28/08/2026
(Aug 28) “วิทัย” ปรับบทบาท ธปท. ฝ่ากรอบธนาคารกลางแบบเดิม ลุยแก้หนี้-เงินเทา ชี้เสถียรภาพอย่างเดียวไม่พอ
“วิทัย” ผลักดัน ธปท.มีบทบาทมากกว่านโยบายการเงิน หันรับมือปัญหาเชิงโครงสร้างตั้งแต่หนี้ครัวเรือนถึงเงินเทา ชี้เสถียรภาพอย่างเดียวไม่พอ
วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 07.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังสร้างแนวทางการทำงานที่แตกต่างจากผู้ว่าการ ธปท. ในช่วงที่ผ่านมา ด้วยบุคลิกที่เข้าถึงง่ายและพร้อมแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะมากขึ้น พร้อมผลักดันให้ธนาคารกลางก้าวออกจากกรอบการดำเนินนโยบายการเงินแบบดั้งเดิม และเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในการรับมือปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่หนี้ครัวเรือน การเข้าไม่ถึงสินเชื่อ ไปจนถึงเงินผิดกฎหมาย
“คุณจะบอกเพียงว่าเงินเฟ้อต่ำ ธนาคารแข็งแกร่ง และระบบการเงินมีเสถียรภาพ ดังนั้นงานของเราจบแล้วไม่ได้” นายวิทัยกล่าวในการให้สัมภาษณ์ ซึ่งนับเป็นการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศครั้งแรก นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม
นายวิทัย ระบุว่า หากเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ ประชาชนยากจนลง และธุรกิจทยอยปิดตัว ธนาคารกลางไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของตน
ธปท.กำหนดค่านิยมหลักขององค์กรไว้ 4 ประการ ได้แก่ “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ และติดดิน” โดยนายวิทัยมองว่า ในยุคปัจจุบันสองข้อหลังจำเป็นต้องได้รับความสำคัญมากขึ้น เพราะการดูแลเสถียรภาพต้องพิจารณาเชื่อมโยงกับภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมมากกว่าเดิม
โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันจำนวนมากอยู่นอกเหนือขอบเขตที่นโยบายการเงินแบบดั้งเดิมจะสามารถแก้ไขได้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ผลิตภาพที่อ่อนแอ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อ เงินผิดกฎหมาย และการหลอกลวงทางการเงิน
นายวิทัยมองว่า หาก ธปท.ไม่ลงมือจัดการ ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้จะยังคงฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยต่อไป เพราะแม้การลดอัตราดอกเบี้ยจะสามารถกระตุ้นอุปสงค์ได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจที่ลดลง
“ปัญหาเชิงโครงสร้างต้องใช้มาตรการเชิงโครงสร้างในการแก้ไข” นายวิทัยกล่าว
เปิด 4 วาระหลัก ลุยหนี้ครัวเรือน-สินเชื่อ-ดอกเบี้ย-เงินสีเทา
ภายใต้แนวทางดังกล่าว นายวิทัยกำหนดวาระสำคัญไว้ 4 ด้าน ได้แก่ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL), การเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน, การสร้างความเป็นธรรมด้านอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม และการจัดการเงินผิดกฎหมายและการทุจริต
สำหรับการเข้าถึงบริการทางการเงิน หรือ Financial Inclusion เป้าหมายสำคัญคือการนำครัวเรือนและภาคธุรกิจเข้าสู่ระบบสินเชื่ออย่างเป็นทางการมากขึ้น ลดการพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบ และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเหมาะสม
เมื่อไม่นานมานี้ นายวิทัยได้นำเสนอความคืบหน้าต่อคณะกรรมการ ธปท. โดยระบุว่าในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางดำเนินโครงการไปแล้ว 15 โครงการ และเตรียมเดินหน้าอีก 5 โครงการในไตรมาสสุดท้าย ซึ่งรวมถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำที่ใช้เงินสดจำนวนมาก และการฝากเงินสดมูลค่าสูง
นายวิทัย ยอมรับว่า สิ่งที่เขากำลังทำไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ทั้งหมด แต่ความแตกต่างอยู่ที่ระดับและขอบเขตของการดำเนินงาน
“สิ่งที่ผมกำลังทำไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด ผมเพียงแต่ทำมากขึ้น และในบางเรื่องก็เดินหน้าไปไกลกว่าเดิม”
บทบาทใหม่ ธปท. จุดคำถามควรเป็นกองหลังหรือกองหน้า
แนวทางของนายวิทัยกำลังจุดประเด็นถกเถียงว่า ธนาคารกลางควรเข้าไปมีบทบาทในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างมากเพียงใด เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกสร้างความน่าเชื่อถือส่วนหนึ่งด้วยการกำหนดขอบเขตหน้าที่อย่างชัดเจน โดยรัฐบาลและฝ่ายการเมืองรับผิดชอบเรื่องการเติบโตและการกระจายรายได้ ขณะที่ธนาคารกลางทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพ
ดร.สมชัย จิตสุชน อดีตคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มองว่า ธปท.ควรทำหน้าที่เป็นกองหลัง และเป็นแนวป้องกันสุดท้ายของประเทศ มากกว่าจะทำหน้าที่เป็นกองหน้า โดยระบุว่าการเข้าไปเป็นผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาไม่ใช่บทบาทของธนาคารกลาง
ขณะที่ ดร.บัณฑิต นิจถาวร อดีตรองผู้ว่าการ ธปท. และประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล ตั้งคำถามว่า ธปท.กำลังเสี่ยงที่จะก้าวออกไปไกลเกินกว่าพันธกิจหลักหรือไม่ โดยมองว่าหน้าที่หลักของธนาคารกลางคือการรักษาเสถียรภาพด้านราคา ระบบการเงิน และภาคต่างประเทศ รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจเติบโต มากกว่าการเข้าไปขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยตัวเอง และเตือนว่าการรับภารกิจมากเกินไปอาจทำให้ความสำคัญของพันธกิจหลักถูกลดทอนลง
วิทัยโต้ หากเศรษฐกิจแย่-ธุรกิจปิด-คนจนลง จะถือว่า ธปท.ทำงานสำเร็จได้อย่างไร
นายวิทัย ตอบโต้ข้อวิจารณ์ดังกล่าวผ่าน Facebook โดยยืนยันว่าความรับผิดชอบของ ธปท.ในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่เปลี่ยนคือ ปัญหาที่กำลังคุกคามเสถียรภาพ
เมื่อความเสี่ยงแบบดั้งเดิมต่อเสถียรภาพด้านราคาและระบบการเงินสามารถควบคุมได้มากขึ้น ธนาคารกลางจึงไม่สามารถเพิกเฉยต่อศักยภาพการเติบโตที่ลดลง หนี้ครัวเรือน การเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน และการนำระบบการเงินไปใช้ในทางที่ผิด
“จะมีประโยชน์อะไร หากธนาคารแห่งประเทศไทยบรรลุเป้าหมายด้านเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจยังคงแย่ลง ธุรกิจปิดตัว และประชาชนจำนวนมากขึ้นยากจนลง” นายวิทัยระบุ
เมื่อถูกถามถึงการเลือกใช้ Facebook ตอบโต้ประเด็นดังกล่าว นายวิทัย อธิบายว่า ช่องทางนี้ทำให้เขาสามารถตอบได้อย่างตรงไปตรงมาและทันที ในบางสถานการณ์ที่การออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการอาจไม่เหมาะสม
“นี่คือวิธีการทำงานในยุคนี้” เขากล่าว
รับช่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 3% ดอกเบี้ยลงเหลือ 1%
นายวิทัยเข้ารับตำแหน่งในช่วงที่เศรษฐกิจไทยไม่ได้เติบโตเกิน 3% มาตั้งแต่ปี 2562 ขณะที่ก่อนหน้านั้น ธปท.ใช้เวลาหลายปีเผชิญข้อถกเถียงกับรัฐบาลเกี่ยวกับระดับอัตราดอกเบี้ย และขอบเขตว่านโยบายการเงินสามารถช่วยฟื้นพลวัตและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้มากเพียงใด
การเข้ารับตำแหน่งของนายวิทัยนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในความสัมพันธ์ระหว่าง ธปท. กับรัฐบาล โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทั้งในด้านการทำงานและส่วนตัวที่ใกล้ชิดกับ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ภายใต้การนำของนายวิทัย ธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 0.50 จุดเปอร์เซ็นต์ รวมถึงการลดดอกเบี้ยเหนือความคาดหมายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ที่ 1% ซึ่งอยู่ในกลุ่มระดับต่ำที่สุดของโลก
นายวิทัยสนับสนุนการรักษาต้นทุนการกู้ยืมให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจไทย ซึ่งคาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวอยู่ในกลุ่มต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจสำคัญในเอเชีย อย่างไรก็ตามสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่วิทัยกำลังเผชิญในเวลานี้แตกต่างจากช่วงที่เขาได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าการ ธปท.อย่างมาก
ในเวลานั้น นายวิทัยถูกมองว่าเป็นผู้สมัครที่มีท่าทีสนับสนุนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากที่สุด ท่ามกลางแรงกดดันจากรัฐบาลที่ต้องการให้ลดดอกเบี้ย แต่ปัจจุบันความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและภูมิรัฐศาสตร์ทำให้เหตุผลสำหรับการผ่อนคลายนโยบายการเงินมีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางบางแห่งทั่วโลกเริ่มหันไปส่งสัญญาณเข้มงวดด้านนโยบายการเงิน
ดอกเบี้ย 1% ไม่ได้หมายความว่าจะต้องคงไว้นาน
แม้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ที่ 1% แต่วิทัยปฏิเสธแนวคิดที่ว่า ธปท.ตัดสินใจแล้วว่าจะต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยระดับนี้ไว้เป็นเวลานาน
“ไม่ใช่ว่าเราจะต้องหยุดอยู่ตรงนี้เป็นเวลานาน มันไปได้ทั้งสองทาง” นายวิทัยกล่าว
หากเกิดแรงกระแทกด้านเงินเฟ้อรอบใหม่ หรือสกุลเงินในภูมิภาคอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง ก็อาจเป็นเหตุผลให้ ธปท.ต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ย ในทางกลับกัน หากเกิดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่อีกครั้ง ก็อาจทำให้จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม
“เราขึ้นอยู่กับข้อมูล แต่ในขณะเดียวกันก็มองไปข้างหน้า” นายวิทัยกล่าว สะท้อนว่า ธปท.จะพิจารณาทิศทางนโยบายจากข้อมูลเศรษฐกิจควบคู่กับการประเมินความเสี่ยงในอนาคต
ความสัมพันธ์คลัง-ธปท.เปลี่ยน จากแรงกดดันสู่การทำงานร่วมกัน
ความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารกลางกับรัฐบาลในปัจจุบันแตกต่างอย่างมากจากสมัย ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท.คนก่อน ซึ่งเผชิญแรงกดดันจากรัฐบาลหลายชุดให้ปรับลดต้นทุนการกู้ยืม จนประเด็นความเป็นอิสระของธนาคารกลางกลายเป็นแหล่งความตึงเครียดระหว่าง ธปท.กับฝ่ายการเมืองอยู่บ่อยครั้ง
ภายใต้นายวิทัย ความสัมพันธ์กับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลราบรื่นขึ้นอย่างชัดเจน โดยเขาและ ดร.เอกนิติ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้นำของสองสถาบันเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เรียนเศรษฐศาสตร์ระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
“ผมส่งข้อความหาเขาได้ทุกเมื่อ เขาก็ส่งข้อความหาผมได้ทุกเมื่อ ผมโทรหาเขาได้เมื่อจำเป็น” นายวิทัยกล่าว พร้อมระบุว่า ภาพความขัดแย้งระหว่างสองหน่วยงานที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไม่มีอีกแล้ว
นายวิทัยอธิบายว่า ความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงานเกิดขึ้นในทั้งสองทิศทาง บางประเด็น ธปท.เป็นฝ่ายนำ ขณะที่กระทรวงการคลังตามและให้การสนับสนุน ส่วนบางเรื่องกระทรวงการคลังเป็นฝ่ายนำ และ ธปท.เป็นผู้สนับสนุน
ความสอดคล้องดังกล่าวปรากฏให้เห็นในหลายประเด็น ตั้งแต่การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ของธุรกิจขนาดเล็ก การปราบปรามเงินผิดกฎหมายหรือเงินสีเทา ไปจนถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการซื้อขายทองคำ ซึ่ง ธปท.มองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทผันผวน
เส้นทางต่างจากผู้ว่าการ ธปท. รุ่นก่อน “ผมอาจไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ 100%”
นอกจากแนวทางการทำงานแล้ว ภูมิหลังของนายวิทัยยังแตกต่างจากผู้ว่าการ ธปท. หลายคนก่อนหน้า เขาเป็นผู้ว่าการคนแรกในรอบกว่าทศวรรษที่ไม่ได้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Ivy League หลังจากผู้ว่าการก่อนหน้าต่อเนื่องกันหลายคนสำเร็จการศึกษาจาก Harvard หรือ Yale
นายวิทัยยังแตกต่างจากผู้ว่าการ ธปท. 4 คนก่อนหน้า ตรงที่ไม่ได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ระหว่างปี 2554-2557 นายวิทัยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของสายการบินนกแอร์ และมีส่วนดูแลบริษัทในช่วงที่ธุรกิจกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ต่อมาในช่วงปี 2563-2568 เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และปรับแนวทางของธนาคารรัฐแห่งนี้ภายใต้แนวคิด Social Banking โดยขยายการเข้าถึงสินเชื่อในระบบให้ประชาชนรายได้น้อยหลายล้านคน พร้อมออกโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำขนาดใหญ่เพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก
ประสบการณ์จากการบริหารธนาคารออมสิน รวมถึงการทำงานที่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ทำให้นายวิทัยมองว่า เขามีมุมมองต่อระบบเศรษฐกิจที่แตกต่างจากเส้นทางของนักเศรษฐศาสตร์ธนาคารกลางแบบดั้งเดิม
“ผมอาจไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ 100% ผมเป็นนักบริหารอยู่มากเหมือนกัน” นายวิทัยกล่าว พร้อมมองว่าประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาอาจทำให้ตัวเองได้ใช้เวลาใกล้ชิดกับประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ SMEs และภาคเศรษฐกิจจริงมากกว่า และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขามองปัญหาและบทบาทของธนาคารกลางจากมุมที่แตกต่างออกไป
แนวทางของนายวิทัยจึงไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธหน้าที่ดั้งเดิมของ ธปท. ในการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและระบบการเงิน แต่เป็นการขยายความหมายของคำว่าเสถียรภาพ ให้ครอบคลุมถึงปัญหาที่กำลังบั่นทอนศักยภาพของเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ตั้งแต่หนี้ครัวเรือน การเข้าไม่ถึงสินเชื่อ ไปจนถึงเงินผิดกฎหมาย
ขณะเดียวกัน แนวทางดังกล่าวก็นำมาซึ่งคำถามสำคัญว่า ธนาคารกลางควรขยายบทบาทในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไปไกลเพียงใด โดยไม่ทำให้พันธกิจหลักและความน่าเชื่อถือของสถาบันถูกลดทอนลง ซึ่งจะเป็นหนึ่งในบททดสอบสำคัญของ ธปท.ภายใต้การนำของวิทัยในระยะต่อไป
Source :https://moneyandbanking.co.th/2026/266133/
เพิ่มเติม
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-08-28/thailand-central-bank-chief-who-takes-on-problems-rates-can-t-fix?accessToken=eyJhbGciOiJIUzI1NiIsInR5cCI6IkpXVCJ9.eyJzb3VyY2UiOiJTdWJzY3JpYmVyR2lmdGVkQXJ0aWNsZSIsImlhdCI6MTc4Nzg3NjM5OSwiZXhwIjoxNzg4NDgxMTk5LCJhcnRpY2xlSWQiOiJUSERKOUtLSkg2VjQwMCIsImJjb25uZWN0SWQiOiJGNkNEMkU0RDk3QzA0REI0ODQyMDVCQzVBRDM0MjI2RSJ9.eRxmCuTwIy46JofeRMQvRmODnVWNAlhr3F59J3bkB1w&leadSource=article-gifting
Vitai Ratanakorn has no qualms about breaking the mold of the modern Bank of Thailand governor.