และปรับแนวทางของธนาคารรัฐแห่งนี้ภายใต้แนวคิด Social Banking โดยขยายการเข้าถึงสินเชื่อในระบบให้ประชาชนรายได้น้อยหลายล้านคน พร้อมออกโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำขนาดใหญ่เพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก

ประสบการณ์จากการบริหารธนาคารออมสิน รวมถึงการทำงานที่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ทำให้นายวิทัยมองว่า เขามีมุมมองต่อระบบเศรษฐกิจที่แตกต่างจากเส้นทางของนักเศรษฐศาสตร์ธนาคารกลางแบบดั้งเดิม

“ผมอาจไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ 100% ผมเป็นนักบริหารอยู่มากเหมือนกัน” นายวิทัยกล่าว พร้อมมองว่าประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาอาจทำให้ตัวเองได้ใช้เวลาใกล้ชิดกับประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ SMEs และภาคเศรษฐกิจจริงมากกว่า และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขามองปัญหาและบทบาทของธนาคารกลางจากมุมที่แตกต่างออกไป
แนวทางของนายวิทัยจึงไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธหน้าที่ดั้งเดิมของ ธปท. ในการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและระบบการเงิน แต่เป็นการขยายความหมายของคำว่าเสถียรภาพ ให้ครอบคลุมถึงปัญหาที่กำลังบั่นทอนศักยภาพของเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ตั้งแต่หนี้ครัวเรือน การเข้าไม่ถึงสินเชื่อ ไปจนถึงเงินผิดกฎหมาย

ขณะเดียวกัน แนวทางดังกล่าวก็นำมาซึ่งคำถามสำคัญว่า ธนาคารกลางควรขยายบทบาทในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไปไกลเพียงใด โดยไม่ทำให้พันธกิจหลักและความน่าเชื่อถือของสถาบันถูกลดทอนลง ซึ่งจะเป็นหนึ่งในบททดสอบสำคัญของ ธปท.ภายใต้การนำของวิทัยในระยะต่อไป

Source :https://moneyandbanking.co.th/2026/266133/

เพิ่มเติม
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-08-28/thailand-central-bank-chief-who-takes-on-problems-rates-can-t-fix?accessToken=eyJhbGciOiJIUzI1NiIsInR5cCI6IkpXVCJ9.eyJzb3VyY2UiOiJTdWJzY3JpYmVyR2lmdGVkQXJ0aWNsZSIsImlhdCI6MTc4Nzg3NjM5OSwiZXhwIjoxNzg4NDgxMTk5LCJhcnRpY2xlSWQiOiJUSERKOUtLSkg2VjQwMCIsImJjb25uZWN0SWQiOiJGNkNEMkU0RDk3QzA0REI0ODQyMDVCQzVBRDM0MjI2RSJ9.eRxmCuTwIy46JofeRMQvRmODnVWNAlhr3F59J3bkB1w&leadSource=article-gifting

Vitai Ratanakorn has no qualms about breaking the mold of the modern Bank of Thailand governor.

(Aug 28) 'เบสเซนต์' ปะทะ 'วอร์ช' สหรัฐเสียงแตก แทรกแซงตลาด สรุปใครเป็นผู้กำหนด? ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐ กำลังเ...
28/08/2026

(Aug 28) 'เบสเซนต์' ปะทะ 'วอร์ช' สหรัฐเสียงแตก แทรกแซงตลาด สรุปใครเป็นผู้กำหนด? ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐ กำลังเผชิญรอยต่อสำคัญ เมื่อผู้กำหนดนโยบายสองเสาหลักมีความเห็นขัดแย้งกันอย่างชัดเจน ในประเด็นที่ว่า "รัฐควรปล่อยให้ตลาดเสรีทำงานด้วยตัวเองมากน้อยเพียงใด" ในการกำหนดทิศทางดอกเบี้ย

สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามใช้มาตรการแทรกแซงที่ไม่ปกตินัก เพื่อกดต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวลง ขณะที่ นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีจุดยืนชัดเจนในการถอยฉากจากการแทรกแซงตลาดแบบเดิมๆ และต้องการปล่อยให้ตลาดเป็นผู้กำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยด้วยตัวเอง

ความแตกแยกนี้ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เพิ่มความพยายามในการควบคุมต้นทุนการกู้ยืมระยะยาว ซึ่งเป็นความพยายามที่นักวิเคราะห์และผู้จัดการพอร์ตการลงทุนจำนวนมากมองว่าไม่น่าจะประสบความสำเร็จได้ หากไม่มีขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมในการควบคุมการขาดดุลการคลังของสหรัฐ

นักลงทุนต่างจับตาความขัดแย้งนี้อย่างใกล้ชิด โดยในวันศุกร์นี้ (28 ส.ค.69) นายวอร์ช มีกำหนดการกล่าวสุนทรพจน์ในงานประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง ซึ่งตลาดกำลังรอความชัดเจนว่า ประธานเฟดคนใหม่จะจัดการกับปัญหาเงินเฟ้ออย่างไร ท่ามกลางความเห็นที่แตกแยกกับฝั่งรัฐบาล

คลังงัดมาตรการคุมดอกเบี้ย
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายเบสเซนต์ ประกาศว่า กระทรวงการคลังจะเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว (buybacks) อย่างน้อยเป็นสองเท่า โดยให้เหตุผลว่า การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (yields) ระยะ 30 ปีพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปีนั้น ไม่ได้สะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่แท้จริง

ท่าทีดังกล่าวทำให้นักลงทุนตีความว่าเป็นสัญญาณว่า วอชิงตันจะไม่ยอมให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปี ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย พุ่งเข้าใกล้ระดับ 5% โดยไม่ทำอะไรเลย

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์ และนักลงทุนต่างมองว่า นายเบสเซนต์กำลัง “แก้ปัญหาผิดจุด” โดยพวกเขากล่าวว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น

รวมถึงอุปทานพันธบัตรจำนวนมาก ทั้งจากการกู้ยืมของภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเรื่องเอไอ เหล่านี้คือ กลไกปกติที่เป็นผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น รวมทั้งค่าพรีเมียมทางการคลัง (fiscal premium) ที่กว้างขึ้นอันเนื่องมาจากการขาดดุล ไม่ได้เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของตลาด

นายสแตนลีย์ ดรักเคนมิลเลอร์ มหาเศรษฐีนักลงทุน และยักษ์ใหญ่แห่งวงการเฮดจ์ฟันด์ ซึ่งเป็นทั้งที่ปรึกษา และผู้ให้คำแนะนำของทั้งสองฝ่าย เรียกแผนการนี้ว่าเป็น "การแทรกแซงราคา" มากกว่าที่จะเป็นการจัดการสภาพคล่อง ซึ่งพฤติกรรมนี้อาจเข้าไปทำลายความน่าเชื่อถือของกระทรวงการคลังเองในระยะยาว

"มีหลักฐานน้อยมากที่ชี้ว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ถูกเทขายมากเกินไปในขณะนี้" วิล คอมเพอร์นอลล์ นักยุทธศาสตร์มหภาคจาก FHN Financial กล่าว

ขณะที่บรรดานักเทรดระบุว่า แรงกดดันนั้นจะไปปรากฏที่ส่วนอื่น หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไม่สามารถปรับตัวสูงขึ้นไปสู่ราคาสมดุลได้ อย่างกรณีค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงนับตั้งแต่การประกาศของนายเบสเซนต์

การซื้อคืนขนาดเล็ก แต่ส่งสัญญาณขนาดใหญ่
กลยุทธ์ของเบสเซนต์ดูเหมือนจะมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ยของระบบเศรษฐกิจในขณะที่ยังคงรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้

นายเบสเซนต์ ระบุว่า กระทรวงการคลังมีเครื่องมือมากมายที่จะนำมาใช้จัดการเรื่องนี้ ทว่าในความเป็นจริง อิทธิพลของคลังต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ระยะยาวนั้น ยังคงมีข้อจำกัดอยู่พอสมควร จากการบริการจัดสภาพคล่อง ความต้องการระดมทุน และการออกพันธบัตรที่กำหนดไว้ตายตัว

พาทริก การ์วีย์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หนี้ และอัตราดอกเบี้ยระดับโลกของ ING เรียกการใช้การซื้อคืนนอกกำหนดเวลาว่าเป็นเสมือน "บาซูก้า" ที่สามารถขยายขนาดเม็ดเงินได้ และช่วยเพิ่มแรงกระเพื่อมให้กับการแทรกแซงตลาดของคลังสหรัฐ เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากการซื้อคืนพันธบัตรแล้ว กระทรวงการคลังยังสามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนอายุการกู้ยืม และได้สนับสนุนความพยายามในการเสริมสร้างขีดความสามารถของธนาคารพาณิชย์เพื่อเป็นตัวกลางในตลาดพันธบัตร

"กระทรวงการคลังสามารถลดขนาดการประมูลพันธบัตรระยะยาวลงได้" มอลลี่ บรูคส์ นักยุทธศาสตร์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐ จาก TD Securities กล่าว "ฉันคิดว่านั่นน่าจะเป็นความเคลื่อนไหวในขั้นต่อไป"

เฟดมีเครื่องมือที่มีอานุภาพมากกว่า
แม้กระทรวงการคลังจะพยายามใช้กลยุทธ์ซื้อคืนพันธบัตร หรืออาจถึงขั้นลดขนาดการประมูลพันธบัตรระยะยาวลงในอนาคต แต่นักวิเคราะห์ระบุว่า "เฟด" ต่างหากที่มีเครื่องมือทรงพลังกว่าในการคุมเศรษฐกิจ ผ่านการกำหนดดอกเบี้ยระยะสั้น และการซื้อขายสินทรัพย์

ทว่านายวอร์ช กลับไม่ต้องการใช้เครื่องมือเหล่านี้พร่ำเพรื่อ โดยเขามองว่าเฟดควรเข้าแทรกแซงเฉพาะยามที่ตลาดล่มหรือวิกฤติจริงๆ เท่านั้น ขณะที่นโยบายอัตราดอกเบี้ยควรเป็นเครื่องมือหลักในการบรรลุเป้าหมายด้านการจ้างงาน และควบคุมเงินเฟ้อตามข้อกำหนด

ฮันโน ลัสทิก ศาสตราจารย์ด้านการเงินจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของการแทรกแซงว่า ปัจจุบันตลาดเริ่มตีราคาพันธบัตรสหรัฐ เป็น "สินทรัพย์เสี่ยง" จากปัญหาหนี้ที่พอกพูน แต่ผู้กำหนดนโยบายยังคงทำเหมือนว่ามันปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์

การที่รัฐบาลพยายามเข้าไปกดดอกเบี้ยให้ต่ำลง เฟดจะเข้ามาแทรกแซงเพื่อทำให้ตลาดสงบลงโดยอ้างว่าปัญหาเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของตลาด มากกว่าความกังวลเรื่องความปลอดภัยของการลงทุน จะเป็นการ "ปิดบังสัญญาณเตือนภัย" ของกลไกตลาด ที่พยายามสะท้อนว่าปัญหาหนี้ของประเทศกำลังอยู่ในจุดที่ไม่ยั่งยืน

นักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุนจำนวนมากต่างเห็นพ้องกันว่า การปรับเปลี่ยนการซื้อคืน การออกพันธบัตร และระบบโครงสร้างพื้นฐานของตลาด ไม่สามารถแก้ไขปัญหาระยะยาวที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาได้ ตราบใดที่สหรัฐยังคงเผชิญปัญหาการขาดดุลการคลังที่ยืดเยื้อ และต่อเนื่อง

ทางเลือกที่ดีที่สุดคือ การที่ผู้กำหนดนโยบายหันมาลดการขาดดุลทางการคลังโดยอาศัยการขับเคลื่อนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น

นายการ์วีย์ กล่าว ทางออกเดียวที่ยั่งยืนคือ วอชิงตันต้องกล้าตัดสินใจทางการเมืองที่ยากลำบาก

"ซึ่งการลดขาดดุลการคลังคงหนีไม่พ้นการจัดเก็บภาษีที่สูงขึ้น หรือการลดงบประมาณรายจ่ายลง"

Source: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1249358

เพิ่มเติม
- Kevin Warsh has a plan for the Fed. Scott Bessent is getting in the way : https://edition.cnn.com/2026/08/27/business/market-bonds-fed-bessent-warsh

President Donald Trump’s handpicked central bank chief is conducting an experiment on the grandest of stages. Trump’s point man on the economy is getting in the way.

(Aug 27) “ธปท.” ชี้ ‘ลงทุน‘ หัวใจปลดล็อกเศรษฐกิจโตต่ำ ดันศักยภาพไทยพ้น 2.7% : ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบาย...
28/08/2026

(Aug 27) “ธปท.” ชี้ ‘ลงทุน‘ หัวใจปลดล็อกเศรษฐกิจโตต่ำ ดันศักยภาพไทยพ้น 2.7% : ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน กรุงเทพธุรกิจ ผ่านเวที KT Dialogue หัวข้อ New Horizon :Thailand Investment Playbook ดึงรัฐ-เอกชนด้านเศรษฐกิจการลงทุนร่วมถกอนาคตและโอกาสเศรษฐกิจประเทศไทยว่า การลงทุนเป็นหัวใจสำคัญ ที่ทำให้ประเทศไทยการหลุดพ้นจาก“กับดักเศรษฐกิจโตต่ำ” เพราะประเทศไทยอยู่ในกับดักหนี้มานาน ดังนั้นการลงทุนจะเป็นเครื่องยนต์ที่ช่วยสร้างทั้งการเติบโตในระยะสั้นและเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว

โดยที่ผ่านมาไทยมักพูดถึง “ปีแห่งการลงทุน” อยู่เป็นระยะๆหรือแทบจะทุก 5 ปี แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน การสร้างรอบการลงทุนใหม่ หรือ Investment Cycle ไม่ควรเป็นเพียงคำพูดหรือเป้าหมายระยะสั้น แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง หากประเทศไทยต้องการก้าวข้ามข้อจำกัดด้านการเติบโตที่กำลังเผชิญอยู่ และต้องการสร้างความสามารถในการแข่งขันขึ้นมาใหม่

ทั้งนี้ การทำความเข้าใจกับคำว่า “กับดักเศรษฐกิจโตต่ำ”จำเป็นต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนแรกคือศักยภาพของเศรษฐกิจ หรือ Potential Growth ซึ่งหมายถึงอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในภาวะที่ระบบเศรษฐกิจมีความแข็งแรงและสามารถทำงานได้ตามปกติ ส่วนที่สองคืออัตราการเติบโตจริงของเศรษฐกิจเมื่อเปรียบเทียบกับศักยภาพดังกล่าว

โดยปัญหาของประเทศไทยในปัจจุบันคือกำลังเผชิญกับปัญหาทั้ง 2 ด้านพร้อมกัน กล่าวคือ ไม่เพียงแต่อัตราการเติบโตจริงจะอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเท่านั้น

แต่ศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเองก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้โจทย์การฟื้นเศรษฐกิจมีความยากมากขึ้น เพราะการผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาโตเร็วขึ้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่ได้เพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจควบคู่กันไป

ในด้านศักยภาพการเติบโต เมื่อประมาณ 10 ปีก่อนช่วงที่จะเกิดโควิด-19 ธปท.เคยประเมินศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ประมาณ 3.5% แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 2.7% สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

“ตัวเลขศักยภาพที่ระดับ 2.7% ไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจสำหรับประเทศไทย เพราะระดับดังกล่าวเป็นอัตราการเติบโตที่ใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น หรือประเทศในยุโรป ขณะที่ไทยยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้น หากต้องการให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างแท้จริง ไทยควรมีศักยภาพการเติบโตในระดับประมาณ 3-4%”

นอกจากปัญหาศักยภาพการเติบโตที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ โดยธปท.ประเมินอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 2.3% ขณะที่สภาพัฒน์ประเมินไว้ที่ประมาณ 2.2% เมื่อเทียบกับศักยภาพที่ระดับ 2.7% จึงถือว่าเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าความสามารถที่ควรจะเป็น

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไม่ถึงศักยภาพในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คือการเผชิญกับแรงกระแทกจากภายนอก หรือ Shocks อย่างต่อเนื่องและรุนแรง จนภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนไม่มีเวลามากพอที่จะปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

แรงกระแทกสำคัญที่เกิดขึ้นมีทั้งวิกฤตโควิด-19 นโยบายกีดกันทางการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ และวิกฤตพลังงานโลก โดยเฉพาะโควิด-19 ที่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักไปนานถึง 2-3 ปี

สิ่งที่น่ากังวลคือภาคธุรกิจและครัวเรือนไม่ได้มีเวลามากพอที่จะปรับตัว เพราะในจังหวะที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากแรงกระแทกหนึ่ง ก็มีแรงกระแทกใหม่เข้ามาอีกครั้ง ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับโจทย์ 2 ชั้นพร้อมกัน คือการทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตใกล้เคียงกับศักยภาพ และการยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจให้สูงขึ้นกว่าเดิม โดยมองว่าอย่างหลังมีความสำคัญมากกว่าในระยะยาว

ซึ่ง“การลงทุน” จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะสามารถช่วยเศรษฐกิจได้ทั้งสองมิติ มิติแรกคือช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจและทำให้การเติบโตกลับขึ้นมาใกล้เคียงกับศักยภาพเดิม ขณะที่มิติที่สองคือการเพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ ซึ่งเป็นหัวใจของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโตต่ำในระยะยาว

หากประเทศไทยต้องการเพิ่มศักยภาพการเติบโต จำเป็นต้องเพิ่ม “ผลิตภาพการผลิต” หรือ Productivity โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กำลังแรงงานของไทยกำลังหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อจำนวนแรงงานลดลง การที่จะทำให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้มากขึ้นจึงต้องอาศัยการทำให้แรงงานและทรัพยากรที่มีอยู่สามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้น

เช่นการลงทุนในอุปกรณ์ เทคโนโลยี และเครื่องมือใหม่ๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังแรงงาน

สำหรับบทบาทของธปท.สามารถมีส่วนสนับสนุนการแก้ปัญหาผ่าน 2 ช่องทางหลัก ช่องทางแรกคือ “นโยบายการเงิน” ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการรักษาเสถียรภาพ หรือ Stability เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนก่อนที่จะตัดสินใจนำเงินมาลงทุนในระยะยาว

แม้นโยบายการเงินตามทฤษฎีจะไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการเพิ่มศักยภาพการผลิตของเศรษฐกิจในระยะยาว แต่การสร้างและรักษาเสถียรภาพถือเป็นพื้นฐานสำคัญ เพราะนักลงทุนที่ต้องนำเงินไปลงทุนในระยะยาวจำเป็นต้องมีความมั่นใจว่าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมีความมั่นคง

ดร.ดอนมองว่า ในปัจจุบันการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ แม้เป้าหมายหลักจะเป็นการประคับประคองเศรษฐกิจ แต่ยังสามารถมองได้ว่าเป็น “โบนัส” ที่ช่วยเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน หรือ Transition ไปสู่เศรษฐกิจใหม่ได้ง่ายขึ้น เพราะต้นทุนทางการเงินที่ลดลงสามารถช่วยให้ภาคธุรกิจมีโอกาสลงทุนในสิ่งใหม่ๆ ได้มากขึ้น

อีกบทบาทสำคัญของ ธปท. คือการช่วยให้เงินทุนถูกจัดสรรไปยังภาคส่วนที่สามารถสร้างประโยชน์และศักยภาพให้กับเศรษฐกิจได้มากที่สุด โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ที่มีศักยภาพ แต่ยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

โดยธปท.ให้ความสำคัญกับการลดช่องว่างและอุปสรรคในการเข้าถึงเงินทุนของ SME เพื่อให้ธุรกิจที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น และสามารถนำเงินทุนไปใช้ในการลงทุนและพัฒนาธุรกิจ

โดย วิชชุลดา ภักดีสุวรรณ


Source: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

“ดอน นาครทรรพ” ชี้โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยติดกับดักโตต่ำ 2 ชั้น ทั้งเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ และศักยภาพ.....

(Aug 27) ประธานเฟดคลีฟแลนด์หนุนขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ : นางเบธ แฮมแม็ก ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาคลีฟแลนด์ กล่าว...
27/08/2026

(Aug 27) ประธานเฟดคลีฟแลนด์หนุนขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ : นางเบธ แฮมแม็ก ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาคลีฟแลนด์ กล่าวย้ำจุดยืนในการสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยระบุว่า ข้อมูลเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า เฟดยังคงอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายเงินเฟ้อมากเกินไป

นางแฮมแม็กกล่าวว่า รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันพุธแสดงให้เห็นว่า เงินเฟ้อยังคงอยู่ที่ 3% เมื่อเทียบรายปี แม้อัตราการเพิ่มขึ้นของราคาในแต่ละเดือนได้ชะลอตัวลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่เธอมองว่าเฟดควรดำเนินนโยบายการเงินให้เข้มงวดมากขึ้น

ดิฉันไม่ต้องการด่วนตัดสินอะไรล่วงหน้า แต่ดิฉันเชื่อว่าตอนนี้ถึงเวลาที่เฟดต้องดำเนินการแล้ว นางแฮมแม็กกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ในการประชุมสัมมนาประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง

ดิฉันเชื่อว่าเราอยู่ในภาวะเงินเฟ้อมานานกว่า 5 ปีแล้ว เงินเฟ้ออยู่สูงกว่าเป้าหมายของเรามาก และเมื่อดิฉันพิจารณาภาวะทางการเงิน รวมถึงพูดคุยกับผู้ที่อยู่ในตลาด ดิฉันไม่เห็นว่านโยบายการเงินในขณะนี้มีความเข้มงวดเพียงพอ

ความคิดเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับจุดยืนที่นางแฮมแม็กเคยแสดงออกในช่วงที่ผ่านมา

ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด หรือ FOMC เมื่อเดือนกรกฎาคม นางแฮมแม็กเป็น 1 ในกรรมการ 3 รายที่คัดค้านมติที่ประชุมเฟดที่ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในกรอบ 3.5%-3.75% โดยกรรมการทั้ง 3 รายต้องการให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25%

นางแฮมแม็กกล่าวว่า เธอยังคงเชื่อว่าเฟดจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่กำลังสร้างแรงกดดันต่อค่าใช้จ่ายของภาคครัวเรือน

ยิ่งเงินเฟ้ออยู่สูงกว่าเป้าหมายของเรานานเท่าไร การทำให้เงินเฟ้อลดลงก็จะยิ่งยากขึ้นเท่านั้น และผู้บริโภคกับภาคธุรกิจก็จะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดมากขึ้น

สำหรับดิฉัน ปัญหาที่แท้จริงของการที่เราพลาดเป้าหมายเงินเฟ้อมานานขนาดนี้ คือความเสี่ยงที่แนวคิดหรือความเคยชินกับภาวะเงินเฟ้อเริ่มฝังรากลึกในความคิดของประชาชน

นางแฮมแม็กกล่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้เธอได้พบกับผู้ใช้แรงงานในเมืองอีรี รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่ง ทุกคนต่างพูดว่าพวกเขารู้สึกสิ้นหวัง พวกเขาทำงานทุกวัน มีงานที่ดี แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกว่าเงินไม่พอใช้ พวกเขาไม่สามารถพาลูก ๆ ไปกินไอศกรีมในช่วงสุดสัปดาห์ด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในปีนี้ส่วนใหญ่มาจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน มาตรการภาษีศุลกากร และอุปสงค์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

แม้โดยทั่วไปเฟดมักมองข้ามผลกระทบจากภาวะช็อกด้านอุปทานและปัจจัยอื่น ๆ ที่เฟดมองว่าเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว แต่เจ้าหน้าที่เฟดบางรายกังวลว่า ผลกระทบเหล่านี้อาจฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจและกลายเป็นปัญหาที่เรื้อรัง

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

Source: —สำนักข่าวอินโฟเควสท์
https://www.ryt9.com/s/iq/12840242

เพิ่มเติม
- Fed’s Hammack says ‘now is the time to act’ on raising interest rates : https://www.cnbc.com/2026/08/27/feds-hammack-says-now-is-the-time-to-act-on-raising-interest-rates.html

She still thinks the Fed needs to take action against inflation that is straining household budgets.

(Aug 27) ประธานเฟดแคนซัสซิตีชี้เงินเฟ้อยังคงอยู่สูงเกินไป : นายเจฟฟรีย์ ชมิด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแคนซัสซิตี ...
27/08/2026

(Aug 27) ประธานเฟดแคนซัสซิตีชี้เงินเฟ้อยังคงอยู่สูงเกินไป : นายเจฟฟรีย์ ชมิด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแคนซัสซิตี กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงเกินไป แม้เขาไม่ได้เรียกร้องให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ก็ตาม

ทั้งนี้ ในการให้สัมภาษณ์จากการประชุมสัมมนาประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง ซึ่งจัดโดยธนาคารกลางสหรัฐ สาขาแคนซัสซิตี นายชมิดกล่าวว่า เงินเฟ้อยังคงทรงตัวในระดับสูง

มันยังคงดื้อด้านและยังคงเหนียวแน่น เราต้องพยายามหาวิธีที่จะทำให้เงินเฟ้อออกจากจุดนี้ไปให้ได้ นายชมิดกล่าวต่อสำนักข่าว CNBC

เมื่อพิจารณาร่วมกับเศรษฐกิจที่ขยายตัว 1.5% ในไตรมาส 2 และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.1% นายชมิดกล่าวว่า ยังไม่ชัดเจนว่าเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันของเฟดที่ 3.5%-3.75% นั้นอยู่ในระดับที่สามารถชะลอเศรษฐกิจได้มากพอหรือไม่

นายชมิดไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด หรือ FOMC ในปีนี้ แต่เขายังคงสามารถแสดงความคิดเห็นในการประชุม โดยเมื่อปีที่แล้ว นายชมิดเคยคัดค้านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดถึง 2 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม นายชมิดกล่าวว่า เขายังไม่แน่ใจว่าตนเองจะสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเวลานี้หรือไม่

ผมคิดว่าเราต้องการข้อมูลเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย โดยสิ่งที่ผมกำลังพยายามหาคำตอบคือ ปัจจัยด้านอุปสงค์ที่กำลังขับเคลื่อนทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อนั้นคืออะไร นายชมิดกล่าว

นอกจากนี้ นายชมิดยังกล่าวว่า เฟดอาจพิจารณาแนวคิดของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ที่ได้เสนอไว้ในเดือนกรกฎาคมในการลดจำนวนการประชุมของ FOMC จากปัจจุบันปีละ 8 ครั้ง เหลือเพียง 6 ครั้ง

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

Source: —สำนักข่าวอินโฟเควสท์
https://www.ryt9.com/s/iq/12840241

เพิ่มเติม
- Kansas City Fed’s Schmid says inflation ‘stubborn’ and ‘sticky,’ policy rate not restrictive : https://www.cnbc.com/2026/08/27/kansas-city-feds-schmid-says-inflation-stubborn-and-sticky-policy-rate-not-restrictive.html

The policymaker stopped just short of calling for an interest rate hike.

(Aug 27) เหตุใดนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ธารน้ำแข็งถล่มน่าจะเป็นสาเหตุอุทกภัยร้ายแรงที่ชายแดนเนปาล-ทิเบต : นักวิทยาศาสตร์บอ...
27/08/2026

(Aug 27) เหตุใดนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ธารน้ำแข็งถล่มน่าจะเป็นสาเหตุอุทกภัยร้ายแรงที่ชายแดนเนปาล-ทิเบต : นักวิทยาศาสตร์บอกกับบีบีซีว่า การสืบสวนเบื้องต้นเกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำปริมาณมหาศาลพัดถล่มบริเวณพรมแดนเนปาลและทิเบต เกิดจากการถล่มของธารน้ำแข็งซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงปัญหาธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยที่กำลังละลายตัวลงอย่างรวดเร็ว

รายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับแผ่นดินไหวทำให้หลายคนเชื่อว่าแรงสั่นสะเทือนเป็นสาเหตุของดินถล่ม ซึ่งนำไปสู่อุทกภัยที่คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 177 รายแล้ว

อย่างไรก็ตาม สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) ชี้แจงในภายหลังว่าภัยพิบัติดังกล่าวเกิดจาก "การถล่มของธารน้ำแข็ง" ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ธารน้ำแข็งหรือส่วนหนึ่งของธารน้ำพังทลายและแตกตัวแยกจากกัน

ข้อมูลของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ และนักวิทยาศาสตร์ที่วิเคราะห์เหตุการณ์นี้ระบุว่า แรงกระแทกจากธารน้ำแข็งที่ถล่มลงมาและกระทบกับก้นหุบเขานั้น มีพลังรุนแรงจนถูกบันทึกไว้ได้ว่ามีขนาด 5.2

ดร.ไซมอน คุก ผู้เชี่ยวชาญด้านธารน้ำแข็งจากมหาวิทยาลัยดันดี บอกกับบีบีซีว่าทีมของเขาตรวจพบว่าส่วนล่างของธารน้ำแข็งแห่งหนึ่งในเนปาล ใกล้กับยอดเขาลังตัง ลีรุง (Langtang Lirung peak) ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดอุทกภัยไปทางตะวันตกประมาณ 15 กิโลเมตร ได้ถล่มลงมา
เขาประเมินว่าธารน้ำแข็งถล่มไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จากนั้นเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกต่อเนื่องไปทางท้ายน้ำ

การวิเคราะห์ของศูนย์การพัฒนาพื้นที่ภูเขาแบบบูรณาการนานาชาติ (International Centre for Integrated Mountain Development - ICIMOD) ซึ่งเป็นสถาบันวิทยาศาสตร์ระหว่างรัฐบาล พบว่าอาจเกิดจาก "หิมะและกรวดหินถล่มซึ่งลงมาจากบริเวณพื้นที่สูง"

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ "น้ำแข็งและกรวดหินปริมาณมหาศาล" ไหลลงสู่ลำน้ำเลนเด โคลา (Lende Khola) ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำโภเต โกชี ส่งผลให้เกิดกระแสน้ำทะลักขึ้นสูงอย่างฉับพลัน พัดพาน้ำ ตะกอน และก้อนหินขนาดใหญ่ไหลลงสู่พื้นที่ปลายน้ำ

Source: BBC Thai
https://www.bbc.com/thai/articles/cwyzl9r4nq7o

เพิ่มเติม
- Watch: What caused the Nepal-Tibet flash floods? https://www.bbc.com/news/videos/ckgxnrg8j19o

- น้ำท่วมเนปาล วิ่งหนีอาจไม่ทัน! นักวิทย์เตือนน้ำและโคลนมาเร็วเกิดคาด แนะวิธีเอาตัวรอดก่อนสาย : https://www.thairath.co.th/news/foreign/2955562

At least 270 people have died in the massive flash floods, while more than 800 others are missing.

(Aug 27) ผู้ว่าฯ ธปท. ชี้ยังเปิดทางปรับขึ้นหรือลง ขึ้นกับข้อมูลเป็นหลัก : นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ...
27/08/2026

(Aug 27) ผู้ว่าฯ ธปท. ชี้ยังเปิดทางปรับขึ้นหรือลง ขึ้นกับข้อมูลเป็นหลัก : นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โต้แย้งกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นระยะเวลานาน โดยระบุว่า ธปท. ไม่ได้ผูกมัดว่าจะต้องตรึงดอกเบี้ยนานเท่าไร และการตัดสินใจครั้งต่อไปอาจเป็นได้ทั้งการปรับขึ้นหรือปรับลดอัตราดอกเบี้ย

นายวิทัยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ยังไม่สามารถบอกได้ในตอนนี้ว่าธนาคารกลางจะต้องคงดอกเบี้ยไปอีกยาวนานหรือไม่ พร้อมย้ำว่าการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) 7 คน จะยังคงพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ได้รับในแต่ละช่วงเวลาเป็นหลัก

การแสดงความเห็นดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา สวนทางกับการคาดการณ์ของตลาดที่มองว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อไปอีกระยะหนึ่ง หลังจากที่ กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สามติดต่อกันในการประชุมเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

นายวิทัยระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนการปรับขึ้นหรือลดดอกเบี้ย โดยการตัดสินใจในอนาคตจะขึ้นอยู่กับทิศทางเงินเฟ้อ ค่าเงินบาท และแนวโน้มเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ในการประชุมวันพุธที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์ทั้ง 23 ราย จากการสำรวจของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ต่างคาดการณ์ตรงกันว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ย ซึ่งรวมถึงนักเศรษฐศาสตร์จาก Standard Chartered Plc และ Maybank Securities ที่มองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอาจถูกตรึงไว้ที่ระดับเดิมยาวไปจนถึงสิ้นปี 2570

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวด้วยว่า การคงดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานเกินไปแฝงไว้ด้วยความเสี่ยง และผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องรักษาความยืดหยุ่นเผื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

นายวิทัยกล่าวต่อไปว่า ธปท. อาจพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยได้หากเงินเฟ้อยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้ หรือหากเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรุนแรงตามสกุลเงินอื่น ๆ ในเอเชีย ในทางกลับกัน หากเกิดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ ก็อาจเป็นเหตุผลให้ ธปท. พิจารณาปรับลดดอกเบี้ย พร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์ในลักษณะ mini-Covid

ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า การลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจจำกัด เนื่องจากภาวะทางการเงินในปัจจุบันถือว่าผ่อนคลายมากอยู่แล้ว ขณะที่การส่งผ่านนโยบายผ่านระบบธนาคารพาณิชย์เพื่อกระตุ้นสินเชื่อและการบริโภคยังทำได้ไม่เต็มที่ นอกจากนี้ การตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำมากเป็นเวลานานยังมีต้นทุนตามมา ทั้งผลตอบแทนที่ลดลงสำหรับผู้ฝากเงิน ความเสี่ยงจากการจัดสรรเงินทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ และพื้นที่ในการใช้นโยบายที่ลดลงหากเกิดวิกฤตหรือแรงกระแทกทางเศรษฐกิจในอนาคต

ในประเด็นเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน นายวิทัยระบุว่า ธปท. เข้าไปดูแลตลาดเงินตราต่างประเทศอย่างใกล้ชิดภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความผันผวนของค่าเงิน มากกว่าที่จะเป็นการแทรกแซงเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า ซึ่ง ธปท. สามารถดำเนินการได้ทั้งสองฝั่ง ทั้งการเข้าซื้อดอลลาร์เมื่อเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป และการขายดอลลาร์เมื่อเงินบาทอ่อนค่าลงรุนแรง

โดยปกติแล้ว ธปท. จะเข้ามาดูแลเมื่อมีกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายขนาดใหญ่ที่อาจส่งผลให้ค่าเงินผันผวนอย่างฉับพลัน ยกตัวอย่างเช่น การเข้ามาของเงินทุนไหลเข้าจากการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) จำนวนมาก อาจทำให้เกิดความต้องการเงินบาทสูงเกินไปในตลาดไทยที่มีขนาดเล็ก ธปท. จึงต้องเข้ามาลดความผันผวนดังกล่าว

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทปรับตัวลดลงประมาณ 4% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังคงทำผลงานได้ดีกว่าเพื่อนบ้านในภูมิภาคหลายประเทศ เช่น รูเปียห์อินโดนีเซีย และรูปีอินเดีย ที่ต่างปรับตัวลดลงเกือบ 6%

อย่างไรก็ดี ในช่วงเดือนนี้ เงินบาทเริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้นราว 2% ส่งผลให้เป็นหนึ่งในสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียที่มีผลงานดีที่สุดเป็นอันดับ 3 ซึ่งนายวิทัยชี้ว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทล่าสุดมาจากหลายปัจจัยผสมผสาน ทั้งปัจจัยพื้นฐาน การเคลื่อนไหวของดอลลาร์ การเก็งกำไร และกระแสเงินทุน โดยแม้จะมีแรงขายทองคำที่ส่งผลให้บาทแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการแข็งค่าในรอบล่าสุดนี้คือทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสำคัญ

Source - IQ สำนักข่าวอินโฟเควสท์
https://www.infoquest.co.th/2026/638962

เพิ่มเติม
- Thai Central Bank Chief Pushes Back on Bets for Long Rate Pause : https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-08-27/bank-of-thailand-chief-pushes-back-on-bets-for-long-rate-pause-citing-risks?accessToken=eyJhbGciOiJIUzI1NiIsInR5cCI6IkpXVCJ9.eyJzb3VyY2UiOiJTdWJzY3JpYmVyR2lmdGVkQXJ0aWNsZSIsImlhdCI6MTc4NzgyMDQyNCwiZXhwIjoxNzg4NDI1MjI0LCJhcnRpY2xlSWQiOiJUS0YwQUNUOU5KTFMwMCIsImJjb25uZWN0SWQiOiJGNkNEMkU0RDk3QzA0REI0ODQyMDVCQzVBRDM0MjI2RSJ9.oxZt3u_pq5ZdAhAf7XYGzoHWAqAO-N2XRCS2JdQkkFM&leadSource=article-gifting

Cr. Bloomberg

ที่อยู่

Bangkok
10200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Bank’s Scholarship Studentsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์