20/05/2026
stroke ในวัย 26
โรคบางโรคไม่ได้เลือกอายุ
ไม่ได้เลือกว่าคน ๆ นั้นยังมีความฝันอีกเท่าไหร่
ไม่ได้สนใจว่าเขายังเด็ก ยังเก่ง ยังมีอนาคต
หรือครอบครัวยังไม่พร้อมจะเสียอะไรไปเลย
มันเกิดขึ้นเฉย ๆ แค่นั้นเลย..
“การรอดชีวิต” ไม่ได้แปลว่าเรื่องจบแล้ว
บางครั้งมันเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการต่อสู้อีกแบบหนึ่ง ที่ยาวไกลกว่าช่วง ICU มาก
การฟื้นฟูร่างกายสำคัญมาก
แต่การฟื้นฟูใจ สำคัญไม่แพ้กันเลย
คนไข้ stroke ไม่ได้แค่ต้องฝึกเดินใหม่
บางคนต้องฝึกเชื่อใจร่างกายตัวเองใหม่
ต้องฝึกไม่กลัว
ต้องฝึกยอมรับตัวเอง
ต้องฝึกมีชีวิตต่อในเวอร์ชันที่ตัวเองไม่ได้เลือก
และผู้ดูแลเอง
ก็ไม่ได้แค่ “ดูแลคนป่วย”
แต่ต้องกลายเป็นทั้งแรงใจ
ทั้งที่พิง
ทั้งคนปลอบ
ทั้งคนอดทน
ทั้งคนที่เสียสละทุกอย่าง
ทั้งคนที่เหนื่อยแทบตาย
แต่ยังต้องพูดว่า “ไม่เป็นไร ค่อย ๆ เอา”
อย่าประมาทอาการผิดปกติของร่างกาย
อย่าคิดว่า “ยังเด็ก ไม่น่าเป็นอะไร”
อย่ามองข้ามอาการเจ็บขาข้างเดียว หอบ เหนื่อยผิดปกติ เจ็บหน้าอก หรืออาการทางสมองเฉียบพลัน
เพราะบางครั้ง
“แค่เช็กให้เร็วขึ้นหนึ่งวัน”
"แค่ไม่ประมาทว่าไม่น่าใช่โรคนั้น"
อาจเปลี่ยนทั้งชีวิตของคนคนหนึ่งได้จริง ๆ
#สโตรค #โรคร้าย
ครบรอบ 1 ปี ที่น้องสาวเป็น stroke ในวัย 26
อัพเดตกันหน่อยว่าเป็นไงบ้าง..
----
เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว
คงเรียกได้ว่าเป็นช่วง #พฤษภาทมิฬ สุดๆ
ของชีวิตเราเลยค่ะ
- จักรยานไฟฟ้าโดนโขมย
- แฟนบาดเจ็บต้องออกจากงาน
- หูสูญเสียการได้ยิน
แต่ไม่มีเรื่องไหนแย่เท่ากับการที่
น้องสาวคนเดียวของเราเกิดปัญหา
ลิ่มเลือดอุดตันปอดเฉียบพลันจนถูกส่ง ICU
ซึ่งนำไปสู่ภาวะสมองขาดเลือด
จน #สมองตาย ไปเกือบครึ่งในวันต่อมา
ซึ่งจะเสี่ยงตายจากการที่สมองมีโอกาสบวม
ไปกดก้านสมองที่เป็นศูนย์หายใจได้ทุกเมื่อ
จนเราเกือบถูกประเมินตกฝึกงานและซ้ำชั้น
เพราะตัดสินใจกลับไทยไปดูน้องกระทันหัน
เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นใน
วันที่ 19 พฤษภาคม ปีที่แล้ว
ที่คงจำไปจนตาย
มรสุมมากมาย ที่ถ้าใครติดตามในช่วงนั้นคงทราบ
ว่าเป็นช่วงเลวร้ายมากๆ ของชีวิตเราเลย
ขอถอนหายใจยาวๆ ซักที
ก่อนเล่าเรื่องราวให้ฟังนะคะ
เฮ้ออออออออ.... 😮💨😮💨😮💨
-------
19 พฤษภาคม 2025
น้องมายเข้าห้องฉุกเฉินด้วยอาการ PE
หรือลิ่มเลือดอุดกั้นปอด ซึ่งต่อมาลุกลาม
เป็นลิ่มเลือดอุดสมองจนสมองซีกซ้าย (stroke)
ตายไปเกือบครึ่งซีก
ส่งผลให้ขยับร่างกายซีกขวา...ไม่ได้เลย
คาดว่าลิ่มเลือดน่าจะหลุดพ้นมาจากขา
ที่ถูกสงสัยว่าคงน่าจะเป็น DVT อยู่ก่อน
จากประวัติเจ็บขาข้างเดียวไม่ทราบสาเหตุของน้อง
แต่หมอที่ไปหาตอนแรกคิดว่าเป็น muscle strain ค่ะ
**เส้นทางโรค DVT > PE > Stroke เป็นไง
เดี๋ยวแปะลิ้งอธิบายไว้ให้นะคะ**
หลังจากน้องพ้นวิกฤตและออกจากโรงพยาบาล
ครอบครัวเราส่งน้องไปพักฟื้นที่ศูนย์ฟื้นฟู
ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ครบที่สุด
เท่าที่พวกเราสามารถจ่ายได้
เพราะคิดว่าในช่วง golden period คือนาทีทอง
ที่จะฟื้นตัวได้ดีสุด ถ้าพ้นช่วงนี้ไปจะสายเกิน
น้องมายได้ทำ TMS, PMS
กายภาพบำบัดเช้าเย็น
ฉีดยาบำรุง cerebrolysin
เข้ากิจกรรมต่างๆ
อยู่ที่ศูนย์ฟื้นฟูเป็นเวลา 2 เดือน
ก่อนกลับไปรักษาตัวต่อที่บ้านค่ะ
ขอบคุณพี่น้องทุกคนที่ช่วยกัน
ขอบคุณทุกคนที่ให้ข้อมูล ให้กำลังใจในรูปแบบต่างๆ
มีแฟนเพจช่วยส่งมะม่วงมหาชนกไปให้น้อง 10 kg ด้วยค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าเปิดเผยชื่อได้ไหม ขอบคุณมากๆเลยนะคะ 🙏🥹
จากที่คิด่าอาจจะกินไม่ได้ต้องให้อาหารทางสายยาง
น้องมายก็กลับมากินได้ (ปกติกินเก่งอยู่แล้วเป็นทุนเดิมค่ะ ฟื้นฟูไวมาก เริศค่ะน้องพี่! 😆)
จากที่คิดว่าอาจจะพูดไม่ได้ในสัปดาห์แรกๆ
น้องกลับมาพูดได้ค่ะ จากกลับมาร้องเพลงหมีเนย ("น่ารักมั๊ย ไม่รู้...") ที่เปิดให้มายฟังตอนกลับไปเยี่ยมที่ไทย พี่ๆ ดีใจจนเต้นกันรอบห้องน้องเลย 😂
จากที่คิดว่าอาจจะขยับไม่ได้แล้วครึ่งร่าง
ขาเริ่มกลับมามีแรงยกก่อน ตอนนี้ยกแขนได้แล้ว
แต่ก็ยังบังคับส่วนปลายได้ไม่ดี
ตอนนี้น้องยังเข้ารับกายภาพสม่ำเสมอ
ไปพบนักกิจกรรมบำบัด รับยาต่อเนื่อง
ยืนเองด้วยไม้เท้าได้ ก้าวได้นิดหน่อย
ฝึกเขียนหนังสือมือซ้ายทุกวัน
พี่เอ้เต้ที่เป็นคนดูแลน้องเป็นหลัก
จนตอนนี้มีความเข้าใจลึกซึ้งด้านการดูแลผู้ป่วย stroke ไปแล้ว (เก่งกว่าเราเยอะ😅) บอกตลอดว่า..
หัวใจหลักๆ คือ #กายภาพ ค่ะ
แต่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาเลย
จริงๆมีปัญหาหนักมากด้วยกับเรื่องของ..จิตใจค่ะ
ไม่ใช่แค่เรื่องความเศร้าที่จากเด็กคนหนึ่ง
ที่ตั้งใช้ใช้ชีวิตอยู่ดีๆ ต้องกลายมาเป็นอย่างนี้
ตั้งแต่อายุ 26
แต่ด้วยเหตุการณ์ที่มันไม่น่าเกิดขึ้น
เป็นเรื่องไม่คาดฝันในวัยของน้องจริงๆ
อยู่ๆ ก็ควบคุมร่างกายไม่ได้ดังใจ
ฟังก์ชันเสียไปเยอะ
สมองเลยสร้างวงจร Panic ขึ้นมา
**Panic เป็นโรคตื่นตระหนกชนิดหนึ่ง
ไม่แน่ใจว่าของน้องเกิดจากผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง หรือสารเคมีในสมองเสียสมดุลไปนะคะ
อาการที่เกิดขึ้น พอจะก้าวขาแล้ว
จะเกิดความกลัวล้มมากๆๆๆๆๆๆๆ จนร้องไห้
ขาเกร็งไปหมด จะล้มให้ได้
ปลอบเท่าไหร่ก็ไม่หายเลย
ควบคุมไม่ได้ ไม่เข้าใจตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น
งานหินอยู่ตรงผู้ดูแลค่ะ
ถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งพอ >> ว่ากลับ หรือยิ่งบังคับ
อาการก็ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก
ในขั้นตอนนี้ แนะนำห้ามเครียดค่ะ
เครียดแล้วอาการยิ่งแย่
ต้องรู้ limit ค่อยๆ ฟื้นฟูแบบใจเย็นๆ
พวกเรา struck อยู่ตรงอาการ panic ของน้อง
นานเหมือนกันกว่าจะเริ่มดีขึ้นจนตอนนี้ไม่ร้องแล้ว
น้องกำลังตั้งใจฝึกเดินอยู่
ถึงจะช้าหน่อย แต่ก็ยังไม่หมดหวังค่ะ
ตอนนี้ยังพูดรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง
แต่ก็พอจะชินๆ สไตล์การพูดใหม่ของมาย
(สลับประธาน กรรม กิริยา มีคำแปลกๆ บ้าง 😅)
จากสมองเทพคณิต นักปรัชญาประจำบ้าน
(เป็นเด็กเรียนดี สอบได้ที่หนึ่งตลอด
จบเกียรตินิยม จุฬาฯ)
ตอนนี้น้องนั่งตื่นเต้นมากๆ ตอนเราอธิบายว่า
2 ยกกำลัง 3 คืออะไร? 🤣
ถึงหลายอย่างจะเปลี่ยนไป
น้องมีลืมไปหลายอย่าง
แต่นิสัยหลักๆ อยู่ครบถ้วน
น้องยังเป็นเด็กสุภาพเรียบร้อย แคร์คนอื่นมากๆ
ชอบเสนอตัวช่วยพี่ทุกครั้งที่มีโอกาส
เป็นน้องสาวที่น่ารักคนเดิมของพวกเรา
------
จากเหตุการณ์นี้สอนให้เรารู้ว่า…
บางช่วงของชีวิตที่เลวร้ายสุดๆ
เราต้องมีสติมากๆ
การเตรียมพร้อมต่างๆ สำคัญมาก
มิตรแท้(ของเราคือพี่น้อง) สำคัญมากๆ
โรคบางโรคไม่ได้เลือกอายุ
ไม่ได้เลือกว่าคน ๆ นั้นยังมีความฝันอีกเท่าไหร่
ไม่ได้สนใจว่าเขายังเด็ก ยังเก่ง ยังมีอนาคต
หรือครอบครัวยังไม่พร้อมจะเสียอะไรไปเลย
มันเกิดขึ้นเฉย ๆ แค่นั้นเลย..
“การรอดชีวิต” ไม่ได้แปลว่าเรื่องจบแล้ว
บางครั้งมันเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการต่อสู้อีกแบบหนึ่ง
ที่ยาวไกลกว่าช่วง ICU มาก
การฟื้นฟูร่างกายสำคัญมาก
แต่การฟื้นฟูใจ สำคัญไม่แพ้กันเลย
คนไข้ stroke ไม่ได้แค่ต้องฝึกเดินใหม่
บางคนต้องฝึกเชื่อใจร่างกายตัวเองใหม่
ต้องฝึกไม่กลัว
ต้องฝึกยอมรับตัวเอง
ต้องฝึกมีชีวิตต่อในเวอร์ชันที่ตัวเองไม่ได้เลือก
และผู้ดูแลเอง (คือพี่เอ้เต้ 🙏)
ก็ไม่ได้แค่ “ดูแลคนป่วย”
แต่ต้องกลายเป็นทั้งแรงใจ
ทั้งที่พิง
ทั้งคนปลอบ
ทั้งคนอดทน
ทั้งคนที่เสียสละทุกอย่าง
ทั้งคนที่เหนื่อยแทบตาย
แต่ยังต้องพูดว่า “ไม่เป็นไร ค่อย ๆ เอา”
หนึ่งปีที่ผ่านมาไม่ได้ง่ายเลย
แต่ถ้าถามว่าน้องมายดีขึ้นไหม
ดีขึ้นค่ะ
อาจไม่ได้เร็ว
อาจไม่ได้เหมือนเดิม
อาจไม่ได้เป็นเส้นตรงทุกวัน
แต่ทุกก้าวเล็ก ๆ คือปาฏิหาริย์ของบ้านเราแล้ว
จากเหตุการณ์นี้ เราเลยอยากบอกทุกคนว่า
อย่าประมาทอาการผิดปกติของร่างกาย
อย่าคิดว่า “ยังเด็ก ไม่น่าเป็นอะไร”
อย่ามองข้ามอาการเจ็บขาข้างเดียว หอบ เหนื่อยผิดปกติ เจ็บหน้าอก หรืออาการทางสมองเฉียบพลัน
เพราะบางครั้ง
“แค่เช็กให้เร็วขึ้นหนึ่งวัน”
"แค่ไม่ประมาทว่าไม่น่าใช่โรคนั้น"
อาจเปลี่ยนทั้งชีวิตของคนคนหนึ่งได้จริง ๆ
และสุดท้าย…
ถ้าวันนี้คุณยังเดินได้เอง
พูดได้เอง
กินข้าวได้เอง
กอดคนที่รักได้เอง
ใช้ชีวิตธรรมดา ๆ ได้เอง
ขอให้รู้ไว้ว่านั่นไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย
มันคือของขวัญที่เราอาจไม่เคยเห็นค่า
ดีกว่าคนที่ต้องเริ่มฝึกทุกอย่างใหม่จากศูนย์
(หรืออาจจะติดลบด้วยซ้ำ)
อยากให้ทุกคนมองเห็น และ appreciate
กับสิ่งดีๆ ที่ตัวเองมีอยู่กันนะคะ... 😊
----
หวังว่าปีหน้า จะมีโอกาสได้อัพเดตพัฒนาการ
ของน้องมายไปอีกมากๆ นะ
ปล. รูปนี้คือตอนมายเรียน ม.ปลาย
ส่วนเราเรียนจบมหาลัยเรียบร้อยแล้วค่ะ
มีอยู่วันหนึ่งชวนมายไปสอบสนามจำลองที่ขอนแก่น เลยเนียนแต่งชุด ม.ปลายปลอมตัวไปนั่งสอบด้วยคนค่ะหน้าน้องน่าจะบอกทุกอย่างแล้วว่ารู้สึกยังไงค่ะ 😂
#อะตอมเด็กเนิร์ส
#เรียนพยาบาลออสเตรเลีย